Tweet fixado
1S1Z_
1K posts

1S1Z_
@TMoonsathan
This is my trading journal — เขียนบันทึก ฝึกวินัย พัฒนาระบบ เข้าใจวิธีคิดตัวเองให้ชัดเจน | การเทรดคือ “กระบวนการเรียนรู้และเติบโต บนเส้นทางชีวิตและอาชีพของผม"
Bangkok, Thailand Entrou em Haziran 2019
739 Seguindo46 Seguidores
1S1Z_ retweetou
1S1Z_ retweetou
1S1Z_ retweetou

ทฤษฎีอายุ 100 ปีไขปริศนา ทำไม Bitcoin ถึงมีมูลค่าทั้งที่จับต้องไม่ได้
.
ทุกครั้งที่มีคนถามว่า "Bitcoin มันมีมูลค่าได้ยังไง ในเมื่อมันก็แค่โค้ดในคอมพิวเตอร์?" คำตอบมักวนกลับไปเรื่องเทคโนโลยี ความเชื่อมั่น หรือ demand ในตลาด
.
แต่ความจริงคือ มีคนตอบคำถามนี้ไว้แล้ว... ตั้งแต่ปี 1912 ก่อน Bitcoin จะถือกำเนิดขึ้นเกือบ 100 ปี
.
นี่คือเรื่องของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เก่าแก่ ที่กลายมาเป็นคำอธิบายมูลค่าของ Bitcoin ได้ดีที่สุด
.
📌 จุดเริ่มของคำถาม
.
คนรักทองคำ (Goldbug) ยืนยันมาหลายสิบปีว่า "เงินที่ดีต้องมีของจริงๆ หนุนหลัง" ทองคำใช้ทำเครื่องประดับได้ ใช้ในอุตสาหกรรมได้ นั่นคือเหตุผลที่มันเป็นเงินมาหลายพันปี
.
แต่ Bitcoin ใส่เป็นเครื่องประดับไม่ได้ ทำเครื่องจักรไม่ได้ กินไม่ได้ มันแค่อยู่ในเครือข่าย — แล้วทำไมถึงมีค่า?
.
แม้แต่ Jeffrey A. Tucker นักเขียนจาก Foundation for Economic Education (FEE) เองก็ใช้เวลาคิดเรื่องนี้มากกว่า 2 ปี ก่อนจะเข้าใจ
.
🕰️ Timeline ของทฤษฎีที่เปลี่ยนทุกอย่าง
.
1) ปลายศตวรรษที่ 19 – Carl Menger วางรากฐาน
.
Carl Menger (1840-1921) ผู้ก่อตั้ง Austrian School พิสูจน์ว่า "เงิน" เกิดจากตลาด ไม่ใช่จากรัฐ มันค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเมื่อคนเริ่มหา "สินค้าที่ขายได้ง่ายที่สุด" มาใช้แลกเปลี่ยนแทนการแลกของกับของโดยตรง
.
2) ปี 1912 – Mises ตีพิมพ์ The Theory of Money and Credit
.
Ludwig von Mises ลูกศิษย์คนสำคัญของ Menger ต่อยอดด้วยสิ่งที่เรียกในภายหลังว่า "Regression Theorem" (ทฤษฎีย้อนกลับมูลค่าของเงิน)
.
หลักการคือ มูลค่าเงินวันนี้ ย้อนกลับไปสู่มูลค่าในฐานะ "สินค้าที่ใช้ได้จริง" ในอดีต ทองคำเป็นเงินได้ก็เพราะมันเป็นทองคำที่ใช้ทำของก่อน Mises ฟันธงว่า "นี่เป็นวิธีเดียวที่เงินจะมีมูลค่าได้"
.
3) ปี 1912-2008 – ทฤษฎีนี้ถูกใช้ปฏิเสธเงินดิจิทัลทุกรูปแบบ
.
นักเศรษฐศาสตร์สาย Austrian ใช้ทฤษฎีนี้ปฏิเสธเงินกระดาษ ปฏิเสธเงินอิเล็กทรอนิกส์ และเตรียมจะปฏิเสธ Bitcoin ด้วย
.
4) 31 ตุลาคม 2008 – Satoshi โผล่มา
.
Satoshi Nakamoto (นามแฝงของผู้สร้าง Bitcoin ที่ยังไม่มีใครรู้ว่าเป็นใคร) เผยแพร่ White Paper 9 หน้า ภาษาที่ใช้เป็นภาษานักพัฒนาซอฟต์แวร์ ไม่ใช่ภาษานักเศรษฐศาสตร์ คนทั่วไปอ่านแล้วงงเป็นไก่ตาแตก
