บัส เทวฤทธิ์

20.8K posts

บัส เทวฤทธิ์ banner
บัส เทวฤทธิ์

บัส เทวฤทธิ์

@Bus_Te

เทวฤทธิ์ มณีฉาย ENFJ เล่นกีฬาเป็นเป็ดทุกชนิด ฯลฯ บล็อกรวมงาน https://t.co/vSSrRf5CAw

Bergabung Eylül 2009
582 Mengikuti6.3K Pengikut
บัส เทวฤทธิ์
[ กางแผนที่นำทาง "จุลพันธ์": วาระแห่งการเปลี่ยนผ่าน พัฒนาสวัสดิการและสร้างอำนาจต่อรองของแรงงาน ] . การก้าวขึ้นมารับไม้ต่อในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ในปี 2569 นับเป็นการเข้ามารับตำแหน่งท่ามกลางระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจและสังคมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน บนบริบทโลกที่ผันผวนอย่างหนัก โจทย์ใหญ่ที่รอการสะสางบนโต๊ะทำงานครั้งนี้คือการกอบกู้ศักดิ์ศรีและสร้างความมั่นคงให้แก่ผู้ใช้แรงงานทั้งระบบผ่านสารพัดวาระเร่งด่วนอันเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ . ภารกิจแรกที่ถือเป็นรากฐานสำคัญคือการฝ่าวิกฤตค่าแรงขั้นต่ำ แม้รัฐบาลก่อนหน้าจะเคยปักธงเป้าหมายไว้ที่ 600 บาทภายในปี 2570 แต่ในความเป็นจริงค่าจ้างยังคงติดหล่มอยู่ที่ 337 - 400 บาท ซ้ำร้ายการปรับขึ้น 400 บาทยังกระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพมหานครและบางภาคส่วนของธุรกิจท่องเที่ยว สิ่งที่รัฐมนตรีต้องเร่งลงมือคือการแก้ปัญหา "บอร์ดค่าจ้างล่ม" จากองค์ประกอบกรรมการไตรภาคีที่ไม่สมบูรณ์ ควบคู่ไปกับการจับมือกระทรวงการคลังเพื่อคลอดมาตรการช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจ SMEs อย่างสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 30,000 ล้านบาทเพื่อลดแรงกระเพื่อมจากฝั่งนายจ้าง . ในขณะเดียวกันการยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยสู่สากลก็เป็นวาระที่รอไม่ได้ รัฐมนตรีต้องแสดงเจตจำนงที่แน่วแน่ในการผลักดันการรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวกันจัดตั้งสหภาพแรงงาน การเจรจาต่อรองร่วมกัน และเสรีภาพในการสมาคม ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่ยืดเยื้อมานานกว่า 33 ปีเพื่อคืนสิทธิการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรองให้แก่แรงงาน การตัดสินใจนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกราะป้องกันให้กับแรงงานตามสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ยังเป็นการป้องกันการถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) และเพิ่มน้ำหนักบนโต๊ะเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปอีกด้วย . อีกประการหนึ่งคือความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมกำลังจะเกิดขึ้นผ่าน พรบ. คุ้มครองแรงงานฯ ฉบับที่ 9 (เริ่มบังคับใช้ 7 ธันวาคม 2568) ซึ่งจะยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานและครอบครัวอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นสิทธิลาคลอด 120 วัน การให้สิทธิสามีลาช่วยภรรยาดูแลบุตร 15 วันโดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน และสิทธิการลาดูแลบุตรป่วยที่เพิ่มสิทธิรับค่าจ้าง 50% นอกจากนี้ยังมีวาระแห่งความน่ายินดีสำหรับ "ลูกจ้างเหมาบริการภาครัฐ" กว่า 4 แสนคนที่เคยถูกตีกรอบเป็นเพียงผู้รับจ้างทำของทั้งที่อยู่ใต้คำสั่งและอำนาจบังคับบัญชาเช่นเดียวกับลูกจ้าง กฎหมายใหม่จะคืนสิทธิวันหยุด วันลา และสวัสดิการให้เทียบเท่าลูกจ้างทั่วไป พร้อมเปิดทางให้สามารถพึ่งพาศาลแรงงานได้โดยตรงหากเกิดข้อพิพาท ซึ่งเรื่องหลังนี้จะต้องรีบดำเนินการออกเป็นกฎกระทรวงเพื่อบังคับใช้โดยเร็ว หลังผู้แทนฯ ของกรมคุ้มครองสวัสดิการและแรงงานชี้แจงว่ากำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในระดับหน่วยงาน . อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือการปฏิรูปกองทุนประกันสังคมซึ่งมีมูลค่ามหาศาลกว่า 2.7 ล้านล้านบาท รัฐมนตรีต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องความโปร่งใสเพื่อทลายระบบนิเวศการผูกขาดจัดซื้อจัดจ้างด้านไอทีและความคลุมเครือในการลงทุน พร้อมผลักดัน "สูตรบำนาญ CARE" ที่ผ่านประชาพิจารณ์ด้วยเสียงสนับสนุนท่วมท้น เพื่อให้ผู้ประกันตนมีเงินบำนาญที่สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง ท่ามกลางบททดสอบในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องสัดส่วนตัวแทนผู้ประกันตนที่ลดลง และเสียงประชาพิจารณ์ที่กว่าร้อยละ 90 ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนระเบียบเลือกตั้งใหม่ รัฐมนตรีคนใหม่จำเป็นต้องยืนยันในเสียงของผู้ประกันตนที่แสดงจุดยืนในเรื่องนี้อย่างแน่วแน่โดยไม่ปล่อยให้ฝ่ายใดมาทำลายเสียงของผู้ประกันตนที่ได้แสดงออกผ่านการทำประชาพิจารณ์ถึง 2 ครั้ง