Js_C

4.6K posts

Js_C banner
Js_C

Js_C

@Js_Chss

Bang Bon, Bangkok Sumali Ağustos 2011
208 Sinusundan8 Mga Tagasunod
Naka-pin na Tweet
Js_C
Js_C@Js_Chss·
27 ก.ย.67 โจเสียชีวิต เป็นวันที่เสียใจที่สุด เสียใจที่ไม่เคยแสดงความรักกับพี่ชายคนนี้เลย
ไทย
0
0
0
249
Js_C nag-retweet
🍀Crystal~
🍀Crystal~@Crystaljadeed·
ขออนุญาตมาขาย #ResetTheSeries ได้มั้ย ในฐานะเจ้าของเรื่อง เราประทับใจค.สามารถและค.ตั้งใจของน้องๆ นักแสดงมาก ปีเตอร์แพนกับปอนด์เอาบทอยู่มากๆ จริงๆ แล้วก็ยังมีน้องนักแสดงอีกหลายคนที่อยากให้ถูกค้นพบจากเรื่องนี้กันอีกเยอะๆ ฝาก Reset การเกิดใหม่ของดวงดาว ธาดาอาร์มินด้วยนะคะ🥺🙇‍♀️ #Peterpanzz_w #Pondponlawit
🍀Crystal~ tweet media🍀Crystal~ tweet media
PRCHAS24@pr_dn200

ยกตัวอย่างเช่น

ไทย
1
123
136
11.5K
Js_C nag-retweet
คุกกี้รัน
คุกกี้รัน@ongrrrrrrr·
My top bl 2025 1. Shine the series 2. Reset การเกิดใหม่ของดวงดาว 3. สิงสาลาตาย 4. Revenge love ทุกคนควรไปดู คือดีมากมากมาก จากปกติอ่านแต่มันฮวาไม่ดูซรเก เจอสี่เรื่องนี้ไป อยู่ยาวว งานคุณภาพ งานโพรดักชัน
คุกกี้รัน tweet media
ไทย
0
176
232
36.7K
Js_C
Js_C@Js_Chss·
@tangkwannapa ขอบคุณนะครับ รอดูเรื่องนี้เลยย
ไทย
0
0
2
321
tangja
tangja@tangkwannapa·
@Js_Chss ดีใจที่ซีรีส์ดีๆอย่าง My Stand in และความสามารถของนักแสดงยังถูกค้นพบอยู่เรื่อยๆ อัพภูมิกำลังจะมีซีรีส์ใหม่ด้วยกัน Love of Silom รักแห่งสีลม เริ่ม 24 เมษานี้ ทาง WeTV ค่ะ youtu.be/kYhPS7b7Qd0?si… #LoveofSilomOfficialTrailer
YouTube video
YouTube
ไทย
1
0
7
815
Js_C
Js_C@Js_Chss·
เพิ่งค้นพบซีรีย์นี้ตอนปี 2569 อยากจะกรี้ดด ชั้นไปอยู่ที่ไหนมา นักแสดงเก่งจริง ดูแล้วอินจัดๆ ด่าพระเอกไปมากกว่าหนึ่งแสนครั้ง สำหรับชั้นขอยกให้เป็นซีรีย์แนะนำที่ควรดูอีกเรื่องเลย
อ่านถึงตีสอง@readlikebear

นักแสดงที่เล่นแนววายเก่งๆ มีอยู่จริงๆ รอให้ถูกค้นพบอยู่นะ ขอเล่าเรื่องตัวเองอีกรอบ นี่เป็นคนหนึ่งที่ไม่ดูละครไทยมาเป็นสิบปี แต่ตอนดึกของวันหนึ่งได้เจอปกนี้เข้าไป ในใจก็คิดแต่ว่า เออว่ะ เกรดดิ้งสีสวย เรียบหรูมีสไตล์ตรงจริต เรื่องมันต้องไม่ธรรมดา ตอนนั้นไม่รู้จักนักแสดงเลยนะ แต่สีหน้าและท่าทางมันลึกอะ มันมีอะไรมากกว่าที่เห็น นี่ก็คลิกไปดู เท่านั้นแหละดูจนจบยันสว่างจ้า ☀️🤧 อยากให้เปิดใจดู ไม่ต้องรู้จักฉันรู้จักเธอ ไปดูเถอะ นักแสดงที่เก่งกาจจะเสกให้เราเชื่อได้เอง ขอให้ดู My Stand-in ก่อนแล้วค่อยไปหาว่าพวกเขาเป็นใคร ถ้าชิมแล้วชอบก็ไปดูเรื่องอื่นๆ ของพวกเขาได้ ถ้าชอบที่เล่นคู่กันก็รอเรื่องใหม่ของพวกเขาได้เลย ปี 2026 (เอ้า จบที่ขายของอีกละ 😂)

