ตูดพีช

4K posts

ตูดพีช banner
ตูดพีช

ตูดพีช

@peachbooti

บ่นแต่เรื่องงาน | ขี้เกียจแต่ก็หิวเงิน | ชีวิตครอบครัวอีหยังวะ | ทุกอย่างเหมือนจะไม่ดี แต่ผัวดีมากเลย ❤️

Beigetreten Mart 2011
110 Folgt23 Follower
ตูดพีช retweetet
ราตรี จะไม่ช้อปปิ้งแล้ว
ไอ้คำว่า “คิดถึงหน้าพ่อแม่” นี่เป็นคำที่ต้องรู้จักพื้นเพกันมาก่อนนะ จะไปพูดมั่วๆ ไม่ได้เลย บางคนกำลังทุกข์ๆ พอได้ยินคำนี้แล้วดิ่งกว่าเดิม เพราะพ่อแม่เป็นเจ้ากรรมนายเวร เคยได้ยินเรื่องคนจะกระโดดตึก คนก็ยื้อกันอยู่นาน ใครไม่รู้ตะโกนไปว่า คิดถึงหน้าพ่อแม่ไว้ จบประโยคเค้ากระโดดเลย
Sim_Cin@Sim_Cin

เมื่อเช้าขับรถผ่านนึกว่าคนมาตกปลาจมน้ำ มารู้เพราะแม่บ้านคุยกันว่าเป็นน้องวัยรุ่นโดดน้ำมีจดหมายสั่งลาด้วย มีแต่คนออกความคิดเห็นว่าทำไมคิดสั้นไม่คิดถึงหน้าพ่อหน้าแม่บ้าง ถ้าเกิดมาแล้วชีวิตมันโอเค ครอบครัวเป็นเซฟโซนน้องมันคงมาไม่ถึงจุดนี้นะ อายุเพิ่งเท่านี้เอง เห็นแล้วนึกถึงข่าวเมื่อวานที่พ่อแม่มาหาลูกสาวที่ลูกไม่ออกมารับ เพราะใช้หนี้ให้มา 30 ปี พี่เขาก็เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 15 นู่นสู้ชีวิตมานานมาก

ไทย
5
2.7K
1.5K
133.9K
ตูดพีช retweetet
FFERNNNNN ㅍㅅㅍ
FFERNNNNN ㅍㅅㅍ@_eveningFERN·
กับดักกตัญญูค่ะ จากคนใกล้ตัว เอาง่ายๆเลยคือพ่อเรา ลูกที่แม่ไม่รัก แต่ดันหาเงินเก่งสุด เค้ามีความแอบแค้นนะคะ ที่ดันได้ดีกว่าลูกรักเค้า พ่อเราหมดไปเยอะมาก ส่วนนึงพ่อเราภูมิใจที่เป็นลูกที่ย่าพึ่งพา ฟีลเหมือนคิดว่าถ้าให้เงินเยอะแล้วเค้าจะรัก ซึ่งมันเป็นการหลอกตัวเอง คนรู้จักเรามีแบบนี้อีกหลายคนเลย บางคนพี่น้องเป็นสิบ ต้องซื้อบ้าน ออกรถให้พี่น้องทุกคนงี้ แล้วถามว่าแม่รักมั้ย ก็ไม่รักแต่หลอกใช้อะ คนที่โตมาแบบพ่อแม่รัก มองคนพวกนี้แล้วงงมาก ว่าหลอกตัวเองเก่งเบอร์นี้ได้ไงวะ 🤣
ไทย
2
36
64
19.4K
ตูดพีช retweetet
Petæ Lynch
Petæ Lynch@Petae_Lynch·
ในกลุ่มชาวแคมปิ้งเขาถึงได้ด่ากัน คือคนพวกนี้มายึดที่อุทยานเหมือนเป็นที่ส่วนตัวระยะยาวไม่แบ่งใคร ทำเลบางมุม ติดลำธาร สนามหญ้า ใต้ต้นไม้สวยๆ คนอื่นเขาก็อยากได้กางทำเลนี้ไรงี๊บ้าง คือหมดโอกาสเลย พวกพี่แกเล่นยึดกางยาวกันเป็นไตรมาส ต่อไปถ้าไม่มีใครว่าอะไร คนพวกนี้อาจได้ฟ้องปรปักษ์ยึดที่อุทยาน 555
NPPN 🍋@Lime_MyWay