และประกาศให้มีการจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมใหม่โดยเร็วเนื่องจากชุดปัจจุบันหมดวาระไปตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว . นอกจากนี้การขยายร่มเงาการคุ้มครองไปสู่ "แรงงานแพลตฟอร์ม" อย่างไรเดอร์และแรงงานอิสระก็เป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วน รัฐมนตรีต้องก้าวข้ามการสร้างกฎหมายใหม่ที่ถูกมองว่าไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุและผิดฝาผิดตัวไปสู่การคุ้มครองให้เทียบเท่าหรือไม่ต่ำกว่ากฎหมายแรงงาน และการเปลี่ยนเลนส์มุมมองกฎหมายที่ไม่ได้จำกัดแค่อำนาจบังคับบัญชาและความเป็นอิสระผิวเผิน หากแต่พิจารณาถึงมุมมองบริบทโดยรอบด้านถึงสภาวะพึ่งพิงแพลตฟอร์มของแรงงานบางกลุ่มเหล่านี้ ซึ่งเป็นไปตามหลักคำนิยามเรื่องแรงงานพึ่งพิงไม่พึ่งพิงของ ILO เพื่อให้นายทุนแพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบด้วยเมื่อคนทำงานเกิดอุบัติเหตุ ดังเช่นกองทุนทดแทนในกฎหมายแรงงาน เปลี่ยนสถานะจากพาร์ตเนอร์ที่ไร้ตัวตนในกฎหมายให้กลายเป็นแรงงานที่มีเกราะคุ้มครอง โดยดึงทรัพยากรจากบริษัทที่มีกำไรมหาศาลมาสร้างสวัสดิการและกระจายรายได้ให้คนทำงานอย่างเป็นธรรม . ปัจจัยภายนอกประเทศก็เป็นแรงเสียดทานที่ไม่อาจมองข้าม วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ทำให้รัฐบาลต้องเร่งบริหารจัดการอพยพแรงงานไทยจากพื้นที่เสี่ยงในตะวันออกกลาง พร้อมแก้ปัญหา "หนี้สิน" ที่บีบบังคับให้พวกเขาต้องยอมเสี่ยงชีวิต อีกทั้งยังต้องรับมือกับราคาพลังงานที่พุ่งสูงซึ่งกระทบต่อต้นทุนและรายได้ของแรงงานกลุ่มขับขี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ . ในส่วนของการจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติกว่า 3.1 - 4 ล้านคน รัฐมนตรีต้องใช้ยุทธศาสตร์การนำระบบดิจิทัลมาระบุตัวตนเพื่ออุดช่องโหว่การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และตัดวงจรนายหน้าทุจริต พร้อมผลักดันหลักการ "นายจ้างจ่าย" (Employer Pays Principle) เพื่อแก้ปัญหาแรงงานบังคับขัดหนี้ และเตรียมรับมือกับข้อจำกัดด้านอุปทานแรงงานที่อาจเป็นผลพวงจากกฎหมายเกณฑ์ทหารในประเทศเมียนมา นอกจากนี้ต้องปฏิรูประบบการขึ้นทะเบียนให้เรียบง่าย ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนเพื่อลดภาระต่อนายจ้างและแรงงาน ซึ่งเป็นทางออกที่ยั่งยืนในการขจัดช่องว่างการเรียกรับผลประโยชน์ . วาระสุดท้ายคือการดูแล "พยาบาลด่านหน้า" ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบสาธารณสุข โดยต้องเร่งบังคับใช้มาตรการจำกัดชั่วโมงการทำงานไม่ให้เกิน 12 ชั่วโมงต่อวันและกำหนดอัตราส่วนพยาบาลต่อผู้ป่วย (Nurse-to-Patient Ratio) อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปกป้องชีวิตประชาชนและรักษาบุคลากรไม่ให้เกิดภาวะหมดไฟ . ท้ายที่สุดบททดสอบบนเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ในห้วงเวลานี้ คือเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นเพียงใดในการสร้างสรรค์ระบบแรงงานที่รับประกันว่าคนทำงานทุกคนจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และสามารถยืนหยัดลืมตาอ้าปากได้อย่างมีศักดิ์ศรี สมกับฐานะฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนประเทศไทย
บัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
0
1
2
141
บัส เทวฤทธิ์
กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 12/2569 ชี้การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำขาดประสิทธิภาพ ระบุเกษตรกรยังได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง แนะทบทวนแผนแก้ไขปัญหาโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม รายละเอียด : nhrc.or.th/th/northeast/n…
ไทย
0
0
0
89
บัส เทวฤทธิ์
กสม. ชี้กรมประมงแก้ปัญหา %ปลาหมอคางดำ ขาดประสิทธิภาพส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติ-กระทบเกษตกร เป็นการละเมิดสิทธิฯแนะทบทวนแผน ให้ปชช.มีส่วนร่วม
ไทย
1
14
14
212
บัส เทวฤทธิ์
ความรู้ใหม่จากแพนเค้ก(แต่เธอเคลมว่าสมัยก่อนเขารู้กัน) อันดับที่ สูงกว่า "อันดับ 1" คือ "อันดับ ฮัลโหล" เพราะ ฮัลโหล แล้วเราค่อยตามด้วย 1 2 3 🙏
ไทย
0
0
7
276
บัส เทวฤทธิ์
เห็นมีการเสนอยกเลิกสวัสดิการของ สส. สว. ผมแนะว่าให้ไปเข้าประกันสังคมกันให้หมดก็ดีครับ ตอนนี้ผมก็จ่าย ม.39 อยู่ สส. สว.จะได้รู้ร้อนรู้หนาวกับประกันสังคมเพิ่มขึ้น
ไทย
13
2K
1.1K
53.7K
บัส เทวฤทธิ์
