คาลิป
51.8K posts


Hair on your toes: a small clue about your metabolic and cardiovascular health. It may seem like an insignificant detail, but clinically it reveals crucial information about how your body is functioning on the inside. If you don't have hair on your feet, this is what your body is trying to tell you: 🧵


อห ประเทศไทย ฉลาดแต่เรื่องโง่ๆ การให้ต่างชาติเสียภาษี หรือทำวีซ่า หรือ ETA ก่อนเข้าไทย น่าจะก่อให้เกิดรายได้และคัดกรองนททได้ด้วย แต่มาเก็บเงินกับคนออกนอกประเทศ คิดว่าคนพวกนี้ไม่เสียภาษีด้านอื่นหรือไง แล้วสภาพสนามบิน facilities infrastructure ประเทศ สมควรกับเงินหลักพันแล้วหรอวะ?

KEY MESSAGES: วิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อค่าสนามบิน 1,120 บาท มาพร้อมน้ำมันแพง กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกกลับมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกโซเชียลมีเดียเมื่อคืนวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา สำหรับกระแสข่าวที่ว่าบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เตรียมขยับราคาค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่างประเทศจนทะลุหลักพันบาท แม้ประกาศดังกล่าวจะมีมาตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 แล้วก็ตาม แต่เมื่อใกล้ถึงกำหนดการบังคับใช้จริงในเดือนมิถุนายนนี้ ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ตึงเครียด ทำให้สังคมกลับมาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสอีกครั้ง ข้อมูลที่แชร์กันอย่างกว้างขวางระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป AOT จะปรับอัตรา ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC) สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศใหม่เป็น 1,120 บาทต่อคน จากเดิมที่จัดเก็บในอัตรา 730 บาท การปรับขึ้นครั้งนี้มีผลเฉพาะผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, เชียงใหม่, แม่ฟ้าหลวง เชียงราย, ภูเก็ต และหาดใหญ่ ส่วนเส้นทางภายในประเทศยังคงตรึงราคาไว้ที่ 130 บาทเพื่อพยุงการท่องเที่ยวไทย ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT ได้เคยชี้แจงยืนยันว่า ค่าบริการ PSC นี้ ไม่ใช่ภาษี และไม่ใช่รายได้เพื่อแสวงหากำไรส่วนเกิน แต่เป็นรายได้ที่นำไปใช้เฉพาะในกิจการที่เกี่ยวข้องกับสนามบินตามหลักเกณฑ์สากลของ ICAO โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปลงทุนในโครงการสำคัญ เช่น อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) และการนำระบบบริการอัตโนมัติ (CUPPS) มาใช้เพื่อยกระดับความรวดเร็วและความปลอดภัยให้ทัดเทียมมาตรฐานโลก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้กระแสดราม่าครั้งนี้ทวีความรุนแรงกว่าปกติ คือปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้อย่าง วิกฤตราคาน้ำมันโลก จากชนวนเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุรุนแรงในปี 2569 นี้ ส่งผลให้ราคาต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสายการบินต่างๆ จำเป็นต้องปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) ในตั๋วเครื่องบินไปก่อนหน้านี้แล้ว การที่ PSC มาขยับขึ้นซ้ำเติมอีกจึงกลายเป็น ‘เคราะห์ซ้ำกรรมซัด’ สำหรับผู้บริโภค เมื่อพิจารณาในมุมมองวิชาการ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เคยออกมาโพสต์ข้อมูลเปรียบเทียบก่อนหน้านี้ โดยระบุว่าการปรับขึ้น PSC ครั้งนี้สูงถึง 53% และเมื่อเทียบกับสนามบินระดับโลก พบว่าสุวรรณภูมิจะเก็บค่าธรรมเนียมแพงกว่าสนามบินชั้นนำอย่าง อินชอน (เกาหลีใต้), ฮาเนดะ และนาริตะ (ญี่ปุ่น) ทั้งที่อันดับโลกของสนามบินไทยยังคงอยู่อันดับที่ 39 ซึ่งตามหลังสนามบินเหล่านี้อยู่มาก ดร.สามารถ ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อจ่ายระดับโลก แล้วผู้โดยสารจะได้รับบริการระดับไหน เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกบวกเข้าไปในตั๋วเครื่องบินโดยตรง โดยเฉพาะเที่ยวบิน Low Cost ที่ราคาเฉลี่ย 4,000-5,000 บาท หากต้องจ่ายเพิ่มอีกเกือบ 400 บาท จะทำให้ราคาตั๋วแพงขึ้นทันที 7-10% ซึ่งอาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวหันไปเลือกจุดหมายปลายทางอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่าแทน นอกจากนี้ ดร.สามารถยังกังวลว่าวิกฤตราคาน้ำมันจากตะวันออกกลางจะกลายเป็นตัวเร่งให้การท่องเที่ยวไทยซบเซาลง หาก AOT ยังคงยืนยันที่จะปรับราคา แม้เงินที่ได้มาจะนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจริง แต่หากไม่มีผู้โดยสารมาใช้งานเนื่องจากแบกรับค่าตั๋วไม่ไหว การลงทุนเหล่านั้นก็อาจไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ ในส่วนของเสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดีย ผู้ใช้งานส่วนใหญ่แสดงความกังวลและไม่พอใจ พร้อมตั้งคำถามถึงการพัฒนาบริการอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การลดคิวตรวจคนเข้าเมือง หรือการปรับปรุงห้องน้ำและพื้นที่พักคอยให้เพียงพอ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ผู้โดยสารต้องเผชิญมานานหลายปี บทสรุปของประเด็นนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าขึ้นราคาเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ความคุ้มค่าและจังหวะเวลา การที่ประกาศนี้มีมานานแล้วไม่ได้หมายความว่าเสียงคัดค้านจะเบาลง หาก AOT ไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของบริการที่ชัดเจนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและน้ำมันที่แพงหูฉี่เช่นนี้ วันที่ 20 มิถุนายน 2569 อาจเป็นวันเริ่มต้นของบททดสอบครั้งใหญ่ของท่าอากาศยานไทย สุดท้ายแล้ว การปรับขึ้นราคาในจังหวะที่มีวิกฤตราคาน้ำมันโลกซ้อนเข้ามาแบบนี้ จะส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางไปต่างประเทศของคุณมากน้อยเพียงใด? #TheStandardNews



