Sopon Supamangmee

5.4K posts

Sopon Supamangmee banner
Sopon Supamangmee

Sopon Supamangmee

@sopons

Editor/Writer/Columnist : บรรณาธิการเพจ aomMONEY, นักแปล และ นักเขียนอิสระที่เชียงใหม่ สนใจเรื่องการพัฒนาตัวเอง ธุรกิจ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์การเงิน และ สังคม

Chiang Mai, Thailand Beigetreten Haziran 2008
498 Folgt4.9K Follower
Angehefteter Tweet
Sopon Supamangmee
Sopon Supamangmee@sopons·
ผมนอนไม่หลับมาทั้งคืนด้วยความตื่นเต้น . นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในชีวิต ผมจะได้มีโอกาสพบและสัมภาษณ์ บิล เบอร์เนตต์ (Bill Burnett) นักออกแบบและผู้เขียนหนังสือ 'คู่มือออกแบบชีวิตด้วย Design Thinking' ที่มีชื่อเสียงระดับโลก​ ซึ่งในฐานะนักอ่านและแฟนตัวยงของผลงานของบิล เรียกว่าเป็นไฮไลต์หนึ่งของชีวิตเลยก็ว่าได้ . หนังสือเล่มนี้เคยเปลี่ยนชีวิตผมมาแล้วหลายครั้ง ช่วยขุดให้ผมหลุดออกมาจากอาการเบิร์นเอาต์ตอนทำธุรกิจ ช่วยปรับกรอบความคิดว่าเราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ช่วยทำให้ผมรู้ว่าที่จริงแล้วสิ่งที่เรียกว่า ‘ความล้มเหลว’ นั้นไม่มีอยู่จริง . “สวัสดีครับบิล ผมโสภณ บรรณาธิการเพจ Future Trends วันนี้จะมาเป็นคนสัมภาษณ์คุณครับ” . ผมยื่นมือที่ยังคงสั่นไม่หายไปจับมือเขาที่เดินเข้ามาในห้องที่ทางทีมงานจัดไว้ให้สัมภาษณ์ . บิล ชายร่างสูง ผมขาวปนเทายิ้ม “สวัสดี ได้เลยๆ” . . [[ #คุณไม่มีทางพร้อม 100%]] . . ไม่ว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร สอบปลายภาค ทำธุรกิจออนไลน์ เขียนหนังสือ เลี้ยงไส้เดือน หรือแม้แต่การขึ้นพูดบนเวที ฯลฯ แม้คุณเตรียมตัวมากแค่ไหนก็ตาม ในหัวเราก็จะรู้สึกว่าขอเวลาเตรียมตัวอีกหน่อย อยากอ่านซ้ำอีกรอบ อยากพร้อมกว่านี้...แต่รู้อะไรไหมครับ? คุณไม่มีทางพร้อม 100% หรอก . เมื่อประมาณปลายเดือนสิงหาคม ผมได้รับโอกาสจากทีมงานเพื่อให้ไปสัมภาษณ์ บิล ระหว่างที่เขามาเปิดเวิร์กชอปเรื่อง Designing Your Life ในประเทศไทยที่กรุงเทพฯ . เมื่อถูกชวน...ผมคว้าโอกาสนั้นไว้ในมือทันที แม้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต . นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมจะไปทำงานสัมภาษณ์, แต่มันคือครั้งแรกที่ผมจะได้สัมภาษณ์คนระดับโลก . ถ้าเปรียบโอกาสเป็นรถไฟครับ มันผ่านมาจอดรอเราแป๊บหนึ่ง ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะกล้าพอที่จะเดินขึ้นรถไฟลำนั้นไหม? . แน่นอนครับว่าเราไม่สามารถขึ้นรถไฟทุกลำได้ เพราะไม่งั้นชีวิตคงยุ่งเหยิงน่าดู . แต่ถ้าเรามองว่ามันเป็นโอกาสที่ดี ที่จะพัฒนาตัวเองและทำให้เราไปยังสถานีต่อไปได้ แม้ไม่พร้อมโอกาสแบบนี้อาจจะไม่วนกลับมารับคุณอีกแล้วก็ได้ . บรอนนี่ แวร์ (Bronnie Ware) พยาบาลชาวออสเตรเลียที่ดูแลผู้ป่วยในช่วงบั้นปลายชีวิต บอกในหนังสือ “The Top Five Regrets of the Dying” ว่าสิ่งหนึ่งที่คนใกล้ตายเสียดายที่สุดในชีวิตคือการไม่กล้าลงมือทำในสิ่งที่อยากทำ และกลายเป็นคำถามในหัวมาตลอดว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าวันนั้น....” . ผมกระโดดขึ้นรถไฟลำนั้น และช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมงุ่นง่านกับการเตรียมตัวอย่างหนัก อ่านหนังสือสองเล่มของบิล (Designing Your Life กับ Designing Your Work Life) อีกรอบ ขีดเส้นใต้ส่วนที่สำคัญ นั่งเขียนสคริปต์คำถาม ดู Ted Talk ที่เขาไปพูด อ่านสัมภาษณ์ออนไลน์ ฯลฯ ทำทุกอย่าง . แต่ไม่ว่าจะเตรียมตัวมากแค่ไหน คืนก่อนวันสัมภาษณ์ก็ยังข่มตาหลับไม่ได้ พลิกไปพลิกมา ในหัวคิดแต่ว่าจะมีอะไรที่เตรียมได้อีกไหมนะ? ลืมอะไรไปรึเปล่า . เช้าวันนั้นระหว่างที่เดินทางไปยังสถานที่นัดหมาย ในหัวก็คิดถึงสคริปต์ที่เตรียมมาวนไปเรื่อยๆ . โชคดีที่ผมไปถึงก่อนเป็นคนแรกและก่อนเวลานัดประมาณชั่วโมงหนึ่ง ได้มีเวลาปรับแก้อีกนิดหนึ่ง . เข็มนาฬิกาขยับเข้าไปใกล้เวลานัดมากขึ้นเรื่อยๆ ทีมงานเริ่มทยอยกันมาช่วยจัดสถานที่ ผมนั่งสูดหายใจลึกๆ อยู่หลายครั้ง ท้องไส้มันปั่นป่วนบอกไม่ถูก มือยังสั่นแม้จะพยายามข่มไว้มากแค่ไหนก็ตาม . เสียงเคาะประตูดังขึ้น...บิลเดินเข้ามาในห้อง . ผมลุกขึ้นไปจับมือบิล แม้จะยังสั่นอยู่เล็กน้อย แต่จังหวะนั้นสวิตช์ในหัวเหมือนเปลี่ยนโหมด “เอาวะ...ลุยแล้ว” . . [[ #โอกาสต้องการความกล้าและมันก็ขึ้นอยู่กับเรา ]] . . กี่ครั้งแล้วที่เราปล่อยให้โอกาสดีๆ หลุดมือไปเพียงเพราะรู้สึกว่าเรายังเก่งไม่พอ? ยังไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบ? หรือแม้แต่ว่าจังหวะชีวิตยังไม่ใช่? . จากประสบการณ์ที่ใช้ชีวิตมาบนโลกนี้หลายสิบปี บอกได้เลยครับว่าชีวิตนี้ไม่เคยมีจังหวะที่ดีหรอก . คุณจะรอให้พร้อม รอให้ดวงดาวบนฟ้ามาเรียงตัวกันเป็นสายรุ้งโค้งสวยๆ มันไม่มีทางเกิดขึ้น . ชีวิตก็แบบนี้แหละ เดี๋ยวมีนั่นมีนี่ ถ้ามัวแต่รอให้จังหวะชีวิตลงตัว...ก็คงเหมือนรอยูนิคอร์นมาวิ่งเล่นที่สวนหลังบ้าน มันอาจจะไม่เกิดขึ้นเลย (สังเกตว่าผมใช้คำว่าอาจจะ...เพราะวันหนึ่งถ้ามียูนิคอร์นมาวิ่งในสวนหลังบ้านจริงๆ ก็คงเจ๋งไม่น้อย) . โอกาสต้องการความกล้า และนั่นก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะกล้าปล่อยมือ ขยายคอมฟอร์ตโซนของตัวเองออกไปให้มันกว้างขึ้นไหม ดันตัวเองไปข้างหน้าแม้ไม่รู้ว่าอะไรรออยู่บ้าง . ใช่ครับเรากลัวแน่นอน กลัวว่าจะล้มเหลว กลัวหน้าฟาดพื้น, แต่นั่นถ้าปรับกรอบความคิดใหม่ ถ้าเราไม่ลองล้ม เราก็ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้หรอก การล้มบ่อยๆ คือยาถอนพิษของโรคกลัวความล้มเหลวที่ดีที่สุด . เราไม่มีทางพร้อมที่สุด เมื่อได้เวลาที่ต้องตัดสินใจหรือลงมือทำ และนั่นก็เป็นเรื่องที่โอเค . . [[ #ความท้าทายคือการเติบโต ]] . . โอกาสมาพร้อมความท้าทาย มันบังคับให้เราขยับและขยายขอบเขตคอมฟอร์ตโซนของตัวเองออกไปให้กว้างขึ้น ถ้าให้ลองจินตนาการถึงคอมฟอร์ตโซนเป็นวงกลมสักวงหนึ่ง ส่วนตรงกลางคือพื้นที่ปลอดภัย คือสิ่งที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี การอยู่ตรงนั้นไม่ใช่เรื่องผิด...แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เราเติบโตด้วย . พื้นที่คอมฟอร์ตโซนที่น่าสนใจและเราควรไปเดินเล่นอยู่บ่อยๆ คือบริเวณขอบๆ พื้นที่ที่เราไม่รู้ว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ใช้ความสงสัยแบบเด็กๆ ที่อยากรู้อยากเห็นอยากลอง แล้วก็ลงมือทำ . โอกาสใหม่ๆ นำมาซึ่งความยุ่งยาก ไม่แน่นอน ไม่มีอะไรการันตีว่าสิ่งที่ทำจะสำเร็จหรือแม้แต่ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ . แต่เชื่อสิครับมันจะทำให้คุณเก่งขึ้น ไม่ว่าผลจะออกมายังไงก็ตาม . จำเอาไว้ว่าทุกครั้งที่คุณกล้าพอที่ให้โอกาสตัวเองได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ บางครั้งคุณก็จะชนะ บางครั้งก็ไม่ได้ตามที่คิด แต่ทุกครั้งคุณจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงนั้น . ปัญหาของรถไฟแห่งโอกาสคืออะไรรู้ไหมครับ? . มันมาช้า และนานๆมาที แต่พอมาถึงมันกลับจอดรอไม่นาน . เปาลู กูเวลยู (Paulo Coelho) เขียนเอาไว้ว่า . “จังหวะที่เราไม่ได้คาดหวังอะไร ชีวิตจะส่งความท้าทายมาเพื่อทดสอบความกล้าของเราและความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ในจังหวะนั้นมันไม่มีประโยชน์เลยที่จะแสร้งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือบอกว่าเรายังไม่พร้อม ความท้าทายจะไม่อยู่รอ และชีวิตไม่หวนคืนกลับมาอีกครั้ง” . … . หลังจากการสัมภาษณ์ผมหยิบหนังสือไปให้บิลเซ็นสองเล่ม ขอบคุณเขาสำหรับช่วงเวลาและบทเรียนที่ดีมากๆ ตลอดสองชั่วโมง เขาบอกว่ายังไงรู้ไหมครับ? . บิลบอกว่า “ผมหวังว่ามันจะออกมาดีนะ หวังว่าคุณจะได้อะไรดีๆ กลับไป คำถามของคุณดีๆ เยอะเลย” . ผมยิ้มแก้มปริเลย . เชื่อผมเถอะครับ...คุณไม่มีทางพร้อม 100% แต่ก็ต้องลองทำ เพราะโอกาสจะไม่อยู่รอ และชีวิตไม่หวนคืนกลับมาอีกครั้ง . - โสภณ ศุภมั่งมี
Sopon Supamangmee tweet media
ไทย
1
1.3K
1.2K
90.7K
Sopon Supamangmee
หลายวันแล้วที่ผมนั่งจ้องหน้าจอที่ว่างเปล่า . เขียนแล้วลบ ลบแล้วก็เขียนใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนั้นไม่รู้กี่รอบ และทุกครั้งที่อ่านทวนความรู้สึก "ยังไม่ดีพอ" ก็คอยตามหลอกหลอนอยู่เสมอ . ตอนนั้นผมเพิ่งเขียนเนื้อหาของหนังสือ 'Think Simple' เสร็จเรียบร้อย ทุกบทสมบูรณ์หมดแล้ว เหลือเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นคือ “บทเปิด” . ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่มันกลับยากกว่าทุกบทที่ผ่านมา เพราะคอนเซ็ปต์ของหนังสือที่แข็งแรงในตัวมันเอง ได้เปิดพื้นที่โล่งกว้างให้ผมระบายสีได้อย่างอิสระ จินตนาการผมเลยเตลิดไปไกล มัวแต่คิดถึงความเป็นไปได้นับร้อยนับพันเพื่อให้ออกมาดีที่สุด . ผมกลัวคนอ่านตัดสิน กลัวงานออกมาไม่ดี กลัวเขียนซ้ำซาก พยายามเค้นหาแรงบันดาลใจเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ สมองก็ยิ่งตีบตัน . จนสุดท้ายผมต้องวางมือจากทุกอย่าง แล้วหันกลับมาถามตัวเองว่า “เฮ้ย หนังสือของเราชื่อ Think Simple มันก็ควรจะเรียบง่ายไม่ใช่เหรอ? งั้นถ้าลองตัดทุกอย่างที่ไม่จำเป็นออกให้หมด สิ่งเดียวที่อยากให้คนอ่านได้รับจากเล่มนี้คืออะไรกันแน่?” . คำตอบเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนนั้นคือ 'Value' (คุณค่า) . คุณค่าส่วนบุคคลที่เป็นตัวกำหนดว่าชีวิตแบบไหนคือชีวิตที่มีความหมายสำหรับเรา . เมื่อคำตอบในใจชัดเจน เรื่องราวก็ไหลออกมาเอง เรื่องของลูกสาวที่ชวนพ่อไปว่ายน้ำ เรื่องของพ่อที่ยุ่งกับงานจนไม่มีเวลา เรื่องของวันที่ตัดสินใจปิดบริษัทเพราะตระหนักได้ว่า คุณค่าสูงสุดของตัวเองไม่ใช่ชื่อเสียงหรือเงินทอง แต่คือครอบครัวและความสัมพันธ์ . เมื่อคำตอบชัด ทุกอย่างก็ไหลออกมาเอง ทุกอย่างเชื่อมกันหมด . บทเปิดที่หายไปหลายวัน เขียนเสร็จในสองชั่วโมง . ไม่ใช่เพราะผมเก่งขึ้นหรือหาเทคนิคใหม่มาได้ แต่เพราะหยุดคิดมากแล้วถอดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก เหลือแค่สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด . สิ่งที่ผมทำในคืนนั้น มีชื่อเรียกในภาษาญี่ปุ่น . มันเรียกว่า Mushin (無心) . ในญี่ปุ่นยุคศักดินา มิยาโมโตะ มูซาชิ ซามูไรผู้ชนะการดวลดาบมาหลายสิบครั้ง ไม่เคยชนะด้วยพละกำลังหรือความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่ทำให้คนยกย่องนับถือเขาคือการชนะด้วย ’ความนิ่งสงบ’ . มูซาชิไม่เคยแสดงอาการเร่งรีบหรือตึงเครียด ท่าทีของเขาดูเป็นธรรมชาติ ราวกับคนที่กำลังเดินเล่นอยู่ในสวน เป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนคนที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานจะฆ่าหรือถูกฆ่าเลยสักนิด . ในการดวลกับซาซากิ โคจิโร่ นักดาบที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของยุค มูซาชิตั้งใจมาสายจนโคจิโร่โกรธจัด ตอนนั้นสมาธิของโคจิโร่ไม่ได้อยู่ที่การต่อสู้อีกต่อไป แต่มุ่งไปที่ความโกรธแค้นและศักดิ์ศรีที่ถูกหยาม ในขณะที่มูซาชิยังคงสงบนิ่ง และเมื่อถึงจังหวะชี้ชะตา เขาตวัดดาบเพียงครั้งเดียว การดวลดาบครั้งนั้นก็รู้ผลในทันที . ความต่างระหว่างสองคนนี้ไม่ใช่ฝีมือ ทั้งคู่เป็นนักดาบระดับสุดยอดพอ ๆ กัน ความต่างคือ ’จิตใจ‘ . โคจิโร่ปล่อยให้ความโกรธเข้ามาแทรก มูซาชิปล่อยให้จิตใจสงบนิ่ง . มูซาชิสอนไว้ในคัมภีร์ห้าห่วงว่า ความกลัว ความสงสัย และความกระหายชัยชนะ ล้วนเป็นอุปสรรคที่ร้ายกว่าคู่ต่อสู้คนใด . Mushin แปลตรงตัวว่า “ไร้จิต” แต่ไม่ได้หมายความว่าจิตใจที่ว่างเปล่า แต่หมายถึง จิตที่ไม่เข้ามาขวางทางตัวเอง ไม่มีเสียงวิจารณ์ในหัว ไม่มีความสงสัย ไม่มีสิ่งรบกวน ร่างกายเพียงแค่ทำในสิ่งที่ฝึกฝนมานับพันครั้งโดยไม่ต้องรอคำสั่ง . ทาคุอัน โซโฮ พระเซนผู้สอนหลัก Mushin ให้กับเหล่าซามูไร อธิบายว่าเมื่อจิตอยู่ในสภาวะนี้ มันจะไม่หยุดนิ่งหรือยึดติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันจะไหลไปตามสถานการณ์อย่างอิสระโดยปราศจากแรงเสียดทาน . จุดสำคัญคือ Mushin ไม่ได้เกิดจากการไม่รู้อะไรเลย มันเกิดจากการ รู้จนไม่ต้องคิด มูซาชิฝึกดาบมาตลอดชีวิตจนทุกท่วงท่าฝังอยู่ในร่างกาย เขาไม่ต้องคิดว่าจะฟันอย่างไร เพราะร่างกายรู้ดีกว่าจิตที่วุ่นวาย การกระทำจึงปรากฏขึ้นเองโดยไม่ต้องถูกบังคับ . เราทุกคนเคยสัมผัสสภาวะนี้ ตอนขับรถไกล ๆ โดยไม่ต้องคิดว่าเมื่อไหร่จะเหยียบคันเร่ง ตอนปั่นจักรยานโดยไม่ต้องคำนวณเรื่องการทรงตัว ตอนเขียนหนังสือแล้วคำพูดและเนื้อหาไหลออกมาเองโดยไม่ต้องบังคับ . กระบวนการอยู่ในตัวเราแล้ว ไม่ต้องฝืนมัน . ปัญหาคือ เมื่อไหร่ที่ “จิตรู้สำนึก“ เข้ามาแทรก เริ่มตั้งข้อสงสัย ทุกอย่างก็สะดุด . เรื่องแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับนักเขียน (หรือการทำงานทุกอย่าง) . ตอนที่เราปล่อยให้ตัวเองเขียนโดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะอ่าน ถ้อยคำจะหลั่งไหลออกมาเอง ประโยคเชื่อมต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องฝืน แต่พอเราเริ่มตั้งคำถามว่า คนอ่านจะตัดสินยังไง ประโยคนี้ดีพอหรือยัง มันจะซ้ำกับที่เคยเขียนไหม ทุกอย่างก็สะดุดทันที . ผมเขียนหนังสือได้ทั้งเล่ม แต่กลับเขียนบทเปิดไม่ออก ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้ แต่เป็นเพราะจิตใจเข้ามาแทรกแซงกระบวนการที่ผมทำได้อยู่แล้ว เสียงในหัวที่คอยบอกว่า “ยังไม่ดีพอ” ยึดพื้นที่ของความลื่นไหลจนไม่เหลือที่ว่างให้ตัวอักษรได้ทำงาน . ไม่ต่างจากโคจิโร่ที่ปล่อยให้ความโกรธเข้ามาแทนที่สมาธิ ผมก็ปล่อยให้ความกลัวเข้ามาแทนที่การเขียน . ศัตรูตัวฉกาจของการสร้างสรรค์งานที่ดี ไม่ใช่ความยากของงาน แต่คือเสียงรบกวนในหัวของเราเอง . ปัญหาอีกอย่างที่คนเราส่วนใหญ่ทำเมื่อเจอทางตัน คือการตอบสนองด้วยการ “เพิ่ม” เพิ่มเทคนิค เพิ่มข้อมูล เพิ่มแรงบันดาลใจ เพิ่มการวางแผนเข้าไป . แต่ Mushin สอนในมุมกลับกัน . ทางออกไม่ใช่การเพิ่มเข้าไป แต่คือ การถอดออก . ถอดความกลัวว่าจะไม่ดีพอ ถอดความกังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไง ถอดความพยายามที่จะควบคุมทุกรายละเอียดให้สมบูรณ์แบบ เหลือไว้เพียงสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วลงมือทำ . ชุนริว ซูซูกิ เขียนไว้ใน Zen Mind, Beginner’s Mind (1970) ว่า “เมื่อเราไม่คิดถึงความสำเร็จหรือตัวเอง เราจึงเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง” และอีกตอนหนึ่งว่า “ถ้าคุณพยายามบรรลุเป้าหมายบางอย่างเป็นพิเศษ คุณมักจะเผลอเติมองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นเข้าไป จงกำจัดส่วนเกินเหล่านั้นทิ้งเสีย” . นี่คือหัวใจของ Mushin และมันก็เป็นหัวใจของ Think Simple ด้วยเช่นกัน . ความเรียบง่ายไม่ใช่แค่การทำให้น้อยลง แต่มันคือการ ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก จนเหลือเพียงแก่นแท้ ลดระยะห่างระหว่างตัวเรากับการลงมือทำจนไม่มีกำแพงใด ๆ มาขวางกั้น . มูซาชิไม่คิดถึงท่วงท่า ไม่คิดถึงชัยชนะ ไม่คิดถึงคู่ต่อสู้ เขาเพียงแค่ตวัดดาบ ช่วงที่ผมเขียนงานได้ดีที่สุด ไม่ได้คิดว่าต้องเขียนให้เก่ง ผมแค่ปล่อยให้ตัวเองเขียนเท่านั้น . ในคืนที่ผมเขียนบทเปิด Think Simple เสร็จ ผมไม่ได้ค้นพบเทคนิคใหม่ ไม่ได้อ่านหนังสือเพิ่ม และไม่ได้ออกไปตามหาแรงบันดาลใจจากที่ไหน . ผมแค่ถามตัวเองด้วยคำถามเดียว แล้วตัดทุกอย่างออกจนเหลือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด . ทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกัน ไม่ต้องฝืนบังคับ จิตใจที่คิดมากไม่เข้ามาขวางทางอีกต่อไป . ครั้งหน้าที่คุณนั่งจ้องหน้าจอว่างเปล่า จ้องโปรเจกต์ที่ยังไปไม่ถึงไหน หรือจ้องทางเลือกมากมายที่ทำให้ตัดสินใจไม่ได้ ลองหยุดนิ่งสักพักแล้วถามตัวเองว่า . “ถ้าตัดทุกอย่างออกให้หมด สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดคืออะไร?” . แล้วจงลงมือทำสิ่งนั้น . คิดให้น้อยลง สงบเสียงในจิตใจ เพื่อทำให้ดีขึ้น . นั่นคือ Mushin ที่ผมนำมาใช้แบบ Think Simple . - โสภณ ศุภมั่งมี
Sopon Supamangmee tweet media
ไทย
1
4
14
388
NovPhotomania 💙 🎶
ตย.ของคนที่เล่าอะไรยาวๆแล้วมีเสน่ห์อยากอ่าน
Sopon Supamangmee@sopons

ทักษะที่สำคัญที่สุดในชีวิตไม่ใช่การตัดสินใจให้เร็ว แต่เป็นการ ‘อดทนที่จะยังไม่ด่วนตัดสินใจ’ มากกว่า . ลองนึกถึงครั้งสุดท้ายที่พวกเราทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ ดูสิครับ . เราใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะตัดสินใจว่า "ชอบ" หรือ "ไม่ชอบ" คนคนนั้น? . สามสิบวินาที? หนึ่งนาที? หรือแค่เห็นหน้าแวบแรกก็รู้แล้ว? . ธรรมชาติของเรามักจะตัดสินทุกอย่างรวดเร็วมากครับ เจอไอเดียใหม่ในที่ประชุม พวกเราก็มักจะตัดสินใจภายในสิบวินาทีว่ามันจะได้ผลหรือไม่ เจอคนที่พูดไม่ตรงกับสิ่งที่เราเชื่อ เราก็ตัดสินทันทีว่าเขาคิดผิด เจอทักษะที่ไม่คุ้นเคย เราก็รีบตัดสินว่า "นี่ไม่ใช่ทางของเรา" . ผมต้องเตือนตัวเองอยู่บ่อยครั้งในเรื่องนี้ . การตัดสินใจอย่างรวดเร็วให้ความรู้สึกที่ดีครับ เพราะมันมอบ "ความแน่นอน" ให้กับเรา รู้สึกว่าเรารู้แล้ว เข้าใจแล้ว แต่ความแน่นอนนั้น มักมาพร้อมกับต้นทุนที่มองไม่เห็น . ย้อนกลับไปในเดือนธันวาคม ปี 1817 จอห์น คีตส์ (John Keats) กวีชาวอังกฤษวัย 22 ปี ได้เขียนจดหมายถึงน้องชายของเขา เล่าว่ามีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในแวดวงงานสร้างสรรค์ เป็นคุณสมบัติที่ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) มีอยู่อย่างมหาศาล เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “Negative Capability” หรือ ความสามารถในการดำรงอยู่กับความไม่แน่นอน ความลึกลับ และความสงสัย โดยไม่ปล่อยให้ ‘ความกระวนกระวาย’ เข้าครอบงำเพื่อรีบเร่งหาข้อเท็จจริงหรือเหตุผลมารองรับ . คีตส์ ใช้คำนี้เพียงครั้งเดียวในจดหมายส่วนตัว และไม่เคยเขียนถึงมันอีกเลย แต่แนวคิดนี้กลับกลายเป็นหนึ่งในไอเดียที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ของความคิดสร้างสรรค์ . คำว่า "Negative" ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าด้านลบหรือย่ำแย่นะครับ แต่หมายถึง "การละทิ้ง" ครับ . เป็นการละทิ้งความกระวนกระวาย ละทิ้งแรงกดดันที่จะต้องรีบด่วนสรุป และละทิ้งความจำเป็นที่จะต้องมีคำตอบในทันที มันคือการทำตัวเป็น "พื้นที่ว่าง" ที่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่เข้ามา . คีตส์ เปรียบคนที่มี Negative Capability ว่าเหมือนกับ "กิ้งก่า" ครับ พวกมันไม่มีสีเป็นของตัวเอง แต่สามารถเปลี่ยนสีไปตามสภาพแวดล้อมได้ กวีที่เก่งกาจก็เช่นกัน พวกเขาไม่ยึดติดกับตัวตนที่ตายตัว แต่สามารถดำดิ่งเข้าไปอยู่ในมุมมองของตัวละครทุกตัวได้อย่างเต็มที่ เฉกเช่นที่ เชกสเปียร์ ทำ . ดั่งที่คีตส์เคยเขียนไว้ว่า “…มันไม่ใช่ตัวมันเอง — มันไม่มีตัวตน — มันเป็นได้ทุกสิ่งและไม่เป็นอะไรเลย — มันไม่มีบุคลิกตายตัว — มันเพลิดเพลินกับทั้งแสงสว่างและเงามืด มันดำรงอยู่อย่างเต็มอิ่มในทุกรสชาติ ไม่ว่าจะสวยงามหรือน่ารังเกียจ สูงส่งหรือต่ำต้อย ร่ำรวยหรือยากจน ต่ำทรามหรือสง่างาม…" . แต่เรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กวีหรือนักเขียนเท่านั้น . โรเบิร์ต กรีน (Robert Greene) ได้นำแนวคิด Negative Capability มาขยายความในหนังสือ The Daily Laws ว่ามันคือคุณสมบัติหลักของ "ปรมาจารย์" ในทุกสาขาอาชีพ เพราะมันเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดทางให้พวกเราได้สำรวจไอเดียที่กว้างไกลขึ้น กล้าทดลองกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคย และสร้างสรรค์ผลงานที่มีมิติลึกซึ้งกว่าเดิม . กรีน ยกตัวอย่างเรื่องของ โมซาร์ท (Mozart) ในปี 1782 โมซาร์ทในวัย 26 ปี ได้สัมผัสกับดนตรีของ โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) ที่แตกต่างจากแนวทางของตนเอง . ดนตรีของ บาค ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Counterpoint หรือการสอดประสานทำนองอันสลับซับซ้อน ปล่อยให้หลายแนวเสียงดำเนินไปพร้อมกันอย่างอิสระ ซึ่งขัดแย้งกับสไตล์ดนตรีของ โมซาร์ท โดยสิ้นเชิง . หากเป็นศิลปินส่วนใหญ่ (ยิ่งคนที่ประสบความสำเร็จมากๆ) เมื่อเจอสิ่งที่ฉีกไปจากแนวทางของตัวเองขนาดนี้ ก็คงเลือกที่จะสร้างกำแพงป้องกันตัวเอง แล้วบอกว่า "นั่นไม่ใช่ทางของฉัน" . แต่ โมซาร์ท ไม่ตัดสิน . เขาเปิดรับและศึกษาแนวทางของ บาค อย่างจริงจัง ถอดโน้ตจากเปียโนมาเรียบเรียงใหม่สำหรับเครื่องสาย แม้จะต้องล้มเหลวหลายครั้ง ผลงานในช่วงแรกถูกวิจารณ์ว่าแห้งแล้งและสูญเสียความเป็น โมซาร์ท แต่เขาก็ไม่หยุด จนในที่สุดเทคนิค Counterpoint ของ บาค ก็ซึมซาบกลายเป็นส่วนหนึ่งในแก่นแท้ทางดนตรีของเขา . ผลลัพธ์ที่ได้คือผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงบั้นปลายชีวิต . เรื่องของ โมซาร์ท สอนอะไรพวกเราบ้าง? . มันสอนเราว่า การไม่ตัดสิน ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีจุดยืน . โมซาร์ท ไม่ได้ละทิ้งตัวตนของเขา เขาไม่ได้กลายร่างเป็น บาค เขาเพียงแค่ปฏิเสธที่จะปิดประตูใส่สิ่งที่แตกต่าง และปล่อยให้กระบวนการเรียนรู้ค่อยๆ ทำงานของมัน . มีการวิเคราะห์ว่าการซึมซับดนตรี บาค ของ โมซาร์ท แบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกคือการเลียนแบบ เขาเขียนเพลงสไตล์ บาค ซึ่งดูคล้ายแบบฝึกหัดมากกว่าผลงานศิลปะ แต่ช่วงหลังต่างหากที่สำคัญที่สุด เมื่อเทคนิคเหล่านั้นหลอมรวมเข้ากับตัวตนของเขาอย่างแนบเนียนจนแยกไม่ออก . ช่วงเวลาที่ดูเหมือน "ล้มเหลว" แท้จริงแล้วคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะมันคือช่วงที่เขา "ทนอยู่กับความไม่รู้" ได้นานพอ . ปัญหาของพวกเราส่วนใหญ่คือ เรามักจะทนรับช่วงเวลานั้นไม่ได้ครับ . เราอยากรู้ให้เร็วที่สุดว่าสิ่งนี้ดีหรือไม่ดี ใช่หรือไม่ใช่ จะรอดหรือไม่รอด พอเราด่วนตัดสิน ประตูก็จะปิดลง และจะไม่มีอะไรใหม่ๆ เล็ดลอดเข้ามาได้อีก . กรีน ได้เขียนประโยคหนึ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่งเอาไว้ว่า: . "ความต้องการความแน่นอน คือโรคร้ายที่สุดของจิตใจ" . ลองทบทวนดูสิครับว่า ในชีวิตประจำวัน มีอะไรบ้างที่เราเผลอตัดสินมันเร็วเกินไป? (สารภาพตามตรงอย่างที่บอกว่าต้องคอยเตือนตัวเองบ่อยๆ เรื่องนี้) . เราอาจจะตัดสินคนจากภาพลักษณ์ที่เห็นครั้งแรก ตัดสินไอเดียจากความรู้สึกชั่ววูบ ตัดสินโอกาสจากกรอบความคุ้นเคยเดิมๆ หรือแม้แต่ตัดสินตัวเองจากสิ่งที่เคยทำได้หรือทำไม่ได้ในอดีต . ทุกครั้งที่เราด่วนตัดสิน เรากำลังปิดประตูลงหนึ่งบาน และเราจะไม่มีวันรู้เลยว่า หลังประตูบานนั้นซ่อนอะไรเอาไว้บ้าง . คีตส์ ไม่ได้บอกให้พวกเราเลิกคิดหรือเลิกใช้เหตุผลนะครับ คีย์เวิร์ดที่สำคัญที่สุดในจดหมายของ คีตส์ ไม่ใช่คำว่า "ข้อเท็จจริง" หรือ "เหตุผล" แต่คือคำว่า "กระวนกระวาย" (Irritable) เพราะปัญหาไม่ใช่การแสวงหาความจริง แต่คือความร้อนรนที่จะต้องได้คำตอบในทันทีต่างหาก . คีตส์ ต้องการให้พวกเราเปิดรับมากกว่าการรีบค้นหา ปล่อยให้สิ่งต่างๆ ค่อยๆ เผยตัวตนออกมาตามจังหวะเวลาของมัน แทนที่จะรีบไปขีดเส้นกำหนดว่ามันคืออะไร . เป็นความตั้งใจที่จะไม่รีบเร่ง นั่นเอง . ฟังดูเหมือนง่าย แต่พอลองเอาไปทำเราจะรู้ว่าตรงกันข้ามเลย . • ครั้งต่อไปที่เราเจอคนที่คิดต่าง อย่าเพิ่งรีบตัดสิน ลองฟังเขาให้จบก่อน แล้วดูว่าเขามองเห็นอะไรในจุดที่เรายังไม่เห็น . • ครั้งต่อไปที่เจอไอเดียที่ฟังดูแปลกประหลาด อย่าเพิ่งปัดทิ้ง ลองอยู่กับมันสักพัก แล้วดูว่ามันจะพาความคิดของเราเดินทางไปถึงไหน . • ครั้งต่อไปที่เจอสิ่งที่ไม่คุ้นเคย อย่ารีบสรุปว่า "นี่ไม่ใช่ทางของเรา" ลองแง้มประตูทิ้งไว้ก่อน . โมซาร์ท ไม่ได้เปิดรับ บาค เพราะเขาเป็นคนไร้จุดยืน . แต่เขาเปิดรับ เพราะ เขามีจุดยืนที่แข็งแรงพอ ที่จะไม่หวาดกลัวว่าจะสูญเสียความเป็นตัวเองไป . และนั่นอาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดสำหรับผมเอง (หรือทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้) . คนที่กล้า "ไม่ตัดสิน" ไม่ใช่คนที่อ่อนแอ . แต่เป็นคนที่มั่นคงในตัวเองมากพอ ที่จะอนุญาตให้ความไม่แน่นอนก้าวเข้ามา โดยไม่เกรงกลัวว่ามันจะทำลายสิ่งที่ตัวเองเป็น . - โสภณ ศุภมั่งมี

ไทย
1
0
1
146
Sopon Supamangmee
ทักษะที่สำคัญที่สุดในชีวิตไม่ใช่การตัดสินใจให้เร็ว แต่เป็นการ ‘อดทนที่จะยังไม่ด่วนตัดสินใจ’ มากกว่า . ลองนึกถึงครั้งสุดท้ายที่พวกเราทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ ดูสิครับ . เราใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะตัดสินใจว่า "ชอบ" หรือ "ไม่ชอบ" คนคนนั้น? . สามสิบวินาที? หนึ่งนาที? หรือแค่เห็นหน้าแวบแรกก็รู้แล้ว? . ธรรมชาติของเรามักจะตัดสินทุกอย่างรวดเร็วมากครับ เจอไอเดียใหม่ในที่ประชุม พวกเราก็มักจะตัดสินใจภายในสิบวินาทีว่ามันจะได้ผลหรือไม่ เจอคนที่พูดไม่ตรงกับสิ่งที่เราเชื่อ เราก็ตัดสินทันทีว่าเขาคิดผิด เจอทักษะที่ไม่คุ้นเคย เราก็รีบตัดสินว่า "นี่ไม่ใช่ทางของเรา" . ผมต้องเตือนตัวเองอยู่บ่อยครั้งในเรื่องนี้ . การตัดสินใจอย่างรวดเร็วให้ความรู้สึกที่ดีครับ เพราะมันมอบ "ความแน่นอน" ให้กับเรา รู้สึกว่าเรารู้แล้ว เข้าใจแล้ว แต่ความแน่นอนนั้น มักมาพร้อมกับต้นทุนที่มองไม่เห็น . ย้อนกลับไปในเดือนธันวาคม ปี 1817 จอห์น คีตส์ (John Keats) กวีชาวอังกฤษวัย 22 ปี ได้เขียนจดหมายถึงน้องชายของเขา เล่าว่ามีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในแวดวงงานสร้างสรรค์ เป็นคุณสมบัติที่ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) มีอยู่อย่างมหาศาล เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “Negative Capability” หรือ ความสามารถในการดำรงอยู่กับความไม่แน่นอน ความลึกลับ และความสงสัย โดยไม่ปล่อยให้ ‘ความกระวนกระวาย’ เข้าครอบงำเพื่อรีบเร่งหาข้อเท็จจริงหรือเหตุผลมารองรับ . คีตส์ ใช้คำนี้เพียงครั้งเดียวในจดหมายส่วนตัว และไม่เคยเขียนถึงมันอีกเลย แต่แนวคิดนี้กลับกลายเป็นหนึ่งในไอเดียที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ของความคิดสร้างสรรค์ . คำว่า "Negative" ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าด้านลบหรือย่ำแย่นะครับ แต่หมายถึง "การละทิ้ง" ครับ . เป็นการละทิ้งความกระวนกระวาย ละทิ้งแรงกดดันที่จะต้องรีบด่วนสรุป และละทิ้งความจำเป็นที่จะต้องมีคำตอบในทันที มันคือการทำตัวเป็น "พื้นที่ว่าง" ที่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่เข้ามา . คีตส์ เปรียบคนที่มี Negative Capability ว่าเหมือนกับ "กิ้งก่า" ครับ พวกมันไม่มีสีเป็นของตัวเอง แต่สามารถเปลี่ยนสีไปตามสภาพแวดล้อมได้ กวีที่เก่งกาจก็เช่นกัน พวกเขาไม่ยึดติดกับตัวตนที่ตายตัว แต่สามารถดำดิ่งเข้าไปอยู่ในมุมมองของตัวละครทุกตัวได้อย่างเต็มที่ เฉกเช่นที่ เชกสเปียร์ ทำ . ดั่งที่คีตส์เคยเขียนไว้ว่า “…มันไม่ใช่ตัวมันเอง — มันไม่มีตัวตน — มันเป็นได้ทุกสิ่งและไม่เป็นอะไรเลย — มันไม่มีบุคลิกตายตัว — มันเพลิดเพลินกับทั้งแสงสว่างและเงามืด มันดำรงอยู่อย่างเต็มอิ่มในทุกรสชาติ ไม่ว่าจะสวยงามหรือน่ารังเกียจ สูงส่งหรือต่ำต้อย ร่ำรวยหรือยากจน ต่ำทรามหรือสง่างาม…" . แต่เรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กวีหรือนักเขียนเท่านั้น . โรเบิร์ต กรีน (Robert Greene) ได้นำแนวคิด Negative Capability มาขยายความในหนังสือ The Daily Laws ว่ามันคือคุณสมบัติหลักของ "ปรมาจารย์" ในทุกสาขาอาชีพ เพราะมันเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดทางให้พวกเราได้สำรวจไอเดียที่กว้างไกลขึ้น กล้าทดลองกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคย และสร้างสรรค์ผลงานที่มีมิติลึกซึ้งกว่าเดิม . กรีน ยกตัวอย่างเรื่องของ โมซาร์ท (Mozart) ในปี 1782 โมซาร์ทในวัย 26 ปี ได้สัมผัสกับดนตรีของ โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) ที่แตกต่างจากแนวทางของตนเอง . ดนตรีของ บาค ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Counterpoint หรือการสอดประสานทำนองอันสลับซับซ้อน ปล่อยให้หลายแนวเสียงดำเนินไปพร้อมกันอย่างอิสระ ซึ่งขัดแย้งกับสไตล์ดนตรีของ โมซาร์ท โดยสิ้นเชิง . หากเป็นศิลปินส่วนใหญ่ (ยิ่งคนที่ประสบความสำเร็จมากๆ) เมื่อเจอสิ่งที่ฉีกไปจากแนวทางของตัวเองขนาดนี้ ก็คงเลือกที่จะสร้างกำแพงป้องกันตัวเอง แล้วบอกว่า "นั่นไม่ใช่ทางของฉัน" . แต่ โมซาร์ท ไม่ตัดสิน . เขาเปิดรับและศึกษาแนวทางของ บาค อย่างจริงจัง ถอดโน้ตจากเปียโนมาเรียบเรียงใหม่สำหรับเครื่องสาย แม้จะต้องล้มเหลวหลายครั้ง ผลงานในช่วงแรกถูกวิจารณ์ว่าแห้งแล้งและสูญเสียความเป็น โมซาร์ท แต่เขาก็ไม่หยุด จนในที่สุดเทคนิค Counterpoint ของ บาค ก็ซึมซาบกลายเป็นส่วนหนึ่งในแก่นแท้ทางดนตรีของเขา . ผลลัพธ์ที่ได้คือผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงบั้นปลายชีวิต . เรื่องของ โมซาร์ท สอนอะไรพวกเราบ้าง? . มันสอนเราว่า การไม่ตัดสิน ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีจุดยืน . โมซาร์ท ไม่ได้ละทิ้งตัวตนของเขา เขาไม่ได้กลายร่างเป็น บาค เขาเพียงแค่ปฏิเสธที่จะปิดประตูใส่สิ่งที่แตกต่าง และปล่อยให้กระบวนการเรียนรู้ค่อยๆ ทำงานของมัน . มีการวิเคราะห์ว่าการซึมซับดนตรี บาค ของ โมซาร์ท แบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกคือการเลียนแบบ เขาเขียนเพลงสไตล์ บาค ซึ่งดูคล้ายแบบฝึกหัดมากกว่าผลงานศิลปะ แต่ช่วงหลังต่างหากที่สำคัญที่สุด เมื่อเทคนิคเหล่านั้นหลอมรวมเข้ากับตัวตนของเขาอย่างแนบเนียนจนแยกไม่ออก . ช่วงเวลาที่ดูเหมือน "ล้มเหลว" แท้จริงแล้วคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะมันคือช่วงที่เขา "ทนอยู่กับความไม่รู้" ได้นานพอ . ปัญหาของพวกเราส่วนใหญ่คือ เรามักจะทนรับช่วงเวลานั้นไม่ได้ครับ . เราอยากรู้ให้เร็วที่สุดว่าสิ่งนี้ดีหรือไม่ดี ใช่หรือไม่ใช่ จะรอดหรือไม่รอด พอเราด่วนตัดสิน ประตูก็จะปิดลง และจะไม่มีอะไรใหม่ๆ เล็ดลอดเข้ามาได้อีก . กรีน ได้เขียนประโยคหนึ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่งเอาไว้ว่า: . "ความต้องการความแน่นอน คือโรคร้ายที่สุดของจิตใจ" . ลองทบทวนดูสิครับว่า ในชีวิตประจำวัน มีอะไรบ้างที่เราเผลอตัดสินมันเร็วเกินไป? (สารภาพตามตรงอย่างที่บอกว่าต้องคอยเตือนตัวเองบ่อยๆ เรื่องนี้) . เราอาจจะตัดสินคนจากภาพลักษณ์ที่เห็นครั้งแรก ตัดสินไอเดียจากความรู้สึกชั่ววูบ ตัดสินโอกาสจากกรอบความคุ้นเคยเดิมๆ หรือแม้แต่ตัดสินตัวเองจากสิ่งที่เคยทำได้หรือทำไม่ได้ในอดีต . ทุกครั้งที่เราด่วนตัดสิน เรากำลังปิดประตูลงหนึ่งบาน และเราจะไม่มีวันรู้เลยว่า หลังประตูบานนั้นซ่อนอะไรเอาไว้บ้าง . คีตส์ ไม่ได้บอกให้พวกเราเลิกคิดหรือเลิกใช้เหตุผลนะครับ คีย์เวิร์ดที่สำคัญที่สุดในจดหมายของ คีตส์ ไม่ใช่คำว่า "ข้อเท็จจริง" หรือ "เหตุผล" แต่คือคำว่า "กระวนกระวาย" (Irritable) เพราะปัญหาไม่ใช่การแสวงหาความจริง แต่คือความร้อนรนที่จะต้องได้คำตอบในทันทีต่างหาก . คีตส์ ต้องการให้พวกเราเปิดรับมากกว่าการรีบค้นหา ปล่อยให้สิ่งต่างๆ ค่อยๆ เผยตัวตนออกมาตามจังหวะเวลาของมัน แทนที่จะรีบไปขีดเส้นกำหนดว่ามันคืออะไร . เป็นความตั้งใจที่จะไม่รีบเร่ง นั่นเอง . ฟังดูเหมือนง่าย แต่พอลองเอาไปทำเราจะรู้ว่าตรงกันข้ามเลย . • ครั้งต่อไปที่เราเจอคนที่คิดต่าง อย่าเพิ่งรีบตัดสิน ลองฟังเขาให้จบก่อน แล้วดูว่าเขามองเห็นอะไรในจุดที่เรายังไม่เห็น . • ครั้งต่อไปที่เจอไอเดียที่ฟังดูแปลกประหลาด อย่าเพิ่งปัดทิ้ง ลองอยู่กับมันสักพัก แล้วดูว่ามันจะพาความคิดของเราเดินทางไปถึงไหน . • ครั้งต่อไปที่เจอสิ่งที่ไม่คุ้นเคย อย่ารีบสรุปว่า "นี่ไม่ใช่ทางของเรา" ลองแง้มประตูทิ้งไว้ก่อน . โมซาร์ท ไม่ได้เปิดรับ บาค เพราะเขาเป็นคนไร้จุดยืน . แต่เขาเปิดรับ เพราะ เขามีจุดยืนที่แข็งแรงพอ ที่จะไม่หวาดกลัวว่าจะสูญเสียความเป็นตัวเองไป . และนั่นอาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดสำหรับผมเอง (หรือทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้) . คนที่กล้า "ไม่ตัดสิน" ไม่ใช่คนที่อ่อนแอ . แต่เป็นคนที่มั่นคงในตัวเองมากพอ ที่จะอนุญาตให้ความไม่แน่นอนก้าวเข้ามา โดยไม่เกรงกลัวว่ามันจะทำลายสิ่งที่ตัวเองเป็น . - โสภณ ศุภมั่งมี
ไทย
3
150
193
8.8K
Sopon Supamangmee
