
ชั้นรักนักเขียนหญิงยุค post เหมาและยุคสี่พฤษภาจัง ㅠㅡㅠ พวกชีเก่งกันจังน้อ
โอยยยยย
5.2K posts


ชั้นรักนักเขียนหญิงยุค post เหมาและยุคสี่พฤษภาจัง ㅠㅡㅠ พวกชีเก่งกันจังน้อ




ในคอมเมนท์ทำให้ได้รู้ว่ามีลูกสาวหลายคนอยากให้แม่มีสามีใหม่ และมีผู้หญิงหลายคนคิดถูกแล้วที่หาแฟนใหม่ ถึงคนนี้ไม่รักก็ยังมีคนอื่นที่พร้อมจะรักเรานะคะ you deserve better ค่ะ

ใครที่บอก Hanta จะเป็นเหมือนโควิทครับ ไม่เหมือนครับ ตอนนี้หมอหนูเป็นนายกแล้ว


WHAT??????? WHAT?!!!!!! WHAT DO YOU MEAN AN AEROSPACE ENGINEER READ MY FIC AND APPROVED OF THE SCIENCE OH MY GOD???

อห ประเทศไทย ฉลาดแต่เรื่องโง่ๆ การให้ต่างชาติเสียภาษี หรือทำวีซ่า หรือ ETA ก่อนเข้าไทย น่าจะก่อให้เกิดรายได้และคัดกรองนททได้ด้วย แต่มาเก็บเงินกับคนออกนอกประเทศ คิดว่าคนพวกนี้ไม่เสียภาษีด้านอื่นหรือไง แล้วสภาพสนามบิน facilities infrastructure ประเทศ สมควรกับเงินหลักพันแล้วหรอวะ?

'ชัชชาติ' รับเครียดสุดคือปมหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว เสนอโอนคืนรัฐบาลทำตั๋วร่วม เผยจ่ายหนี้ 6 หมื่นล้านคือเมกะโปรเจกต์ วันนี้ (7 พฤษภาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD เพื่อประเมินผลการดำเนินงานและทบทวนบทเรียนตลอดระยะเวลาใกล้ครบ 4 ปีในการดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยได้เปิดเผยถึงประเด็นที่เป็นความท้าทายและสร้างความกดดันมากที่สุดตลอดวาระการทำงาน เมื่อถามถึงวาระงานที่สร้างความเครียดจนถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการพักผ่อน ชัชชาติยอมรับว่า ประเด็นที่หนักหน่วงที่สุดคือการแก้ไขปัญหาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เนื่องจากเป็นภาระผูกพันทางการเงินมหาศาลที่ตกทอดมาจากการบริหารชุดก่อน ประกอบกับมีข้อจำกัดทางกฎหมายและคำสั่งศาลที่ กทม. ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ทำให้การบริหารจัดการต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพราะงบประมาณทุกบาทคือภาษีของประชาชน นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องความโปร่งใสและการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ก็เป็นอีกหนึ่งความกังวลสำคัญ โดยยกตัวอย่างกรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายที่สร้างความไม่สบายใจให้กับการทำงานของทีมผู้บริหารอย่างมาก ผู้ว่าฯชัชชาติ ได้อธิบายถึงโครงสร้างปัญหาของรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า โครงการนี้แบ่งออกเป็นส่วนสัมปทานหลัก (ส่วนไข่แดง) ซึ่งเอกชนเป็นผู้ลงทุนและกำหนดค่าโดยสาร โดยสัมปทานส่วนนี้จะสิ้นสุดลงในปี 2572 ซึ่งจะส่งผลให้ กทม. สามารถรับรู้รายได้ทั้งหมด แต่ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ ส่วนต่อขยาย ที่ขยายออกไปทางกรุงเทพฯ เหนือ (คูคต-ลำลูกกา) และทางกรุงเทพฯ ใต้ (แบริ่ง-สมุทรปราการ) เนื่องจากชุดบริหารก่อนหน้าได้ทำสัญญาจ้างเอกชนเดินรถ (O&M) ล่วงหน้ายาวไปจนถึงปี 2585 ศาลปกครองได้มีคำพิพากษายืนยันให้ กทม. ต้องชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถตามสัญญา ส่งผลให้ปัจจุบัน กทม. ต้องแบกรับภาระขาดทุนเนื่องจากรายได้จากค่าโดยสารในส่วนต่อขยายไม่เพียงพอต่อรายจ่ายค่าจ้างเดินรถที่ระบุไว้ในสัญญาในอัตราที่ค่อนข้างสูง สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาในอนาคต ชัชชาติมองว่า เมื่อสัมปทานหลักสิ้นสุดลงในปี 2572 กทม. จะมีอำนาจในการบริหารจัดการรายได้ทั้งหมด ซึ่งหากมีการกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม จะสามารถบรรเทาภาระค่าจ้างเดินรถและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมระดับมหภาค ทางออกที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน คือการที่รัฐบาลรับโอนโครงการรถไฟฟ้ากลับคืนไปบริหารจัดการ ชัชชาติ อธิบายเหตุผลสนับสนุนว่า รถไฟฟ้าควรเป็นโครงข่ายระดับประเทศ การรวมศูนย์การบริหารไว้ที่รัฐบาลจะทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาดและสามารถผลักดันนโยบายตั๋วร่วม หรือการจัดเก็บค่าโดยสารในอัตราที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ในมิติของการบริหารงบประมาณ ปัจจุบัน กทม. มีงบประมาณรายจ่ายประจำปีราว 90,000 ล้านบาท แต่ต้องกันเงินถึง 10,000 ล้านบาท (คิดเป็นกว่า 10%) เพื่อนำไปจ่ายค่าเดินรถ ซึ่งถือเป็นภาระที่ใหญ่เกินกว่าศักยภาพของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นจะแบกรับไว้ได้เพียงลำพัง เมื่อถามถึงเสียงสะท้อนจากประชาชนบางส่วนที่มองว่า กทม. ในยุคนี้ไม่มีการลงทุนในเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ให้มุมมองว่า "การที่ กทม. ต้องบริหารจัดการและชำระหนี้สะสมของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวกว่า 60,000 ล้านบาทนั้น ถือเป็นการลงทุนและเมกะโปรเจกต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแล้วในยุคนี้ ซึ่งเชื่อว่าไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใดที่ต้องแบกรับภาระการจัดการทางการเงินที่มหาศาลเท่ากับกรณีนี้อีกแล้ว" ภาพ: ฐานิส สุดโต #TheStandardNews #TheStandardPhoto #ฐานิสสุดโต

