Fs'🦖 retweetledi
Fs'🦖
1.3K posts

Fs'🦖 retweetledi
Fs'🦖 retweetledi

อันตรายจากการบริโภควิตามินมากเกิน บทความจากคณะเภสัชฯ ม.มหิดล ออกมาหลายปีแล้วเผื่ออยากลองสังเกตตัวเองกัน


เห+น๋ง=เน๋ง@nengsatit
อุทาหรณ์วัย 30+ อย่ากินอะไรเสริมถ้าไม่ได้ขาด ….อะไรไม่เสียอย่าไปซ่อม……จบแยก
ไทย
Fs'🦖 retweetledi

คอนเฟิร์มว่าสวดมนต์ก่อนอนอนทุกวันชีวิตดีขึ้นจริงๆ นี่สวดธรรมจักร และแผ่เมตตา ต่อด้วยขอขมากรรมทุกคืนตอนนั้นแค่ 2-3อาทิตย์เอง ชีวิตดีขึ้น จากที่เคยติดขัดเรื่องงานเรื่องเงิน ความรัก ดีขึ้นมากๆ นี่สวดต่อเนื่องมาจะปีละ
☀️กาต่วย - 黄小喜@LuciaNa_Owl
ใครที่รู้สึกว่าชีวิตตัวเองติดขัด ทำอะไรก็ไม่ขึ้น ลองขอขมากรรมดูนะคะ บทนี้จะถอนคำอธิษฐาน หรือคำสาปแช่ง ของเราที่ขัดความเจริญของเรา สวดหลังสวดมนต์ หลังอุทิศส่วนบุญค่ะ
ไทย
Fs'🦖 retweetledi

ขอแชร์เทคนิคส่วนตัวด้วยครับ 😊
จริงๆ จะไม่ Manifest อะไรด้วยการ “ห้าม” เลย เพราะสมองของเราดื้อครับ ยิ่งห้าม ยิ่งคิดถึง วิธี Manifest เงินที่ดีที่สุด คือ การเปลี่ยน Mindset ของเราเกี่ยวกับเงิน
มองว่า โลกใบนี้อุดมสมบูรณ์ และเราเองก็เป็นคนนึง ที่สามารถเก็บเกี่ยวความอุดมสมบูรณ์นี้ได้
M@Msm4vc
มีคนบอกว่า ถ้าอยากแมนิเฟสเงิน ห้ามคิดถึงเงิน ให้นึกถึงชีวิตแบบไหนที่เราต้องการ อาชีพการงาน อยากใช้ชีวิตยังไง เดี๋ยวเงินจะตามมาเอง ถ้าโฟกัสเงินมากจนเกินไปมันจะทำให้รู้สึกเราขาดแคลน บางทีทำได้บ้างทำไม่ได้บ้าง555
ไทย
Fs'🦖 retweetledi