กลยุทธ์ "เงียบ" วิธีแก้ปัญหา แบบไม่เคยแก้ปัญหา ใน "รัฐล้มเหลว" ผมเคยไปอ่านวิธีคิดผู้นำแบบ Trump เขาใช้วิธีการกลบข่าวเสียๆของตัวเอง ด้วยการ Flood ข่าวใหม่ ให้คนลืมข่าวเก่าๆแย่ๆของเขา เขาเชื่อว่า "ข่าววันนี้ พรุ่งนี้คนก็ลืมแล้ว" เพราะเขาจะทำสิ่งใหม่ขึ้นมาเสมอ เพื่อกลบข่าวเก่า วิธีการปล่อยเบลอ หรือรอให้เงียบๆซาๆไป แล้วก็เอาข่าวใหม่ กระแสใหม่มากลบ ถูกนำมาใช้เพื่อหวังผลปลายทางให้สร้างความคุ้นเคยกับผู้คนได้สำเร็จ จากการเห็นข้อมูลเยอะๆจนตั้งรับไม่ทัน และลืม focus กับปัญหาเดิม ทำให้ผู้รับสารเกิดภาวะ "สมองล้า" (Cognitive Overload) จากข้อมูลปริมาณมากที่เข้ามาปะทะ ทำให้ผู้รับสารรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และยอมรับมันได้ง่ายขึ้น ตั้งรับกับปัญหาเหล่านั้นไม่ทัน สุดท้ายปัญหานั้นไม่ได้ถูกใส่ใจ และลืมมันไป ทำให้อยู่กับมันจนกลายเป็นความเคยชิน ประธานาธิบดี Trump ถูกวิเคราะห์ทางการข่าวว่า ที่เขาทรงอำนาจ "Muzzle velocity" เป็นคำศัพท์ที่ Steve Bannon ซึ่งเคยเป็นนักกลยุทธ์ของทรัมป์ พูดถึง ความหมายของมันคือ 'ความเร็วของกระสุนปืน ตอนถูกยิงออกจากปืน' ถ้าให้พูดในทางการข่าวก็คือ Trump เลือกปล่อยข่าวตัวเองทุกๆวันไปเรื่อยๆ สุดท้าย คนจะตำหนิด่าเขาในข่าวที่เลวร้ายไม่ทัน เพราะมันมีเรื่องใหม่ๆ มากลบ สุดท้ายคนก็ลืม เพราะเกิดสภาวะข้อมูลล้น (Cognitive Load) เป็นการเน้น Flood ข่าวด้วยความถี่สูงๆ จนทำให้คน Outfocus ในตัวเขา และไม่ได้มองว่าเขาเป็นปัญหามาก กระแสของเขาจึงไม่เป็นปัญหาจากข่าวฉาวต่างๆ ที่เกิดขึ้นรายวัน เพราะเดี๋ยวก็มีข่าวใหม่มากลบ ด้วยความเร็วแสง พอย้อนกลับมามองประเทศไทย ภาวะของการทำให้ถูกลืม โดยที่ไม่แก้ปัญหา ก็อาจจะเห็นได้ชัดว่า มันเกิดขึ้นจริง รัฐบาลไทย อาจจะใช้วิธีแบบนั้น เพื่อแก้ปัญหาที่ไม่เคยแก้เลย แค่ทำให้ "เงียบซะ" รอว่าเมื่อไหร่คนจะลืม แล้วมันก็แค่จะผ่านไป เป็นเพียงวันปกติอีกวันที่ฟ้าสว่างสดใส แต่ปัญหายังคงอยู่ตลอดไป ผมไม่ได้พูดถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน ผมพูดถึงทุกรัฐบาลที่ทำงานต่อเนื่องกันมา เขาก็คงใช้กลยุทธ์นี้กลบความเน่าของตัวเองไปวันๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นแหละครับ นี่คือประเทศไทย ภาวะรัฐล้มเหลว ที่มีปัญหามากแค่ไหน รัฐก็แค่นิ่งๆไว้ แล้วเพิกเฉยกับมันต่อไป เพราะการไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย มันทำงานง่ายมาก ง่ายๆชุ่ยๆ สบายที่สุดแล้วจริงๆ ก็แค่รับเงินเดือนจากภาษี กินส่วนต่างใต้โต๊ะ ชีวิตสบายใจ ส่วนคนที่เผชิญปัญหาทุกวัน ก็คือ ประชาชนตาดำๆที่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากก้มหน้ารับกรรม จากรัฐที่ไม่ปกป้องดูแลพวกเขาเลย #ตุ๊ดส์review ====== FACEBOOK POST : facebook.com/photo/?fbid=15… ====== ฝากช่องทางต่างๆของบอย ตุ๊ดส์review : facebook.com/tootsyreview/ x.com/tootsyreview @tootsyreview/" target="_blank" rel="nofollow noopener">threads.net/@tootsyreview/
instagram.com/tootsyreview/ @tootsyreview" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@tootsyreview @tootsy_review" target="_blank" rel="nofollow noopener">tiktok.com/@tootsy_review lemon8-app.com/tootsyreview


