“บีทีเอสเป็นเรื่องหนึ่งที่เหนื่อย เพราะมันเป็นเรื่องที่ก่อมาก่อนหน้านี้ และเป็นภาระทางการเงินมหาศาล หลักการคือต้องใช้เงินอย่างระวัง ให้รอบคอบ เพราะเงินที่จ่ายไปมันคือเงินพี่น้องประชาชน ก็มีบทเรียนเลยว่าต่อไปจะทำอะไรในอนาคตต้องคิดดีๆ” ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ถึงเรื่องที่เครียดที่สุดตลอดการทำงานบริหารกรุงเทพมหานคร ในช่วงเวลาเกือบ 4 ปี วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ภาพ: ฐานิส สุดโต #TheStandardNews #TheStandardPhoto #ฐานิสสุดโต

หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน หลายคนคงจินตนาการไม่ออกว่า “กรุงเทพมหานคร” ในวันนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ปัญหาน้ำท่วมรอการระบายและรถติดที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาเรื้อรังแก้ไม่หายของเมืองนี้ จะมีทางออกที่ยั่งยืนได้จริงไหม ? . แม้ต้องยอมรับกันตามตรงว่า ปัญหาเหล่านี้ยังไม่สามารถแก้ไขให้หมดไปได้ 100% แต่หากมองผ่านดัชนีชี้วัด สถิติตัวเลข หรือแม้แต่เสียงสะท้อนจากคนกรุงเอง เราจะเริ่มเห็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น กับหลายโครงการถูกผลักดันเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน . ปัจจุบันกรุงเทพมหานครกำลังถูกยกระดับจากเมืองระบบแอนะล็อกที่ยุ่งยาก สู่เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการนำทีมของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนที่ 17 หัวเรือใหญ่ที่ร่วมกับทีมงานกว่า 64,000 ชีวิต ในการขับเคลื่อนนโยบายเมืองดิจิทัลให้เกิดขึ้นจริงในเชิงรูปธรรม อ่านต่อได้ที่ beartai.com/read/1500307/ ที่มา : เพจกรุงเทพมหานคร, สำนักการจราจรและขนส่ง - สจส., เพจ BKK Active, BKK Risk Map, Greener Bangkok, data.bangkok #BTbeartai #ชัชชาติสิทธิพันธุ์

ประสบการณ์เคยโดน HR สามคนมานั่งบีบให้ลาออก ตอแหล บอกว่าเราเป็นเด็กทดลองงานบริษัทไม่สามารถเลิกจ้างได้ผิดกฎหมาย พล่ามสารพัด เราเลยให้คุยกับ จนท กรมแรงงานที่ถือสายฟังอยู่ เพราะเริ่มรำคาญความตอแหลเลยโทรหากรมแรงงานให้ช่วยฟังก่อนเข้าห้อง จนท ด่าเปิงเลยค่าว่ากฎหมายประเทศไหน ไปเอาที่ไหนมาพูด ส๊าาาาแก่ใจมากแต่ต้องตีหน้านิ่งเพราะเป็นเหยื่อ สรุปว่าได้ชดเชยจึ้งๆ ประสบกาณ์ฝังหัวแบบไม่เคยยอมให้บริษัทไหนเอาเปรียบ