ผมศึกษา เรื่อง กฎแรงดึงดูด มามากกว่า 5 ปี
และนี่คือสิ่งที่ผมอยากบอกคุณ
พื้นฐานของกฎแรงดึงดูด ในมุมมองของผมมีอยู่สามอย่าง
1. ความคิด
2. สิ่งแวดล้อม
3. การลงมือทำ
ในกฎแรงดึงดูด ความคิดคือพื้นฐาน และจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง
หากเราเชื่อว่า ทุกอย่างบนโลกใบนี้มีพลังงาน
ความคิดคือพลังงานที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด และทรงพลังที่สุด
ความคิด คือ แม่เหล็ก (Magnet) ที่จะดึงดูดสิ่งต่าง ๆ เข้ามาในชีวิตของเรา
แล้วความคิดจะดึงดูดอย่างไร
ความคิดจะดึงดูดพลังงานขั้วเดียวกัน
และผลักพลังงานขั้วตรงข้ามออกจากกัน
ถ้าเราคิดในสิ่งที่เป็นบวก
ชีวิตก็จะดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามาสู่ชีวิตเราได้มากขึ้น
ในทางตรงกันข้าม
หากเราเอาแต่คิดลบ
ชีวิตก็มีแนวโน้มจะนำพาประสบการณ์ด้านลบมาสู่ชีวิตเรา
อ่านแล้วอาจดูเลื่อนลอยอยู่ใช่ไหมครับ
ยกตัวอย่าง
ถ้าเราคิดเสมอว่า เราจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ และมั่นใจอย่างแท้จริงว่า เราเป็นคนมีความสามารถที่จะประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่แล้ว ความคิดแบบนี้ และความมั่นใจในตัวเอง ก็จะสร้างพฤติกรรมที่ดึงดูดความสำเร็จมาให้เรา
แต่หากความคิดของเราเต็มไปด้วยกลัว ความไม่มั่นใจในตัวเอง ก็ยากที่ความคิดแบบนั้นจะทำให้เรามีพฤติกรรมที่ดึงดูดความสำเร็จได้
ความคิด -> พฤติกรรม
ความคิดด้านบวก = พฤติกรรมที่เป็นบวก
ซึ่งจะดึงดูดประสบการณ์ที่เป็นบวกเข้ามาสู่ชีวิตเรา
นี่คือความสำคัญ และบทบาทของความคิดในกฎแรงดึงดูด
บางทีนะ, บางที
สิ่งที่เราควรทำในทุกวัน
คือการลองสำรวจความคิดของเราดู
เราคิดกับชีวิตอย่างไร
เราคิดกับตัวเองแบบไหน
และความคิดนั้น ส่งผลอย่างไรกับชีวิตเรา
ถ้าความคิดของเรา
ส่งผลที่ดีกับชีวิต
ก็จงรักษาวิธีคิดแบบนั้นต่อไป
แต่ถ้าความคิดของเรา
ส่งผลให้ชีวิตเราแย่ลง
การลองเปลี่ยนวิธีคิดของเราเอง คงเป็นความคิดที่ดี
เพราะเราคือเจ้าของความคิดของตัวเอง
จงเลือกกำหนดและสร้างความคิดที่จะส่งผลดี
ดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตเราเสมอ
ไทย
Fs'🦖 retweetledi

วิธีหลอกสมองให้ productive 🔴
1/ อยากตื่นเช้า > แค่นั่งบนเตียงก่อน
2/ อยากออกกำลังกาย > ใส่รองเท้ากีฬาให้เสร็จ
3/ อยากเริ่มงาน > เปิดไฟโต๊ะ + เปิดไฟสว่างขึ้นมา
4/ อยากอ่านหนังสือ > เปิดอ่านแค่ 1 หน้า
5/ อยากดูแลตัวเอง > ดื่มน้ำ 1 แก้วก่อน
6/ อยากนอนเร็ว > ปิดจอทุกอย่างก่อนเวลา 10 นาที
7/ อยากเลิกเล่นมือถือ > วางมือถือไว้ไกลมือ
8/ อยากเก็บบ้าน > เก็บของแค่ "ชิ้นเดียว" มา
9/ อยากลดหวาน > เลือกหวานครึ่งเดียว
10/ อยากมีสมาธิ > หลับตาหายใจลึกๆ 1 นาที
ไทย
Fs'🦖 retweetledi
Fs'🦖 retweetledi