ไทย
16
247
288
25.6K
Js_C nag-retweet
LoveROUTER @ Moonlit bar
LoveROUTER @ Moonlit bar@love_router·
แล้วคือยัยวามันยั่วพี่หมวดมาก แบบปักธงหนุ่มตี๋อะแก คลั่งรักแบบเปิดเผย ไม่เม็ด ฉันจะเอา พุ่งใส่เลย งัดทุกกลเม็ดเด็ดใจพี่หมวด ถึงกะใส่ชุดกระต่ายรอเขามาจับที่ห้องอะแก จริตเบอร์สิบ ชอบมาก พี่อัพไหวมั้ย แม่ไม่ไหว เขิงงงง #uppoompat #poompps #uppoom #รักแห่งสีลม #LoveofSilomTheSeries
ไทย
0
31
53
979
Js_C nag-retweet
กนฮุนที่รัก
ฉันได้มาเปิดดูหลังจากคนอื่นเขาดูจบไปกันตั้งนานแล้ว และก็ติดอันดับซีรี่ในดวงใจของฉันเลย นี้ไม่เคยดูผลงานของทั้งคู่เลย ดูเรื่องนี้เรื่องแรก แล้วชอบมากโดยเฉพาะภูมิ หรือจริงๆฉันเกิดมาเพื่อตกหลุมรักเคะ 5555 ปล.รูปข้างล่างนี้ทำไว้นานแล้ว
กนฮุนที่รัก tweet media
อ่านถึงตีสอง@readlikebear

นักแสดงที่เล่นแนววายเก่งๆ มีอยู่จริงๆ รอให้ถูกค้นพบอยู่นะ ขอเล่าเรื่องตัวเองอีกรอบ นี่เป็นคนหนึ่งที่ไม่ดูละครไทยมาเป็นสิบปี แต่ตอนดึกของวันหนึ่งได้เจอปกนี้เข้าไป ในใจก็คิดแต่ว่า เออว่ะ เกรดดิ้งสีสวย เรียบหรูมีสไตล์ตรงจริต เรื่องมันต้องไม่ธรรมดา ตอนนั้นไม่รู้จักนักแสดงเลยนะ แต่สีหน้าและท่าทางมันลึกอะ มันมีอะไรมากกว่าที่เห็น นี่ก็คลิกไปดู เท่านั้นแหละดูจนจบยันสว่างจ้า ☀️🤧 อยากให้เปิดใจดู ไม่ต้องรู้จักฉันรู้จักเธอ ไปดูเถอะ นักแสดงที่เก่งกาจจะเสกให้เราเชื่อได้เอง ขอให้ดู My Stand-in ก่อนแล้วค่อยไปหาว่าพวกเขาเป็นใคร ถ้าชิมแล้วชอบก็ไปดูเรื่องอื่นๆ ของพวกเขาได้ ถ้าชอบที่เล่นคู่กันก็รอเรื่องใหม่ของพวกเขาได้เลย ปี 2026 (เอ้า จบที่ขายของอีกละ 😂)

ไทย
1
101
120
7.7K
Js_C
Js_C@Js_Chss·
@LuckyinUP ด่ามากก็ไม่ได้ ลูกโจไปรักเค้านี่สิ หึ้ยยยยย
ไทย
0
0
1
355
LuckyมะหมีinUP ft. Love Of Silom
@Js_Chss ดีนะที่เราด่าไปแค่เก้าหมื่นเก้าพันครั้งเอง ค่อยสบายใจหน่อย 😌🤣
ไทย
1
0
0
409
Js_C
Js_C@Js_Chss·
@gift_kul2 ดูวนมาอาทิตย์นึงละ ตอนนี้ก็ยังด่าไม่หยุด 55555
ไทย
0
0
0
468
🐰❤️ ~Gift~ ❤️🐶
@Js_Chss ปล. อย่าด่าลูกหมิงเยอะ แก้ตัวแทนลูกไม่ทัน 55555
ไทย
2
0
0
520
Js_C
Js_C@Js_Chss·
@readlikebear ขอสมัครเข้าด้อมอย่างเป็นทางการเลยยย
ไทย
2
0
4
603
อ่านถึงตีสอง
@Js_Chss //กวักมือเรียกเข้าด้อมหยอยๆๆ เรื่องใหม่มาแล้วนะคะ
ไทย
1
0
1
448
Js_C nag-retweet
Beard Man
Beard Man@beardman5445·
เราต่างก็พัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้น เพื่อที่จะด่าคนอื่นแล้วไม่เข้าตัว กันทั้งนั้น
ไทย
16
52.5K
26.8K
936.7K
Js_C nag-retweet
BlackWhiskey
BlackWhiskey@BlackWhiskey3·
เขินมากแกร~ ไปชมๆ พล๊อตใช้ได้ นักแสดงดี แถมยังเล่นดีอีกต่างหาก เด็กม๋ามันเข้าใจว่าพี่ชายถูกเพื่อนสนิทที่เป็นคู่หูฆ่าตาย ละคือมันปลื้มๆ เขามาก ประจวบกับพี่เขาไม่อธิบายอะไรก็หายหน้าไปตั้ง 5 ปี พอกลับมาก็แง๊วๆ ขู่จะหาหลักฐานจับเขาเข้าคุกให้ได้ แต่การกระทำสวนทางหมด ปากแข็งนะไอ้ชายย
BlackWhiskey@BlackWhiskey3

白昼焚野 เรื่องนิกุพูดเลยว่า ฮ๊อปจัดๆ ฮ๊อปทุกตรง ไม่มีตรงไหนไม่ฮ๊อป มองกี่ทีไอ้ม๋าเด็กนี่ก็รักพี่เขา ปากบอกเกลียด แต่เสี่ยงชีวิตช่วยตลอด คนพี่ก็เสน่ห์แรงเกิน จากที่น้องมีเรื่องให้เคืองอยู่แล้วก็ยิ่งพาลไปใหญ่ หึง สะกดงี้เนอะ ละกุอย่างชอบตรงที่คนรอบตัวก็พากันชงเข้มด้วยนี่แหละ 😆