.
5) 9 มกราคม 2009 – Genesis Block ถือกำเนิด
.
Bitcoin กลุ่มแรกถูกสร้างขึ้น ราคาในวันนั้น = ศูนย์ และเป็นศูนย์อยู่แบบนั้นอีก 10 เดือนต่อมา
.
6) 10 เดือนที่เปลี่ยนทุกอย่าง
.
นี่คือช่วงเวลาที่ทฤษฎี Mises ถูกพิสูจน์โดยไม่มีใครรู้ตัว นักพัฒนาและคนกลุ่มแรกใช้ 10 เดือนนี้ทดสอบว่า "เครือข่ายใช้งานได้จริงไหม?" "มันโอนได้โดยไม่มีการ Double Spend (การใช้จ่ายเหรียญเดียวซ้ำสองครั้ง) ไหม?" "ระบบที่พึ่ง CPU อาสาสมัครยืนยันธุรกรรมได้จริงไหม?"
.
7) 5 ตุลาคม 2009 – ราคาแรกปรากฏ
.
$1 แลกได้ 1,309 BTC หรือ 1 BTC น้อยกว่า 1 สตางค์ ใช้เวลาอีก 18 เดือนกว่าจะถึง $1 ต่อ 1 BTC
.
8) ปี 2014 – Tucker ไขปริศนา
.
หลังศึกษางานของ Konrad Graf, Peter Surda และ Daniel Krawisz Tucker เข้าใจว่า "Bitcoin ไม่ได้ละเมิด Mises แต่กลับยืนยันทฤษฎีของเขา"
.
🔑 คำตอบที่เปลี่ยนการมองเงิน
.
Bitcoin ไม่ใช่แค่เหรียญ แต่เป็น "ระบบชำระเงิน + สกุลเงิน" ในสิ่งเดียวกัน ที่ผ่านมาเราคุ้นกับการแยก 2 อย่างนี้ออกจากกัน — ดอลลาร์ต้องมีบัตรเครดิต ยูโรต้องมี PayPal เยนต้องมีบริการโอนเงิน ทุกอย่างต้องพึ่ง "ตัวกลาง"
.
แต่ Satoshi รวมทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียว Blockchain (บัญชีแยกประเภทกระจายศูนย์ที่ทุกคนตรวจสอบได้) คือทั้งสกุลเงินและระบบชำระเงินในตัวมันเอง
.
มูลค่าใช้งานของ Bitcoin จึงไม่ได้อยู่ที่ "เหรียญ" แต่อยู่ที่ "เครือข่าย" 10 เดือนแรกที่ราคาเป็นศูนย์ คือช่วงที่เครือข่ายถูกพิสูจน์ว่าใช้งานได้จริง — นั่นคือ Use Value ตามนิยามของ Mises เป๊ะๆ
.
📊 มุมมองจากชุมชน
.
ในวงการ Austrian Economics ประเด็นนี้ถูกถกเถียงมาตลอดสิบกว่าปี ฝั่งหนึ่งยืนยันว่า Bitcoin ละเมิดทฤษฎี Mises อย่างชัดเจน เพราะมันไม่เคยเป็นสินค้าที่ใช้ได้จริงมาก่อน อีกฝั่งใช้ข้อโต้แย้งของ Tucker ที่ว่า "เครือข่าย" คือ Use Value ที่จับต้องได้แม้ไม่ใช่วัตถุ (ไม่สามารถยืนยันคอมเมนต์เฉพาะจาก X ในประเด็นนี้ได้ จึงนำเสนอเป็นภาพรวมการถกเถียง)
.
🎯 บทสรุป
.
ถ้าวันนี้ใครยังบอกว่า "Bitcoin สร้างจากอากาศ" ลองชี้ 2 ประเด็นนี้ให้เขาฟัง
.
หนึ่ง — Bitcoin ไม่ใช่สกุลเงินลอยๆ แต่เป็นหน่วยบัญชีที่ผูกกับเครือข่ายชำระเงินที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
สอง — เครือข่ายนี้ผ่านการทดสอบในตลาดจริงมาแล้ว 16 ปี
.
Mises เขียนทฤษฎีนี้ในยุคที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีโทรศัพท์มือถือ เขาคงไม่คิดว่าอีก 100 ปีต่อมา ทฤษฎีของเขาจะถูกพิสูจน์โดยโค้ดที่คนชื่อ Satoshi เขียนขึ้น
.
อ่านจบแล้ว มองมูลค่าของ Bitcoin ต่างไปจากเดิมไหม?
.
#BitcoinAddictThailand #Bitcoin #Mises