"กฎของ Morning Routine
จังหวะแรกของวัน คือจังหวะที่กำหนดทั้งวัน"
โตขึ้นจึงรู้ว่า
ชีวิตไม่ได้พังเพราะเหตุการณ์ยิ่งใหญ่
แต่มักพังเพราะ
ความไม่ตั้งใจเล็กๆ
ที่สะสมทีละวัน
ทีละวัน
โดยที่เราไม่รู้ตัว
และในทางกลับกัน
ชีวิตที่ดี
ก็ไม่ได้เกิดจากโชคดีครั้งใหญ่
แต่มักเริ่มจาก
สิ่งเล็กๆ ที่เราทำซ้ำ
ทุกเช้า
เช้า
คือช่วงเวลาที่ใจยังนิ่ง
สมองยังว่าง
โลกยังไม่ส่งเสียงมาหาเรา
มันเหมือนกระดาษแผ่นใหม่
ที่เรามีสิทธิ์เขียนอะไรลงไปก่อนใคร
Morning Routine
จึงไม่ใช่แค่เรื่องของวินัย
แต่มันคือ
การตั้งค่าใจ
ก่อนที่วันทั้งวันจะเริ่มต้น
และนี่คือ 5 กิจวัตรเล็กๆ
ที่ไม่ยิ่งใหญ่
แต่ทรงพลังพอ
จะเปลี่ยนทั้งวันของคุณได้
1. เก็บที่นอนทันทีที่ตื่น
ชัยชนะเล็กๆ ที่เปลี่ยนความคิด
บางทีนะ
ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวันหนึ่ง
ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอย่างที่คิด
มันอาจเป็นแค่
การลุกขึ้น
แล้วทำให้พื้นที่ตรงหน้าดูเรียบร้อย
เพราะเมื่อเราจัดที่นอน
ใจจะรับรู้ว่า
"วันนี้ฉันเริ่มต้นด้วยการควบคุมบางอย่างได้"
ความรู้สึกเล็กๆ นี้
ค่อยๆ สะสม
กลายเป็นความภูมิใจในตัวเอง
พื้นที่ที่เป็นระเบียบ
มักทำให้ความคิดเป็นระเบียบตาม
ความว้าวุ่นในใจ
มักเบาลง
เมื่อสายตาเห็นความเรียบร้อย
บางทีนะ
ก่อนจะเปิดโลกของคนอื่น
ลองจัดโลกเล็กๆ ของตัวเองก่อน
แค่ปูผ้าที่นอนให้เรียบ
ก็เหมือนบอกตัวเองว่า
วันนี้
ฉันเริ่มต้นด้วยความตั้งใจแล้ว
2. ขยับร่างกาย
ปลุกพลังงานให้ไหลเวียน
พลังงาน
ไม่ใช่แค่คำสวยๆ
มันคือเชื้อเพลิงของชีวิตจริงๆ
วันที่เรารู้สึกหมดแรง
ไม่อยากลุก
ไม่อยากคิด
ไม่อยากทำอะไรเลย
โอกาสดีๆ มักผ่านเราไป
ง่ายกว่าวันอื่นมาก
การขยับร่างกายในตอนเช้า
ไม่จำเป็นต้องหนัก
ไม่จำเป็นต้องนาน
แค่ยืดเหยียด
เดิน
หรือขยับเบาๆ สักสิบยี่สิบนาที
ก็เพียงพอแล้ว
เพราะการขยับร่างกาย
เหมือนการเปิดประตูให้ชีวิต
เปิดทางให้พลังใหม่
ไหลเข้ามา
แทนที่ความเฉื่อยชา
3. ฝึกหายใจ
เปลี่ยนจากโหมดเอาตัวรอด เป็นโหมดสงบ
