Leonidas
4.7K posts


มหาเศรษฐี 0.001% ของโลก ใช้แบรนด์อะไร? เปิดลิสต์ Ultra Quiet Luxury
RETAILBOSS สื่อด้านลักชัวรีเปิดเผยรายงานจัดอันดับ 10 แบรนด์หรู ระดับ "Ultra Quiet Luxury" ที่กลุ่มอภิมหาเศรษฐีระดับโลก (Super Wealthy) เลือกใช้ โดยเน้นย้ำเทรนด์ "Stealth Wealth" หรือความหรูเรียบแบบไม่ต้องประกาศ ซึ่งให้คุณค่ากับคุณภาพวัสดุและความประณีตสูงสุด มากกว่าการติดโลโก้แบรนด์แบบตะโกน
สำหรับเกณฑ์การจัดอันดับครั้งนี้ ทางผู้จัดได้ทำการคัดกรองแบรนด์หรูที่เป็น Mass Market ออกทั้งหมด และพิจารณาจากดัชนีชี้วัด 4 ประการ ได้แก่
▪️ ระดับราคา (40%)
▪️ ความหายาก-เอ็กซ์คลูซีฟ (30%)
▪️ ประวัติศาสตร์และงานหัตถศิลป์ (20%)
▪️ ความบริสุทธิ์ทางสุนทรียศาสตร์ (Aesthetic Purity) (10%)
เพื่อค้นหาแบรนด์ลักชัวรีผ่าน "สัมผัส" ไม่ใช่ "สัญลักษณ์" หรือโลโก้ที่มองเห็นได้แต่ไกล
📌 สรุป 10 อันดับแบรนด์ Ultra Quiet Luxury ประจำปี 2026
1. Loro Piana (อิตาลี) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1924
Loro Piana คือผู้นำที่ไร้ข้อกังขาในโลกของ Quiet Luxury แบรนด์นี้ทำหน้าที่เป็นผู้กุมความลับและวัตถุดิบเส้นใยที่หายากที่สุดในโลก โดยเฉพาะเส้นใยจากขน "วิคูนา" สัตว์ในวงศ์เดียวกับอูฐ หน้าตาละม้ายอัลปาก้า (หรือ "วิควนญา" (Vicuña) ชื่อออกเสียงแบบถิ่นกำเนิดที่เปรู) รู้จักกันในนาม "เส้นใยแห่งพระเจ้า" รวมถึงอีกหนึ่งไลน์สินค้าที่ขึ้นชื่อก็คือ เบบี้แคชเมียร์
2. Kiton (อิตาลี) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1968
จะมีใครให้มากกว่านี้ไหม? สำหรับสูท “K50” ของแบรนด์ Kiton จากประเทศอิตาลี ที่สนนราคาไปไกลได้ถึง 1 แสนดอลลาร์ หรือ 3.5 ล้านบาท
สูท K50 ของ Kiton ถูกยกให้เป็นจุดสูงสุดของการตัดเย็บแบบเนเปิลส์ (Neapolitan tailoring) เป็นโอต์กูตูร์สำหรับสุภาพบุรุษ ด้วยความพิเศษของสูทสั่งตัดรุ่นในตำนานอย่าง K50 ซึ่งต้องใช้เวลาเย็บด้วยมือถึง 50 ชั่วโมง โดยช่างระดับปรมาจารย์ และผลิตสินค้าออกมาในจำนวนจำกัดมาก เน้นคุณภาพและความพอดีแบบสั่งตัดเฉพาะบุคคล (Bespoke) ทำให้ได้คะแนนเต็มในหมวดความหายาก (Rarity) ไปแบบไร้ข้อกังขา
3. Delvaux (เบลเยียม) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1829
ลำดับสามของแบรนด์ Ultra Quiet Luxury ได้แก่ Delvaux ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องหนังชั้นสูงที่เก่าแก่ที่สุดในโลก (เกิดก่อนแบรนด์ดังอย่าง Hermès เสียอีก) ประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้เป็นจุดดึงดูดสำคัญสำหรับมหาเศรษฐีที่มองว่า Delvaux เป็นทางเลือก "ลับ" (Secret alternative) แทนแบรนด์กระแสหลัก โดยมีกระเป๋ารุ่นไอคอนิกอย่าง The Brillant ที่เปรียบเสมือนงานสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาอย่างเนี้ยบไร้ที่ติ ขณะที่ไร้โลโก้ปรากฏให้เห็นจากภายนอกเลย จะมีเพียงคนที่รู้เท่านั้นที่จะรู้ สมกับวลีที่พูดกันว่า "If you know, you know" (IYKYK) นั่นเอง
4. Moynat (ฝรั่งเศส) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1849
5. John Lobb (อังกฤษ/ฝรั่งเศส) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1866
6. Stefano Ricci (อิตาลี) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1972
7. Charvet (ฝรั่งเศส) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1838
8. Cesare Attolini (อิตาลี) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1930
9. Brunello Cucinelli (อิตาลี) ก่อตั้งปี ค.ศ.1978
10. The Row (สหรัฐอเมริกา) ก่อตั้งปี ค.ศ.2006
อ่านต่อ: bangkokbiznews.com/lifestyle/beau…
เผยแพร่ครั้งแรก วันที่ 22 ก.พ.2569
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจWealth #กรุงเทพธุรกิจLifestyle