30 บาท/คน/คืน น้ำไฟฟรี อุทยานฯ ไม่มีเก็บเพิ่ม นี่เคยเจอเคสนึงมากางเต็นท์ทิ้งไว้ เช้าไปทำงาน เย็นกลับมานอนเต็นท์ที่กางไว้ เห็นอยู่เป็นอาทิตย์ๆ กางเต็นท์นานจนหญ้าตาย ไม่มีโอกาสได้หายใจ 555 ส่วนอีกเคสมาเป็นรถบ้าน อุปกรณ์ครบ เครื่องใช้ไฟฟ้า ขอเสียบหุงข้าว ชาร์ตแบต ใครเจอคงจะคุ้นหน้า

ไทย
3
3.4K
1.3K
275.4K
ตูดพีช retweetet
ᴀᴏᴍᴍʏ นักชงนมมือหนึ่ง🍼
จากประสบการณ์ออกหน่วยแพทย์บนดอยไกลๆ แว่นตาเข้าไม่ถึงคนกลุ่มนั้นเลยค่ะ แบบเคยเจอคนแก่เดินใช้ไม้เท้า ออกบ้านเองไม่ได้ ตอนแรกหมอก็ส่งกายภาพแหละ แต่ยายต้องผ่านหน่วยวัดสายตาก่อน สรุปสายตามีปัญหาเลยแจกแว่นตาไป พอใส่ปุ๊บแกโยนไม้เท้าเลยค่ะ เดินกลับบ้านเองสับๆๆๆ ที่ผ่านมาเดินไปไหนเองไม่ได้เพราะไม่เห็นทางเฉยๆ 55555555555 ถ้าใครทำงานอาสา อยากบริจาคหรือเข้าถึงอะไรงี้ง่ายๆ ก็ไปแจกแว่นบ้างก็ได้ ต้นทุนแว่นที่เคยแจกคือหลักสิบบาท แบบบ้านๆเลย แต่มันเปลี่ยนชีวิตคนได้มากโข เส้นผมบังภูเขาของจริง
PD@pd_091

ที่บอกว่าแว่นตามัน overpriced เพราะอะไรรู้มั้ย แว่นตามันเป็นสิ่งจำเป็น แต่ราคามันสวนทางกัยรายได้ของคนทั่วไป จะจน จะรวย ถ้าคุณมีปัญหาค่าสายตา คุณต้องพึ่งมันหมด ไม่งั้น สส. สก. เค้าไม่ทำโครงการตัดแว่นฟรีหรอก แล้วใครมาบอกว่ามันแพงตามกลไกตลาดหรือเปล่า ขอเลย ไปไกล ๆ

ไทย
10
25.2K
11K
1.1M
ตูดพีช
ตูดพีช@peachbooti·
อยากให้จูดี้เป็นตัวเอง 100% เอาให้อีพวกแอนตี้อกแตกตายให้หมด จำได้ว่าเทปแรกๆโคตรตลก โวยวาย วุ่นวาย ป่วงม่วนงันเพราะจุดี้เนี่ยแหละ โคตรชอบ พอเห็นซอฟต์ลงแล้วเอ็นดูชีอ่ะ นึกภาพเราเล่นกับเพื่อนสนิทแล้วจู่ๆมีใครไม่รู้มาบล็อก มาห้าม คือ โทษนะมึงคัยอ่ะ?
กิ้กกู้วววรักพี่แดน🐶@dannnbaby

จูดี้ ปรับทุกอย่าง แต่ก็ยังโดนไม่เลิก สงสารพี่หว่ะ แม้แต่ตัวของตัวเอง ก็ไม่มีสิทธิ์ได้เป็น เข้าใจคัลแลนเลย ว่าทำไมถึงพูดว่า ชอบจด. ที่เป็นแบบนี้ ก็นี่เพื่อนเค้า เค้ารักเพื่อนเค้า เข้าใจที่แดนติดสกินชิพจด.มาก ก็เพราะแดนก็รักของเค้า นี่เพื่อนเค้า พี่จองเองก็เช่นกัน นี่ก็เพื่อนเค้า

ไทย
0
19
49
1.8K
ตูดพีช
ตูดพีช@peachbooti·
มีคนในออฟฟิศชอบไปเบาแอร์ด้วย กูอยากตาย แอร์ก็เย็นไม่ทั่ว ห่วยแตก เข้าออฟฟิศทีไรอยากลาออกทุกที ละอีคนขี้หนาวอะ หนูห่มผ้าใส่เสื้อเอาเถอะ คนร้อนมันทำอะไรไม่ได้นอกจากเร่งแอร์อ่ะ มันจะเป็นฮีทสโตรก หายใจไม่ออก อากาศไม่ไหล อีคนเบาแอร์นี่โง่หรือโง่
*𝘚𝘶𝘭𝘭𝘪𝘦@moodysullie

