
คุณคงรู้สึกหงุดหงิดและสงสัยเวลาไปขึ้นเครื่องบินว่าทำไมต้องมาสนามบินล่วงหน้านานๆ เป็นชั่วโมง ต้องคอยถอดรองเท้า ถอดเข็มขัด ทิ้งขวดน้ำ หรือยืนรอคิวตรวจค้นนานมาก รู้มั๊ยว่าสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ผู้โดยสารทั่วโลกต้องมาลำบากและเสียเวลาขนาดนี้ มีต้นเหตุมาจากศาสนาหนึ่งที่คนเรียกกันว่า “ศาสนาแห่งสันติ” นั่นเอง เชื่อมั๊ยว่าก่อนช่วงปี 1970 การเดินไปขึ้นเครื่องบินนั้นชิลมาก แทบจะเหมือนเราไปขึ้นรถทัวร์เลย ไม่มีการตรวจอะไรวุ่นวาย คนที่มาส่งญาติพี่น้องสามารถเดินไปส่งได้แทบจะถึงประตูขึ้นเครื่องเลยทีเดียว แต่พอเข้าสู่ช่วงยุค 80 และ 90 ก็เริ่มมีเหตุการณ์จี้เครื่องบินหรือวางระเบิดบ่อยขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มก่อการร้ายลัทธิหัวรุนแรงกลุ่มต่างๆ อย่างเช่น Abu Nidal Organization, Hezbollah, Armed Islamic Group (GIA) เป็นต้น ทำให้ความปลอดภัยแบบเดิมๆ ใช้ไม่ได้อีกต่อไป สนามบินต้องเอาเครื่องตรวจโลหะและเครื่องเอกซเรย์กระเป๋าเข้ามาใช้ ทำให้ผู้โดยสารเริ่มต้องเผื่อเวลามาต่อคิวตรวจกัน แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้เพิ่มความลำบากให้ผู้โดยสารแบบก้าวกระโดดคือเหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 ที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ก่อเหตุจี้เครื่องบินไปชนตึกในสหรัฐ หลังจากเหตุการณ์ช็อกโลกครั้งนั้น สหรัฐและสนามบินทั่วโลก (รวมถึงบ้านเราด้วย) ก็ยกระดับความปลอดภัยแบบจัดเต็ม กฎระเบียบหยุมหยิมที่เราต้องทนทำกันทุกวันนี้ก็งอกมาจากเหตุการณ์นี้นี่แหละ ไม่ว่าจะเป็น - การตรวจค้นสัมภาระและกระเป๋าเดินทาง - ห้ามพกของเหลวขึ้นเครื่อง (ที่ทำให้เราต้องทิ้งครีมหรือน้ำดื่มขวดละแพงๆ) - ต้องคอยถอดรองเท้า ถอดเสื้อคลุม ควักแล็ปท็อปออกมาให้วุ่นวายหน้าสายพาน - ต้องเดินผ่านเครื่องสแกนร่างกายแบบละเอียด ดังนั้น ทุกครั้งที่เรารู้สึกหงุดหงิดกับการที่ต้องมาสนามบินล่วงหน้านานๆ เพื่อมายืนต่อแถวกันยาวเหยียด ตรวจนู่นตรวจนี่จนเสียเวลาเป็นชั่วโมงๆ ก่อนจะได้เดินไปรอที่เกต ก็พึงระลึกไว้ว่าต้นเหตุมาจากลัทธิการก่อการร้ายของ “ศาสนาแห่งสันติ” นี่แหล่ะ