ถ้าเหตุผลคือเครื่องมือที่ดีที่สุดของมนุษย์ ทำไมการตัดสินใจครั้งสำคัญๆ เราถึงไม่ค่อยได้ใช้มันเลย? . วันที่เลือกคนรัก วันที่ลาออกจากงานที่มั่นคง วันที่ตัดสินใจมีลูก ถ้าย้อนกลับไปถามตัวเองว่า "ทำไมถึงเลือกแบบนั้น" คำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดมักไม่ใช่ตัวเลข ไม่ใช่ข้อดีข้อเสีย หรือหลักเหตุผลหนักแน่นอะไรขนาดนั้น (ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเราก็จะสร้างเหตุผลขึ้นมาสนับสนุนสิ่งที่เราตัดสินใจอีกทีด้วย) . แต่มันคือความรู้สึกที่ว่า "ไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้สึกว่ามันใช่" . เกือบสี่ร้อยปีก่อน Blaise Pascal นักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส เขียนประโยคหนึ่งไว้ในหนังสือ Pensées ว่า . 'The heart has reasons of which reason knows nothing’ "หัวใจมีเหตุผลของมันเอง ที่เหตุผลไม่อาจเข้าใจได้" . สิ่งที่ Pascal พยายามจะสื่อคือแม้มนุษย์จะมีหลักเหตุผลในการตัดสินใจ แต่เราก็ไม่ได้เป็นเครื่องจักรที่มีกฎที่ตายตัว ตัดสินใจตามหลักการณ์เท่านั้น เขาไม่ได้บอกให้เราทิ้งสมอง แต่กำลังบอกว่า “สมองไม่ใช่ทุกอย่าง” . ในปี 1994 Antonio Damasio นักประสาทวิทยาจาก University of Southern California เสนอทฤษฎีที่เรียกว่า Somatic Marker Hypothesis ซึ่งเสนอว่ากระบวนการทางอารมณ์ทำหน้าที่ชี้นำและเอนเอียงพฤติกรรม โดยเฉพาะการตัดสินใจ . พูดง่ายๆ คือ ร่างกายส่งสัญญาณทางอารมณ์มาก่อนที่สมองจะคิดเสร็จ . ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบดั้งเดิม การตัดสินใจของมนุษย์ถูกจำลองราวกับปราศจากอารมณ์ ใช้แต่ตรรกะล้วนๆ บนฐานของการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลตอบแทน แต่ Damasio เสนอตรงข้ามกันว่าอารมณ์มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจอย่างรวดเร็วและมีเหตุมีผลในสถานการณ์ที่ซับซ้อนและไม่แน่นอน . Damasio ศึกษาผู้ป่วยที่สมองส่วน ventromedial prefrontal cortex ได้รับความเสียหาย (สมองส่วนหน้าด้านในที่ทำหน้าที่สำคัญในการประมวลผลอารมณ์ การตัดสินใจบนพื้นฐานของความรู้สึกและคุณค่า) คนเหล่านี้ IQ ปกติ ความจำดี พูดจาฉลาด แต่กลับ ตัดสินใจเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวันไม่ได้ เพราะสูญเสียความสามารถในการ "รู้สึก" ต่อทางเลือกที่อยู่ตรงหน้า . เมื่อเผชิญกับทางเลือกที่ซับซ้อนและขัดแย้ง กระบวนการทางปัญญาเพียงอย่างเดียวอาจรับมือไม่ไหว อารมณ์จึงเข้ามาทำหน้าที่ชี้นำการตัดสินใจ . นี่คือสิ่งที่ Pascal พูดไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อนเลย "หัวใจมีเหตุผลของมันเอง ที่เหตุผลไม่อาจเข้าใจได้" . สิ่งที่เราต้องเข้าใจคือไม่ใช่ว่าต้องทิ้งเหตุผล แต่ความสุดโต่งสองด้าน ไม่ว่าการปิดกั้นเหตุผลออกไป กับการยอมรับแต่เหตุผลเพียงอย่างเดียว นั้นอันตรายเท่าๆ กัน . Damasio ก็คิดเช่นเดียวกัน เขาระบุว่า somatic markers อาจยังไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจปกติของมนุษย์ เพราะกระบวนการใช้เหตุผลและการเลือกขั้นสุดท้ายยังคงมีบทบาทอยู่ในหลายกรณี . แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่า "หัวใจถูกเสมอ" หรือ "สมองถูกเสมอ" ประเด็นคือ เราหลอกตัวเองมานานว่าเหตุผลเท่านั้นคือคำตอบที่ดีที่สุดในทุกกรณี . ลองนึกดูว่าเวลาเราซื้อบ้าน เราดูทำเล ดูราคา ดูผลตอบแทน แต่สุดท้ายเราซื้อหลังที่ "รู้สึกว่าใช่" ตอนเดินเข้าไปครั้งแรก . เวลาเราเลือกงาน เราเปรียบเทียเงินเดือน สวัสดิการ เส้นทางอาชีพ แต่สุดท้ายเราเลือกที่ที่ "เซนส์ตรงกัน" กับคนสัมภาษณ์ . เวลาเราเลือกคนรัก... อันนี้ไม่ต้องอธิบายสักเท่าไหร่ เพราะหัวใจต้องการสิ่งที่หัวใจต้องการ . ผมมองว่าสิ่งที่ Pascal กำลังบอกเราจริงๆ อาจไม่ใช่เรื่องของหัวใจ vs สมอง แต่เป็นเรื่องของ ‘ความถ่อมตน’ . เหตุผลเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่มันมีขอบเขต มีเรื่องที่มันเอื้อมไม่ถึง อย่าง ความรัก ศรัทธา ความหมายของชีวิต สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ "ปัญหา" ที่ต้อง "แก้" ด้วยตรรกะ . มันคือเรื่องที่ต้องอาศัย ‘ความรู้สึก’ ซะเป็นส่วนใหญ่ . Pascal เขียนไว้ต่อจากประโยคอันโด่งดังนั้นว่า "เรารู้สึกถึงมันในพันสิ่ง" และ "หัวใจต่างหากที่สัมผัสพระเจ้าได้ ไม่ใช่เหตุผล" . คุณไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับ Pascal ในเรื่องศรัทธา แต่ลองเอาหลักคิดนี้มาใช้กับชีวิตประจำวันดูบ้าง เพราะบางเรื่อง ยิ่งคิด ยิ่งไกลจากคำตอบ ยิ่งพยายามใช้เหตุผล ยิ่งหลงทาง . บางทีครั้งหน้าคุณเจอทางเลือกสำคัญ แล้วสมองบอกว่า "ยังวิเคราะห์ไม่ครบ" ขอข้อมูลเพิ่ม . ลองหยุดฟังเสียงอีกเสียงหนึ่งในหัวใจ เสียงที่เบากว่า แต่บ่อยครั้งเลยที่มันมีเหตุผลของมันเอง ที่เหตุผลไม่อาจเข้าใจได้ . - โสภณ​ ศุภมั่งมี . (เขียนระหว่างอยู่บนเครื่องบินและคิดเรื่อยเปื่อย เห็น quote นี้จากหนังสือ 'Alchemy' ครับ พอลงจากเครื่องก็ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับ แล้วก็ไปหา Antonio Damasio ต่อ สมองนี่ก็แปลกดีมันก็คิดไปเรื่อยๆ ของมันได้)
ไทย
1
115
140
11K
Sopon Supamangmee
@tonnyhahaha @econtikkie เมื่อวานถามทาง สนพ. ให้แล้วฮะ เขาบอกว่ากำลังทยอยๆ ทำ ตอนนี้มีหลายเล่มที่กำลังทำอยู่ เดี๋ยวรอประกาศจากทาง สนพ. อีกทีฮะ
ไทย
0
0
0
33
Sopon Supamangmee
มีช่วงหนึ่งในชีวิตที่ผมวิ่งเร็วมาก . ไม่ได้หมายถึงวิ่งจริงๆ หมายถึงการใช้ชีวิตแบบกดเร่งทุกอย่าง ตื่นมาก็เช็คอีเมล ระหว่างทางไปทำงานก็ฟังพอดแคสต์ความเร็วสองเท่า กินข้าวเที่ยงนี่แทบจะเรียกว่ารีบตักเข้าปากให้อิ่ม เหมือน "เติมพลังงาน" เพื่อจะกลับไปทำงานต่อ ทุกอย่างในแต่ละวันมีจุดมุ่งหมาย มีตาราง มี KPI ของมันหมด . เอาง่ายๆ ขนาดวันหยุดยังรู้สึกผิดที่จะหยุด เพราะกลัวตามคนอื่นไม่ทัน (มันบ้าเกินไปมาก) . จนวันที่ร่างกายก็ทนไม่ไหว เบิร์นเอาต์ . ตารางชีวิตที่เคยเรียงกันอย่างสมบูรณ์แบบ พังทลายลงทั้งหมดในเวลาไม่กี่วัน ผมนอนอยู่บนเตียง ไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น นอนดูเพดาน แล้วก็เริ่มตั้งคำถามว่า ชีวิตที่ "มีประสิทธิภาพ" ขนาดนี้ มันเปราะบางขนาดไหนกันแน่ เรากำลังทำอะไรอยู่เหรอ? นี่มันใช่สิ่งที่ชีวิตต้องการจริงๆ รึเปล่า? . สิ่งที่ทำให้กลับมาได้คือการตัดสินใจเลือกตัดหลายๆ อย่างออกจากชีวิต กลับมาดูแลตัวเอง ตั้งเป้าหมายในชีวิตใหม่ ทั้งหมดนี้เป็นการเลือกที่จะเดินช้าลงอย่างตั้งใจ ทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็นและกลับมาใช้เวลากับตัวเองอีกครั้ง . มันมีคอนเซปต์เก่าแก่ที่อายุเกือบสองร้อยปีที่เรียกว่า ‘flâneur’ (ฟลาเนอร์) ที่ผมชอบมาก . คำว่า flâneur มาจากภาษาฝรั่งเศส หมายถึงคนที่เดินเตร่ไปเรื่อยๆ อย่างไม่เร่งรีบ สังเกตสิ่งรอบตัว ซึมซับบรรยากาศของเมือง โดยไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่ชัด . กวีชาวฝรั่งเศส Charles Baudelaire อธิบายไว้ในบทความ The Painter of Modern Life (1863) ว่า flâneur เป็นคนที่กลมกลืนไปกับฝูงชนแต่ไม่ถูกกลืน เป็นผู้สังเกตการณ์ที่เลือกจะ "ตั้งรกรากอยู่ในใจกลางของความเคลื่อนไหว" โดยไม่จำเป็นต้องมีส่วนร่วมกับทุกสิ่ง . ผมชอบคำอธิบายนี้มากเลย แต่ยังไม่เท่ากับที่ Nassim Nicholas Taleb ผู้เขียน Antifragile หยิบคอนเซปต์นี้มาปัดฝุ่นใหม่ โดยเรียกมันว่า "Rational Flâneur" หมายถึงคนที่ตัดสินใจเปลี่ยนแผนได้ทุกก้าว ปรับตารางใหม่ได้ตลอดเวลา ตามข้อมูลใหม่ที่ได้รับ . Taleb เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง flâneur กับ นักท่องเที่ยว ไว้อย่างชัดเจน . นักท่องเที่ยวคือคนที่วางแผนแน่น รู้ว่าจะไปไหน ทำอะไร กี่โมง ทุกอย่างจัดไว้หมดล่วงหน้า ส่วน flâneur คือคนที่เปิดรับความบังเอิญ เปลี่ยนจุดหมายได้ทันทีเมื่อเจอสิ่งที่น่าสนใจกว่า . สิ่งที่ Taleb เรียกว่า flâneur ในโลกของการวิจัยและผู้ประกอบการ คือสิ่งที่เรียกว่า "การมองหา optionality" หรือ การสร้างทางเลือกให้ตัวเองไว้มากๆ โดยไม่ล็อกตัวเองไว้กับแผนใดแผนหนึ่ง . และนี่คือจุดที่ทำให้ผมหยุดคิด เพราะชีวิตที่ผมเคยดีไซน์ไว้อย่าง "สมบูรณ์แบบ" นั้น ที่จริงแล้วมันเป็นชีวิตแบบนักท่องเที่ยว ทั้งแน่น ตายตัว เปลี่ยนไม่ได้ พอเจอแรงกระแทกจากภายนอกที่ไม่คาดคิด ทุกอย่างก็ล้มทั้งระบบ . . มีคำถามหนึ่งที่ผมอยากให้ลองถามตัวเอง “ใครเป็นคนบอกว่าชีวิตต้องเร็ว?” . . ไม่ใช่ธรรมชาติ ต้นไม้ไม่เคยรีบโต ทะเลไม่เคยรีบขึ้น ฤดูกาลไม่เคยพยายาม "เพิ่มประสิทธิภาพ" ของตัวเอง ความเร็วเป็นสิ่งที่สังคมสมัยใหม่ยัดเยียดให้เราเชื่อว่าเป็นสิ่งจำเป็น จนเราลืมไปว่ามันเป็นแค่ทางเลือกหนึ่ง . Pico Iyer นักเขียนสายท่องเที่ยวที่ใช้ชีวิตเดินทางมาทั่วโลก เขียนไว้ในหนังสือ The Art of Stillness ว่าสิ่งที่เขาเรียนรู้หลังจากเดินทางมาทั้งชีวิตคือ “การอยู่นิ่ง” เขาพูดประโยคหนึ่งที่ต้องอ่านซ้ำอย่างช้าๆ หลายรอบ . "ในยุคแห่งความเร่ง ไม่มีอะไรจะน่าตื่นเต้นไปกว่าการช้าลง ในยุคแห่งสิ่งรบกวน ไม่มีอะไรจะหรูหราไปกว่าการตั้งใจจดจ่อ" . ประโยคนี้ไม่ใช่คำคมแบบปลอบใจ มันเป็นข้อเท็จจริงที่ตรงข้ามกับสัญชาตญาณ เพราะเรามักคิดว่าคนที่เร็วที่สุดจะชนะ แต่ Iyer ชี้ว่าในยุคที่ทุกคนเร็วหมด คนที่ช้าอย่างตั้งใจ กลับกลายเป็นคนที่ได้เปรียบ เพราะเขามองเห็นในสิ่งที่คนอื่นวิ่งผ่าน . แล้วเราจะเริ่มเดินช้าลงได้อย่างไร? . ผมไม่ได้บอกว่าให้ทิ้งทุกอย่างไปอยู่ป่าเป็นฤๅษี หรือเลิกใช้โซเชียลมีเดียทั้งหมด สิ่งที่ flâneur สอนเราไม่ใช่การหนี แต่คือ การเปลี่ยนวิธีเดิน ในชีวิตที่เราใช้อยู่แล้ว . อย่าตั้งค่าเริ่มต้นไว้ที่ "ใช่" : ก่อนจะรับงานใหม่ นัดใหม่ โปรเจกต์ใหม่ ลองถามตัวเองว่า "ถ้าไม่ทำสิ่งนี้ ผมจะมีพื้นที่ไปเจออะไรที่ยังไม่รู้ไหม?" Taleb เรียกสิ่งนี้ว่าการรักษา optionality ไว้ อย่าปิดประตูทุกบานเพียงเพราะอยากเปิดบานที่อยู่ตรงหน้า . ฝึกสังเกตแทนตัดสิน : flâneur ไม่ได้เดินเตร่เพื่อหาคำตอบ เขาเดินเพื่อสังเกต มองฝูงชน มองความเป็นไปได้ เราสามารถทำแบบเดียวกันกับชีวิตประจำวันได้ เพียงแค่เปลี่ยนจากโหมด “ก้มหน้าก้มตาทำ" มาเป็นโหมด “สังเกต” บ้าง . ยอมรับว่า "ไม่รู้จะไปไหน" ไม่ใช่ความล้มเหลว : สังคมทำให้เราเชื่อว่าคนที่ไม่มีเป้าหมายชัดเจนคือคนที่หลงทาง แต่อาจจะไม่ใช่แบบนั้นก็ได้ อย่าลืมเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เจอสิ่งใหม่ๆ แล้วลองทำสิ่งที่อยากทำดูบ้าง แม้ไม่รู้เลยว่าปลายทางจะพาเราไปสู่จุดไหน . หลังจากช่วงเบิร์นเอาต์ ผมกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม แต่ไม่ใช่แบบเดิมทั้งหมด . สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่ตาราง แต่เป็น ‘ค่าเริ่มต้นในหัว’ ผมเริ่มให้พื้นที่กับสิ่งที่ไม่มีชื่อเรียก ให้เวลากับความคิดที่ยังไม่ชัดเจน ปล่อยให้ตัวเอง "เดินเตร่" ในหัวบ้าง แทนที่จะพุ่งตรงไปที่เป้าหมายตลอดเวลา . ผมยังวิ่งอยู่ แต่ตอนนี้ผมเลือกที่จะเดินบ้าง . และบ่อยครั้ง ระหว่างที่เดินนั่นเอง ผมเห็นสิ่งที่ตอนวิ่งไม่เคยสังเกตเห็นเลย . - โสภณ ศุภมั่งมี
