สิงโต🦁💖
4K posts


มาขอไอเดียตัวช่วยผมหนาหน่อยค่า 😭 ตอนนี้ผมบางมากกก เห็นหนังศีรษะแล้วไม่มั่นใจเลย ใครมีตัวช่วยที่รู้สึกว่าใช้แล้วดี หรือทริคดูแลผมให้แข็งแรง รบกวนแนะนำหน่อยนะคะ ขอบคุณค่า 💕



ขอพิกัดรองเท้าทรงเมรี่เจน บัลเล่ห์ ที่เน้นใส่สบาย เดินนานๆใส่สบายเลยค่ะ ไม่กัดเท้า


엄성현 남장유리 ㅠㅋㅋㅋ닮음ㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅌ




มีใครแนะนำการแต่งหน้าหรือเครื่องสำอางที่แต่งออกมาแล้วหน้าละมุนๆไหมคะ สีนูเทิร์ลแนวๆนี้


บริษัทโต แต่กลับ ‘ปลดคนเพิ่ม’ เทรนด์ใหม่แห่งโลกทำงาน คนออก ไม่จ้างเพิ่ม สู่ยุคโตได้ โดยไม่ต้องเพิ่มคน ในโลกยุคใหม่ จากที่เคยเชื่อว่าการเพิ่มพนักงาน คือสัญญาณการเติบโตและความมั่นใจในอนาคต แต่ปัจจุบัน ผู้นำองค์กรไม่น้อยกลับมองว่า “คนมากเกินไป” อาจเป็น “ภาระ” มากกว่าทรัพยากร เทรนด์ใหม่ของบริษัทระดับโลกคือ ลดขนาดทีม ปรับองค์กรให้แบนราบ และใช้ AI ทดแทน เดิมทีนั้น บริษัทต่างๆ มักมีวงจรการจ้างงานตามสภาพเศรษฐกิจ กล่าวคือ “ปลดพนักงานออก” ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา และ “จ้างพนักงานเพิ่ม” เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่ในปัจจุบัน รูปแบบปกติเช่นนี้ กลับดูเหมือน “เปลี่ยนไปแล้ว” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้ว่าหลายบริษัทในสหรัฐ มียอดขายและผลกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่กลับเลือกที่จะ “ลดจำนวนพนักงานลง” แทน สวนทางความเข้าใจแบบเดิมอย่างน่าใจหาย ซึ่งแนวโน้มที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ อาจสะท้อนแนวคิดผู้นำองค์กรที่มองว่า “Less is More” บริษัทยังคงสามารถเร่งการเติบโตและเพิ่มผลกำไรเรื่อย ๆได้ แม้จะใช้จำนวนพนักงานน้อยลงกว่าเดิม นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการลดต้นทุนตามปกติอีกต่อไป แต่เป็นภาพสะท้อนของ “แนวคิดใหม่” ในโลกธุรกิจ ที่กำลังพลิกจากยุคที่ “การจ้างเพิ่ม” คือ สัญญาณความมั่นใจและการเติบโต สู่ยุคที่ “การเพิ่มคน” กลับถูกมองว่าเป็น “จุดอ่อน” ของผู้นำ เหมือนกับว่าหากยังต้องจ้างเพิ่ม แปลว่ายังบริหารได้ไม่ดีพอในสายตาตลาดหรือไม่ หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทมหาชนของสหรัฐได้ลดจำนวนพนักงานที่ทำงานในสำนักงานลงรวมกันถึง 3.5% ตามข้อมูลจาก Live Data Technologies ผู้ให้บริการข้อมูลการจ้างงาน และตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา 1 ใน 5 ของบริษัทในดัชนีหุ้นสหรัฐ S&P 500 ได้ปรับลดจำนวนพนักงานลงด้วย สาเหตุหลักมาจากเทคโนโลยีล้ำยุคอย่าง “ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์” ที่กำลังทำให้บริษัทต่างๆ สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นด้วย “ทรัพยากรที่น้อยลง” ในขณะนี้ อีคอมเมิร์ซใหญ่อย่าง Amazon ไปจนถึงธนาคาร Bank of America รวมถึงบริษัทใหญ่ไม่น้อย ต่างมีความเชื่อเพิ่มขึ้นว่า การมีพนักงานมากเกินไป ได้กลายเป็น “อุปสรรค” แทน โดยข้อความจากหัวหน้างานหลายคน คือ “ใครก็ตามที่ยังคงอยู่ในบัญชีรับเงินเดือน ควรจะทำงานให้หนักขึ้นได้อีก” ในบันทึกถึงพนักงาน แอนดี แจสซี่ ซีอีโอของ Amazon ได้เขียนไว้ว่า การเติบโตของ AI ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต จะทำให้บางตำแหน่งงาน “ไม่จำเป็นต้องมีอีกต่อไป” ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อีกทั้งซีอีโอ Amazon ยังมองว่า การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคนมากเสมอไป โดยเขาชี้ว่า ผู้นำที่เก่งที่สุด คือ คนที่สามารถบรรลุเป้าหมายได้มากที่สุด โดยใช้จำนวนคนหรือทรัพยากรอื่นๆ ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ไม่เพียงแต่ Amazon ยังมีบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคอย่าง Procter & Gamble (P&G) ที่เป็นเจ้าของแบรนด์มีดโกน Gillette แชมพู Head & Shoulders แปรงสีฟัน Oral-B ฯลฯ ได้ประกาศเมื่อเดือนนี้ว่า จะลดตำแหน่งงานลง 7,000 ตำแหน่ง บริษัทเครื่องสำอาง Estée Lauder และ Match Group ผู้ให้บริการแอปหาคู่ ก็เพิ่งประกาศว่า ได้ ปลดผู้จัดการออกไปแล้วประมาณ 20% ในบริษัท สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ “ตำแหน่งผู้จัดการ” ก็ดูเหมือนจะไม่ปลอดภัยแล้วในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน Microsoft ก็ประกาศปลดพนักงานอีกกว่า 6,000 ตำแหน่งทั่วโลก แม้ว่าบริษัทจะเพิ่งรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุด (สิ้นสุดเดือนมีนาคม) ว่ามียอดขายและกำไรที่แข็งแกร่งเกินคาดก็ตาม อ่านต่อได้ที่: bangkokbiznews.com/world/1185932?… #กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities

แล้วที่ทำงานเก่านัดกันใส่สีชมพูวันพุธตาม mean girls ทั้งออฟฟิศ มีพี่คนนึงทักว่ามันกาลกิณี พวกกุก้ยังเล่นมุข "กฏไม่ตายตัวหรอกน่า" สรุปวันนั้นบ.เจ๊งโดน lay off กันหมด สีกาลกิณีของจีงงงง อย่าเล่นกับระบบ

โอ้ว เป็นล้านเลยอะ

















