
Editor's Note ถึง #TicketToHeavenFinalEP นับตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณ ผกก. มาคุยกับฉันว่า เรื่องที่จะทำต่อไปคือ เรื่องเกี่ยวกับ "บ้านเณร" ฉันก็คิดในใจว่า มันช่างบังเอิญอะไรอย่างนี้... แม้จะเคยร่วมงานกันมาหลายงาน แต่ฉันก็ไม่เคยเล่าแบ็คกราวนด์ชีวิตเลย ว่าตัวเองเคยเป็นอดีตเณรในบ้านเณร ที่ไม่ได้บวช... การที่คาทอลิกได้มาเจอกันในสถานที่ที่ไม่ใช่โบสถ์ ก็นับเป็นเรื่องยากมากแล้ว ถ้าเทียบกับ % ของจำนวนผู้นับถือศาสนาคริสต์ในเมืองไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธ ที่มีเพียงแค่ 1% เท่านั้น ยิ่งเป็นนิกายโรมันคาทอลิกอีก ก็ยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ แต่เราก็ได้มาเจอกัน และพอบอกว่า จะได้ทำเรื่องที่เกี่ยวกับบ้านเณร ฉันจึงรู้สึกว่า นี่มันยิ่งกว่าเรื่องบังเอิญ ราวกับพระเจ้าจัดวางไว้ ดังนั้น ฉันจึงตั้งใจอย่างเต็มที่ว่า เรื่องนี้จะต้องเป็น "งานที่ดีที่สุดในชีวิต" ที่เคยทำ เพื่อเป็นการอุทิศให้แก่พระเจ้า และศาสนาที่ฉันเติบโตมา นับตั้งแต่ Pilot Trailer ตัวแรก จนถึงวินาทีสุดท้ายของเรื่องนี้ ฉันจึงตั้งใจปั้น และใส่จิตวิญญาณลงไปในเนื้องานอย่างเต็มที่ ฉันเข้าไปเป็นเณรในปี 1998 ด้วยผลจากวิกฤตต้มยำกุ้ง วันหนึ่งที่บ้านก็บอกเราว่า จบ ม.3 จะไม่ได้เรียนต่อแล้วนะ ต้องออกมาทำงาน แต่ฉันยังอยากเรียนต่อ บ้านเณรจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในตอนนั้น เพราะใกล้ชิดศาสนามาตั้งแต่เกิด ทุกคนที่โบสถ์จึงยินดีมากที่ฉันได้เข้าบ้านเณร แต่ขณะเดียวกัน มันก็รู้สึกกดดัน ที่ต้องแบกรับความคาดหวังของผู้คน และคอยถามตัวเองทุกวัน ว่านี่คือทางเลือกที่ใช่หรือไม่ จนใกล้จบ ม.6 ในปี 2000 ซึ่งเป็นปี Jubilee ในช่วงเวลาสุกงอมของการเฉลิมฉลองสหัสวรรษใหม่ ได้พบเจอโลกภายนอกและผู้คนมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ความหลงใหล" และ "ความรัก" ฉันได้เริ่มรู้จักสิ่งนั้น และยิ่งทำให้เรายิ่งกลับมาถามตัวเองอย่างหนักหน่วง ถึงทางแยกของชีวิต ที่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ชีวิตต่อจากนี้จะเปลี่ยนไปตลอดกาล เป็นช่วงเวลาที่เครียดและกดดันมากจริง จนในหัวมีแต่จะเอายังไงต่อ ย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ วนไปอยู่อย่างนั้น ฉันกับเพื่อนสนิทนั่งคุยว่า "คิดว่าวันนี้ของปีหน้าตัวเองจะอยู่ที่ไหน" คำตอบมีแค่ "ไม่รู้เหมือนกันว่ะ" เพราะภาพข้างหน้าในตอนนั้นมันเลือนลางเหลือเกิน แต่เสียงในใจก็เริ่มชัดขึ้นแล้วว่า น่าจะไม่ใช่เส้นทางนี้อีกต่อไปแล้ว