เอกนัฏ 'ขิง' ถวายสัตย์ฯเสร็จ เช้าวันที่ 7 เม.ย.รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน เรียกประชุม กบง.ทบทวนสูตรราคาหน้าโรงกลั่นทันที เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Inside Thailand ประกาศทันทีที่ถวายสัตย์ปฏิญาณเสร็จสิ้น (เช้าวันที่ 7 เม.ย.) จะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งทบทวนสูตรราคาหน้าโรงกลั่นทันที "ผมตั้งใจว่าเช้าวันที่ 7 เลยนะครับ ถวายสัตย์เสร็จ เช้าวันที่ 7 สิ่งแรกที่จะทำก็คือ ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานนะครับ ถ้าใครไปศึกษาดูเนี่ยครับ ไม่ต้องเถียงกันว่าใครมีอำนาจในการกำหนดราคาน้ำมันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นราคาที่ปั๊ม หรือราคาหน้าโรงกลั่นเนี่ยนะครับ คณะกรรมการชุดนี้แหละครับมีอำนาจครับ มีอำนาจ ประธานคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานครับ วันที่ 7 เนี่ย ผมเป็นรัฐมนตรีเต็มตัวเนี่ย เอ่อ กำลังศึกษากฎหมายอยู่ว่าต้องรอแถลงนโยบายหรือเปล่า แต่ผมคิดว่าหาทางว่าไม่ต้องรอแถลงนโยบาย เพราะว่ามันเดี๋ยวมันจะนานเกินไปนะครับ เรียกประชุมได้เลยครับ แล้วมาดู เอ่อ ไม่ใช่ราคาที่หน้าปั๊มนะครับ มาดูก่อนคือราคาที่หน้าโรงกลั่นครับ" เอกนัฏ กล่าว นอกจากนี้ยังมีการพูดถึง มาตรการระยะยาว เช่น ยกเลิกระบบ Single Buyer ที่ กฟผ. ผูกขาดการรับซื้อ ปูทางให้ภาคเอกชนหรือกลุ่มประชาชนสามารถซื้อไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ผลิตรายใดก็ได้ที่มีราคาถูกและมีคุณภาพ, ส่งเสริม Solar Rooftop (Net Billing) สนับสนุนให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์ หากผลิตไฟได้เกินความต้องการ สามารถนำส่วนต่างนั้นขายคืนเข้าสู่ระบบเพื่อนำไปหักลบค่าไฟในรอบบิลได้เลย ระบบจัดการความต้องการใช้ไฟ (Load Management)โดยเพิ่มประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า โดยคิดค่าไฟตามช่วงเวลาการผลิตจริง (ปรับทุกชั่วโมง) เพื่อให้รางวัลหรือแรงจูงใจแก่ผู้ที่มีระบบบริหารจัดการใช้ไฟในช่วงเวลาที่ค่าไฟถูก คลิปเต็มได้ที่: youtu.be/dcV_oxwl0rA
YouTube video
YouTube
ไทย
0
2
4
499
บัส เทวฤทธิ์
[ ชี้งบถึงมือ #ท้องถิ่น ยังไม่ถึงเป้า หนุน ‘#ภาษีบ้านเกิด’ สร้างเจ้าของพื้นที่–ลดเหลื่อมล้ำ ] . เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ในการประชุมวุฒิสภา ผมได้อภิปรายสนับสนุนรายงานการพัฒนาศักยภาพในการจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยระบุว่าในระบอบประชาธิปไตยที่เป็น “การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” นั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือเป็นหัวใจของการปกครองโดยประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมย้ำว่าการทำให้ประชาชน “รู้สึกเป็นเจ้าของ” พื้นที่ของตนเองเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการพัฒนาท้องถิ่น . ผมอธิบายว่าความรู้สึกเป็นเจ้าของจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อประชาชนมีส่วนร่วมทางการเงิน โดยเฉพาะการต้องจ่ายให้กับกิจการของท้องถิ่นซึ่งทำให้เกิดความผูกพันและการตระหนักรู้ว่าตนเป็นเจ้าของพื้นที่ งบประมาณจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเป็นเจ้าของดังกล่าว . อย่างไรก็ตามแม้ประเทศไทยจะตั้งเป้าการกระจายงบประมาณให้ท้องถิ่นไว้ที่ร้อยละ 35 แต่ในทางปฏิบัติกลับจัดสรรเพียงประมาณร้อยละ 29 เท่านั้น อีกทั้งยังมีมาตรการของรัฐที่ลดเพดานการจัดเก็บภาษีของท้องถิ่น เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่งผลให้รายได้ของท้องถิ่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ . ผลจากข้อจำกัดดังกล่าวทำให้งบประมาณของท้องถิ่นจำนวนมากถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำถึงร้อยละ 80–90 เหลืองบลงทุนต่ำกว่าร้อยละ 10 ในบางพื้นที่ เช่น อบต. นาฝาย จังหวัดขอนแก่น มีงบลงทุนเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น โดยงบประมาณเฉลี่ยต่อหัวของประชาชนอยู่ที่ราว 1,100 บาทต่อปี ซึ่งสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้จำกัดมาก เช่น ถนนคอนกรีตเพียงประมาณ 800 เมตร . ผมจึงเสนอว่าควรเพิ่มสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นอย่างจริงจัง อย่างน้อยให้ถึงเป้าร้อยละ 35 และในระยะยาวควรมุ่งไปสู่ระดับ 50 ต่อ 50 ระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง . ในด้านแนวทางเพิ่มรายได้ ผมสนับสนุนข้อเสนอเรื่อง “Hometown Tax” หรือ “ภาษีบ้านเกิด” ซึ่งเป็นกลไกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนจ่ายภาษีหรือบริจาคให้กับท้องถิ่นที่ตนมีความผูกพันำๆ โดยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีและอาจได้รับสิ่งตอบแทน แนวทางนี้มีตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งช่วยทั้งการสร้างความตระหนักรู้ทางภาษี การสร้างความผูกพันกับบ้านเกิด และการกระจายรายได้ระหว่างพื้นที่ ซึ่งกลไกดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญในยามเกิดวิกฤต เช่น ภัยพิบัติ เพราะช่วยให้ท้องถิ่นมีทรัพยากรในการฟื้นฟูพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาสวัสดิการ เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ . อย่างไรก็ตามผมย้ำว่าการเพิ่มรายได้ต้องดำเนินควบคู่กับการเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่น ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหา “มีเงินแต่ไม่มีอำนาจ” หรือไม่สามารถตัดสินใจใช้งบประมาณได้อย่างแท้จริง . นอกจากนี้ผมยังเสนอให้แก้ปัญหา “ประชากรแฝง” ซึ่งมีอยู่ราว 8.4 ล้านคนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่มีประมาณ 2.3 ล้านคน คนกลุ่มนี้ใช้ชีวิตและทำงานในพื้นที่แต่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงทางการเมืองเนื่องจากข้อจำกัดด้านทะเบียนบ้าน เช่น แรงงานที่อาศัยในห้องเช่าหรือที่พักชั่วคราวไม่สามารถย้ายทะเบียนบ้านได้ ผมเห็นว่าควรมีกลไกเพื่อให้ประชากรกลุ่มนี้มีสิทธิ์มีเสียงในพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่จริงเพื่อให้สามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองในท้องถิ่นนั้นได้ ซึ่งจะช่วยเสริมเป้าหมายของการกระจายอำนาจและสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่นในระยะยาว
บัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
0
4
4
173
บัส เทวฤทธิ์
กสม.ชี้ปม 'สุชาติ' ฟ้อง The Isaan Record เป็นฟ้องปิดปาก แนะนักการเมืองต้องพร้อมถูกตรวจสอบ/วิจารณ์ ขอ รบ.เร่งดันร่าง กม.ป้องกัน
บัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
0
41
42
893
บัส เทวฤทธิ์
วันนี้ (1 เม.ย.) ช่วงสาย (9.30-12.30) ผมได้มีโอกาสไปบรรยายพิเศษรายวิชา วส.210 หลักการวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ในหัวข้อ "วารสารศาสตร์ภาคประชาชน" มีประเด็นพูดคุยตั้งแต่ การทำงานในตอนที่ยังอยู่ที่ประชาไท และความท้าทายในการทำงานของสื่อในประเทศไทย บทบาทหน้าที่ของ สว. ในการขับเคลื่อนสังคมในประเด็นสื่อสารมวลชน และสิ่งสำคัญคือสื่อพลเมืองกับสังคมไทย ทั้งบทบาท-หน้าที่, ความจำเป็นและความท้าทายบริบทสังคม-การเมืองไทย . โดยผมเน้นย้ำถึงความสำคัญของ "สื่อภาคประชาชน" (Civic Media) ว่ามีความแตกต่างเชิงโครงสร้างจากสื่อกระแสหลักอย่างชัดเจน โดยสื่อกระแสหลักมักมีทิศทางจากบนลงล่าง นำเสนอผ่านมุมมองของชนชั้นนำหรือผู้มีอำนาจเป็นหลัก ในขณะที่สื่อภาคประชาชนจะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น มีทิศทางจากล่างขึ้นบน เน้นการนำเสนอปัญหาระดับโครงสร้าง สิทธิมนุษยชน และความเหลื่อมล้ำ โดยให้พื้นที่กับเหยื่อ ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ และนักกิจกรรม สิ่งนี้ถือเป็นการทำลายการผูกขาดวาทกรรมของรัฐและทุน เป็นการดึงสิทธิในการเล่าเรื่องกลับมาสู่ระดับประชาชนเพื่อตรวจสอบอำนาจรัฐในแนวระนาบอย่างแท้จริง . นอกจากประเด็นสื่อที่จะต้องการตรวจสอบอำนาจ การรื้ออำนาจ กระจายอำนาจ จนถึงทำให้วัฒนธรรมวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมและสิทธิในเสรีภาพการสื่อสารลงหลักปักฐานในสังคมไทยแล้ว ยังต้องช่วยกันสงเสียงให้มีการยุติการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปากสื่อและประชาชน สร้างความโปร่งใสในการจัดสรรงบโฆษณาภาครัฐ นอกจากนี้ยังย้ำความสำคัญของคนทำงานในอุตสาหกรรมสื่อไม่ว่าจะสื่อกระแสหลักและสื่อพลเมืองต้องรวมกลุ่มกันเป็น "สหภาพแรงงาน" เพื่อปกป้องสวัสดิภาพ ต่อรองสวัสดิภาพและสวัสดิการที่ควรได้รับ . ขอบคุณเสียงหัวเราะที่มีให้บ้าง แต่ส่วนมากจะเงียบกริบ (ตั้งใจฟังนั่นล่ะ😅) เวลา 3 ชั่วโมงผ่านไปเร็วมาก แต่คนฟังอาจคิดอีกแบบ😅 . [ขอบคุณภาพจาก JC Thammasat ]
บัส เทวฤทธิ์ tweet mediaบัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
0
4
8
259
บัส เทวฤทธิ์
ขอขอบคุณปั้ม PT ที่จะตรึงราคาน้ำ (ขออภัยที่ไม่มี "มัน") ขวด **จนกว่าสต็อกเก่าจะหมด 😅
ไทย
2
4
13
514
บัส เทวฤทธิ์
[ เสนอรัฐหนุนชุมชนจัดการไฟ เร่งแก้ปัญหาฝุ่นควันอย่างมีส่วนร่วม แต่เฉพาะหน้ารัฐเร่งจัดคนงบอุปกรณ์ให้พอกับไฟก่อน] . วันนี้ (31 มีนาคม 2569) ในการประชุมวุฒิสภาญัตติขอให้ปรึกษาเป็นเรื่องด่วนกรณีวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือ ซึ่งเสนอโดยนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ผมได้อภิปรายสนับสนุนญัตติดังกล่าว โดยระบุว่าปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือมีปัจจัยสำคัญจาก “ไฟป่า” และ “ไฟจากพื้นที่เกษตร” โดยในสถานการณ์เร่งด่วนขณะนี้ปริมาณไฟมีมากกว่ากำลังคนดับไฟอย่างชัดเจน จึงเห็นว่าภาครัฐจำเป็นต้องเร่งจัดสรรทรัพยากรทั้งงบประมาณ กำลังคน และอุปกรณ์ ให้เพียงพอเพื่อควบคุมสถานการณ์ . ผมอธิบายว่าแม้ไฟจะเป็นทั้งปัญหาและเครื่องมือในการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในป่า แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันไฟที่ใช้เพื่อจัดการกลับควบคุมไม่ได้ จึงต้องสร้างสมดุลโดยเฉพาะเมื่อกำลังคนไม่เพียงพอ การใช้ไฟเพื่อจัดการเชื้อเพลิงในช่วงนี้อาจไม่ทันต่อสถานการณ์ . ผมยังยกตัวอย่างข้อมูลจุดความร้อน (hotspot) จากภาพถ่ายดาวเทียมของ NASA โดยชี้ให้เห็นว่าจังหวัดเชียงรายมีจำนวนจุดความร้อนต่ำเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นในภาคเหนือ ซึ่งสะท้อนถึงความเข้มแข็งของความร่วมมือระหว่างรัฐและภาคประชาชนในการบริหารจัดการไฟ แม้จะยังมีไฟเกิดขึ้นแต่สามารถควบคุมได้ . นอกจากนี้ผมเสนอว่าภาครัฐควรเปิดเผยข้อมูลการอนุมัติใช้ไฟทั้งในส่วนของรัฐและประชาชน เพื่อสร้างความโปร่งใส และควรปรับบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” มาเป็น “ผู้สนับสนุน” เปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีสิทธิในการจัดการไฟ พร้อมทั้งส่งเสริมการสื่อสารและความตระหนักรู้เรื่องการจัดการเชื้อเพลิง . สำหรับประเด็นไฟจากภาคเกษตรนั้นผมชี้ว่าความรุนแรงของปัญหาฝุ่นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าเกิดจากปัจจัยนี้มากกว่าไฟป่า โดยเฉพาะการขยายตัวของเกษตรพันธสัญญาและการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด ซึ่งทำให้เกษตรกรต้องเร่งผลิต ขาดเวลาและทุนในการจัดการเศษซากพืชจึงเลือกใช้วิธีเผา . ทั้งนี้ข้อมูลจาก BioThai ที่เผยแพร่เมื่อ 3 ปี่ก่อน สะท้อนการขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านมีความสัมพันธ์กับจุดความร้อนอย่างชัดเจนโดยเฉพาะในช่วงฤดูเผาเดือนมกราคมถึงเมษายน อีกทั้งการนำเข้าผลผลิตจากประเทศเพื่อนบ้านที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น . ผมจึงเสนอให้ใช้หลัก “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย” เพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อผู้ที่ได้รับประโยชน์จากระบบการผลิตดังกล่าว พร้อมทั้งผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พรบ. อากาศสะอาด และกลไกตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาหรือไม่ . ในช่วงท้ายผมสรุปว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต้องเร่งจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอต่อการดับไฟ ควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่ระยะยาวต้องผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมาตรการจัดการหมอกควันข้ามพรมแดนเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน . ขอบคุณภาพประกอบจาก BioThai และ firms.modaps.eosdis.nasa.gov
บัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
0
13
17
249
บัส เทวฤทธิ์
[ "กลุ่มคนรักแม่กลอง" ร้อง กมธ.สว. ตรวจ “น้ำมะพร้าวปลอม” หวั่นกระทบผู้บริโภค-เกษตรกรไทย ] . วันนี้ (31 มีนาคม 2569) ที่รัฐสภา กลุ่มประชาคมคนรักแม่กลองพร้อมเครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบปัญหา “น้ำมะพร้าวปลอม” ซึ่งกำลังส่งผลกระทบทั้งต่อผู้บริโภคและเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมไทย โดยมีนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการ และสุนทร พฤกษพิพัฒน์ ประธานอนุกรรมาธิการด้านคุ้มครองผู้บริโภค เป็นผู้รับหนังสือ . นรเศรษฐ์กล่าวว่าปัญหาน้ำมะพร้าวปลอมเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนเนื่องจากกระทบเป็นวงกว้างทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ราคาผลผลิตของเกษตรกร ภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก ไปจนถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยชี้ว่าปัจจุบันสามารถใช้น้ำเชื่อม สารแต่งกลิ่น และสารเคมีบางชนิด ผสมขึ้นเป็นเครื่องดื่มที่เลียนแบบน้ำมะพร้าวได้อย่างใกล้เคียงจนอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด . ด้านคัมภีร์ ทองเปลว ตัวแทนกลุ่มผู้ยื่นหนังสือ เปิดเผยว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามและบางส่วนของราชบุรี และที่ผ่านมาได้ยื่นเรื่องต่อหลายหน่วยงานแล้วแต่ยังไม่เห็นการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในมิติด้านความปลอดภัยของผู้บริโภคซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีการตอบสนองต่อปัญหาอย่างเพียงพอแม้จะเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก . ขณะที่สุนทรกล่าวว่าสถานการณ์ดังกล่าวน่าเป็นห่วงเนื่องจากการปลอมแปลงได้ลุกลามมาถึงอาหารและเครื่องดื่มที่บริโภคโดยตรง