ไทย
6
737
1.5K
137.8K
Js_C nag-retweet
BlackWhiskey
BlackWhiskey@BlackWhiskey3·
白昼焚野 เรื่องนิกุพูดเลยว่า ฮ๊อปจัดๆ ฮ๊อปทุกตรง ไม่มีตรงไหนไม่ฮ๊อป มองกี่ทีไอ้ม๋าเด็กนี่ก็รักพี่เขา ปากบอกเกลียด แต่เสี่ยงชีวิตช่วยตลอด คนพี่ก็เสน่ห์แรงเกิน จากที่น้องมีเรื่องให้เคืองอยู่แล้วก็ยิ่งพาลไปใหญ่ หึง สะกดงี้เนอะ ละกุอย่างชอบตรงที่คนรอบตัวก็พากันชงเข้มด้วยนี่แหละ 😆
BlackWhiskey tweet mediaBlackWhiskey tweet media
ไทย
5
359
819
142.3K
Js_C nag-retweet
⊙⊝⊜_𝑨𝑹𝑰𝑹𝑨𝑵𝑮_เธอขา_ธีร์โซ่🎮🐻
ซีนที่เสียดายที่สุดอีกซีนนึงใน #JohanNorth #โจฮันนอร์ธ คือ เจียร์ มาหาเรื่องนอร์ธ แล้วพี่โจบอกนอร์ธว่า "กูมีแค่มึงคนเดียวนะ" ซึ่งมันเชื่อมกับอีกซีนนึงที่ วันสปอร์ตเดย์มีรุ่นพี่เอาขนมมาให้นอร์ธ แล้วพี่โจไม่พอใจ นอร์ธบอกพี่โจว่า "นอร์ธไม่เคยบอกหรอ ว่านอร์ธก็มีแค่พี่คนเดียวเหมืนกัน" ย้อนกลับไปอ่านทีไร ก็เสียดายทุกที
ไทย
2
155
246
8K
Js_C nag-retweet
🧡ทีม🅰🆅🅴🅽🅶🅴🆁🆂🧡
เมื่อคืนหลังวางสาย conference call กับทีมยุโรป ฉันไม่ได้ลุกไปไหนเลยนะ นั่งนิ่งอยู่หน้าจอ ลืมเข้าห้องน้ำไปเลยด้วย เพราะมันเป็นหนึ่งใน call ที่คุณรู้สึกได้เลยว่า “เกมมันเริ่มเปลี่ยนจริง ๆ แล้ว” ปกติเราคุยกันเรื่อง positioning sector ไหน outperform rotation ไปไหน แต่เมื่อคืน ทุกคนคุยเหมือนกำลังจับชีพจรโลก แล้ว analyst ฝั่ง energy พูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง เขาบอกว่า “This is not a Middle East war anymore This is an Asian problem now” ฉันได้ยินแล้วรู้เลยว่า อันนี้ต้องเอามาเล่าให้คุณฟัง เพราะถ้าคุณอยู่ไทย คุณอยู่ “กลางเรื่องนี้” เต็ม ๆ ฉันจะเล่าให้คุณฟังแบบในห้องประชุมเลยนะ มีคนเปิด slide ขึ้นมา แล้วชี้ไปที่ Hormuz เขาบอก น้ำมันที่ผ่านตรงนี้ ประมาณ 80% ไปเอเชีย ก๊าซ ประมาณ 90% ไปเอเชีย เขาหันมาถามในห้องว่า “So who gets hit first?” ไม่มีใครตอบ แต่ทุกคนรู้คำตอบ เอเชีย แล้วเขาไม่หยุดแค่นั้น เขา zoom เข้าไปอีก ฟิลิปปินส์ นำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง มากกว่า 90% อินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน LNG เกือบสองในสาม ผ่าน Hormuz แล้วเขาพูดประโยคหนึ่ง “Poor countries don’t have time to adjust They just absorb the shock” ฉันนั่งฟังแล้ว นึกถึงไทยทันที ฉันเลยถามในห้องตรง ๆ “What about Southeast Asia?” เขาเปิดอีก slide แล้วพูดช้า ๆ “Some countries have about 3 weeks of oil onshore” แล้วเขาก็ไล่ชื่อ Philippines Vietnam Thailand ฉันหยุดจดเลย เพราะนี่ไม่ใช่ headline ที่คนไทยเห็นในข่าว ฉันขอแปลให้คุณเข้าใจแบบง่ายมากนะ ประเทศไทย มีน้ำมันสำรองจริง ประมาณ 38 วัน ถ้านับของที่กำลังขนส่ง ประมาณ 60 วัน ฟังดูโอเคใช่ไหม แต่ในห้องนั้นไม่มีใครพูดคำว่า “โอเค” เลยค่ะคุณ เขาพูดคำว่า “tight” เพราะโลกนี้ ไม่ได้พังเพราะของหมด มันพังเพราะ “ของเริ่มตึง” แล้ว discussion ในห้องเริ่มลึกขึ้น เขาบอกว่า คนส่วนใหญ่กำลังมองผิดจุด ทุกคนจ้องแต่น้ำมัน ว่าโอเค มันขึ้นไป 100 ดอลลาร์แล้ว แล้วไง แต่สิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ ไม่ใช่น้ำมัน มันคือ “สิ่งที่ติดอยู่หลังน้ำมัน” เขาอธิบายต่อ พอน้ำมันตึง ขนส่งตึง พอขนส่งตึง ทุกอย่างตึง อาหาร สินค้า logistics แล้วเขาพูดคำหนึ่งที่ฉันชอบมาก “This is a supply chain squeeze, not just an oil shock” ฉันหันมาคิดในหัวเลย ถ้าเป็นไทย มันแปลว่าอะไร มันแปลว่า นอกจากเห็นน้ำมันขึ้นแรง เพราะรัฐอุ้มไม่ไหวแล้ว และคุณจะเริ่มเห็น ค่าของแพงขึ้นทีละนิด แบบที่อธิบายไม่ค่อยถูก แล้วในห้องมีคนโยนประเด็นเรื่อง inflation ขึ้นมา เขาบอกว่า เอเชียกำลังจะเจอของจริง เพราะ ปุ๋ยประมาณหนึ่งในสามของโลก ต้องผ่าน Hormuz ถ้ามันติด ผลผลิตเกษตรจะโดน แล้วราคาข้าว ราคาขนมปัง จะเริ่มขยับ ฉันนั่งฟังแล้วรู้สึกเลยว่า นี่มันไม่ใช่เรื่อง macro แล้ว มันคือเรื่องโต๊ะกินข้าวของคนธรรมดา แล้วมีอีกคนเสริมขึ้นมา เรื่องที่คนไม่ค่อยพูด คือ “government balance sheet” เขาบอก หลายประเทศในเอเชีย ต้องอุ้มราคาน้ำมัน เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน แต่การอุ้ม แปลว่า รัฐต้องจ่าย อินโดนีเซียเสี่ยงหลุด fiscal cap อินเดียต้องลดภาษี เกาหลีต้องคุมราคา ปากีสถานไม่มีเงิน ก็ต้องปล่อยให้ราคาขึ้น ฉันนั่งฟังแล้วคิดเลยว่า ไทยอยู่ตรงกลาง รัฐตัดสินใจอุ้มได้ … แป้บนึงเท่านั้นแหละ คุณต้องรู้ว่า ไม่ได้อุ้มได้ตลอดหรอกนะ แล้วบทสนทนามันพีคตอนท้าย มี analyst คนหนึ่งพูดขึ้นมา แล้วทั้งห้องเงียบ เขาบอกว่า “The shock is not the dangerous part The slow bleed is” ฉันอยากแปลให้คุณฟังแบบตรง ๆ สิ่งที่น่ากลัว ไม่ใช่วันที่ข่าวออก แต่คือ สิ่งที่มันจะค่อย ๆ ไหลเข้ามาในชีวิตคุณ แบบที่คุณไม่รู้ตัว สำหรับคนไทย ฉันอยากให้คุณคิดแบบนี้ ตอนนี้ เราไม่ได้อยู่ในวิกฤต แต่เราอยู่ใน … ฉันจะเรียกว่าอะไรดีนะคุณ …… ………. “ช่วงก่อนวิกฤตจะรู้สึก” เออใช่ คำนี้แหละ ทีนี้คุณควรเริ่มสังเกต ค่าครองชีพ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร มันจะไม่ขึ้นทีเดียว แต่มันจะ “ขึ้นแบบเงียบ” ถ้าคุณทำธุรกิจ นี่คือช่วงที่ต้องระวัง margin เพราะต้นทุนจะขยับก่อนรายได้ ถ้าคุณลงทุน อย่ามองแค่ตลาดขึ้นลง ให้มองว่า พอร์ตคุณ ทน “พลังงานแพง” ได้แค่ไหน และที่สำคัญที่สุด อย่าคิดว่าเรื่องนี้ไกลตัว เพราะในห้องประชุมเมื่อคืน ไม่มีใครพูดถึงคำว่า “สงคราม” เยอะเท่าคำว่า “flow” “cost” “pressure” ฉันอยากทิ้งคุณไว้ด้วยประโยคเดียว ที่ฉันพูดใน call แล้วทุกคนพยักหน้า “สงครามนี้ไม่ได้กำลังเดินมาหาไทย แต่มันกำลังไหลเข้ามาในต้นทุนของเราแล้ว” คุณไม่ต้องกลัว แต่คุณต้อง “รู้ทัน” เพราะเกมนี้ คนที่เสียเปรียบที่สุด ไม่ใช่คนที่ไม่มีเงิน แต่คือคนที่ไม่รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น เตรียมตัวกันพร้อมรึยัง?
🧡ทีม🅰🆅🅴🅽🅶🅴🆁🆂🧡 tweet media
ไทย
30
3.3K
2.5K
266.6K
Js_C nag-retweet
Nn_sweetie⟭⟬⁷💜•ᴥ•🪽་༘࿐
@brighterdaybri1 ฝากตามดูซีรี่ย์น้องๆด้วยน๊า เชือกป่าน ด้ายแดง ฉันนี่แหละนายอาทิตย์ 7Project นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ(รับเชิญ)
ไทย
0
1
1
82
Js_C
Js_C@Js_Chss·
เริ่ด เริ่ด เริ่ด ทุกสเตปมันใช่เลยแหละ
pondphuwin@cullenjungdann