ไทย

@mir_NEWS_TH @reno____o 😁😁
ไม่รู้ร้านลูกชิ้นปลานายใบ้ยังขายอยู่มั้ย
สมัยก่อนผมเคยแวะไปซื้อบ่อยๆ
พอย้ายมาอยู่นนท์ฯ ไม่ได้แวะไปเลย
ไทย

@extream1374124 @reno____o จริงครับ ห่างกันไม่เท่าไหร่เอง
เส้นเกทเวย์นี่เหมือนถนนวิ่งผ่าน ไม่ค่อยมีคนแวะ
ก่อนมีรถไฟฟ้าถนนก็แคบอยู่แล้ว
พอมีรถไฟฟ้า ถนนยิ่งแคบเข้าไปอีก
ไม่จำเป็น ผมเองไม่อยากขับผ่านเส้นนี้เลย
ไทย

@TifFaNy_9member สัมฯแบบไม่ได้เป็นทางการ ก็ยังมีคนประสาทแดกกัน
ถ้าเชิญน้องไปรายการแฉ แล้วน้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับ
กลางรายการค่อยด่าเค้าเนอะ บางคนก็เยอะเกิ๊น
ไทย

เด็กปั้นใหม่ของพี่ฉอด
- มดดำไปเจอกลุ่มเด็กปั้นใหม่พี่ฉอดเข้าพอดี
- ก็เลยเข้าไปทักทายตามปกติ
- แต่ในคลิป
- มีน้องคนนึงได้รับโทรศัพย์ คุยโทรศัพท์อยู่พอดี
- ชาวเน็ตเห็นก็ไม่พอใจ รีบเข้าไปคอมเม้นท์สอนมารยาทันที
“อยู่ต่อหน้าสื่อ มีธุระแค่ไหนก็ไม่ควรคุยโทรศัพท์"
"ไม่มีมารยาท"
"ไม่แยกไปคุยให้เสร็จก่อน จะเข้าวงการมือไม้ไม่อ่อนกับผู้ใหญ่“
"น้องที่คุยละไม่วางเดี๋ยวก็ต้องเรียนเรื่องสิ่งไหนต้องทำเวลาอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ โอกาสมาถึงแล้วนะหนูเอาใหม่นะคับ"
"น้องที่เดินมาสวัสดีทีหลัง เข้ามาแบบน่ารักๆ เลือกจะเข้าวงการโอกาสสำคัญมาก จะไปโผล่ในช่องใครก็พร้อมไว้ก่อน ส่วนคนที่คุยโทรศัพท์ตรงกลางหน้าตาดีมาก แอบคิดว่าน้องเขิลวางตัวไม่ถูก ปรับอีกนิดนะลูกไปได้ไกลแน่นอน"
- น้องมาเห็นคอมเม้นต์ทำให้น้องเครียดมากที่จู่ๆก็โดนดราม่า
- น้องเลยทักแชทไปหามดดำและเอาดอกไม้มาขอโทษมดดำ
- น้องได้อธิบายว่าจังหวะนั้นแม่โทรมาพอดีเลยรับสาย
- มดดำบอกว่าไม่ได้คิดอะไร ทุกคนเข้าใจไม่อยากให้น้องเครียด
ไทย
Leonidas ری ٹویٹ کیا