ไทย
1S1Z_ retweetou

Mitigation block
Buy side liquidity
FVG
Study 📚and bookmark
Join Telegram; t.me/WomanTradinghu…

English
1S1Z_ retweetou
1S1Z_ retweetou
1S1Z_ retweetou

This is the best sizing guide for prop firm trading
This is exactly how much I risk per trade to achieve the best results and get constant payouts
Risk management is one of the #1 reasons why traders fail
Bookmark this tweet or you'll regret it....

English
1S1Z_ retweetou

ICT's Lecture: ICT Teaches How to Pick Right Trade Setup on Lower time frame.
All Credits to @I_Am_The_ICT 🐐
Retweet🔁Bookmark🔖
English
1S1Z_ retweetou
1S1Z_ retweetou
1S1Z_ retweetou

There it goes . Target hit without me , onto the next .

Fortune@Fortunemash
1st Trade of the week , Small loss from the iFVG aiming for the highs above . I wanted to see the iFVG and the NDOG support price higher . How was your AM trading session ?
English
1S1Z_ retweetou
1S1Z_ retweetou
1S1Z_ retweetou
1S1Z_ retweetou
1S1Z_ retweetou

ได้ยินบางคนหัดเทรด เรียนเทรดไม่กี่เดือนอยากเป็นเทรดเดอร์อาชีพ มีรายได้จากการเทรดเกิน 3-50,000 บาท ต่อเดือน
แอบตกใจ เพราะผมเรียนปริญญาตรี โท เอก รวมกันเป็นสิบปี เงินเดือนเริ่มต้น 34,500 บาท
สิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับการเทรด (รวมถึงการลงทุนด้วย) คือการ “บริหารความคาดหวัง“
ถ้าเราเทรดได้ 20% ต่อเดือน จากเงิน $1,000 จะกลายเป็น $3,000,000,000,000 (3 ล้านล้าน) ใน 10 ปี
คือผมเข้าใจว่ามันคง compound ไม่ได้ขนาดนั้นตอนเทรดจริง แต่อยากให้เห็นว่า return ในระดับนี้มัน agressive มากๆ
เทรดเดอร์หลายๆ คน ที่ “ตาย” เริ่มมาจากการที่ expection หรือความคาดหวังที่ไม่เหมาะสม คาดหวังเยอะเกินกว่าความสามารถและประสบการณ์ คาดหวังเกินกว่าที่ตลาดจะให้ได้ คาดหวังในสิ่งที่เป็นไปแทบไม่ได้
เมื่อความคาดหวังไม่เหมาะ กลยุทธ์ก็ผิดทาง การทำ risk ก็เละเทะ
Step แรก กลับมาถามตัวเองก่อน ว่าเราคาดหวังอะไร และอย่าตอบว่าคาดหวัง return เยอะที่สุด เพราะ เท่ากับเรากำลังแสวงหา risk ที่เยอะที่สุดด้วยเช่นกัน เพราะมันมาด้วยกันเสมอ
ไทย
1S1Z_ retweetou
1S1Z_ retweetou


