คนส่วนใหญ่
เริ่มเช้าด้วยความเร่งรีบ
เปิดโทรศัพท์
อ่านข้อความ
รับความเครียด
ตั้งแต่วินาทีแรกของวัน
ร่างกายจึงเข้าสู่โหมดเอาชีวิตรอด
ก่อนที่จะได้ใช้ชีวิตจริงๆ ด้วยซ้ำ
แต่ถ้าเช้าของคุณ
เริ่มต้นด้วยการหายใจช้าๆ
หายใจเข้า
ช้าๆ
กลั้นไว้เล็กน้อย
แล้วค่อยๆ ปล่อยออก
เพียงไม่กี่รอบ
ใจจะค่อยๆ เปลี่ยน
จากความตึงเครียด
ไปสู่ความนิ่ง
บางทีนะ
การหายใจ
ก็เหมือนการพรวนดินในใจ
ก่อนที่เราจะปลูกอะไรลงไปในวันนั้น
4. กำหนดสิ่งที่สำคัญ 3 อย่างของวัน
เพื่อไม่ให้ชีวิตถูกคนอื่นกำหนด
ความจริงข้อนึงคือ
ถ้าเราไม่กำหนดทิศทางของวัน
วันนั้นจะถูกกำหนดโดยคนอื่นเสมอ
ทันทีที่เปิดโซเชียล
เปิดอีเมล
อ่านข้อความ
ชีวิตของเรา
เริ่มตอบสนองต่อคนอื่นทันที
แทนที่จะสร้างชีวิตของตัวเอง
การเขียนสิ่งสำคัญ 3 อย่าง
ในแต่ละเช้า
ไม่ใช่แค่การวางแผน
มันคือการประกาศกับตัวเองว่า
วันนี้
ฉันจะเป็นคนสร้างชีวิต
ไม่ใช่คนที่วิ่งตามชีวิต
แค่ 3 อย่าง
ที่สำคัญจริงๆ
ที่ทำให้คุณเข้าใกล้
สิ่งที่ใจต้องการมากขึ้น
5. ขอบคุณชีวิต
เปลี่ยนใจจากความขาดแคลน เป็นความอุดมสมบูรณ์
ก่อนจะเริ่มวัน
ลองขอบคุณ
ไม่ต้องยิ่งใหญ่
ไม่ต้องหรูหรา
แค่ขอบคุณ
ที่ยังหายใจอยู่
ขอบคุณ
ที่ยังมีวันใหม่ให้เริ่มต้น
ขอบคุณ
ที่ยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
เพราะใจที่ขอบคุณ
จะเริ่มมองหาสิ่งดี
แทนที่จะมองแต่สิ่งที่ขาด
หัวใจจะเปิด
สายตาจะกว้าง
และโอกาส
ที่เคยมองไม่เห็น
จะค่อยๆ ชัดขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายแล้ว
Morning Routine
ไม่ใช่เรื่องของความสมบูรณ์แบบ
ไม่ใช่สูตรของคนที่ประสบความสำเร็จ
แต่มันคือ
การเริ่มต้นวัน
ด้วยความตั้งใจเล็กๆ
ตั้งใจจะดูแลชีวิต
ตั้งใจจะดูแลความคิด
ตั้งใจจะดูแลหัวใจของตัวเอง
ใช่ไหมว่า
ชีวิตของคนเรา
ไม่ได้ถูกเปลี่ยนในวันที่ยิ่งใหญ่
แต่มักถูกเปลี่ยน
ในเช้าธรรมดาๆ
ที่เราตัดสินใจ
เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
อย่างเงียบๆ
แต่สม่ำเสมอ
จาก… พี่ศร คิดมาก

ไทย
Fs'🦖 retweetledi

มีคนบอกว่าถ้าอยากได้ราคาถูกลองทำตามนี้ 👇🏻
ตั้งค่า VPN เป็น 🇹🇷 = ตั๋วเครื่องบินราคาถูกลง
ตั้งค่า VPN เป็น 🇯🇵 = โรงแรมราคาถูกลง
ตั้งค่า VPN เป็น 🇳🇬 = ค่าสมัครสมาชิกราคาถูกลง
ตั้งค่า VPN เป็น 🇰🇿 = เกมดิจิทัลราคาถูกลง
ตั้งค่า VPN เป็น 🇲🇽 = ค่าเช่ารถราคาถูกลง
Nas@Nas_tech_AI
VPN set to 🇹🇷 = cheaper flights. VPN set to 🇯🇵 = cheaper hotels. VPN set to 🇳🇬 = cheaper subscriptions. VPN set to 🇰🇿 = cheaper digital games. VPN set to 🇲🇽 = cheaper car rentals. That’s the Cheat Code.
ไทย
Fs'🦖 retweetledi
Fs'🦖 retweetledi

กฎ 5 นาทีเปลี่ยนพลังงาน (The 5-Minute Energy Rule)
“คุณมีวันที่ดีได้…ด้วยการมี 5 นาทีในตอนเช้าที่ดี”
เคยไหม…
บางวันยังไม่ทันเริ่มอะไรเลย
ใจก็เหมือน “แพ้ไปแล้วทั้งวัน”
ตื่นมาก็เหนื่อย
คิดอะไรก็ลบ
มองอะไรก็หนักไปหมด
ทั้งที่…
โลกภายนอกก็ไม่ได้ต่างจากเมื่อวานเท่าไหร่เลย
แต่ทำไม
ความรู้สึกมันต่างกันขนาดนี้
พี่อยากให้คุณลองมองอีกมุมหนึ่งนะ
“อารมณ์” ที่คุณรู้สึกอยู่ตอนนี้
มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกธรรมดา
แต่มันคือ
“พลังงาน”
ในทางวิทยาศาสตร์
ทุกอย่างในโลกนี้
แม้กระทั่งตัวเรา
ล้วนประกอบด้วยพลังงาน
ที่สั่นสะเทือนเป็น “คลื่นความถี่”
และสิ่งที่น่าสนใจคือ…
“อารมณ์” ของเรา
ก็คือคลื่นความถี่ชนิดหนึ่งเหมือนกัน
ความสุข
ความสบายใจ
ความขอบคุณ
คือคลื่นความถี่สูง
ความเครียด
ความโกรธ
ความกลัว
คือคลื่นความถี่ต่ำ
และชีวิตของเรา…
มักจะ “ไหลไป” ตามคลื่นที่เราอยู่
ถ้าวันไหนคุณตื่นมาพร้อมความหงุดหงิด
โลกทั้งใบจะดูน่าหงุดหงิดไปหมด
รถก็ติด
คนก็พูดไม่เข้าหู
งานก็ผิดพลาด
ไม่ใช่เพราะโลกใจร้ายกับคุณ
แต่เป็นเพราะ
คุณกำลัง “จูนคลื่น” ไปที่สิ่งเหล่านั้น
ในทางกลับกัน
ถ้าวันไหนคุณตื่นมาพร้อมความเบาสบาย
หรือแค่รู้สึก “โอเคกับชีวิต”
เรื่องเดิมๆ
กลับดูไม่หนักเท่าเดิม