วันนี้ อยากชวนคุยเรื่องนี้ครับทุกคน
ที่ผ่านมา เราได้ยินเสียงเตือนเหล่านี้บ่อยมาก
"อเมริกาจะล่มเพราะหนี้!"
"USD จะหมดความเป็นสกุลเงินสำรอง!"
"ทองคำและ Bitcoin คืออนาคต เพราะ Fiat กำลังตาย"
มองอีกด้านนะ ถ้าหนี้รัฐบาลแย่ขนาดนั้นจริง ทำไมญี่ปุ่นที่หนี้ 260% ของ GDP (และไม่มีสถานะ Reserve Currency เลยด้วยซ้ำ) ถึงยังอยู่รอดมาตั้ง 30 ปี?
ตกลงเรื่องนี้ เราควรมองยังไง ไปดูกันจ้า
---------------------------------
หนี้รัฐบาล ≠ หนี้ครัวเรือน
นักเศรษฐศาสตร์ Wynne Godley เคยนำเสนอแนวคิดที่เรียกว่า "Sectoral Balances Identity" เป็นกฎทางบัญชี (ไม่ใช่ทฤษฎีนะครับ)
หลักการง่ายๆ คือ ในระบบเศรษฐกิจแบบปิด การขาดดุลของภาคหนึ่ง = การเกินดุลของอีกภาค
แปลว่า ทุกๆ ดอลลาร์ที่รัฐบาลใช้เกินภาษี จะวิ่งไปอยู่ใน Balance Sheet ของใครซักคน ซึ่งก็คือ ภาคเอกชน (ครัวเรือน + บริษัท) หรือต่างประเทศ
ตัวอย่างเช่น
ปีงบประมาณ 2024 รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุล $1.8 ล้านล้าน
เงินก้อนนี้ (หักส่วนที่ไหลออกต่างประเทศ) สุดท้าย ก็กลายเป็น ทรัพย์สินทางการเงินสุทธิ ของครัวเรือน ของบริษัท และของกองทุนบำนาญอเมริกา
ถ้ายกเลิกหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งหมดในวันพรุ่งนี้ มันอาจจะแปลว่า มูลค่าทรัพย์สินทางการเงินกว่า $28 ล้านล้าน ที่ถือโดยกองทุนบำนาญ ผู้ออม ธนาคาร และ Fed จะหายวับไปทันที
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง นั่นแหละคือ วิกฤตการเงินครับ
---------------------------------
หนี้ vs ทรัพย์สิน
ยกตัวอย่างนะ สมมติ ผมได้เงินเดือน $100,000 มีบ้านมูลค่า $360,000 + กู้ Mortgage $300,000
ถ้าใช้ตรรกะหนี้ท่วม คนจะคิดแบบนี้ว่า "หนี้สูงถึง 3 เท่าของรายได้! ล้มละลายแน่!"
แต่ธนาคารไหนในโลกก็จะบอกว่า เขาไม่ได้ล้มละลายเลย เพราะหนี้มีทรัพย์สิน (คือบ้าน) + รายได้ที่มั่นคงค้ำอยู่
หนี้สหรัฐฯ ก็เหมือนกันครับ สามารถคิดในมุมนี้ได้
ตัวเลขทางการ FY 2024:
ทรัพย์สินตามบัญชี: $5.7 ล้านล้าน
หนี้สินรวม: $45.5 ล้านล้าน
"Net Position" ติดลบ
แต่บัญชีนี้ ไม่รวม "Stewardship Assets" ที่เรียกว่า Off-Balance-Sheet เลย
ที่ดิน 640 ล้านเอเคอร์ ของรัฐบาลกลาง (ประเมินมูลค่า $1.8-$5 ล้านล้าน)
สิทธิแร่ธาตุและคลื่นความถี่ทั่วประเทศ
โครงสร้างพื้นฐาน + อุทยานแห่งชาติ + ฐานทัพทั่วโลก
อำนาจการเก็บภาษีจากเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก (สำคัญที่สุด)