ไทย
1
22
30
1.2K
Sopon Supamangmee
มีประโยคหนึ่งที่ผมอ่านแล้วถึงกับต้องตั้งคำถามกับความเชื่อและสิ่งที่กำลังทำอยู่ในชีวิตอีกครั้ง . "Hope is an opiate, not a plan." ความหวังคือยาชา ไม่ใช่แผนการ . Jonathan Goodman เขียนประโยคนี้ไว้ในหนังสือ Unhinged Habits ของเขา และมันไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อพูดถึงคนที่ทำเรื่องผิดพลาดหรือล้มเหลว แต่เขากำลังพูดถึงคนที่กำลัง "ทำถูกทุกอย่าง" ต่างหาก พูดถึงคนที่ตื่นเช้า ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ทำงานตรงเวลา สะสมนิสัยดี ๆ ทีละนิด แล้วคอยบอกตัวเองว่า "ทำไปเรื่อย ๆ เถอะ แล้วสักวันมันจะดีเอง" . ฟังดูเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ? ก้มหน้าก้มตาทำ เดี๋ยววันหนึ่งดอกผลจะตามมาเอง . แต่ Goodman บอกว่ามันคือ Blind Faith หรือ "ความเชื่อแบบหลับหูหลับตา" ครับ (เชี้ยละ...) . ผมเข้าใจเลยว่าทำไมประโยคนี้ถึงฟังแล้วชวนให้อึดอัดใจ นั่นก็เพราะวัฒนธรรมการพัฒนาตัวเอง (Self-help) ที่เราเติบโตมาด้วยนั้น สอนให้เราเชื่อมั่นในพลังของการสะสม แนวคิดที่ว่า "แค่ดีขึ้น 1% ทุกวัน แล้วปลายปีคุณจะดีขึ้นถึง 37 เท่า" เป็นประโยคที่โด่งดังมาก กราฟของมันสวยงาม และในแง่ของคณิตศาสตร์มันก็ถูกต้องแบบไร้ข้อกังขา . แต่ Goodman ตั้งคำถามกลับมาว่า “แล้วเราดีขึ้นในเรื่องอะไรล่ะ?” (นั่นไง!) . เขาพูดตรง ๆ ว่าในทางคณิตศาสตร์ แนวคิดเรื่องการพัฒนาทีละนิดมันสมเหตุสมผล กราฟมันพุ่งขึ้นจริง แต่ชีวิตคนเราไม่ใช่คณิตศาสตร์ สมองเราไม่ใช่เครื่องคิดเลข . แต่ที่สำคัญที่สุดเลยคือ เราไม่สามารถ "ดีขึ้นอีกนิดหนึ่ง" ทุกวันได้โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังดีขึ้นในมิติไหน . เราจะดีขึ้นทุกเรื่องพร้อมกันเลยหรือ? หรือจะดีขึ้นทีละเรื่อง? แล้วถ้าเลือกทำทีละเรื่อง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องที่เลือกนั้นมันยังใช่สำหรับเราอยู่? . และประเด็นคือเราจะต้องใช้ชีวิตด้วยศรัทธาแบบไม่ตั้งคำถามไปอีกนานแค่ไหน ก่อนที่ "กราฟในจินตนาการ" เส้นนั้นจะตัดสินใจพุ่งขึ้นเสียที? . ตรงนี้แหละครับที่ความหวังกลายสภาพเป็น "ยาชา" . เพราะมันทำให้เราสบายใจ โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ว่า สิ่งที่เราทำซ้ำอยู่ทุกวัน อาจไม่ใช่สิ่งที่ควรทำตั้งแต่แรก . ผมเองก็เคยอยู่ในจุดนั้น (และต้องคอยถามตัวเองบ่อยๆ เพื่อกระตุกตัวเอง) และผมเชื่อว่าหลายคนก็คงเคย . เรายังคงสม่ำเสมอกับงานที่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้ว สม่ำเสมอกับความสัมพันธ์ที่เราไม่ได้คิดจะลงแรงรดน้ำพรวนดินจริงๆ สม่ำเสมอกับกิจวัตรที่เราทำเพียงเพราะคำว่า "มันเป็นสิ่งที่ควรทำ" ไม่ใช่เพราะมันยังเชื่อมโยงกับตัวตนของเราอยู่ . แล้วเราก็หลอกตัวเองซ้ำๆ ว่า "อย่าหยุดนะ ทำต่อไป สักวันมันจะเห็นผล" . Goodman บอกว่านี่คือผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราสูญเสีย "ฤดูกาล" ในชีวิตไป . เขาอธิบายว่าก่อนที่โลกนี้จะมีนาฬิกาและหลอดไฟ มนุษย์เราใช้ชีวิตเป็นจังหวะ มีช่วงที่ต้องลงมือทำ มีช่วงที่ต้องหยุด และมีช่วงที่ธรรมชาติบังคับให้เราต้องหยุดนิ่งเพื่อมองดูรอบตัว แต่เทคโนโลยีได้ลบฤดูกาลเหล่านั้นออกไป เราสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ทุกสัปดาห์ โดยไม่มีจุดหยุดพัก หรือจุดตั้งหลักที่ธรรมชาติกำหนดไว้อีกต่อไป . พอไม่มีจุดให้หยุด เราก็เลยไม่มีโอกาสได้หยุดถามตัวเองว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้... มันยังใช่เป้าหมายของเราอยู่ไหม? . ไม่ใช่ว่านิสัยที่ดีจะ "หมดอายุ" ได้หรอกนะครับ แต่ Goodman ใช้คำว่า Constant Iteration หรือการทบทวนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพราะมนุษย์เราเปลี่ยนไปตลอดเวลา ตัวตนของเราเปลี่ยน ค่านิยมของเราก็เปลี่ยน สิ่งที่เคยสำคัญเมื่อห้าปีก่อน อาจจะไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยในวันนี้ . แต่นิสัยที่เราสร้างไว้ มันกลับไม่ยอมเปลี่ยนตาม . มันยังคงทำงานอยู่บนระบบอัตโนมัติ (Autopilot) ของตัวเราในเวอร์ชันเก่า . วิธีหนึ่งที่จะดึงตัวเองออกจากระบบอัตโนมัตินี้ได้ คือแนวคิดจากหนังสือ ‘Future You : เราจะเป็นใคร ในโลกใบใหม่’ ของคุณสันติธาร ที่พูดถึงมุมมองที่ว่า "การหลงทางคือของขวัญ" . คุณสันติธารชี้ให้เห็นว่า เวลาที่เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เรามักจะก้มหน้าก้มตาเดินไปตามถนนที่วางไว้ จนลืมเงยหน้าขึ้นมาถามตัวเองว่า ทางที่กำลังเดินอยู่นั้นมันยังตอบโจทย์ชีวิตของเราอยู่หรือไม่ เขาได้เล่าถึงกฎง่าย ๆ ที่ตั้งไว้กับภรรยาสมัยที่อยู่สิงคโปร์ว่า "ทุก ๆ 2 ปี เราจะนั่งลงทบทวนชีวิตใหม่อีกครั้ง" ซึ่งกฎเล็ก ๆ นี้นี่เองที่กลายเป็นรูทีนที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขามาแล้วหลายครั้ง . การหยุดทบทวนไม่ได้หมายถึงการหยุดทำงานนะครับ แต่มันคือการ "เงยหน้า" เพื่อกลับมาตั้งคำถามว่า ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตในเวลานี้ และถ้าต้องเลือกใหม่วันนี้ เราจะยังไปทางเดิมอยู่ไหม โดยมีกติกาสำคัญคือ "ห้ามรีบตอบเด็ดขาด" มันคือการสร้างพื้นที่ให้ตัวเองได้ "หลงทางอย่างตั้งใจ" อนุญาตให้ตัวเองหลุดออกจากวงจรเดิม ๆ ได้ลองทำอะไรใหม่ เปิดรับคำถามใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต . เพราะหลายครั้ง คำตอบที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตก็ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจหาเสมอไป แต่มันเกิดจากการยอมปล่อยให้ตัวเอง "หลงทาง" ชั่วคราว จุดเปลี่ยนสำคัญหลายอย่างไม่ได้มาจากแผนการที่สมบูรณ์แบบ แต่มาจากการหลงทางแล้วบังเอิญไปเจอประตูบานใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ประตูที่อาจจะพาเราไปพบกับบทเรียนใหม่ ผู้คนใหม่ หรือแม้แต่ "ตัวเราในเวอร์ชันใหม่" ที่เราไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่จริง . ผมคิดว่าปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่การที่เราขาดวินัยหรอกครับ แต่เราขาด "จุดตั้งคำถาม" (แบบคุณสันติธาร) เราไม่เคยออกแบบช่วงเวลาที่จะอนุญาตให้ตัวเองได้หยุดพักแล้วถามเลยว่า สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ มันยังเชื่อมโยงกับชีวิตที่เราอยากมีจริง ๆ หรือมันแค่ไปเชื่อมกับภาพจำของชีวิตที่เราเคยอยากมีเมื่อสามปีก่อนกันแน่? . Goodman เสนอวิธีวัดผลง่าย ๆ ครับ เขาบอกให้ลองถามตัวเองตอนตื่นนอนตอนเช้าดูว่า "วันนี้เป็นแค่ 'วันทำงานหาเงินไปวัน ๆ' หรือเป็น 'อีกวันที่ช่างวิเศษเหลือเกินที่ได้ทำสิ่งนี้'?" . ถ้าคำตอบของคุณเป็นแบบแรกติดต่อกันมาสักพักใหญ่ มันไม่ได้แปลว่าคุณล้มเหลวนะครับ แต่มันแปลว่าฤดูกาลในชีวิตของคุณเปลี่ยนไปแล้ว เพียงแต่คุณยังไม่ได้เปลี่ยนตามก็เท่านั้น . สิ่งที่ทำให้แนวคิดนี้ยากที่จะยอมรับ เป็นเพราะมันเรียกร้องให้เราต้องทำในสิ่งที่ไม่ค่อยจะสบายใจนัก . มันเรียกร้องให้เรา "หยุด" . ไม่ใช่หยุดทำงานนะครับ แต่คือการหยุดเชื่ออย่างหลับหูหลับตาโดยไม่ตั้งคำถาม . หยุดเชื่อว่า "ทำ ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วเดี๋ยวก็ดีเอง" แล้วเริ่มหันมาถามตัวเองว่า "สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ มันยังดีสำหรับคนที่ฉันเป็นในปัจจุบันไหม?" . เพราะคนเราเติบโตและเปลี่ยนไป แต่ระบบนิสัยของเรามักไม่ค่อยเปลี่ยน ค่านิยมของเราเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แต่กิจวัตรของเรามักจะย่ำอยู่กับที่ . และถ้าเราไม่เคยออกแบบจุดหยุดเพื่อทบทวนตัวเอง (แบบที่คุณสันติธารทำ) เราก็จะยังคงทำสิ่งเดิมอย่างสม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ กับตัวเองในเวอร์ชันอดีต เป็นการทำอย่างซื่อสัตย์ อย่างขยันขันแข็ง และอย่างสูญเปล่า . Goodman ไม่ได้บอกให้เราทิ้งความสม่ำเสมอไปนะครับ เขาแค่บอกให้เราเลิก "บูชา" มันต่างหาก . เลิกใช้มันเป็นข้ออ้างเพื่อหลอกตัวเองว่าเรากำลังก้าวหน้า ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงเราอาจจะกำลังแค่วิ่งเหยาะ ๆ อยู่กับที่อย่างสม่ำเสมอก็เท่านั้นเอง . เขาเชื่อว่าชีวิตต้องการทั้งสองอย่างครับ ทั้ง "ช่วงรักษา" ที่ความสม่ำเสมอเป็นพระเอกหลัก และ "ช่วงสร้าง" ที่ต้องอาศัยการทุ่มเทอย่างบ้าคลั่งให้กับสิ่งที่เราเลือกแล้ว . แต่ก่อนที่เราจะก้าวไปถึงขั้นนั้นได้ สิ่งแรกสุดที่ต้องทำคือ "หยุด" ก่อนครับ . หยุด...แล้วถามตัวเองอย่างสัตย์จริงว่า ที่กำลังทำอยู่ทุกวันนี้ มันคือแผนการ หรือเป็นแค่ความหวัง? . เพราะถ้ามันเป็นแค่ความหวัง Goodman ก็ได้บอกเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า “มันเป็นเพียงแค่ยาชา ไม่ใช่แผนการ” . [ #เก่งแบบเป็ด 🦆] [ Better, Not Done ]
Sopon Supamangmee tweet media
ไทย
1
267
309
12.4K
Sopon Supamangmee
Sopon Supamangmee@sopons·
ถ้าให้คุณขอพรสักข้อ ขอสิ่งเดียวให้คนที่คุณรัก คุณจะขออะไร? . ผมเคยถามตัวเองคำถามนี้ตอนลูกสาวเกิดใหม่ๆ . วันนั้นผมนั่งอยู่ข้างเตียงในห้องคลอด มองหน้าเธอที่หลับตาอยู่ในผ้าห่อตัวสีขาว แล้วคำตอบก็ผุดขึ้นมาเอง . “ผมอยากให้เธอมีความสุข” . ฟังดูซ้ำซาก เหมือนประโยคสำเร็จรูปที่ใครก็พูดได้ แต่ยิ่งผมใช้เวลาคิดมากขึ้น ผมก็ยิ่งตระหนักว่า “ความสุข” ที่ผมหมายถึง มันไม่ใช่ความรู้สึกชั่วคราวที่มาแล้วก็จากไป . มันลึกกว่านั้นมาก . สิ่งที่ผมอยากให้เธอจริงๆ คือ ให้เธอรู้สึกว่าชีวิตของเธอกำลังมุ่งไปในทิศทางที่ถูกต้อง ได้ค้นพบว่าตัวเองเป็นใครและยืนหยัดเพื่ออะไร ได้ไล่ตามเป้าหมายที่สอดคล้องกับคุณค่าภายในของตัวเอง . และที่สำคัญที่สุด ผมไม่อยากให้เธอถูกหลอกหลอนด้วยคำถามที่ไม่มีวันได้คำตอบอย่าง . “ชีวิตฉันมีความหมายอะไร” หรือ “ถ้าไม่มีตำแหน่งหน้าที่ ฉันเป็นใคร” หรือ “ทำไมฉันต้องผ่านเรื่องเจ็บปวดแบบนี้ด้วย” . คำถามเหล่านี้ ทำลายและทำร้านคนมานักต่อนักแล้ว . เพราะฉะนั้นเมื่อผมพูดถึง “ความสุข” ผมไม่ได้หมายถึง feeling (ความรู้สึก) ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป . ผมหมายถึงสิ่งที่อริสโตเติลเรียกว่า ”Eudaimonia“ คำกรีกโบราณที่แปลตรงตัวไม่ได้ แต่ใกล้เคียงที่สุดคือ “การเบ่งบานของชีวิตมนุษย์” หรือ “ความรุ่งเรืองภายใน” . Eudaimonia ไม่ใช่ความสุขแบบยิ้มแย้มแจ่มใส มันคือความรู้สึกลึกๆ ว่าชีวิตเรามีความหมาย ว่าเรากำลังใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกับตัวตนที่แท้จริง . อริสโตเติลเชื่อว่า ความสุขคือ “ความหมายและจุดมุ่งหมายของชีวิต เป็นเป้าหมายสูงสุดของการดำรงอยู่ทั้งมวลของมนุษย์” . เมื่อมองจากมุมนี้ พรที่ผมขอให้ลูกสาว ไม่ได้ตื้นเขิน แต่มีความหมายอย่างลึกซึ้งเลย . ================== . คำถามต่อมาคือ แล้วเราจะหาความสุขแบบนี้ได้จากไหน? . เพราะส่วนใหญ่เราไปหาคำตอบผิดที่ . ถ้าถามสังคม สังคมจะบอกว่า ความสุขอยู่ที่เงิน ตำแหน่ง ชื่อเสียง ความสำเร็จในอาชีพ ยอดผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย . หาเงินให้เยอะ ไต่เต้าให้สูง ซื้อรถคันใหญ่ บ้านหลังโต . เราฟังเรื่องเล่านี้มาตั้งแต่เด็ก จนหลายคนเชื่อว่ามันเป็นสัจธรรม . แต่ผมว่าถ้าคุณผ่านชีวิตมาระดับหนึ่งคุณจะรู้เลยว่ามันไม่จริงซะทีเดียว และข้อมูลจากงานวิจัยก็สนับสนุนเช่นกัน . งานวิจัยจาก Harvard Business School โดย Grant Donnelly และ Michael Norton สำรวจเศรษฐีกว่า 4,000 คนทั่วโลก ให้คะแนนความสุขของตัวเองบนสเกล 1-10 ผลที่ได้น่าสนใจมาก . เศรษฐีที่มีทรัพย์สินสุทธิตั้งแต่ 8 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป (เกือบ 300 ล้านบาท) ให้คะแนนความสุขสูงกว่าเศรษฐีที่มีทรัพย์สินน้อยกว่า เพียงแต่คะแนนสูงกว่าไม่ถึงครึ่งคะแนนเท่านั้น บนสเกล 10 คะแนน . พูดง่ายๆ คือ คนที่มีเงิน 300 ล้านกับคนที่มีเงิน 30 ล้าน ให้คะแนนความสุขของตัวเองแทบไม่ต่างกันเลย . แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่าตัวเลขนี้ คือสิ่งที่เศรษฐีเหล่านี้ “เชื่อ” เมื่อถูกถามว่าต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะให้คะแนนความสุขเต็ม 10 มีเพียง 13 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่บอกว่าเงินที่มีอยู่ตอนนี้เพียงพอแล้ว อีก 87 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าต้องมีมากกว่านี้ . แม้แต่คนที่มีทรัพย์สินเกิน 10 ล้านดอลลาร์ ก็ยังเชื่อว่าต้องมีมากกว่านี้ . 