จะพัดลมในบีทีเอส ในที่ทำงาน ถ้ามันยังร้อนอยู่ดีก็เปิดไปเถอะ เดี๋ยวนี้ห้องแอร์ก็ใช่ว่าจะเย็น อากาศมันร้อนจริง ๆ แล้วอีกอย่างตอนซื้อก็ไม่มีใครมาบอกนะว่าพัดลมตัวนี้ดังไม่ดัง สั่งมาแล้วให้ทำไง

ไทย
0
4
2
427
ตูดพีช
ตูดพีช@peachbooti·
@4utomine ทางนี้เพิ่งได้ลองแค่สีฟ้าค่ะ เริ่ดจนไปถอยปุก 100.- มา 🤣 ลองซื้อเป็นซองในเซเว่นก่อนก็ได้นะคะ มีทั้ง 2 สีเลย
ไทย
0
0
0
5K
3M
3M@4utomine·
@peachbooti ตัวเองใช้สูตรไหนหรอคะเห็นมีสีฟ้ากับม่วง s.shopee.co.th/9KdsYC3vyl
ไทย
1
0
5
6.1K
ตูดพีช
ตูดพีช@peachbooti·
อันนี้ดีจริง จากการไปตจว.หลายวัน ใช้แชมพูโรงแรมแล้วผมมันจะแห้งๆ เลยหยิบตัวนี้ซอง 20-40 ในเซเว่นมาหมักแบบไม่คาดหวัง ปึ้งง!นุ่มมมมตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ หอมกำลังดี แนะนำฮะ!
morpor🍋@morpormorpaeng

ตอนทำสีละผมเสียหนักมากๆ รอดมาได้เพราะทรีทเม้นต์ไม่กี่ร้อย 555555 ทำช่างบอกคือรู้เลยว่าไม่จำเป็นต้องซื้อแพงไรเลย แค่ต้องขยันหมัก กระปุกเขียวในตำนาน ตอนนี้เป็นสีฟ้าก็ยังร้อยกว่าบาทเองอะ ดีโคตร