นี่แหละคือ
พลังของ “คลื่นความถี่”
ข่าวดีคือ…
แม้คุณจะเริ่มต้นวันด้วยอารมณ์แย่
คุณก็ “เปลี่ยนคลื่น” ได้
ไม่ต้องรอให้วันนั้นจบ
คุณเปลี่ยนมันได้…
ตั้งแต่ตรงนี้เลย
พี่อยากชวนคุณลองทำแบบนี้ดู
.
1.หยุดก่อน…อย่าเพิ่งหนีความรู้สึก
ยิ่งคุณต่อต้าน
มันจะยิ่งดังขึ้น
ลองแค่ยอมรับว่า
“วันนี้ฉันไม่โอเค”
แค่นั้นพอ
เหมือนคุณกำลังมองคลื่น
โดยไม่ต้องกระโดดลงไปจมกับมัน
2.ขยับพลังงานเล็กๆ
คุณไม่จำเป็นต้อง “มีความสุขทันที”
แค่ดีขึ้นนิดเดียวก็พอ
จากแย่ → เป็นกลาง
จากหนัก → เบาขึ้นนิดหนึ่ง
เช่น
เปิดเพลงที่ชอบ
เปลี่ยนมุมนั่ง
หายใจลึกๆ
สิ่งเล็กๆ พวกนี้
คือการ “ปรับคลื่น”ที่ง่ายที่สุด
3.เลือกโฟกัสใหม่
สมองเราเหมือนวิทยุ
มันจะขยายสิ่งที่เราปรับไปหา
ลองถามตัวเองว่า
“มีอะไรในวันนี้
ที่ยังโอเคอยู่บ้าง”
แค่ 1 อย่างก็พอ
แล้วค่อยๆ ขยายมันให้เพิ่มขึ้น
4.ใช้คำพูดเปลี่ยนพลังงาน
คำพูดคือคลื่นเสียง
ที่กระทบกลับมาที่ใจเรา
ลองพูดกับตัวเองเบาๆ
“เดี๋ยวมันจะดีขึ้น”
“ฉันยังรับมือไหว”
“วันนี้อาจไม่ดี…แต่ฉันยังโอเค”
อย่าดูถูกคำสั้นๆ แบบนี้
มันคือการตั้งค่า “คลื่นใหม่”
5. ปล่อยให้พลังงานไหล
อารมณ์
ไม่ใช่ของถาวร
มันเหมือนคลื่นทะเล
ไม่มีคลื่นไหน
อยู่ตลอดไป
ถ้าคุณไม่ไปต้านมัน
มันจะผ่านไปเอง
บางที…
วันที่แย่
ไม่ได้ต้องการให้คุณ “แก้ทุกอย่าง”
มันแค่ต้องการให้คุณ
“อยู่กับมันให้เป็น”
เพราะสุดท้ายแล้ว
คุณไม่ได้ควบคุมทุกสิ่งในชีวิตได้
แต่คุณเลือกได้เสมอว่า
จะ “อยู่ในคลื่นแบบไหน”
และเมื่อคุณเริ่มเลือกคลื่นของตัวเองได้
คุณจะค้นพบว่า…
คุณไม่ได้แค่ “ผ่านวันแย่ๆ”
แต่คุณ
“เปลี่ยนมันให้ดีขึ้นได้จริงๆ”
วันนี้อาจไม่สมบูรณ์แบบ
แต่คุณยังมีพลัง
ที่จะจูนชีวิตของตัวเอง
ทีละความรู้สึก
ทีละคลื่น
และนั่น…
เพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ไทย
Fs'🦖 retweetledi
Fs'🦖 retweetledi
Fs'🦖 retweetledi
Fs'🦖 retweetledi
Fs'🦖 retweetledi