27 เปอร์เซ็นต์ของเศรษฐีเหล่านี้บอกว่าต้องเพิ่มทรัพย์สินอีก 1,000 เปอร์เซ็นต์ถึงจะให้คะแนนความสุขเต็ม 10 . อ่านซ้ำอีกทีนะครับ “หนึ่งพันเปอร์เซ็นต์“ หรือ 10 เท่า . นั่นหมายความว่า คนที่มีเงิน 10 ล้านดอลลาร์ คิดว่าต้องมี 100 ล้านดอลลาร์ถึงจะสุขสมบูรณ์ . จริงเหรอ? . ผมไม่ได้บอกว่าเงินไม่สำคัญ มันสำคัญ สำคัญมากในสังคมทุนนิยม โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่มี มีไม่พอ . เงินสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตคุณได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นยังไงมันก็จำเป็น . แต่หลังจากจุดหนึ่ง เงินไม่ได้เพิ่มความสุข มันแค่เปลี่ยนประเภทของปัญหา . คนจนกังวลว่าจะมีข้าวกินไหม คนรวยกังวลว่าใครจะมาหลอกเอาเงินไป . ปัญหาไม่เคยหายไป มันแค่เปลี่ยนหน้าตาไปเป็นอีกแบบ . และไม่ใช่แค่เรื่องเงิน ความสำเร็จในอาชีพก็เช่นกัน . ================== . ตอนยังหนุ่ม ผมเคยคิดว่าถ้าได้ทำงานในบริษัทระดับโลก ชีวิตจะสมบูรณ์ แต่ตอนทำงานมันก็มีปัญหา เครียด ปวดหัว หลายคนก็คิดแบบนี้ . ทนายเชื่อว่าถ้าได้เป็นหุ้นส่วน ทันตแพทย์เชื่อว่าถ้าเปิดคลินิกของตัวเอง หมอเชื่อว่าถ้าได้เป็นอาจารย์แพทย์ ฯลฯ . งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Mayo Clinic Proceedings เมื่อเดือนเมษายน 2025 สำรวจแพทย์ 7,643 คนในสหรัฐอเมริกา พบว่า 45.2 เปอร์เซ็นต์รายงานว่ามีอาการหมดไฟ (burnout) อย่างน้อยหนึ่งอาการ . เกือบครึ่งของแพทย์ อาชีพที่สังคมยกย่องว่าประสบความสำเร็จสูงสุด กำลังหมดไฟ . ไม่ใช่แค่แพทย์ งานวิจัยขนาดใหญ่ของ ABA และ Hazelden Betty Ford Foundation สำรวจทนายความ 12,825 คน พบว่าราว 21 เปอร์เซ็นต์มีพฤติกรรมการดื่มที่เป็นปัญหา และ 28 เปอร์เซ็นต์มีอาการของโรคซึมเศร้า . และจากการสำรวจของ American Dental Association ในปี 2021 พบว่า 54 เปอร์เซ็นต์ของทันตแพทย์อยู่ในกลุ่มเสี่ยงปานกลางถึงสูงต่อภาวะซึมเศร้า . ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกเราบางอย่างที่สำคัญมาก . ความสำเร็จในอาชีพก็ไม่ได้เท่ากับความสุขในชีวิตเช่นกัน . ================== . ถึงตรงนี้....บางทีคุณอาจคิดว่า “โอเค เงินและตำแหน่งอาจไม่ใช่คำตอบ แต่ถ้าฉันได้รถคันที่ฝัน บ้านหลังที่อยากได้ล่ะ?” . ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นครับ (เพิ่งเขียนไปไม่กี่วันก่อนลองย้อนอ่านได้) . แต่มีปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Hedonic Adaptation หรือ Hedonic Treadmill “ลู่วิ่งแห่งความสุข” . มันทำงานแบบนี้ คุณซื้อรถใหม่ สัปดาห์แรกตื่นเต้นมาก สัปดาห์ที่สองเริ่มชิน เดือนที่สามมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แล้วคุณก็เริ่มมองรถคันข้างๆ ที่หรูกว่า . ความพึงพอใจจากสิ่งของภายนอกจะค่อยๆ จางหายไป เหมือนน้ำหอมที่พ่นแล้วกลิ่นก็ค่อยๆ เจือจางลงเรื่อยๆ . คุณวิ่งอยู่บนลู่วิ่ง เหนื่อยมาก แต่ไม่เคยไปถึงไหน . สัญลักษณ์ของสถานะ ไม่ว่าจะเป็นรถ บ้าน แบรนด์เนม หรือตำแหน่ง ไม่ใช่ทางลัดสู่ความสุข มันเป็นแค่สถานีพักชั่วคราวที่คุณแวะแล้วก็ต้องเดินต่อ . แล้วความสุขอยู่ที่ไหน? . ถ้าเงิน ตำแหน่ง และสิ่งของไม่ใช่คำตอบ แล้วเราจะหาความสุขแบบ Eudaimonia ที่ยั่งยืนและลึกซึ้ง ได้จากไหน? . คำตอบคือ “มันมีราคาที่ต้องจ่าย” . และที่สำคัญราคานั้น ไม่ได้วัดเป็นตัวเงิน . 📍 [ ราคาข้อแรก: ต่อสู้กับสัญชาตญาณของสมอง ] . ความสุขไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เพราะสมองของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เรามีความสุข . จากมุมมองของวิวัฒนาการ สมองมีหน้าที่เดียวคือ “ช่วยให้คุณมีชีวิตรอด” . และวิธีที่สมองช่วยให้คุณรอดคือ ทำให้คุณไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา ความไม่พอใจคือแรงผลักดันให้บรรพบุรุษของเราออกหาอาหาร สะสมทรัพยากร เตรียมพร้อมรับมือกับอันตราย . สมองของคุณคือเครื่องจักรสแกนหาภัยคุกคาม ไม่ใช่เครื่องผลิตความสุข . นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงจำเรื่องร้ายๆ ได้แม่นกว่าเรื่องดีๆ ทำไมเราถึงกังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ทำไมเราถึงรู้สึกว่ามีอยู่เท่าไหร่ก็ไม่พอ . ดังนั้น ถ้าคุณอยากมีความสุข คุณต้องฝึกฝนอย่างตั้งใจ . การฝึก mindfulness (การกลับมาอยู่กับปัจจุบัน) จะช่วยถ่วงดุลกับแนวโน้มของสมองที่จะจมอยู่กับอนาคตหรืออดีต รวมทั้งการฝึก gratitude (การขอบคุณสิ่งที่มี) ช่วยสอนสมองให้มองเห็นสิ่งดีๆ ที่มักถูกมองข้าม . ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันคือราคาที่ต้องจ่าย . 📍 [ ราคาข้อสอง: ลงทุนในความสัมพันธ์ ] . ถ้ามีงานวิจัยชิ้นเดียวที่คุณควรรู้จักเรื่องความสุข มันคือ “Harvard Study of Adult Development” . งานวิจัยนี้เริ่มต้นในปี 1938 (กว่า 85 ปีที่แล้ว) ทำให้มันเป็นงานศึกษาเรื่องชีวิตผู้ใหญ่ที่ยาวนานที่สุดในโลก เริ่มจากการติดตามชายหนุ่ม 724 คนจากทั้งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและชุมชนยากจนในบอสตัน จากนั้นขยายไปถึงคู่สมรสและลูกหลานอีกกว่า 1,300 คน . ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดจากงานวิจัยนี้คืออะไร? . Robert Waldinger ผู้อำนวยการงานวิจัย สรุปไว้ในบรรยาย TED Talk ที่มีผู้ชมมากกว่า 13 ล้านครั้งว่า ความสัมพันธ์ที่ดีช่วยให้เรามีสุขภาพดีและมีความสุขมากขึ้น . ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ชื่อเสียง ไม่ใช่ IQ ไม่ใช่ยีน . แต่คือ “ความสัมพันธ์” . คนที่พึงพอใจกับความสัมพันธ์ของตัวเองมากที่สุดตอนอายุ 50 กลายเป็นคนที่สุขภาพดีที่สุดตอนอายุ 80 ความพึงพอใจในชีวิตสมรสช่วยปกป้องสุขภาพจิตแม้ในวัยชรา คนที่มีความสัมพันธ์ที่อบอุ่นมีอัตราการเสื่อมถอยทางสมองที่ช้ากว่า . แต่ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเอง มันต้องลงทุน ลงแรง ลงเวลา ลงความอดทน อย่างสม่ำเสมอ . และที่สำคัญ อย่าเสียสละคนที่คุณรักเพื่อไล่ตามสัญลักษณ์ทางสถานะ . ผมเคยเกือบทำผิดพลาดนี้ ตอนที่ทำงานหนักจนแทบไม่ได้อยู่บ้าน โดยบอกตัวเองว่า “ทำเพื่อครอบครัว” ทั้งที่จริงๆ แล้ว ครอบครัวต้องการแค่ให้ผมอยู่ตรงนั้นมากกว่า . การสูญเสียความสัมพันธ์ที่สำคัญเพื่อไล่ตามเป้าหมายทางวัตถุ จะทิ้งความว่างเปล่าและความเสียใจที่ไม่มีเงินจำนวนเท่าไหร่จะซื้อกลับคืนมาได้เลย . 📍 [ ราคาข้อสาม: โอบรับความเจ็บปวดของชีวิต ] . นี่อาจเป็นราคาที่จ่ายยากที่สุด . คนส่วนใหญ่คิดว่าความสุขคือการไม่มีความทุกข์ ว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ราบรื่น ไม่มีปัญหา ไม่มีน้ำตา . แต่ความจริงคือ “ความสุขไม่เคยแยกขาดจากความเจ็บปวด” . ลองมองย้อนไปที่ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตคุณ . บ้านในฝันที่คุณซื้อ มาพร้อมกับปัญหาที่ต้องซ่อมแซมไม่รู้จบ คนที่คุณรักและแต่งงานด้วย คือคนเดียวกับที่คุณทะเลาะด้วย ลูกที่คุณเลี้ยงดูมา คือคนที่ทำให้คุณนอนไม่หลับด้วยความเป็นห่วง งานในฝันของคุณจะมาพร้อมความเครียดและความกดดันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ . ทุกสิ่งที่มีความหมาย ล้วนมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย . ผมเริ่มเข้าใจเรื่องนี้จริงๆ ตอนที่ลูกสาวป่วยหนักครั้งแรก คืนนั้นผมนั่งอยู่ข้างเตียงในโรงพยาบาล รู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกถึงความรักที่ลึกซึ้งอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเช่นกัน . ความเจ็บปวดกับความรัก มันเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน . ถ้าคุณต้องการความสุขที่ลึกซึ้ง คุณต้องยอมรับว่ามันมาพร้อมกับความเจ็บปวด ไม่มีทางเลือกอื่น ไม่มีเวอร์ชันของความสุขที่ปลอดจากทุกข์ทั้งปวง . คนที่พยายามหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดทุกรูปแบบ สุดท้ายก็จะหลีกเลี่ยงความสุขไปด้วยในเวลาเดียวกัน . . ผมไม่ได้บอกว่าเงิน ความสำเร็จ หรือชื่อเสียงเป็นสิ่งเลวร้าย มันไม่ใช่ . ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไล่ตามสิ่งเหล่านี้ ปัญหาอยู่ที่การ “เชื่อ” ว่าสิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งความสุข . เพราะเมื่อคุณเชื่อแบบนั้น คุณจะยอมเสียสละทุกอย่าง สุขภาพ ความสัมพันธ์ เวลากับคนที่รัก เพื่อไล่ตามภาพลวงตา . แล้ววันหนึ่งเมื่อคุณได้มันมา คุณจะพบว่ามันไม่ได้ให้สิ่งที่คุณคาดหวัง . สิ่งที่คนมักทำคือกำหนดนิยามของ “ชีวิตที่ดี” ตามที่สังคมบอก ไม่ใช่ตามที่ตัวเองต้องการจริงๆ โฆษณาบอกว่าซื้อของแล้วจะมีความสุข โซเชียลมีเดียบอกว่าชีวิตคนอื่นดีกว่าของเรา เราเอาชีวิตจริงของตัวเองไปเปรียบเทียบกับชีวิตที่คัดสรรมาแล้วของคนอื่น . แล้วก็มาตั้งคำถามว่าทำไมเราถึงไม่มีความสุขและรู้สึกพ่ายแพ้ทุกครั้งไป . ความสุขแบบ Eudaimonia มีราคาที่ต้องจ่าย แต่เป็นราคาที่คุ้มค่าที่จะจ่าย . คุณต้องฝึกฝนจิตใจทุกวัน เพื่อต่อสู้กับสัญชาตญาณของสมองที่จะดึงคุณไปสู่ความไม่พอใจ . คุณต้องลงทุนเวลาและพลังงานในความสัมพันธ์ แทนที่จะเทไปกับการไล่ตามตำแหน่งและเงินทอง . คุณต้องกล้าโอบรับความเจ็บปวด แทนที่จะหนีมัน . ราคาเหล่านี้สูงมาก แต่สิ่งที่ได้กลับมา ทั้ง ชีวิตที่มีความหมาย ความสัมพันธ์ที่อบอุ่น จิตใจที่สงบ มันคุ้มค่าทุกหยาดเหงื่อและความพยายามที่ใส่ลงไป . คืนวันนั้นที่ห้องคลอด ผมมองหน้าลูกสาวแล้วขอพรให้เธอมีความสุข . วันนี้ ผมรู้แล้วว่าพรนั้นหมายถึงอะไร . มันหมายถึงการให้เธอรู้ว่า ความสุขไม่ใช่จุดหมายปลายทาง มันคือวิธีการเดินทาง . และการเดินทางนั้น มันมีราคา . แต่มันเป็นราคาที่คุ้มค่าที่สุดที่คุณจะจ่ายเลย . - โสภณ ศุภมั่งมี