ไทย
3
96
319
176.8K
ตูดพีช retweetet
スキヤキ🇯🇵🇹🇭
1位 新芽ちょうだい タイの緑茶のCMで一世を風靡した、日本人が一人も使ったことがない日本語。センチメンタルなCMが話題となり、歌までできて大ヒットした。 他にもあれば教えて〜☺️
日本語
5
401
744
317.2K
ตูดพีช retweetet
RYOUGI Ilakya
RYOUGI Ilakya@RY0UGI·
@donteatmyc เขาใช้ MSG มีอยู่ในธรรมชาติ มะเขือเทศ เห็ด สาหร่าย กระดูกสัตว์ อาหารทะเลแห้ง ของหมัก ของดอง รวมถึงชีส เขาไม่ต้องใส่ MSG ผง เพราะเขารู้ว่าทำไงถึงจะได้ MSG ธรรมชาติมาอยู่ในอาหาร
ไทย
1
192
339
54.2K
ตูดพีช
ตูดพีช@peachbooti·
จำไม่ได้ว่าข้างซองให้หมักกี่นาที แต่แนะนำหมักไปสัก + 5-10 นาทีได้เลย เอาคลิปหนีบไว้แล้วขัดห้องน้ำสครับตัวไป ถ้าปลายผมแห้งมากก็หาจับยัดๆมันเข้าไปในกลุ่มผมที่หนีบไป อาจจะต้องใช้หลายครั้งหน่อยถ้าปลายเสียมาก แต่รู้สึกว่าดีขึ้นทุกครั้งที่ใช้
ไทย
0
0
0
6.4K
ตูดพีช retweetet
หลี่กงจู่_李公主นามเดิม มาดามหลี่245
ในฐานะติ่งจีนเราอึ้งกับปรากฎการณ์น้องเนยที่จีนหลายอย่างมากนะคือถ้าใครติ่งจีนจะรู้กัน -น้องเนยมีชื่อจีนแต่ว่ามัมจีนส่วนใหญ๋เรียก"น้องเนย" -ไปหน้างานแม่จีนไม่รุม แถมจับก็ลูบหน้าเบาๆ -แม่จีนพูดไทยกับน้อง -และเพลงที่เข้าแอพจีนอยู่ตอนนี้เธอคิดว่าน้องร้องเพลงภาษาอะไร ไทยนะจ๊ะ เลิศปะ
ไทย
10
5K
4.2K
198.1K
ตูดพีช retweetet
JRT
JRT@JRTDesk·
คำถามที่ว่า 「ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน」.. ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่จุดเริ่มต้น.. ปัญหาอยู่ที่ว่า.. ในสาย finance.. การลงทุน.. การ trade.. quant.. ประสบการณ์สามารถสร้าง intuition ที่ผิดๆ ได้อย่างมาก.. ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างจากสายอาชีพอื่นๆ ส่วนใหญ่.. ในสายอื่น ยิ่งมีประสบการณ์ยิ่งเก่งขึ้น.. หมอที่ผ่าตัดมา 10,000 ครั้ง ดีกว่าหมอที่ผ่าตัดมาแค่ 100 ครั้ง แทบจะ guarantee ได้.. แต่ใน finance.. trader ที่ผ่าน 2008 มาได้ อาจสร้าง intuition ที่ optimize สำหรับ crisis แบบ 2008.. แล้วพอ regime เปลี่ยน.. intuition ที่ได้มาจากตอน 2008 นั่นเองที่จะฆ่า trader คนนั้น 😅.. ความมั่นใจที่สะสมมาจากประสบการณ์ กลายเป็นอาวุธทำร้ายตัวเองได้.. อย่างกรณีที่ผมเคยเจอ.. ช่วงนึงที่ options selling ทำผลงานได้ดีมากต่อเนื่องมาหลายปี.. ทุก spike ของ vol มันก็ revert กลับมา.. ทุก tail event มันก็ fade.. สมองก็เริ่ม internalize ว่า「นี่คือวิธีที่ตลาดทำงาน」จนถึงจุดที่มันกลายเป็น reflex.. ไม่ใช่ การตัดสินใจอีกต่อไป.. เพราะสิ่งที่สมองเราเรียกว่า intuition.. จริงๆ แล้วคือ pattern recognition ที่ fit กับ historical regime ที่ผ่านมา.. ไม่ใช่ความเข้าใจ mechanism จริงๆ ของตลาด.. พอ regime เปลี่ยน.. intuition กลายเป็นของเก่า.. แต่ความมั่นใจที่สร้างมันขึ้นมายังอยู่ครบ... นั่นเลยเป็นเหตุผลแรกที่ว่า.. การรู้ลึกในสายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ 「ผ่านเวลามาเยอะ」.. ความรู้ในสายนี้มีวันหมดอายุ ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เรียนรู้มาจะยังใช้ได้พรุ่งนี้.. ความรู้ใน finance มีอายุต่างกัน.. บางอย่างอยู่ได้เป็นทศวรรษ บางอย่างอาจจะหมดอายุภายในปีเดียว.. ความรู้เรื่องจิตวิทยาและ behavioral patterns.. ถือว่าอายุยาวมาก.. Fear กับ Greed ทำงานเหมือนกันในปี 1929 กับปี 2025.. Kahneman ศึกษาเรื่อง loss aversion มาหลายสิบปีแล้ว แต่ยังใช้ได้อยู่ในทุก market cycle.. ความรู้เรื่อง market microstructure อายุกลางๆ.. bid-ask spread, adverse selection, order flow toxicity.. concept ยังอยู่ แต่ mechanics เปลี่ยนตาม technology ตามกาลเวลา.. ความรู้เรื่อง specific alpha signal.. อายุสั้นมาก.. factor ที่ work ในปี 2010 อาจตายไปแล้วในปี 2020 เพราะ crowded หรือเพราะ market structure