พร้อมเตือนว่าหากไม่มีการควบคุมอาจเกิดปัญหาสินค้าปลอมในอาหารประเภทอื่นตามมา โดยยืนยันว่าคณะอนุกรรมาธิการจะเร่งเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเร่งด่วน . ทั้งนี้คณะกรรมาธิการรับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้พิจารณา และเตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นักวิชาการ และหน่วยงานด้านพาณิชย์เข้าร่วมประชุม เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยเน้นย้ำว่าความปลอดภัยของผู้บริโภคต้องมาก่อน พร้อมเดินหน้าตรวจสอบและป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามในอนาคต . สำหรับเนื้อหาหนังสือที่ยื่นต่อกรรมาธิการฯ ระบุว่าปัญหาการปลอมปนน้ำมะพร้าวมีลักษณะเป็นขบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมีการนำน้ำเปล่าผสมสารเคมี น้ำเชื่อม และสารแต่งกลิ่นเพื่อเลียนแบบน้ำมะพร้าวแท้ ซึ่งเข้าข่ายละเมิดสิทธิผู้บริโภคทั้งด้านความปลอดภัย อาหารที่มีคุณภาพ และการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง อีกทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว รวมถึงทำลายความเชื่อมั่นสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดส่งออกหลักอย่างจีน นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเรื่องการใช้นอมินีของทุนต่างชาติ การผูกขาดทางการค้า และการกดราคารับซื้อที่ไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกร จึงเสนอให้ตรวจสอบทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ผู้รวบรวมผลผลิต โรงงาน ผู้เกี่ยวข้องทางการเงิน ไปจนถึงหน่วยงานรัฐที่อาจเกี่ยวข้อง พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและกำหนดมาตรฐานตรวจสอบคุณภาพน้ำมะพร้าวอย่างเป็นระบบ
บัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
0
7
8
302
บัส เทวฤทธิ์
พระบรมราชโองการ ประกาศ แต่งตั้งรัฐมนตรี [รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล] ratchakitcha.soc.go.th/documents/1114… ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญพ้นจากตำแหน่ง [นายปกรณ์ นิลประพันธ์] ratchakitcha.soc.go.th/documents/1114…
ไทย
0
0
3
130
บัส เทวฤทธิ์
[ ห่วงประชาชนมีส่วนร่วมไม่จริง หัวใจสำคัญจัดการขยะมูลฝอย ] . วันนี้ (30 มีนาคม 2569) ผมได้ร่วมอภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นในวาระว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการขยะมูลฝอย . ผมได้ชื่นชมคณะกรรมาธิการที่เลือกหยิบยกประเด็น “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ขึ้นมาเป็นแกนกลางของการศึกษาเพราะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน การที่ประชาชนจะลุกขึ้นมามีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริงนั้นต้องเริ่มจากความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ที่เขาอยู่อาศัยในวันนี้และจะดำรงชีวิตต่อไปในวันข้างหน้า เพราะเมื่อประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของก็ย่อมมีสิทธิในการกำหนดทิศทาง อนาคต และชะตากรรมของท้องถิ่นของตนเอง อย่างไรก็ตามในอีกมิติหนึ่งของรายงานฉบับนี้ โดยเฉพาะข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการขยะเพื่อแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า แม้จะเป็นแนวทางที่มีประโยชน์ในเชิงพลังงานทางเลือกแต่เมื่อถูกวางอยู่ภายใต้กรอบของ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” แล้วก็จำเป็นต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า กระบวนการเหล่านี้ได้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางแล้วหรือไม่ เพราะการเร่งรัด การลดขั้นตอน หรือการผ่อนคลายเงื่อนไขเพื่อให้เกิดโครงการโรงไฟฟ้าขยะแม้อาจช่วยให้โครงการเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นก็จริง แต่หากกระบวนการเหล่านั้นไม่ได้ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงก็อาจสวนทางกับวัตถุประสงค์หลักของรายงานฉบับนี้ . เมื่อไม่นานมานี้รัฐสภาได้มีการผ่านกฎหมายยกเลิกคำสั่งและประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายฉบับ ซึ่งรวมถึงคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 อันเป็นคำสั่งที่เคยยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมสำหรับกิจการบางประเภท เช่น โรงไฟฟ้า ซึ่งการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวหมายความว่า ต่อไปนี้การดำเนินโครงการต่าง ๆ จะต้องกลับมาอยู่ภายใต้กรอบของผังเมืองอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นหลักประกันสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ . อย่างไรก็ตามในช่วงรอยต่อก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้เรากลับพบความพยายามเร่งดำเนินโครงการบางประเภทโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าขยะ ทั้งในแง่ของการขออนุญาต การจัดทำประชาพิจารณ์ที่อาจไม่รอบด้าน หรือแม้กระทั่งการกำหนดขนาดโครงการให้ต่ำกว่าเกณฑ์ เพื่อหลีกเลี่ยงการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) . ประเด็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “การมีส่วนร่วม” อาจถูกลดทอนให้เหลือเพียงพิธีกรรม มิใช่กระบวนการตัดสินใจที่มีความหมาย ยิ่งไปกว่านั้นในหลายพื้นที่ประชาชนที่ลุกขึ้นมาแสดงความเห็น คัดค้าน หรือเรียกร้องสิทธิในการกำหนดอนาคตของชุมชนกลับต้องเผชิญกับการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องร้องหรือการกล่าวหาบุกรุก ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบในสังคมประชาธิปไตย . ด้วยเหตุนี้ผมจึงเห็นว่าหากรัฐจะผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าขยะหรือโครงการลักษณะใดก็ตามก็ควรกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดและเป็นธรรม เช่น การกำหนดให้โครงการที่มีลักษณะเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมต้องจัดทำ EIA อย่างครอบคลุม โดยไม่เปิดช่องให้หลีกเลี่ยงผ่านการปรับขนาดโครงการ ขณะเดียวกันต้องเร่งเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถออกข้อบัญญัติท้องถิ่นและกำหนดผังเมืองของตนเองได้อย่างแท้จริง เพื่อให้การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ใช่เพียงการรับฟังความคิดเห็นแต่เป็นการมีอำนาจร่วมในการตัดสินใจ . อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ “ข้อมูล” การเปิดเผยข้อมูลด้านมลพิษ การจัดการขยะ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการมีส่วนร่วม เพราะหากประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเพียงพอการมีส่วนร่วมก็ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีความหมาย ผมจึงขอฝากความหวังไปยังคณะรัฐมนตรีให้เร่งผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการของสภาผู้แทนราษฎรและมีกรอบเวลาจำกัด กฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือนลมหายใจของการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะจะทำให้ข้อมูลที่จำเป็นถูกเปิดเผยอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้
บัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
0
2
3
121
บัส เทวฤทธิ์
หมายข่าวครับ : พรุ่งนี้ (31 มี.ค.) เวลา 11.00 น ที่ห้องแถลงข่าวฝั่ง สส อาคารรัฐสภา กลุ่มประชาคมคนรักแม่กลอง จะมายื่นหนังสือถึงคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบประเด็นปัญหาน้ำมะพร้าวปลอม ซึ่งกระทบต่อผู้บริโภค รวมทั้งเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม โดยจะมี นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธาน กมธ. และสุนทร พฤกษพิพัฒน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภคฯ มารับหนังสือดังกล่าว
ไทย
0
5
9
188
บัส เทวฤทธิ์
ส่วนฝั่งพรรคประชาชนที่ % ไม่ลด หรือเพิ่ม 1% ทั้งในส่วนคุณณัฐพงษ์และพรรคนั้นก็อาจสะท้อนคนไม่ได้ติดเรื่องไม่ได้เป็นรัฐบาล
ไทย
0
1
2
186
บัส เทวฤทธิ์
ผลโพลนิด้า ที่สำรวจล่าสุด 1/2569 ระหว่างวันที่ 19-24 มี.ค.2569 **ก่อนจังหวะเซอร์ไพรส์ขึ้นน้ำมัน 6 บาท กับการสำรวจเมื่อครั้ง ยกสอง กระแสเลือกตั้ง 69” ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23-27 ม.ค. 2569 เทียบกับผลเลือกตั้งเฉพาะส่วนบัญชีรายชื่อ . โพลก่อนเลือกตั้ง1สัปดาห์//ผลคะแนนบัญชีรายชื่อ8ก.พ.//โพลล่าสุด . พรรคประชาชน 34.2/ 32 / 35 พรรคภูมิใจไทย 22.6 / 19 / 26.6 พรรคเพื่อไทย 16.2 / 16 / 12 พรรคประชาธิปัตย์ 13.2 / 11 / 11.6 พรรคกล้าธรรม 1.2 / 2 / . แน่นอนว่าพรรคภูมิใจไทยและคุณอนุทินได้ % เพิ่มขึ้น น่าจะเพราะได้แต้มความเป็นรัฐบาลที่แน่แท้มาหนุนด้วย แต่คงต้องกาดอกจันว่าเป็นการสำรวจก่อนคืนวันที่ 25 มีนา ที่เราได้เซอร์ไพรส์ราคาน้ำมันกัน ส่วนอื่นๆ ทั้งพรรคและแคนดิเดตนายกฯไม่ค่อยเปลี่ยนมากนัก มี อ.เชน ที่ลดไป 4% ซึ่งเท่สกับพรรคเพื่อไทยที่ 4% เท่ากัน อภิสิทธิ์ลดไป 2% . สำหรับผมนิด้าโพลคะแนนนิยมยังถือว่าเป็นโพลที่ใกล้เคียงความจริง ยกเว้นเรื่อง สส.เขต ที่ไม่สำรวจผิด คนตอบโพลก็อาจตอบไม่ตรงจริงๆ หรือมีปัจจัยอื่นทำให้คนตอบเปลี่ยนใจตอบไปเลือกตั้งก็ไม่รู้
บัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
5
22
49
1.9K
บัส เทวฤทธิ์