ถอด “Strategic Love Playbook" #MeAndTheeSeriesผลงานของ #ปอนด์ภูวินทร์ ที่เล่นห่างจากตัวเองมากที่สุด ไม่รีวิวองค์ประกอบอื่นเพราะคนทั้งโลกอวยไปเรียบร้อย โฟกัสการเดินเกมรักของมาเฟียที่นึกกันว่าดูช่างอ่อนหัดเรื่องรัก ที่ไม่ใช่แค่จีบแต่คือการวางหมากทีละ EP แบบมีเป้าหมาย+KPI ชัดเจน

ไทย
0
0
0
49
Js_C nag-retweet
Smurfs ✘
Smurfs ✘@5murfst·
อยากรู้อ่ะว่าคนที่ทำงาน ตปท. 30+ ปี เขากลับมาอยู่ไทยทำไมอะทั้งที่เงินเดือน ชีวิต สังคม มันดีกว่าไทยหลายๆด้าน
ไทย
121
992
2.3K
747.4K
Js_C nag-retweet
maypear 🦊
maypear 🦊@monomaypear·
มีใครเคยเปบี่ยนตัวเอง เปลี่ยนมายเซ็ตหลัง 30+ ไหม มีเคล็ดลับปะหรือมีแรงบันดาลใจอะไร ให้สามารถเลิกนิสัย ทัศนคติที่เคยมีมาได้
ไทย
58
1K
1K
1.2M
Js_C nag-retweet
JRT
JRT@JRTDesk·
คำถามที่ว่า 「ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน」.. ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่จุดเริ่มต้น.. ปัญหาอยู่ที่ว่า.. ในสาย finance.. การลงทุน.. การ trade.. quant.. ประสบการณ์สามารถสร้าง intuition ที่ผิดๆ ได้อย่างมาก.. ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างจากสายอาชีพอื่นๆ ส่วนใหญ่.. ในสายอื่น ยิ่งมีประสบการณ์ยิ่งเก่งขึ้น.. หมอที่ผ่าตัดมา 10,000 ครั้ง ดีกว่าหมอที่ผ่าตัดมาแค่ 100 ครั้ง แทบจะ guarantee ได้.. แต่ใน finance.. trader ที่ผ่าน 2008 มาได้ อาจสร้าง intuition ที่ optimize สำหรับ crisis แบบ 2008.. แล้วพอ regime เปลี่ยน.. intuition ที่ได้มาจากตอน 2008 นั่นเองที่จะฆ่า trader คนนั้น 😅.. ความมั่นใจที่สะสมมาจากประสบการณ์ กลายเป็นอาวุธทำร้ายตัวเองได้.. อย่างกรณีที่ผมเคยเจอ.. ช่วงนึงที่ options selling ทำผลงานได้ดีมากต่อเนื่องมาหลายปี.. ทุก spike ของ vol มันก็ revert กลับมา.. ทุก tail event มันก็ fade.. สมองก็เริ่ม internalize ว่า「นี่คือวิธีที่ตลาดทำงาน」จนถึงจุดที่มันกลายเป็น reflex.. ไม่ใช่ การตัดสินใจอีกต่อไป.. เพราะสิ่งที่สมองเราเรียกว่า intuition.. จริงๆ แล้วคือ pattern recognition ที่ fit กับ historical regime ที่ผ่านมา.. ไม่ใช่ความเข้าใจ mechanism จริงๆ ของตลาด.. พอ regime เปลี่ยน.. intuition กลายเป็นของเก่า.. แต่ความมั่นใจที่สร้างมันขึ้นมายังอยู่ครบ... นั่นเลยเป็นเหตุผลแรกที่ว่า.. การรู้ลึกในสายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ 「ผ่านเวลามาเยอะ」.. ความรู้ในสายนี้มีวันหมดอายุ ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เรียนรู้มาจะยังใช้ได้พรุ่งนี้.. ความรู้ใน finance มีอายุต่างกัน.. บางอย่างอยู่ได้เป็นทศวรรษ บางอย่างอาจจะหมดอายุภายในปีเดียว.. ความรู้เรื่องจิตวิทยาและ behavioral patterns.. ถือว่าอายุยาวมาก.. Fear กับ Greed ทำงานเหมือนกันในปี 1929 กับปี 2025.. Kahneman ศึกษาเรื่อง loss aversion มาหลายสิบปีแล้ว แต่ยังใช้ได้อยู่ในทุก market cycle.. ความรู้เรื่อง market microstructure อายุกลางๆ.. bid-ask spread, adverse selection, order flow toxicity.. concept ยังอยู่ แต่ mechanics เปลี่ยนตาม technology ตามกาลเวลา.. ความรู้เรื่อง specific alpha signal.. อายุสั้นมาก.. factor ที่ work ในปี 2010 อาจตายไปแล้วในปี 2020 เพราะ crowded หรือเพราะ market structure เปลี่ยน.. คนที่รู้ลึกจริงๆ รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ใน layer ไหน.. และไม่เอาความมั่นใจจาก layer ที่มีอายุยาว มาใช้กับ layer ที่มีอายุสั้น.. กับดักที่เห็นบ่อยมาก.. คนที่เข้าใจ behavioral finance ลึกมาก แล้วคิดว่าตัวเองเข้าใจตลาดลึก.. ทั้งที่จริงๆ แล้วมันคือคนละ layer กันเลย.. รู้ว่า fear กับ greed ทำงานยังไง ไม่ได้แปลว่ารู้ว่าตลาดจะเดินไปทางไหนพรุ่งนี้.. และปัญหาคือ.. ตลาดไม่ได้บอกเราตรงๆ ว่าเราอยู่ layer ไหน.. อย่างหมากรุก.. เดินผิด รู้ทันที.. feedback loop ชัด.. ในการผ่าตัด.. ผ่าตัดพลาด ก็รู้ได้ค่อนข้างเร็ว.. แต่ใน trading และการลงทุน.. มันต่างกัน.. ตัดสินใจผิด.. แต่กำไร.. เพราะโชคช่วย.. ตัดสินใจถูก.. แต่ขาดทุน.. เพราะ noise ในตลาดช่วง short term.. ถ้าเรียนรู้จาก P&L อย่างเดียว.. เราจะเรียนรู้สิ่งผิด.. สมองจะ reinforce behavior ที่ทำกำไร แม้ว่าพฤติกรรมนั้นจะ random ล้วนๆ.. และสมองจะต่อต้านพฤติกรรมที่ถูกต้องแต่แค่โชคไม่เข้าข้างในช่วงนั้น.. ผมได้เริ่มตระหนักเรื่องนี้จริงๆ ตอนสมัยก่อนที่กลับมา review trade journal เก่าๆ แล้วพบว่า.. trade ที่ขาดทุนหนักที่สุดบางอัน reasoning มันแม่นมาก.. เพียงแต่ timing ผิด หรือมีปัจจัยภายนอกที่คาดไม่ได้เข้ามา.. และ trade ที่กำไรดีที่สุดบางอัน ตอนเขียน reasoning ไว้ตอนนั้น.. อ่านกลับไปแล้ว migraine แดก... เพราะมันผิดมากๆ แต่ตลาดดันเดินตามทิศทางที่เราเดาไว้ด้วยเหตุผลที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง.. ถ้าไม่มี trading journal ที่จดเหตุผลที่คิดไว้ก่อนเข้า position.. เราจะไม่มีทางรู้เรื่องนี้เลย.. เพราะสมองมนุษย์มันเก่งมากในการสร้าง narrative ย้อนหลังให้ทุกอย่างดูสมเหตุสมผลเสมอ.. Kahneman เรียกว่า 「hindsight bias」.. แต่ในสาย finance มันไม่ใช่แค่ cognitive bias.. มันคือกลไกที่ค่อยๆ ทำลาย calibration ของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว.. วิธีแก้คือเราต้องสร้าง feedback loop ชั้นที่สอง.. แทนที่จะเรียนรู้จากผลลัพธ์ ต้องเรียนรู้จากความถูกต้องของเหตุผลที่คิดไว้.. ไม่ใช่จาก P&L อย่างเดียว บันทึกเหตุผลที่คิดไว้ก่อนเข้า position.. บันทึกว่าคาดหวัง scenario ไหน.. คิดว่า outcome จะออกมาเป็นยังไง.. แล้วกลับมาวัดว่าเหตุผลที่คิดไว้ถูกหรือผิด แยกออกจากว่าได้กำไรหรือขาดทุน.. ทำแบบนี้สม่ำเสมออย่างน้อย 2-3 ปี.. ภาพจะชัดขึ้นมาก.. แต่ feedback loop จาก trade journal อย่างเดียวยังไม่พอ.. เพราะสิ่งที่เราบันทึกไว้ มันจะดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสิ่งที่เราอ่านมาตั้งแต่แรก.. . . อ่าน paper ต้นฉบับ.. อ่าน Fed minutes ตัวจริง.. อ่าน earnings call transcript ตัวจริง.. ไม่ใช่ความเข้าใจของคนอื่น ทุก secondary source มีคนเขียนที่ผ่านตะแกรงของตัวเองมาแล้ว.. เขาตัดสินว่าอะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ อะไรอธิบายยากเกินก็ตัดออก.. พอถึงมือเรา.. เราได้รับความเข้าใจของคนอื่นเค้า ไม่ใช่ความเข้าใจของเราเอง.. Almgren-Chriss paper ปี 2000 เรื่อง optimal execution.. ถ้าอ่านแค่บทสรุปก็รู้แค่ 「square root law」.. แต่ถ้าอ่านต้นฉบับจะเห็นว่า model นี้ assume ว่า price impact เป็น linear ใน instantaneous trade rate.. assumption นั้นพังในตลาดที่ thin หรือใน crisis.. คนที่อ่านแค่บทสรุปจะ apply square root law ผิดที่โดยไม่รู้ตัว.. นานมากแล้วเคยมีช่วงนึงที่ผมอ่าน Fed minutes จริงๆ เป็นครั้งแรกหลังจากที่อ่านแต่ analysis ของคนอื่นมานาน.. สิ่งที่ตกใจมากที่สุดไม่ใช่แค่ว่ามี information ใหม่ที่ไม่เคยรู้.. แต่คือ tone และความไม่แน่ใจที่ Fed เองมีอยู่ในนั้น.. ในขณะที่ analysis ทุกชิ้นที่อ่านมาก่อนหน้า มันตัดส่วนนั้นออกไปหมด.. นำเสนอ Fed เป็น entity ที่ตัดสินใจอย่างมีตรรกะชัดเจน.. ทั้งที่จริงๆ แล้ว minutes อ่านแล้วเห็นชัดว่าพวก Fed ก็กำลัง figure out เรื่องต่างๆ อยู่เหมือนกัน.. play by the ear.. ไม่ต่างจากเราๆ กันเท่าไหร่😅 ก็เลยเปลี่ยน mental model ผมเรื่อง market pricing ของ Fed policy ไปอย่างถาวร.. ‼️และสิ่งที่ต้องถามตอนอ่านทุกชิ้น.. 