เปลี่ยน.. คนที่รู้ลึกจริงๆ รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ใน layer ไหน.. และไม่เอาความมั่นใจจาก layer ที่มีอายุยาว มาใช้กับ layer ที่มีอายุสั้น.. กับดักที่เห็นบ่อยมาก.. คนที่เข้าใจ behavioral finance ลึกมาก แล้วคิดว่าตัวเองเข้าใจตลาดลึก.. ทั้งที่จริงๆ แล้วมันคือคนละ layer กันเลย.. รู้ว่า fear กับ greed ทำงานยังไง ไม่ได้แปลว่ารู้ว่าตลาดจะเดินไปทางไหนพรุ่งนี้.. และปัญหาคือ.. ตลาดไม่ได้บอกเราตรงๆ ว่าเราอยู่ layer ไหน.. อย่างหมากรุก.. เดินผิด รู้ทันที.. feedback loop ชัด.. ในการผ่าตัด.. ผ่าตัดพลาด ก็รู้ได้ค่อนข้างเร็ว.. แต่ใน trading และการลงทุน.. มันต่างกัน.. ตัดสินใจผิด.. แต่กำไร.. เพราะโชคช่วย.. ตัดสินใจถูก.. แต่ขาดทุน.. เพราะ noise ในตลาดช่วง short term.. ถ้าเรียนรู้จาก P&L อย่างเดียว.. เราจะเรียนรู้สิ่งผิด.. สมองจะ reinforce behavior ที่ทำกำไร แม้ว่าพฤติกรรมนั้นจะ random ล้วนๆ.. และสมองจะต่อต้านพฤติกรรมที่ถูกต้องแต่แค่โชคไม่เข้าข้างในช่วงนั้น.. ผมได้เริ่มตระหนักเรื่องนี้จริงๆ ตอนสมัยก่อนที่กลับมา review trade journal เก่าๆ แล้วพบว่า.. trade ที่ขาดทุนหนักที่สุดบางอัน reasoning มันแม่นมาก.. เพียงแต่ timing ผิด หรือมีปัจจัยภายนอกที่คาดไม่ได้เข้ามา.. และ trade ที่กำไรดีที่สุดบางอัน ตอนเขียน reasoning ไว้ตอนนั้น.. อ่านกลับไปแล้ว migraine แดก... เพราะมันผิดมากๆ แต่ตลาดดันเดินตามทิศทางที่เราเดาไว้ด้วยเหตุผลที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง.. ถ้าไม่มี trading journal ที่จดเหตุผลที่คิดไว้ก่อนเข้า position.. เราจะไม่มีทางรู้เรื่องนี้เลย.. เพราะสมองมนุษย์มันเก่งมากในการสร้าง narrative ย้อนหลังให้ทุกอย่างดูสมเหตุสมผลเสมอ.. Kahneman เรียกว่า 「hindsight bias」.. แต่ในสาย finance มันไม่ใช่แค่ cognitive bias.. มันคือกลไกที่ค่อยๆ ทำลาย calibration ของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว.. วิธีแก้คือเราต้องสร้าง feedback loop ชั้นที่สอง.. แทนที่จะเรียนรู้จากผลลัพธ์ ต้องเรียนรู้จากความถูกต้องของเหตุผลที่คิดไว้.. ไม่ใช่จาก P&L อย่างเดียว บันทึกเหตุผลที่คิดไว้ก่อนเข้า position.. บันทึกว่าคาดหวัง scenario ไหน.. คิดว่า outcome จะออกมาเป็นยังไง.. แล้วกลับมาวัดว่าเหตุผลที่คิดไว้ถูกหรือผิด แยกออกจากว่าได้กำไรหรือขาดทุน.. ทำแบบนี้สม่ำเสมออย่างน้อย 2-3 ปี.. ภาพจะชัดขึ้นมาก.. แต่ feedback loop จาก trade journal อย่างเดียวยังไม่พอ.. เพราะสิ่งที่เราบันทึกไว้ มันจะดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสิ่งที่เราอ่านมาตั้งแต่แรก.. . . อ่าน paper ต้นฉบับ.. อ่าน Fed minutes ตัวจริง.. อ่าน earnings call transcript ตัวจริง.. ไม่ใช่ความเข้าใจของคนอื่น ทุก secondary source มีคนเขียนที่ผ่านตะแกรงของตัวเองมาแล้ว.. เขาตัดสินว่าอะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ อะไรอธิบายยากเกินก็ตัดออก.. พอถึงมือเรา.. เราได้รับความเข้าใจของคนอื่นเค้า ไม่ใช่ความเข้าใจของเราเอง.. Almgren-Chriss paper ปี 2000 เรื่อง optimal execution.. ถ้าอ่านแค่บทสรุปก็รู้แค่ 「square root law」.. แต่ถ้าอ่านต้นฉบับจะเห็นว่า model นี้ assume ว่า price impact เป็น linear ใน instantaneous trade rate.. assumption นั้นพังในตลาดที่ thin หรือใน crisis.. คนที่อ่านแค่บทสรุปจะ apply square root law ผิดที่โดยไม่รู้ตัว.. นานมากแล้วเคยมีช่วงนึงที่ผมอ่าน Fed minutes จริงๆ เป็นครั้งแรกหลังจากที่อ่านแต่ analysis ของคนอื่นมานาน.. สิ่งที่ตกใจมากที่สุดไม่ใช่แค่ว่ามี information ใหม่ที่ไม่เคยรู้.. แต่คือ tone และความไม่แน่ใจที่ Fed เองมีอยู่ในนั้น.. ในขณะที่ analysis ทุกชิ้นที่อ่านมาก่อนหน้า มันตัดส่วนนั้นออกไปหมด.. นำเสนอ Fed เป็น entity ที่ตัดสินใจอย่างมีตรรกะชัดเจน.. ทั้งที่จริงๆ แล้ว minutes อ่านแล้วเห็นชัดว่าพวก Fed ก็กำลัง figure out เรื่องต่างๆ อยู่เหมือนกัน.. play by the ear.. ไม่ต่างจากเราๆ กันเท่าไหร่😅 ก็เลยเปลี่ยน mental model ผมเรื่อง market pricing ของ Fed policy ไปอย่างถาวร.. ‼️และสิ่งที่ต้องถามตอนอ่านทุกชิ้น.. 