หม่าม๊าน้องเดนจี้
11.9K posts


ตอบดีมากค่ะ แต่ถ้าได้ลอง “โตมาแบบที่พ่อแม่เลี้ยงด้วยความรัก ให้ลูกเกินร้อยเสมอ แต่ยังไม่พอต้องกู้กยศ.เรียนอยู่ดี จบมาเป็นหนี้สองแสน ทำงาน 5 ปีผ่อนเรื่อยๆยังไม่เป็น 0 ในขณะที่เพื่อนวัยเดียวกันจบมาเป็น 0 ผ่านไป 5 ปี มีรถ เริ่มกู้บ้านผ่อนสินทรัพย์ของตัวเอง” อาจจะไม่พูดแบบนั้นแล้วค่ะ

ตอนฟังพอดแคสต์ คุณนักจิตวิทยาคลินิก Dr. Julie มักพูดคำนี้เสมอว่า "Hold it (feelings, thoughts) lightly" คือไม่รีบตีความว่าความรู้สึกหรือความคิดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นบวกหรือลบ แต่ให้มองมันเป็นเพียงข้อความๆหนึ่งที่กำลังบอกอะไรบางอย่างกับเรา จับมันไว้หลวมๆก็พอ ให้รู้สึกถึงการมีอยู่ของมัน แต่ก็ไม่ใส่ความเห็นหรือตัดสินกับความรู้สึกหรือความคิดนั้น (จริงๆอันนี้ก็คือหลักการของ mindfulness ที่เธอได้พูดถึงในรายการด้วยค่ะ) และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือแทนที่จะมองความรู้สึกหรือความคิดนั้นด้วยสายตาที่ด่วนตัดสิน (judgmental) เธอแนะนำว่าให้ลองใส่เลนส์ของความสงสัยใคร่รู้ และความเห็นอกเห็นใจตัวเองแทน (turning from judgement to curiosity & compassion )

ชอบสายไอทีตรงมีคอม มีเน็ต ก็ทำงานได้ วันก่อน คุยกับคนที่ทำงานสายอื่น เค้าบอกเค้าต้องเข้าออฟฟิสทุกวัน เหนื่อยมาก วัน ๆ นึงเดินทางก็หมดวันแล้ว ละถามเราว่าเอาเวลาไหนไปอัพสกิล ไปดูแลตัวเอง เออเนอะ ทุกวันนี้ที่มีพลังไปออกกำลังกายหลังเลิกงาน มีเวลาดูแลนู่นนี่ ก็ต้องขอบคุณ work from home 🙏🙏🙏


ทฤษฎีเกี่ยวกับความรัก/ความสัมพันธ์


ดูช่องฟาโรสแล้วแบบ นี่สินะ การศึกษาที่พ่อแม่มอบให้ เรียนที่ไหนก็ไม่เหมือนกัน การเลือกคบเพื่อน คอนเนคชั่นต่างๆ มันสะท้อนในช่องฟาโรส




