「ข้อสมมติฐานอะไรที่ทำให้ข้อสรุปนี้ถูก」.. 「ถ้า assumption นั้นผิด.. ข้อสรุปพังยังไง」.. 「sample period นี้ครอบคลุม regime ไหนบ้าง และไม่ครอบคลุม regime ไหน」.. Campbell Harvey ประมาณไว้ว่า factor research ส่วนใหญ่ที่ตีพิมพ์มาน่าจะเป็น false discoveries.. เพราะ t-stat threshold 2.0 ต่ำเกินไปสำหรับ multiple testing ในปริมาณงานวิจัยที่มีอยู่.. ต้องใช้ 3.0 ขึ้นไป.. นั่นหมายความว่าถ้าอ่านงานวิจัย finance โดยไม่มี critical reading.. เราอาจกำลัง internalize สิ่งที่ผิดอยู่โดยไม่รู้ตัว.. . . เราเลยควรทำ research เอง.. แม้เล็กน้อยก็ตาม ความแตกต่างระหว่างคนที่ 「รู้เรื่อง」 กับคนที่ 「รู้จริง」 คือการที่เคยลงมือทดสอบด้วยตัวเองหรือยัง.. ลอง replicate ผลลัพธ์ของ paper ที่อ่านมา.. ถ้า replicate ไม่ได้ แสดงว่าไม่ได้เข้าใจจริง.. ระหว่างนั้นจะเจอ assumption ที่ paper ไม่ได้บอกไว้ตรงๆ แต่ตัดสินผลลัพธ์ทั้งหมด.. ลองสร้าง backtester เองสักครั้ง แทนที่จะใช้ library สำเร็จรูป.. ระหว่างนั้นจะเจอว่า look-ahead bias แฝงตัวอยู่ตรงไหน.. survivorship bias เข้ามาได้ยังไง.. และ transaction cost ที่ไม่ได้นับทำให้ backtest ดูดีเกินจริงแค่ไหน.. ไม่มีหนังสือเล่มไหนสอนสิ่งนี้ได้ดีเท่าการเจอด้วยตัวเอง.. . . ยิ่งรู้ลึก ยิ่งเห็น risk มากขึ้น เห็น scenario มากขึ้น เห็น edge case มากขึ้น.. ซึ่งดี.. แต่ถ้าไม่ระวัง มันจะกลายเป็น analysis paralysis.. และคนที่รู้น้อยกว่า กลับ execute ได้เร็วกว่าและ confident กว่า ผมเจอจุดนี้ตอนที่เริ่มศึกษา dynamic hedging จริงๆ จังๆ.. ก่อนหน้านั้น.. การตัดสินใจ hedge ง่ายกว่า.. เพราะไม่เห็น complexity ทั้งหมด.. พอเข้าใจ Greeks ลึกขึ้น เข้าใจ vol surface เข้าใจ path dependency.. มีช่วงที่ทุกครั้งที่จะ execute อะไร สมองมันยก edge case ขึ้นมาเต็มไปหมด.. จนทำอะไรช้าลงอย่างเห็นได้ชัด.. สิ่งที่ช่วยได้คือแยก analysis time ออกจาก execution time ให้ชัด.. ตอนวิเคราะห์ให้คิดเต็มที่ไม่มีขีดจำกัด.. แต่พอถึงเวลา execute ให้เชื่อในกรอบที่วางไว้แล้ว และลงมือเลย.. จนสุดท้ายก็เลยก้าวไปอีกขั้น.. ทำระบบ automated ขึ้นมาแม่งเลย.. เอา quant เข้ามาช่วยตัด emotion ออกจาก execution โดยสิ้นเชิง.. เพราะถ้ากรอบที่วิเคราะห์ไว้มันถูก.. ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะให้สมองมานั่งลังเลตอน execute อีก.. Dunning-Kruger ที่คนพูดถึงบ่อยคือ.. มือใหม่มั่นใจมาก พอรู้มากขึ้นกลับยิ่งสงสัยตัวเอง.. แต่ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือขั้นที่ 3 ที่เกิดหลังจากผ่านจุดนั้นมาแล้ว.. คนที่อยู่ตรงนั้นมี calibrated confidence.. รู้ชัดว่าตัวเองรู้อะไร ไม่รู้อะไร และมั่นใจในระดับที่ตรงกับความเป็นจริง.. meta-skill นี้สำคัญมากและใช้เวลานานที่สุดในการพัฒนา.. มันคือความสามารถในการรู้ว่า 「ตอนนี้ควรใช้ analysis ระดับไหน」.. บางครั้ง simple heuristic ดีกว่า complex model.. บางครั้งต้องใช้ full framework.. รู้ว่าเมื่อไหร่ควรทำอะไรนั้นสำคัญกว่าการรู้ทั้งสองอย่าง.. การสอนคนอื่นก็เป็น test ที่โหดมาก (อย่างน้อยก็สำหรับผม) ตอนที่ไป lecture เรื่อง dynamic hedging.. เตรียม material มาดีมาก.. ทุก formula ถูก.. ทุก concept ครบ.. แล้วมีนักเรียนคนหนึ่งถามว่า.. 