[ 1 ปี โศกนาฏกรรมตึก #สตง. ถล่ม: บทเรียนราคาแพงกับวาระเร่งด่วนในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ] . วันที่ 28 มีนาคม 2569 ครบรอบ 1 ปีเต็มของเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่มูลค่ากว่า 2 พันล้านบาทพังถล่มจากเหตุการณ์ธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวที่ห่างจากตัวอาคารนับพันกิโลเมตร ทว่ารายงานความคืบหน้าล่าสุดจาก สตง. เมื่อวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา ยืนยันชัดเจนถึงความบกพร่องทางวิศวกรรม โศกนาฏกรรมที่พรากชีวิตผู้คนถึง 95 รายนี้เกิดจากการใช้คอนกรีตที่ต่ำกว่ามาตรฐาน การออกแบบที่ฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมอาคาร และการลดระยะฝังเหล็กเสริมจนโครงสร้างอ่อนแอ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพความหละหลวมในการกำกับดูแลของภาครัฐและการหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ของกลุ่มทุนผู้รับเหมาอย่างชัดเจน . นอกจากความสูญเสียทางโครงสร้าง ภายใต้ซากปรักหักพังคือชีวิตของผู้ใช้แรงงานทั้งไทยและข้ามชาติที่ต้องสังเวยให้กับมาตรฐานความปลอดภัยที่ล้มเหลว คำถามสำคัญที่สังคมยังต้องติดตามคือ กระบวนการเยียวยาและระบบประกันสังคมได้ทำหน้าที่ดูแลครอบครัวของผู้สูญเสียอย่างเป็นธรรมและครอบคลุมเพียงใด ยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์นี้ยังตอกย้ำถึงความเหลื่อมล้ำที่กลุ่มผู้สร้างเมืองต้องแบกรับความเสี่ยงสูงสุดในขณะที่ขาดอำนาจต่อรอง . ประเด็นที่สร้างความเคลือบแคลงใจต่อสาธารณะอย่างยิ่งคือ อาคารที่พังทลายลงมาด้วยสาเหตุของการลดสเปกและผิดกฎหมายนั้นดำเนินการโดยหน่วยงานซึ่งมีพันธกิจหลักในการตรวจสอบความโปร่งใสของชาติ แม้จะมีความคืบหน้าในการสั่งฟ้องผู้ต้องหา 23 ราย การดำเนินคดีกลุ่มทุนนอมินีโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมถึงการส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ และการเข้ามาตรวจสอบย้อนหลังของกรมบัญชีกลาง แต่กระบวนการเหล่านี้ล้วนเปิดเผยให้เห็นความบกพร่องของระบบตั้งแต่ต้นน้ำ ทำให้เราได้เห็นว่าการที่โครงการระดับชาติสามารถปล่อยผ่านความผิดปกติเหล่านี้มาได้ย่อมสั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกลไกรัฐอย่างรุนแรง . นอกจากนี้โศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้นำไปสู่วิกฤตศรัทธาต่อระบบ "องค์กรอิสระ" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อหน่วยงานตรวจสอบระดับชาติไม่สามารถรักษามาตรฐานความโปร่งใสในโครงการก่อสร้างของตนเองได้สังคมก็ย่อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของกลไกเหล่านี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงโดยตรงกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งออกแบบให้กระบวนการสรรหาและที่มาขององค์กรอิสระขาดความยึดโยงกับอำนาจของประชาชน ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบขาดความรับผิดรับชอบ ต่อสาธารณะและทำงานแยกขาดจากเจ้าของอำนาจอธิปไตย . ดังนั้นแล้วการผลักดันให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงมีฉันทามติร่วมกันแล้วว่าสมควรร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือเพื่อปฏิรูปโครงสร้างและที่มาขององค์กรอิสระทั้งระบบ รัฐธรรมนูญใหม่จะต้องออกแบบกลไกให้องค์กรเหล่านี้มีความโปร่งใส มีที่มายึดโยงกับประชาชน และสามารถถูกตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างแท้จริง โดยนำสิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอนกรรมการองค์กรอิสระกลับคืนมาหลังจากถูกนำออกจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 การรื้อถอนโครงสร้างอำนาจที่ผุพังและสร้างกติกาใหม่ที่ตรวจสอบได้คือหนทางเดียวที่จะรับประกันว่ากลไกของรัฐจะทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของส่วนรวม และป้องกันไม่ให้เกิดความวิบัติซ้ำรอยดังเช่นโศกนาฏกรรมอาคาร สตง. ถล่มอีกต่อไป
บัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
0
12
9
330
บัส เทวฤทธิ์
ในการอภิปรายญัตติด่วนว่าด้วยผลกระทบต่อประเทศไทยจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเสนอโดย สว. รัชนีกร ทองทิพย์ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 . ตอนหนึ่งผมได้อภิปรายถึงแรงงานแพลตฟอร์มหรือไรเดอร์ โดยชี้ว่าแรงงานกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากทั้งราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นและเวลาที่สูญเสียไปกับการเข้าคิวเติมน้ำมัน ส่งผลให้ไม่สามารถทำรอบการให้บริการได้ตามปกติและอาจถูกลดคะแนนหรือระงับบัญชีจากระบบของแพลตฟอร์ม ผมจึงเสนอให้ภาครัฐเข้าไปเจรจากับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเพื่อปรับเงื่อนไขทั้งในเรื่องค่าตอบแทนและการผ่อนปรนมาตรการลงโทษในช่วงวิกฤต . #น้ำมันแพง #ไรเดอร์ #แรงงานแพลตฟอร์ม #อิหร่าน
ไทย
0
6
6
169