หากฉันจะต้องอยู่ต่อ ก็เพียงเพราะว่าฉันแค่กลัวความคาดหวังจากโลก ซึ่งมันคงจะน่าเสียดาย ถ้าไม่ได้ใช้ชีวิตแบบที่อยากใช้จริง ๆ และหากฝืนเดินต่อไป ฉันก็ไม่น่าจะเป็นบาทหลวงที่ดีได้ แต่ผลสุดท้าย ไม่ว่าจะแบกความคาดหวังจากใครมากเพียงใด คนที่ต้องตัดสินใจก็คือ ตัวฉันเอง ฉันยังจำคืนที่ ฉันตัดสินใจเดินไปขอลาออกจากคุณพ่ออธิการได้ดี มันเป็นคืนที่สำคัญที่สุดและเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตอย่างแท้จริง ยังจำทุกคำพูด ทุกคำถาม ทุกคำตอบ ฉันเล่าถึงเส้นทางชีวิตที่อยากเลือกเดินต่อไป และสิ่งที่ใจของฉันเรียกร้องจริง ๆ ไม่มีคำข่มขู่หรือการกล่าวโทษจากคุณพ่อ ไม่มีแม้แต่คำว่าเสียดายหรือเสียใจ มีแต่รอยยิ้มและคำอวยพร ที่บอกกับฉันว่า "พระเจ้ามีหนทางให้ทุกคน" ฉันผู้ผ่านการสูญเสียศรัทธา ตั้งแง่กับศาสนา ตั้งคำถามกับพระเจ้า ผิดหวังที่เคยวอนขอ แต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบใด ๆ กลับมา แต่มาถึงวันนี้ คำถามที่เคยถามก็ได้รับคำตอบไปทีละอย่าง ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิต แม้ฉันจะไม่ใช่คนศรัทธาเต็มเปี่ยมขนาดนั้น ไม่ใช่คนเข้าโบสถ์ สวดมนต์ ไหว้พระ แต่ก็ดูเหมือนว่า พระเจ้าจะทำงานในแบบของตัวเอง ให้ฉันได้เชื่อในแบบของฉัน ลึก ๆ ที่สุดพระเจ้าสำหรับฉันก็ยังอยู่ตรงนั้นเสมอ แม้ฉันจะเคยผลักไสออกไปแล้ว แต่ท่านก็ยังทำงานของท่านในตัวฉันอยู่ตลอด อย่างมั่นคง ให้ฉันได้ค่อย ๆ ซึมซับ ยอมรับไปทีละน้อย ดังนั้น "Ticket To Heaven" จึงเป็นงานที่มีความหมายกับฉันอย่างลึกซึ้ง ในระดับจิตวิญญาณ ฉันจึงเหมือนได้เห็นตัวเองอยู่ในทั้งบาร์ธและแทนรัก อยู่ในมาสเซอร์ภาค มาสเซอร์โจ และคงเดช ได้เห็นเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่ผ่านมาของตัวตนของฉัน อยู่ในเรื่องนี้ ฉันเคยถามพระเจ้าเมื่อนานมาแล้ว ด้วยความโกรธเกรี้ยวและคับแค้นใจ แต่พระเจ้าไม่ได้ตอบคำถามฉันในทันที แต่หว่านคำตอบเอาไว้ตลอดทาง ให้ฉันได้ค่อย ๆ เรียนรู้ได้เอง เมื่อเติบโตพอและถึงเวลาของมัน และถึงวันหนึ่ง เราจะเข้าใจเหตุผลของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะทั้งดีและร้าย แต่นั่นคือชีวิตแหละ ชีวิตที่เลือกเอง โดยมีพระเจ้าคอยกระซิบบอกเส้นทางนั้น เราอาจจะไม่ได้ยิน แต่เสียงก็ไม่เคยหายไป และทั้งหมดนั่น ก็นำพาให้ฉันได้มาทำงานเรื่องนี้ จนเสร็จบูรณ์ ถึงแม้ฉันจะไม่ได้บวช แต่ผลสุดท้ายก็ยังได้รับใช้พระเจ้าผ่านงานที่ทำ เห็นไหม มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก พระเจ้ายังคงทำงานของท่านเสมอ...






