「ข้อสมมติฐานอะไรที่ทำให้ข้อสรุปนี้ถูก」.. 「ถ้า assumption นั้นผิด.. ข้อสรุปพังยังไง」.. 「sample period นี้ครอบคลุม regime ไหนบ้าง และไม่ครอบคลุม regime ไหน」.. Campbell Harvey ประมาณไว้ว่า factor research ส่วนใหญ่ที่ตีพิมพ์มาน่าจะเป็น false discoveries.. เพราะ t-stat threshold 2.0 ต่ำเกินไปสำหรับ multiple testing ในปริมาณงานวิจัยที่มีอยู่.. ต้องใช้ 3.0 ขึ้นไป.. นั่นหมายความว่าถ้าอ่านงานวิจัย finance โดยไม่มี critical reading.. เราอาจกำลัง internalize สิ่งที่ผิดอยู่โดยไม่รู้ตัว.. . . เราเลยควรทำ research เอง.. แม้เล็กน้อยก็ตาม ความแตกต่างระหว่างคนที่ 「รู้เรื่อง」 กับคนที่ 「รู้จริง」 คือการที่เคยลงมือทดสอบด้วยตัวเองหรือยัง.. ลอง replicate ผลลัพธ์ของ paper ที่อ่านมา.. ถ้า replicate ไม่ได้ แสดงว่าไม่ได้เข้าใจจริง.. ระหว่างนั้นจะเจอ assumption ที่ paper ไม่ได้บอกไว้ตรงๆ แต่ตัดสินผลลัพธ์ทั้งหมด.. ลองสร้าง backtester เองสักครั้ง แทนที่จะใช้ library สำเร็จรูป.. ระหว่างนั้นจะเจอว่า look-ahead bias แฝงตัวอยู่ตรงไหน.. survivorship bias เข้ามาได้ยังไง.. และ transaction cost ที่ไม่ได้นับทำให้ backtest ดูดีเกินจริงแค่ไหน.. ไม่มีหนังสือเล่มไหนสอนสิ่งนี้ได้ดีเท่าการเจอด้วยตัวเอง.. . . ยิ่งรู้ลึก ยิ่งเห็น risk มากขึ้น เห็น scenario มากขึ้น เห็น edge case มากขึ้น.. ซึ่งดี.. แต่ถ้าไม่ระวัง มันจะกลายเป็น analysis paralysis.. และคนที่รู้น้อยกว่า กลับ execute ได้เร็วกว่าและ confident กว่า ผมเจอจุดนี้ตอนที่เริ่มศึกษา dynamic hedging จริงๆ จังๆ.. ก่อนหน้านั้น.. การตัดสินใจ hedge ง่ายกว่า.. เพราะไม่เห็น complexity ทั้งหมด.. พอเข้าใจ Greeks ลึกขึ้น เข้าใจ vol surface เข้าใจ path dependency.. มีช่วงที่ทุกครั้งที่จะ execute อะไร สมองมันยก edge case ขึ้นมาเต็มไปหมด.. จนทำอะไรช้าลงอย่างเห็นได้ชัด.. สิ่งที่ช่วยได้คือแยก analysis time ออกจาก execution time ให้ชัด.. ตอนวิเคราะห์ให้คิดเต็มที่ไม่มีขีดจำกัด.. แต่พอถึงเวลา execute ให้เชื่อในกรอบที่วางไว้แล้ว และลงมือเลย.. จนสุดท้ายก็เลยก้าวไปอีกขั้น.. ทำระบบ automated ขึ้นมาแม่งเลย.. เอา quant เข้ามาช่วยตัด emotion ออกจาก execution โดยสิ้นเชิง.. เพราะถ้ากรอบที่วิเคราะห์ไว้มันถูก.. ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะให้สมองมานั่งลังเลตอน execute อีก.. Dunning-Kruger ที่คนพูดถึงบ่อยคือ.. มือใหม่มั่นใจมาก พอรู้มากขึ้นกลับยิ่งสงสัยตัวเอง.. แต่ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือขั้นที่ 3 ที่เกิดหลังจากผ่านจุดนั้นมาแล้ว.. คนที่อยู่ตรงนั้นมี calibrated confidence.. รู้ชัดว่าตัวเองรู้อะไร ไม่รู้อะไร และมั่นใจในระดับที่ตรงกับความเป็นจริง.. meta-skill นี้สำคัญมากและใช้เวลานานที่สุดในการพัฒนา.. มันคือความสามารถในการรู้ว่า 「ตอนนี้ควรใช้ analysis ระดับไหน」.. บางครั้ง simple heuristic ดีกว่า complex model.. บางครั้งต้องใช้ full framework.. รู้ว่าเมื่อไหร่ควรทำอะไรนั้นสำคัญกว่าการรู้ทั้งสองอย่าง.. การสอนคนอื่นก็เป็น test ที่โหดมาก (อย่างน้อยก็สำหรับผม) ตอนที่ไป lecture เรื่อง dynamic hedging.. เตรียม material มาดีมาก.. ทุก formula ถูก.. ทุก concept ครบ.. แล้วมีนักเรียนคนหนึ่งถามว่า.. 