Sopon Supamangmee tweet media
ไทย
1
24
40
1.5K
Sopon Supamangmee
Sopon Supamangmee@sopons·
ผมจำวันแรกที่ Intel ได้ ไม่ใช่เพราะมันยิ่งใหญ่อะไร แต่เพราะมันธรรมดาสิ้นดีต่างหาก . แม้จะเป็นการฝึกงาน แต่ผมก็ถือว่ามันเป็นงานประจำงานแรก เพราะได้เงินเดือนจริงๆ . วันแรกๆ ไม่ได้หวือหวาเลย รุ่นพี่สอนระบบทำงาน อ่านโค้ดเก่าๆ ทำสไลด์ให้หัวหน้าทีม เดินเอกสารไปยังทีมต่างๆ ส่งอีเมลแนะนำตัวทั่วไป . มันน่าเบื่อและค่อนข้างธรรมดามากๆ . แต่ช่วงเวลานั้นทำให้ผมได้เห็นว่า ‘อ๋อ ข้างในบริษัทมันทำงานแบบนี้เอง’ ใครรับผิดชอบอะไร งานไหลจากใครไปถึงใคร คนแบบไหนได้ไปต่อ คนแบบไหนอยู่ที่เดิม . แล้วก็ค่อยๆ ขยับ สร้างกล้ามเนื้อ สร้างความรู้ สร้างความรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป . งานธรรมดาเหล่านั้นคือ "บันไดขั้นแรก" ที่ไม่มีใครเห็นค่า ไม่มีใครปรบมือให้ แต่มันคือสิ่งที่ทำให้เราได้ยืนอยู่ในโลกของการทำงานจริงๆ ได้ฝึกกล้ามเนื้อที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน . แต่วันนี้ บันไดขั้นนั้นกำลังหายไป . Ravin Jesuthasan ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้าน Future of Work จาก Mercer บริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลระดับโลก และสมาชิกคณะกรรมการด้าน Work and Employment ของ World Economic Forum เคยพูดประโยคสั้นๆ ที่ทั้งคมและชวนให้กังวลใจมาก เขาบอกว่า . "งานรูปแบบเดิมกำลังจะสูญพันธุ์" (Jobs are an endangered species.) . คุณสันติธาร เสถียรไทย (Tonson Santitarn Sathirathai) เล่าเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ ‘Future You: เราจะเป็นใคร...ในโลกใบใหม่’ ว่าเขาได้ยินประโยคนี้ตอนไปศึกษาดูงานที่สหรัฐอเมริกา และได้พูดคุยกับ Jesuthasan สิ่งที่ทำให้เขากังวลที่สุดไม่ใช่แค่ "งาน" ที่หายไป แต่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "พีระมิดหัวกลับ" (Reverse Skill Pyramid) . ในอดีต คนจบใหม่จะเริ่มจากฐานพีระมิด ทำงานง่ายๆ ที่เป็นงานรูทีน เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ แต่ในยุคนี้ ฐานพีระมิดนั้นถูกยึดครองโดย automation และ AI . งานระดับเริ่มต้น ‘entry-level’ กำลังหายไป . สิ่งที่ตามมาคือ "บันไดขั้นแรกชำรุด" . ตัวเลขสถิติและข่าวมากมายยืนยันสิ่งที่คุณสันติธารเตือนไว้ . บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ลดการจ้างบัณฑิตจบใหม่ลงกว่า 50% เมื่อเทียบกับปี 2019 ข้อมูลจาก SignalFire ที่วิเคราะห์ข้อมูลผู้ประกอบอาชีพกว่า 650 ล้านคน พบว่า สตาร์ทอัพต่างๆ ลดการจ้างคนจบใหม่จาก 30% เหลือไม่ถึง 6% . Salesforce ปลดพนักงาน 4,000 คน โดย CEO ประกาศตรงๆ ว่า "AI ทำให้ต้องการคนน้อยลง" Microsoft ยอมรับว่า AI เขียนโค้ดให้บริษัทแล้ว 30% Duolingo สั่งให้ผู้จัดการ "พิสูจน์ก่อนว่าทำงานนี้ด้วย AI ไม่ได้" ถึงจะอนุมัติให้จ้างคน IBM แทนที่พนักงาน HR หลายร้อยคนด้วย AI agents . ผู้จัดการฝ่ายจ้างงานเกือบ 80% คาดการณ์ว่า AI จะทำให้บริษัทตัดตำแหน่งฝึกงานและงานระดับเริ่มต้นออกไป . ดูเหมือนว่าบันไดขั้นแรกไม่ได้แค่สั่นคลอนเท่านั้นนะครับ . แต่มันกำลังถูกรื้อออกไปอย่างสิ้นเชิงเลยมากกว่า . เพราะฉะนั้น คำถามใหญ่ของเด็กรุ่นนี้จึงไม่ใช่แค่ "จะไปถึงยอดเขายังไง" อย่างที่คุณสันติธารเขียนไว้ . แต่คือ "จะเริ่มปีนตรงไหน ในเมื่อบันไดขั้นแรกมันหายไปแล้ว" . ลองนึกภาพ ถ้าคุณเพิ่งเรียนจบ คุณเคยคิดว่าจะได้ทำงานง่ายๆ ก่อน ร่างอีเมล จัดข้อมูล สรุปรายงาน แล้วค่อยๆ เรียนรู้จากคนรอบข้าง แต่วันนี้ ChatGPT ร่างอีเมลได้ AI agents จัดข้อมูลได้ ซอฟต์แวร์สรุปรายงานได้ งานที่เคยเป็น "ห้องเรียน" สำหรับคนรุ่นใหม่ ถูก AI ทำแทนหมดแล้ว . เมื่อขั้นแรกของบันไดหายไป คนรุ่นใหม่ก็ไม่สามารถเริ่มปีนได้ พอไปไม่ถึงขั้นกลาง ขั้นบนสุดก็จะว่างเปล่าในที่สุด . นี่ไม่ใช่ปัญหาของเด็กจบใหม่เท่านั้น มันคือปัญหาเชิงโครงสร้างของทั้งระบบด้วย . เพราะ automation ตำแหน่งเริ่มต้นในวันนี้ คือการอดอยากผู้นำในวันพรุ่งนี้ . บริษัทที่เฉลิมฉลองว่าใช้ AI แทนตำแหน่งจูเนียร์ได้ วันหนึ่งจะบ่นว่า "หาคนระดับกลางที่มีประสบการณ์ไม่ได้" โดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนตัดท่อส่งน้ำเลี้ยงเองตั้งแต่ต้น . แล้วทางออกคืออะไร? . คุณสันติธารเสนอว่าเราต้องเปลี่ยนคำถามจาก "อยากเป็นอะไร" เป็น "อยากมีทักษะอะไร" . นี่คือหัวใจของสิ่งที่ Jesuthasan เรียกว่า เศรษฐกิจฐานทักษะ (skill-based economy) หรือระบบที่ประเมินคนจาก "ทักษะที่มี" มากกว่า "ชื่อตำแหน่งที่ถือ" . ในหนังสือ The Skills-Powered Organization (MIT Press, 2024) ที่ Jesuthasan เขียนร่วมกับ Tanuj Kapilashrami ประธานด้านกลยุทธ์ของ Standard Chartered Bank เขาวาง framework ไว้ชัดเจนว่าทักษะกำลังกลายเป็น "สกุลเงิน" ของโลกการทำงาน แทนที่ตำแหน่งงานแบบเดิมที่เราคุ้นเคยมา 140 ปี . ฟังดูเป็นนามธรรม แต่ลองคิดแบบนี้ครับ . สมัยก่อน คุณแนะนำตัวว่า "ผมเป็นนักบัญชี" "เธอเป็นนักการตลาด" ตำแหน่งงานคือ "ป้ายชื่อ" ที่บอกว่าคุณเป็นใคร . แต่ในโลกที่ AI ทำงานบัญชีได้ ทำการตลาดได้ "ป้ายชื่อ" เหล่านั้นเริ่มไม่มีความหมาย . สิ่งที่มีความหมายคือ ‘คุณ’ ทำอะไรได้บ้าง? คุณคิดเชิงวิเคราะห์ได้ไหม คุณเล่าเรื่องเป็นไหม คุณทำงานกับคนที่คิดต่างได้ไหม คุณล้มแล้วลุกเป็นไหม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นสิ่งสำคัญ . รายงาน Future of Jobs 2025 ของ World Economic Forum สำรวจบริษัทกว่า 1,000 แห่งทั่วโลก ซึ่งมีพนักงานรวมกันกว่า 14 ล้านคน ใน 55 ประเทศ พบภาพที่น่าสนใจมาก . ภายในปี 2030 จะมีตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้นราว 170 ล้านตำแหน่ง แต่ในขณะเดียวกัน จะมี 92 ล้านตำแหน่งที่ถูกแทนที่ . ฟังแค่ตัวเลขรวม มันดูเป็นข่าวดีว่า งานใหม่มากกว่างานที่หายไปตั้ง 78 ล้านตำแหน่ง . แต่ปัญหาคือ งานที่เกิดขึ้นใหม่ ไม่ใช่งานแบบเดียวกับงานที่หายไป . งานที่หายไปคืองานซ้ำๆ งานจัดการข้อมูล งานธุรการ หรือ งาน entry-level ที่เคยเป็นบันไดขั้นแรกของทุกคนนั่นแหละ . งานที่เกิดขึ้นใหม่คืองานที่ต้องการทักษะอีกชุดหนึ่ง ทักษะที่ซับซ้อนกว่า ลึกกว่า และบ่อยครั้งไม่มีสอนในห้องเรียน . นายจ้างคาดว่า 39% ของทักษะที่จำเป็นในตลาดงานจะเปลี่ยนแปลงไปภายในปี 2030 นั่นหมายความว่าเกือบ 4 ใน 10 ของสิ่งที่คุณรู้วันนี้ อาจใช้ไม่ได้อีกแล้วในอีกไม่กี่ปี . และ 63% ของนายจ้างระบุว่า "ช่องว่างด้านทักษะ" คืออุปสรรคใหญ่ที่สุดต่อการปรับตัวขององค์กร มากกว่าปัญหาเศรษฐกิจ มากกว่าปัญหาเทคโนโลยี มากกว่าปัญหาเงินทุน . สังเกตให้ดี . ปัญหาใหญ่ที่สุดของโลกการทำงานวันนี้ (และอนาคต) ไม่ใช่ "ไม่มีงาน" . แต่คือ "ไม่มีคนที่มีทักษะตรงกับงานที่ต้องการ" . งานมี แต่คนที่พร้อมทำงานนั้น ไม่มี . มันเหมือนมีเก้าอี้ว่างอยู่เต็มห้อง แต่ประตูทางเข้ากลับเปิดไม่ออก เพราะกุญแจดอกเดิมใช้ไม่ได้แล้ว . ตรงนี้เองที่กรอบคิด "นม-วิสกี้-น้ำเปล่า" ที่คุณสันติธารเสนอไว้ในหนังสือกลับมามีพลังมาก . เขาเปรียบทักษะของคนเราเหมือนเครื่องดื่มสามชนิด แต่ละชนิดมีธรรมชาติต่างกัน มีอายุต่างกัน และต้องการวิธีดูแลต่างกัน . “นม" (perishable skills) คือทักษะสดใหม่ที่ต้องเติมตลอดเวลา เพราะทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว การใช้แอปฯ ใหม่ การยิงแอดบนแพลตฟอร์มล่าสุด การเขียนพรอมต์ให้ Generative AI ทำงานแทนได้ เทรนด์การลงทุนรอบใหม่ . ข้อดีของ "นม" คือเรียนรู้แล้วเห็นผลเร็ว ใช้ทำมาหากินได้ทันที . ข้อเสียคือมันบูดเร็วมาก . ปีที่แล้วเพิ่งหัดใช้แอปฯ ขายของออนไลน์ เดือนก่อนเพิ่งเริ่มยิงแอดเฟซบุ๊ก วันนี้ต้องมานับหนึ่งใหม่กับติ๊กต็อกช็อปอีกแล้ว การต้องเริ่มใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือความท้าทายของคนที่มีแต่ "นม" ในมือ . “วิสกี้" (durable skills) ตรงกันข้าม ยิ่งบ่มนาน ยิ่งมีราคา คือทักษะที่ต้องใช้เวลาเคี่ยวกรำ จนกลายเป็น "รสชาติเฉพาะตัว" ที่ไม่มีใครลอกได้ . คุณสันติธารแบ่งไว้ 4 หมวดกว้างๆ : การคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ การเข้าใจผู้อื่นและทักษะทางอารมณ์ การล้มลุกเรียนรู้ตลอดชีวิต และความเป็นผู้นำที่ทำงานกับทีมหลากหลายได้ . นี่คือทักษะที่ย้ายงานแล้วไม่หาย เปลี่ยนอาชีพแล้วยังอยู่กับเรา เพราะมันไม่ได้ผูกกับเครื่องมือหรือแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง มันผูกกับ ‘ตัวคน’ . เสียดายที่ผ่านมาเรามักเรียกทักษะเหล่านี้ว่า "ซอฟต์สกิล" ทั้งที่จริงมันคือความ "แข็งแกร่ง" ที่แค่วัดเป็นตัวเลขยาก . และสุดท้ายคือ "น้ำเปล่า" (self-awareness) เรียบง่าย แต่ขาดคือตาย . ทักษะที่ดูธรรมดา แต่จำเป็นที่สุด คือความสามารถในการ "รู้จักตัวเอง" เราเก่งอะไร ไม่ถนัดอะไร แบตเตอรี่ชีวิตเราชาร์จด้วยอะไร หมดไปกับอะไร ใครเติมพลังให้เรา ใครดูดพลังไป . คุณสันติธารเตือนว่า คนที่มี "นมเยอะ" คือรู้มาก กับ "วิสกี้เข้ม" คือเชี่ยวชาญหลายทักษะ แต่ขาดน้ำเปล่า มักจะจบด้วยภาวะหมดไฟ (burnout) หรือหลงทางในนิยามความสำเร็จของคนอื่น . น้ำเปล่าจึงเป็นทักษะที่ต้อง "จิบเรื่อยๆ" ตลอดชีวิต . ถ้าเอากรอบนี้มาวางทับกับปัญหา "บันไดขั้นแรกหายไป" จะเห็นภาพชัดขึ้น . ระบบการศึกษาเดิมสอนให้คนมี "นม" เป็นหลัก ท่องสูตร จำทฤษฎี ทำตามขั้นตอน ทำข้อสอบให้ผ่าน แล้วเอา "นม" ไปใช้ในงาน entry-level ที่รองรับ เข้าไปก็เรียนรู้ระบบ ค่อยๆ สร้าง "วิสกี้" จากประสบการณ์จริงในที่ทำงาน . แต่เมื่องาน entry-level หายไป "นม" ก็ไม่มีพื้นที่ให้วางอีกต่อไป . และ "วิสกี้" ที่เคยค่อยๆ บ่มตัวจากการทำงานจริง ก็ไม่มีโอกาสได้เริ่มต้นหมัก . สิ่งที่ต้องทำคือ เริ่มบ่มวิสกี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่รอให้ทำงานแล้วค่อยฝึก ไม่ใช่รอให้มีตำแหน่งรองรับแล้วค่อยเรียนรู้ แต่ต้องออกแบบการเรียนรู้ที่ฝึกการคิด ฝึกการตั้งคำถาม ฝึกการทำงานกับคน ฝึกการล้มแล้วลุก ตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าออฟฟิศ . เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงลูกสาวเลย . วันหนึ่งเธอจะโตขึ้นมาถามว่า "โตขึ้นหนูจะเป็นอะไรดี" . คำตอบที่ผมอยากให้ ไม่ใช่ชื่ออาชีพ . แต่คือคำถามกลับ . “หนูอยากแก้ปัญหาอะไร?" . เพราะในโลกที่ "ป้ายชื่ออาชีพ" เปลี่ยนเร็วกว่าที่เราจะคุ้นเคยมันได้ ในโลกที่ตำแหน่ง entry-level อาจไม่มีอยู่อีกต่อไป สิ่งที่จะพาลูกหลานของเราไปรอดไม่ใช่ใบปริญญา ไม่ใช่ชื่อตำแหน่ง . แต่คือ ทักษะที่ยิ่งใช้ยิ่งคม ยิ่งบ่มยิ่งลึก . และทักษะเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จากการประสบการณ์เท่านั้น เพราะฉะนั้นพ่อแม่เองก็ต้องสนับสนุนให้ลูกได้ลองทำโปรเจกต์ที่สร้างทักษะเหล่านี้ ส่วนโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเองต้องปรับตัว จะต้องสร้างพื้นที่ให้เด็กได้บ่มวิสกี้ มากกว่าป้อนความรู้ที่เป็นนมที่หมดอายุไวเพียงเท่านั้น . การตั้งคำถามที่ดี การฟังคนอื่นเป็น การคิดเชื่อมโยงข้ามศาสตร์ การล้มแล้วลุก . และที่สำคัญที่สุด การรู้จักตัวเองว่าเก่งอะไร ไม่ถนัดอะไร อะไรเติมพลัง อะไรดูดพลัง ซึ่งเป็นน้ำเปล่าที่ขาดแล้ว ไม่มีอะไรมาทดแทนได้ . อย่างที่คุณสันติธารปิดท้าย . โลกอนาคตไม่ได้ต้องการแค่ "คนที่เก่งที่สุด" . แต่มองหา "คนที่ผสมเครื่องดื่มเป็น" . มีนมที่สดใหม่ เพื่อให้ทันโลก มีวิสกี้ที่บ่มลึก เพื่อให้มีคุณค่า และไม่ลืมจิบน้ำเปล่า เพื่อไม่ให้หลงทาง . บันไดขั้นแรกอาจหายไปแล้ว . แต่ถ้าเราสอนลูกหลานให้รู้จักปีนผาให้เป็น แทนที่จะรอบันไดแบบที่ยุคก่อนๆ เคยมี . พวกเขาจะไปถึงยอดเขาได้ ด้วยเส้นทางของตัวเอง . - โสภณ ศุภมั่งมี