📣 คำที่ได้ยิน อาจไม่ใช่อย่างที่คิดนะ 😆 ต้องรู้ไว้! #ประโยคห้ามแปลตรงตัวเด็ดขาด ไม่งั้นอาจเข้าใจผิดได้ นี้แค่ส่วนหนึ่งน้า แชร์ไว้อ่านเป็นความรู้เล็กๆ กันได้เลย 🥰
#SaleHere #เซลเฮียร์

ไทย
Fs'🦖 retweetledi

เมื่อกี้ผมไปเจออันนี้มา เป็นเทสต์ตำแหน่ง “ข้อนิ้ว” ที่เขาบอกว่าแม่นแบบน่ากลัว
ลองกำมือให้สามนิ้วแนบกัน แล้วดูเส้นข้อนิ้วตรงกลางว่าเป็นแบบไหน ได้เลขอะไรลองอ่านดูเล่น ๆ นะครับ (ไม่จำเป็นต้องให้เส้นตรงข้อนิ้วข้อที่ 2 ตรงเป๊ะๆนะครับ แค่ใกล้เคียงก็พอ)
สังเกตที่เส้นข้อนิ้วข้อที่ 2
① ถ้าตรงนิ้วกลางมันนูนขึ้นมาสูงกว่านิ้วอื่น ปกติดูเป็นคนที่คิดอะไรแล้วเก็บเอาไว้เงียบๆ ไม่ค่อยออกตัวแสดงอารมณ์มากเท่าไหร่(ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนที่เงียบขรึม ในเรื่องของความรู้สึกในใจจะไม่ค่อยเปิดเผยเท่าไหร่)
แต่พอถึงจังหวะสำคัญทีไรสุดท้ายคนที่รับผิดชอบจริง ๆ คือคุณ งานมันจะมาจบที่มือคุณเสมอ ถึงไม่มีใครรู้ก็เถอะ มักจะเป็นคนที่ทำงานนั้นให้มันเสร็จหรือเป็นคนรับจบ
เป็นประเภทไม่ชอบบ่น ไม่ชอบทำให้คนอื่นเห็นว่าเหนื่อย ไม่ตีโพยตีพายหรือโวยวายมากเกินไป แต่ในใจจะคิดว่า “ถ้าเราไม่ทำมันจะเดินต่อได้เหรอ” แบบนี้เลยครับ
② ถ้าเอียงขึ้นข้างหนึ่ง (แบบ สูง, ต่ำ, ต่ำ) คนนี้พูดไม่เยอะนะ แต่คนรอบข้างดันเกรงใจแบบงง ๆ
คุณอ่านบรรยากาศเก่ง เซนส์ดี ดูเหมือนสบาย ๆ แต่จริง ๆ คิดเยอะมาก แล้วความรู้สึกแรกของคุณแม่นบ่อยเกินไป ㅡเป็นประเภทที่พูดว่า “มันแปลก ๆ นะ” แล้วสุดท้ายก็แปลกจริง
③ ถ้าข้อทั้งสามนิ้วเรียบเท่ากัน(อาจจะไม่เท่ากันเป๊ะๆแต่ว่าลักษณะคล้ายๆเกือบจะเท่ากันก็ได้นะครับ) คนแบบนี้คือพื้นที่ปลอดภัยของคนรอบตัว
อยู่ตรงไหนตรงนั้นมันจะนิ่งขึ้น มีความรู้สึกเป็นที่พักพิงให้คนอื่นได้ ถ้าบรรยากาศเริ่มจะพังคุณจะเป็นคนค่อย ๆ ประคอง
รับฟังเก่งมาก ทุกคนเอาเรื่องมาปรึกษาได้หมด แต่เรื่องตัวเองไม่ค่อยเล่า เวลาใครถามว่าโอเคไหมก็จะตอบว่าโอเค ทั้งที่จริง ๆ ก็ไม่ได้โอเคขนาดนั้น
④ ถ้าเอียงลงข้างหนึ่ง (ต่ำ, สูง, สูง) คุณค่อนข้างเซนซิทีฟ รับรู้สีหน้า น้ำเสียง บรรยากาศในห้องได้เร็ว เลยเผลอเจ็บง่ายกว่าคนอื่นนิดหน่อย แต่ข้อดีคือคุณเข้าใจคนได้ลึกมาก
บางทีคุณอาจจะไม่พูดอะไร แต่คุณเห็นหมด เข้าใจหมด แค่เลือกจะไม่พูด
. .. ... ....
ของผมได้เลขอะไรดีนะ 🙂↕️ บอกดีไหม?
ใครลองแล้วได้ข้อไหนบ้างครับ? เมนต์เลขมาหน่อยสิ จะได้ดูว่าใน TL. เรามีเสาหลักกี่คน มีคนอ่านบรรยากาศเก่งกี่คน
🐢🐍✨
((อันนี้ตามต้นฉบับเทสต์แนวนี้ เขาจะให้ดู “มือถนัด” ครับ เพราะเขาอธิบายว่ามือถนัดสะท้อนนิสัยที่เราใช้จริงในชีวิตประจำวันมากกว่า
แต่จริง ๆ เทสต์แบบนี้มันไม่ได้มีหลักตายตัว บางคนก็ลองดูทั้งสองข้างแล้วเลือกข้างที่ “ดูชัดกว่า” หรือข้างที่รู้สึกว่าเป็นตัวเองมากกว่า))

캣츠파파@ceolmh3
손가락 관절위치 성격 테스트 💯 해석은 답글에있습니다 저는 1번이네요
ไทย
Fs'🦖 retweetledi