「If delta is just a first derivative, why don't we hedge once and be done with it?」 คำถามง่ายมาก.. แต่ผมหยุดไป 2~3 วินาที.. ไม่ใช่เพราะไม่รู้คำตอบ.. แต่เพราะตระหนักว่าคำตอบที่อยู่ในหัวมันเป็น mathematical ล้วนๆ.. และนักเรียนเค้าต้องการ intuition ไม่ใช่สูตร.. ตอนนั้นถึงได้รู้ว่า.. เออ.. มีช่องว่างอยู่ระหว่างสิ่งที่เราเข้าใจใน mathematical formulation กับสิ่งที่เราสามารถถ่ายทอด intuition ให้คนอื่นเห็นภาพได้.. และช่องว่างนั้นคือส่วนที่เรายังเข้าใจไม่จริง.. Feynman บอกว่า.. ถ้าอธิบายสิ่งที่เรียนรู้มาให้คนที่ไม่มีพื้นฐานเข้าใจได้ไม่ได้.. แปลว่าตัวเองก็ไม่ได้เข้าใจจริงๆ.. มีแค่ illusion of understanding.. หลังจากนั้นผมเพิ่มกฎส่วนตัวว่า.. ถ้าอธิบาย concept ไหนให้คนนอกสายเข้าใจไม่ได้.. ต้องกลับไปอ่านใหม่.. เพราะความเข้าใจจริงๆ มันต้องถ่ายทอดได้ ไม่ใช่แค่ compute ได้.. ⚠️และอีกเคล็ดลับนึงที่ผมใช้เพื่อช่วยให้รู้ลึก... คือ.. ผมไม่ยอมรู้เรื่องน้อยกว่า (อย่างมีนัยสำคัญ) พวกคนอื่นๆ ใน firm.. ซึ่งผมว่าแรงผลักดันที่คนอื่นๆ อาจจะประเมินต่ำ คือมันมีความต่างสำคัญระหว่าง.. 「ไม่ยอมรู้น้อยกว่า เพราะกลัวหน้าแตก」 กับ 「ไม่ยอมรู้น้อยกว่า เพราะต้องการตัดสินใจได้ดีกว่า」.. แบบแรกทำให้เรียนรู้เพื่อ defend ตัวเอง.. เลือกเรียนสิ่งที่ confirm ความเชื่อเดิม.. แบบที่สองทำให้เรียนเพื่อ update ตัวเอง.. เปิดรับสิ่งที่ challenge ความเชื่อเดิม.. ความต่างของสองแบบนี้ยิ่ง compound มากขึ้นเรื่อยๆ ในสาย finance.. เพราะตลาดลงโทษ confirmation bias ด้วยเงิน.. ไม่ใช่แค่เรื่องความเสียหน้า.. Tetlock พบว่า superforecasters ที่ทำนายได้แม่นที่สุดมีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งคือ.. รู้สึกดีเมื่อต้องยอมรับว่าเดิมคิดผิด.. แทนที่จะรู้สึกเสียหน้า.. ในสาย finance ผมว่านี่คือทักษะที่มีมูลค่าทางการเงินตรงๆ.. สรุป.. อย่าถามว่าจะเริ่มตรงไหน.. ถามว่าจะฝึกยังไงให้ feedback loop มันทำงานได้จริง.. เข้าใจว่าประสบการณ์อาจสร้าง intuition ที่ผิดได้.. ดังนั้นต้องสร้าง feedback loop จาก quality ของ reasoning ไม่ใช่จาก P&L อย่างเดียว.. รู้ว่าความรู้แต่ละชั้น แต่ละ layer มีวันหมดอายุไม่เท่ากัน.. และไม่เอา confidence จาก layer ที่มั่นคงอายุนานไปใช้กับ layer ที่เปลี่ยนเร็ว.. อ่านต้นฉบับ อ่านแบบ critical.. ตั้งคำถามกับ assumption ของทุกชิ้น.. ลงมือทำ research เอง replicate paper สร้าง tool เอง.. เพราะกระบวนการสอนเราในสิ่งที่หนังสือสอนไม่ได้.. พัฒนา calibrated confidence.. ไม่ใช่ความมั่นใจสูงแบบมือใหม่ และไม่ใช่ความลังเลแบบคนที่รู้มากเกินจนทำอะไรไม่ได้.. พยายามสอนคนอื่น.. เพราะช่องว่างระหว่าง 「compute ได้」 กับ 「ถ่ายทอดได้」 คือส่วนที่เรายังไม่เข้าใจจริงๆ.. และยอมรับว่าระยะเวลาวัดเป็นปี.. ไม่มีทางลัด.. . . P.S. กับดักที่น่ากลัวที่สุดในสายนี้ไม่ใช่การรู้น้อยเกินไป.. แต่คือการรู้แบบผิดๆ อย่างมั่นใจ.. ตลาดไม่ได้ลงโทษความไม่รู้.. ตลาดลงโทษความมั่นใจที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง.. และความมั่นใจแบบนั้น มักสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์จริงๆ ที่สะสมมานานหลายปี.. ไม่ใช่จากความโง่.. นั่นแหละเลยทำให้มันอันตรายที่สุด..
JRT tweet media
ไทย
7
681
1K
123.4K
ตูดพีช
ตูดพีช@peachbooti·
แต่คนทนร้อนไม่ไหวมันมีจริงๆนะ ส่วนตัวนี่ลองแล้วแต่ไม่ชอบ กลัวแบตหมด เป็นปสดเรื่องนี้ 5555555 ชอบใช้พัดมากกว่า ใช้แล้วรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าหญิง รู้สึกเหมือนเป็นนางรำตาลีกีปัส
ไทย
0
0
0
124
ตูดพีช
ตูดพีช@peachbooti·
ถ้าถามว่าอยากจีบผญที่ไม่รู้จักกันยังไงในยุคปจบ. ลองแนะนำตัวประมาณนี้โอเคอยู่นะ ส่วนตัวอ่านแล้วมันฟีลกู๊ดดีอะ 🥺
ปป@urdadporpor