ไทย
1
8
17
1.1K
Sopon Supamangmee
Sopon Supamangmee@sopons·
ชีวิตนี้ผมไม่เคยเชื่อเรื่อง “ฮีโร่” สักเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำงานเป็นทีม . จริงอยู่ว่าในที่ทำงานเราจะเห็นคนที่ทำงานได้ดี เป็นดาวเด่น และมีกลุ่มคนที่อาจต้องการความช่วยเหลือหรือใช้เวลามากกว่าคนอื่นหน่อย แต่ทุกคนก็จะ “มีที่มีทาง” ของตัวเอง บางทีเราเห็นคนหนึ่งทำงานหนึ่งอาจจะตะกุกตะกัก แต่พอเปลี่ยนหน้าที่เปลี่ยนตำแหน่ง กลับเฉิดฉายได้อย่างสวยงาม . ที่บอกว่าไม่เชื่อเรื่อง “ฮีโร่” เพราะตัวเองก็ไม่ใช่คนแบบนั้นด้วย ไม่เคยคิดว่าเป็น ไม่เคยคิดว่าตัวเองกล้า ไม่เคยคิดว่าเก่งกว่าคนอื่น ๆ แค่บางช่วงจังหวะของชีวิตถูกวางให้อยู่ในจุดที่ต้องนำทีม ก็ทำเท่าที่ตัวเองทำได้ รอดบ้าง ล้มบ้าง เรียนรู้ไปกับทีมเสมอ ไม่เคยคิดว่าตัวเองมาอยู่ในตำแหน่งนี้เพราะเก่งกว่าใครทั้งสิ้น . ผมไม่รู้หรอกว่าเป็นแนวทางที่ถูกไหม แค่ถามตัวเองว่า “ถ้าผมมีหัวหน้าสักคน ผมอยากได้หัวหน้าแบบไหนกันนะ?” แล้วก็คอยทำให้ตัวเองเป็นแบบนั้น . มีน้องในทีมคนหนึ่งทักมาถามว่า “ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไปผมเป็นลูกน้องพี่โสภณแล้วใช่ไหมครับ?” ผมบอกว่า “อย่าเรียกว่าลูกน้องเลย เรียกว่ามาทำงานด้วยกันดีกว่าครับ พี่ต้องเรียนรู้จากน้องเยอะมาก” . ผมเชื่อแบบนั้นจริง ๆ ไม่ใช่พูดเอาน้ำใจ . เรื่องของ “ฮีโร่” กลับมาอยู่ในหัวผมอีกครั้งตอนดูหนัง Project Hail Mary . ตัวเอกของเรื่องชื่อ Ryland Grace เป็นครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมต้น อดีตนักชีววิทยาโมเลกุลที่เลือกทิ้งงานวิจัยมาสอนเด็ก ๆ . Grace ไม่ใช่ฮีโร่ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ตาม . หนังค่อย ๆ เฉลยผ่าน flashback ว่า เมื่อ Grace ถูกขอให้ขึ้นยาน Hail Mary ไปช่วยโลกจากจุลินทรีย์ที่กำลังกินแสงอาทิตย์ให้มืดลงเรื่อย ๆ แต่เขาปฏิเสธ . ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว เขาปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า . แม้จะถูกเตือนว่าการปฏิเสธหมายถึงความตายของคนนับพันล้าน เขาก็ยังบอกว่าไม่ เขาบอกตรง ๆ ว่าเขาไม่มีความกล้าหาญพอ เขา “กลัว” . ง่าย ๆ แค่นั้นเลย . สุดท้าย Eva Stratt หัวหน้าโครงการ ต้องสั่งให้วางยาสลบแล้วส่งเขาขึ้นยานโดยที่เขาไม่ได้ยินยอม Ryland Grace คือฮีโร่ที่ถูกลากไปทำหน้าที่ . แต่เมื่ออยู่บนยานคนเดียว ระหว่างที่ลูกเรืออีกสองคนเสียชีวิตระหว่างทาง ความจำยังกลับมาไม่ครบ Grace ก็ลงมือทำในสิ่งที่ต้องทำ . ไม่ใช่เพราะกล้า แต่เพราะไม่มีทางอื่นแล้ว . เขาซ่อมอุปกรณ์ วิเคราะห์ข้อมูล ทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก แก้ปัญหาเฉพาะหน้าทีละเรื่อง ๆ ด้วยทักษะวิทยาศาสตร์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิต . แล้ววันหนึ่ง เขาก็เจอ Rocky . Rocky คือเอเลียนที่เดินทางมาแก้ปัญหาเดียวกัน เพราะดาวของเขากำลังมืดลงเหมือนกัน . มีฉากหนึ่งที่นำเสนอเรื่องความเชื่อใจระหว่างทีมได้อย่างทรงพลังมาก . Rocky สร้างอุโมงค์เชื่อมระหว่างยานสองลำ แล้วส่งสัญญาณว่าเขาจัดการเรื่องออกซิเจนให้แล้ว Grace สามารถถอดหมวกกันอากาศได้ . Grace ปฏิเสธ เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ เขารู้ดีว่าถ้าผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว เขาจะตาย แต่แล้วเขาก็ทำ เขาถอดหมวก . ไม่ใช่เพราะกล้า แต่เพราะเลือกที่จะ “ไว้วางใจ” . หลังจากช่วงเวลานั้น Grace กับ Rocky ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตสองตัวที่บังเอิญเจอกันอีกต่อไป พวกเขากลายเป็น ทีม . ทีมที่ไม่มีใครเป็นหัวหน้า ไม่มีใครเป็นลูกน้อง ไม่มีใครเป็น “ฮีโร่” ของอีกฝ่าย . Grace เก่งเรื่องจุลชีววิทยา Rocky เก่งเรื่องวิศวกรรม สิ่งที่คนหนึ่งไม่รู้ อีกคนรู้ สิ่งที่คนหนึ่งทำไม่ได้ อีกคนทำได้ . โลกรอดมาได้ไม่ใช่เพราะฮีโร่ แต่เพราะทีมสองคนที่ไว้ใจกัน . ดูหนังจบแล้วผมนึกถึงสิ่งที่ Steve Jobs เคยเล่าในรายการ 60 Minutes ว่าแนวคิดการสร้างทีมของเขาเป็นแบบ “The Beatles” . สิ่งที่เขาพูดเปรียบเทียบได้ดีมาก เขาบอกว่าในวง Beatles สมาชิกทุกคนเก่งกันคนละอย่าง ทำเดี่ยว ๆ ก็สร้างผลงานของตัวเองได้ แต่ไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่พอมาอยู่ด้วยกัน ถ่วงดุลกัน ตรวจสอบจุดอ่อนของกันและกัน ผลลัพธ์ที่ออกมากลับยิ่งใหญ่กว่าผลรวมของทุกคนมาก . Grace กับ Rocky เป็น Beatles เวอร์ชันอวกาศ . ไม่มีใครเป็น John Lennon คนเดียวที่แบกทุกอย่าง ทั้งคู่เก่งคนละเรื่อง ต่างคนต่างมีจุดอ่อน แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกัน มันกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ . ผมเชื่อในการทำทีมแบบนั้น ทีมที่ผมเป็นเพียงคนช่วยอำนวยพื้นที่ให้ทีมได้เฉิดฉาย ให้ทุกคนได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกมีส่วนร่วมและท้าทายให้เติบโต . แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึก งานวิจัยบอกเรื่องเดียวกัน . Amy Edmondson ศาสตราจารย์ด้านการจัดการจาก Harvard Business School ศึกษาเรื่อง “ทำไมบางทีมถึงทำงานได้ดีกว่าทีมอื่น” มาหลายสิบปี . ในช่วงทศวรรษ 1990 เธอค้นพบสิ่งหนึ่งที่ขัดกับสัญชาตญาณ ขณะศึกษาความผิดพลาดทางการแพทย์ในโรงพยาบาล เธอคาดว่าทีมที่ทำงานได้ดีน่าจะรายงานความผิดพลาดน้อยกว่า แต่ผลกลับตรงกันข้าม ทีมที่ทำผลงานได้ดีที่สุดกลับรายงานความผิดพลาดมากที่สุด . ไม่ใช่เพราะพวกเขาทำพลาดมากกว่า แต่เพราะพวกเขา “กล้าพูด” มากกว่า . Edmondson เรียกสิ่งนี้ว่า Psychological Safety หรือความรู้สึกว่าทีมเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเสี่ยง เสนอไอเดีย ยอมรับข้อผิดพลาด และถามคำถามโง่ ๆ ได้โดยไม่ต้องกลัวถูกตำหนิ . งานวิจัยของเธอที่ตีพิมพ์ใน Administrative Science Quarterly ปี 1999 ศึกษา 51 ทีมในบริษัทผลิตภัณฑ์แห่งหนึ่ง พบว่า psychological safety เชื่อมโยงโดยตรงกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของทีม และพฤติกรรมการเรียนรู้นั้นเป็นตัวกลางที่นำไปสู่ผลงานที่ดี . พูดง่ายๆ คือทีมที่ไว้ใจกันมากพอจะพูดตรง ๆ ได้ เรียนรู้เร็วกว่า แล้วก็ทำงานได้ดีกว่า . ฉากที่ Grace ถอดหมวกกันอากาศคือ psychological safety ในรูปแบบที่ชัดเจนที่สุด . เขาไม่รู้ว่า Rocky ทำอะไรกับอากาศในอุโมงค์ ไม่มีเครื่องมือตรวจสอบ ไม่มีหลักฐานว่าปลอดภัย มีแต่สัญญาณจากสิ่งมีชีวิตที่เขารู้จักมาไม่ถึงสัปดาห์ . แต่เขาเลือกที่จะไว้ใจ . และหลังจากนั้น ทุกอย่างเปลี่ยนไป เพราะเมื่อ Grace ถอดหมวก เขาไม่ได้แค่หายใจได้ เขากำลังบอก Rocky ว่า “ผมวางใจคุณ” . Rocky ตอบกลับด้วยการแบ่งปันความรู้ทางวิศวกรรมที่ Grace ไม่มีทาง Grace ตอบกลับด้วยความรู้ทางชีววิทยาที่ Rocky ไม่มีทาง ทั้งคู่กล้าบอกสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ กล้ายอมรับจุดอ่อน กล้าถามคำถามโง่ ๆ . ไม่ต้องเป็นฮีโร่ ไม่ต้องเก่งกว่า ไม่ต้องกล้ากว่า . แค่ต้องไว้ใจกันมากพอ . บางทีปัญหาของเราไม่ได้อยู่ที่ว่าไม่มีฮีโร่ . ปัญหาอยู่ที่เราเชื่อมานานเกินไปว่าเราต้อง “มี” ฮีโร่ . ในที่ทำงาน เราตามหา superstar ที่จะมาแบกทุกอย่าง ในวัฒนธรรม เรายกย่องคนที่เสียสละตัวเองเพื่อส่วนรวม ในหนังและนิยาย เราเล่าเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ว่าคนพิเศษคนเดียวจะมากอบกู้โลก แต่ Project Hail Mary เล่าเรื่องต่างออกไป . คนที่ช่วยโลกไม่ใช่ฮีโร่ แต่เป็นครูขี้กลัว กับเอเลียนที่ไม่มีตาแม้แต่ดวงเดียว . พวกเขาไม่ได้เลือกที่จะเสียสละ พวกเขาแค่ “ไว้วางใจกัน” มากพอที่จะทำงานด้วยกัน . ไม่ต้องเป็นฮีโร่ . แค่ต้องเป็นทีมที่ปลอดภัยพอที่เราจะถอดหมวกกันอากาศออกได้เท่านั้น . - โสภณ ศุภมั่งมี
ไทย
1
6
12
682
Sopon Supamangmee
Sopon Supamangmee@sopons·
ขอบคุณบาร์จมากๆ ครับ
•บาร์จเฉยๆ•@Basniixz

think simple… "เราไม่ได้ขาดทรัพยากร แต่เราขาดการจัดลำดับความสำคัญ" หนังสือเล่มนี้มันสกิดผมแบบจังๆ ทำให้รู้ว่าที่ชีวิตรุงรัง ไม่ใช่เพราะเรางานเยอะ แต่เพราะเรา "ตัดสิ่งที่ไม่ได้สำคัญ" ออกไม่เป็น ความเรียบง่ายเริ่มต้นที่การกล้าปฏิเสธกับสิ่งที่เป็นส่วนเกิน นี่คือ 3 ข้อคิดที่ผมได้จากหนังสือเล่มนี้ 1. ยิ่งซับซ้อน ยิ่งพังง่าย ในโลกที่ทุกคนพยายามทำอะไรให้มันดู "ยาก" เข้าไว้เพื่อให้ดูฉลาด แต่จริงๆ แล้ว ความง่ายคือพลังที่เป็นแรงส่งทำให้เราใช้ชีวิตต่อเนื่องกว่า - เวลาแกจะแก้ปัญหาอะไร ถ้าวิธีแก้ มันต้องผ่าน 10 ขั้นตอน หรือต้องรอคน 5 คนบอก ให้คิดไว้ก่อนเลยว่ามันจะพัง ลองถอยออกมาแล้วถามว่า "ถ้าต้องทำให้เหลือขั้นตอนเดียว มันจะเป็นยังไง?" ไม่มีใครต้องรอให้สมบูรณ์แบบ ถึงจะทำ บางครั้งการลงมือทำไปแล้วผิดพลาดบ้างหรือไม่ถูกใจบ้างมันก็สามารถแก้ไขได้ มัวแต่รอ มัวแต่คิด บางทีชีวิตมันไม่ได้ไหนเพราะแบบนี้ 2. โฟกัสที่ "แก่น" ไม่ใช่ "เปลือก" เล่มนี้จะช่วยเตือนสติเราเรื่องการทำธุรกิจหรือการใช้ชีวิต ว่าเราชอบเสียเวลาไปกับเรื่องหยุมหยิม เช่น เลือกสีโลโก้ 3 วัน หรือเลือกฟอนต์นำเสนอ 1 อาทิตย์ แต่ลืมดูว่า "คุณค่า" จริงๆ ที่เราจะส่งมอบคืออะไร - งานที่ดีคือการทำให้คนเข้าใจได้ทันทีว่า "เรากำลังทำอะไร" และ "มันช่วยเขาได้ยังไง" 3. "พอใจ" ในความเรียบง่าย บางทีเราวิ่งตามเทรนด์ ตามเทคโนโลยี หรือพยายามทำอะไรให้มันอลังการเพียงเพราะกลัวแพ้คนอื่น ในเล่มนี้ มีการยกตัวอย่างมาให้เราเห็นภาพมาก - อย่าอายที่จะทำอะไรที่ดู "เบสิก" ถ้ามันได้ผลดีที่สุด ความเรียบง่ายจะช่วยให้เราเหลือพลังงานไปใช้กับเรื่องที่สำคัญจริงๆ ในชีวิต

ไทย
0
5
7
1.6K