「If delta is just a first derivative, why don't we hedge once and be done with it?」 คำถามง่ายมาก.. แต่ผมหยุดไป 2~3 วินาที.. ไม่ใช่เพราะไม่รู้คำตอบ.. แต่เพราะตระหนักว่าคำตอบที่อยู่ในหัวมันเป็น mathematical ล้วนๆ.. และนักเรียนเค้าต้องการ intuition ไม่ใช่สูตร.. ตอนนั้นถึงได้รู้ว่า.. เออ.. มีช่องว่างอยู่ระหว่างสิ่งที่เราเข้าใจใน mathematical formulation กับสิ่งที่เราสามารถถ่ายทอด intuition ให้คนอื่นเห็นภาพได้.. และช่องว่างนั้นคือส่วนที่เรายังเข้าใจไม่จริง.. Feynman บอกว่า.. ถ้าอธิบายสิ่งที่เรียนรู้มาให้คนที่ไม่มีพื้นฐานเข้าใจได้ไม่ได้.. แปลว่าตัวเองก็ไม่ได้เข้าใจจริงๆ.. มีแค่ illusion of understanding.. หลังจากนั้นผมเพิ่มกฎส่วนตัวว่า.. ถ้าอธิบาย concept ไหนให้คนนอกสายเข้าใจไม่ได้.. ต้องกลับไปอ่านใหม่.. เพราะความเข้าใจจริงๆ มันต้องถ่ายทอดได้ ไม่ใช่แค่ compute ได้.. ⚠️และอีกเคล็ดลับนึงที่ผมใช้เพื่อช่วยให้รู้ลึก... คือ.. ผมไม่ยอมรู้เรื่องน้อยกว่า (อย่างมีนัยสำคัญ) พวกคนอื่นๆ ใน firm.. ซึ่งผมว่าแรงผลักดันที่คนอื่นๆ อาจจะประเมินต่ำ คือมันมีความต่างสำคัญระหว่าง.. 「ไม่ยอมรู้น้อยกว่า เพราะกลัวหน้าแตก」 กับ 「ไม่ยอมรู้น้อยกว่า เพราะต้องการตัดสินใจได้ดีกว่า」.. แบบแรกทำให้เรียนรู้เพื่อ defend ตัวเอง.. เลือกเรียนสิ่งที่ confirm ความเชื่อเดิม.. แบบที่สองทำให้เรียนเพื่อ update ตัวเอง.. เปิดรับสิ่งที่ challenge ความเชื่อเดิม.. ความต่างของสองแบบนี้ยิ่ง compound มากขึ้นเรื่อยๆ ในสาย finance.. เพราะตลาดลงโทษ confirmation bias ด้วยเงิน.. ไม่ใช่แค่เรื่องความเสียหน้า.. Tetlock พบว่า superforecasters ที่ทำนายได้แม่นที่สุดมีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งคือ.. รู้สึกดีเมื่อต้องยอมรับว่าเดิมคิดผิด.. แทนที่จะรู้สึกเสียหน้า.. ในสาย finance ผมว่านี่คือทักษะที่มีมูลค่าทางการเงินตรงๆ.. สรุป.. อย่าถามว่าจะเริ่มตรงไหน.. ถามว่าจะฝึกยังไงให้ feedback loop มันทำงานได้จริง.. เข้าใจว่าประสบการณ์อาจสร้าง intuition ที่ผิดได้.. ดังนั้นต้องสร้าง feedback loop จาก quality ของ reasoning ไม่ใช่จาก P&L อย่างเดียว.. รู้ว่าความรู้แต่ละชั้น แต่ละ layer มีวันหมดอายุไม่เท่ากัน.. และไม่เอา confidence จาก layer ที่มั่นคงอายุนานไปใช้กับ layer ที่เปลี่ยนเร็ว.. อ่านต้นฉบับ อ่านแบบ critical.. ตั้งคำถามกับ assumption ของทุกชิ้น.. ลงมือทำ research เอง replicate paper สร้าง tool เอง.. เพราะกระบวนการสอนเราในสิ่งที่หนังสือสอนไม่ได้.. พัฒนา calibrated confidence.. ไม่ใช่ความมั่นใจสูงแบบมือใหม่ และไม่ใช่ความลังเลแบบคนที่รู้มากเกินจนทำอะไรไม่ได้.. พยายามสอนคนอื่น.. เพราะช่องว่างระหว่าง 「compute ได้」 กับ 「ถ่ายทอดได้」 คือส่วนที่เรายังไม่เข้าใจจริงๆ.. และยอมรับว่าระยะเวลาวัดเป็นปี.. ไม่มีทางลัด.. . . P.S. กับดักที่น่ากลัวที่สุดในสายนี้ไม่ใช่การรู้น้อยเกินไป.. แต่คือการรู้แบบผิดๆ อย่างมั่นใจ.. ตลาดไม่ได้ลงโทษความไม่รู้.. ตลาดลงโทษความมั่นใจที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง.. และความมั่นใจแบบนั้น มักสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์จริงๆ ที่สะสมมานานหลายปี.. ไม่ใช่จากความโง่.. นั่นแหละเลยทำให้มันอันตรายที่สุด..
JRT tweet media
ไทย
7
679
1K
124.9K