ให้เลย เล่นทวิตมา 2 ปี นี่คือ dm ที่ประทับใจที่สุด 5555

ไทย
0
0
0
42
ตูดพีช retweetet
noranartta
noranartta@noranartta·
"พออายุเท่านี้แล้วรำคาญตัวเอง เคยเก่ง เคยได้ยิน เคยทำอันนู้นได้ อันนี้ได้ เคยคิดได้ แต่ตอนนี้ถดถอยทุกอย่าง" ศันสนีย์ ธวัฒนพงษ์ (อาม่า ร้านปาริชาตเบเกอรี่) พูดถึงความแก่ตัวลงของตัวเอง แต่ก็ยังตื่นมาทำงานทุกวัน เมื่อก่อนทำเค้กเองทุกขั้นตอน ปัจจุบันเหลือแค่แต่งหน้าเค้ก-ขายขนมหน้าร้าน บอกด้วยว่าจุดแข็งหนึ่งคือไม่จ้างลูกน้อง เอาเงินที่จะจ้างลูกน้องไปซื้อวัตถุดิบดี ๆ มาทำเค้กจะดีกว่า แล้วขายไม่แพง พอไม่แพง ลูกค้าก็จะอยากกลับมาซื้อซ้ำ เป็นคลิปเกือบ 7 นาทีที่ดีต่อใจมาก แนะนำค่ะ รายการ มนุษย์ต่างวัย youtu.be/tCKO0dl8mJU
YouTube video
YouTube
noranartta tweet medianoranartta tweet medianoranartta tweet medianoranartta tweet media
ไทย
5
12K
7K
460.5K
ตูดพีช
ตูดพีช@peachbooti·
พวกงานวาดก็อิจฉา toxic ทำร้ายกันเอง ใครห้ามเก่งกว่ากู ต้องแขวน เรียกพวกมารุม ต้องอายุเยอะขึ้นมาหน่อยถึงอาการจะเบาลงเมตตาคนอื่นเป็นบ้าง
i can't live without you@jjiiiiiiiiijj

นักเขียนนอกใจ จิตกรเป็นบ้า โรคจิตเวช ศิลปะนี่แมร่งโคตรเก๋ มีแต่คนวิกลจริตทั้งนั้นที่รักงานศิลปะ

ไทย
0
0
0
97