รัฐบาลสหรัฐฯ เก็บภาษีได้ปีละ $5 ล้านล้าน (คิดเป็น 17% ของ GDP ที่ $30 ล้านล้าน) นี่คือ Cash Flow ที่เยอะที่สุดในโลก
อัตราส่วนหนี้/รายได้ของสหรัฐฯ คือ $37.6T / $5.1T ประมาณ 7.4 เท่า
ฟังดูแย่? เทียบกับคนเงินเดือน $100K ถือ Mortgage $300K (3 เท่า) ก็แย่กว่า
แต่อย่าลืมว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มี "ที่ดิน 640 ล้านเอเคอร์ + Pentagon + Hollywood + Wall Street + Silicon Valley" ค้ำอยู่ด้วย
---------------------------------
แต่กรุงโรมก็เคยสูญสลายเพราะหนี้สินล้นพ้นตัวไม่ใช่หรอ?
ยุคนั้น อาณาจักรโรมใช้เหรียญเงินจริง (Denarius → Antoninianus)
ยุค Gallienus (253–268 AD) เหรียญถูกลดเนื้อเงินจาก 50% เหลือ ต่ำสุด 2.5% ในเวลา 2 รุ่นเท่านั้นครับ เพราะทนต้นทุนผลิตไม่ไหว
แต่นี่คือการ "Debasement" ของจริง ผูกกับโลหะ ทำได้แค่ลดเนื้อแร่
ไม่มีทาง "พิมพ์เงิน" ใหม่ เพราะข้อจำกัดทางวัตถุที่หายากในสมัยนั้น
แต่สหรัฐฯในวันนี้
หนี้ทุกบาททุกสตางค์อยู่ใน USD ที่ Fed สร้างได้ไม่จำกัด
ไม่มีหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศแม้แต่ดอลลาร์เดียว
Mechanism ที่ทำลายกรุงโรม ไม่มีอยู่ในระบบสหรัฐฯ เลย
ดังนั้น ความเสี่ยงของสหรัฐฯ ไม่ใช่ Default (ผิดนัดชำระหนี้) แต่เป็น Inflation หรือเงินเฟ้อครับ
และ 2 ปัญหานี้ต้องการ "ยา" ที่คนละแบบกันเลย ดังนั้น อย่าเปรียบเทียบสหรัฐฯ กับกรุงโรมในอดีตกันแบบตรงๆครับ
---------------------------------
แต่ก็ไม่ใช่ว่าหนี้ไม่มีต้นทุนนะครับ เพราะมันมีต้นทุนจริงๆ
ต้นทุนจริงของสหรัฐฯที่ต้องระวังก็คือ
ดอกเบี้ยจ่ายสุทธิ FY 2025 = $1.2 ล้านล้าน (~4% ของ GDP)
กลายเป็นรายจ่ายอันดับ 2 ของรัฐบาลกลาง รองจาก Social Security และสูงกว่างบกลาโหมแล้วไปแล้ว
และมีงานวิจัยจาก Jones & De Rugy พบว่า "การใช้จ่ายของรัฐที่มากเกินไป มี Multiplier ติดลบ" - หมายถึง ยิ่งรัฐใช้เยอะ ภาคเอกชนยิ่งหดตัว
ความเสี่ยงจริง ก็คือ Disinflation/Stagflation มากกว่า Default ครับ
สรุปคือ หนี้เยอะๆ มันจะดูดเงินเราไปจ่ายดอกเบี้ยหมด แทนที่จะลงทุนใน Productive Asset
ผลที่ตามมาคือ เศรษฐกิจค่อยๆ ฝืดในระยะยาว
---------------------------------
พอมองในมุมนี้ ผมตีความยังไงกับค่าเงินดอลล่าร์ในปัจจุบัน?
1. อย่าเทขาย USD เพราะกลัว "อเมริกาล่ม" ครับ
USD ยังเป็น Reserve Currency อันดับ 1 และ Mechanism ที่ทำลาย กรุงโรม ไม่มีอยู่ในสหรัฐฯ การถือ USD ผ่านพันธบัตร/หุ้นยังเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี
2. ทอง + Bitcoin คือ Hedge ไม่ใช่ Replacement ของ USD
ถือไว้บางส่วนเป็นประกัน Inflation ก็ดี แต่อย่าทุ่มหมดหน้าตักเพราะเชื่อว่า Fiat จะตาย เพราะตามที่ผมเขียนข้างบน Fiat USD ไม่ได้กำลังตายแบบที่เล่ากัน
3. ระวังหุ้นสหรัฐฯ ที่พึ่ง Government Spending สูง
ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ ตัดงบจริง (เพื่อแก้ปัญหาดอกเบี้ยจ่าย $1.2T) — Defense Contractor, Healthcare ที่พึ่ง Medicare, บริษัทรับจ้างรัฐ จะกระทบหนัก
4. ติดตาม Inflation มากกว่า Debt-to-GDP
ถ้า CPI สหรัฐฯ พุ่งเกิน 4-5% ต่อเนื่อง → เฟดไม่มีทางเลือกนอกจากขึ้นดอกเบี้ย → รัฐต้องดอกเบี้ยจ่ายเพิ่ม ... นั่นคือสัญญาณว่าระบบเริ่มสะดุดจริง
แต่ถ้า CPI ยังอยู่ 2-3% หนี้ที่สูงขึ้นยังจัดการได้ครับ
---------------------------------
โลกการลงทุนมีการเล่าเรื่องที่ดราม่ามากเกินไปครับ
"อเมริกาจะล่มสลาย" เป็นเรื่องเล่าที่ขายดีมากบน Social Media (และผมเองก็เคยหลงเชื่อไปด้วย)
แต่พอเจาะตัวเลขจริงๆ แล้ว เราต้องระวังการตัดสินใจลงทุนบนเรื่องเล่าที่ฟังง่ายแต่ผิดในรายละเอียด
ผมไม่ได้บอกว่า "หนี้สหรัฐฯ ไม่มีปัญหา" นะ ปัญหามีจริง (ดอกเบี้ยจ่ายปีละ $1.2T เป็นเรื่องใหญ่) แต่ปัญหาจริงคือ Inflation และการใช้จ่ายของรัฐบาลที่มากเกินจนไปเบียดเบียนภาคเอกชน
ส่วนตัวผมว่า ใน 5-10 ปีข้างหน้า สหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับการเลือกที่ยากมากๆ
1. ตัดงบ Social Security/Medicare (ผู้สูงอายุซวย + พรรคที่ทำเรื่องนี้ เลือกตั้งแพ้แน่นอน)
2. ปล่อยให้เงินเฟ้อกัดกินค่าเงินช้าๆ (คนออมเงินเแยๆคือซวย + เคนถือ Bond ก็ขาดทุน เพราะดอกเบี้ยขึ้นเอาๆ)
ทั้ง 2 ทางเจ็บคนละแบบ และนั่นแหละคือเรื่องที่นักลงทุนต้องดูกันต่อครับ
Mr.Messenger รายงาน

ไทย

@Dekchaikumkom เอาแบบที่คุณสะดวกใจ ถ้ามีเหลือและอยากให้ก็ให้
ถ้ามีเหลือแต่อยากเก็บไว้ทดแทนคุณลุงกับป้าที่เลี้ยงคุณมา
ก็ไม่ผิดอะไร สำหรับผม ความกตัญญู
มันเหมือนดอกผลจากต้นไม้
30 ปีไม่เคยลงมือปลูก แล้วจะมาคาดหวังอะไร
ไทย
Leonidas ری ٹویٹ کیا

A teenage prodigy in quantum physics is aiming to tackle one of science’s biggest challenges: human aging.
Laurent Simons earned his PhD in quantum physics from the University of Antwerp at just 15. Rather than slowing down, he has already begun a second doctorate, this time focusing on medical science and artificial intelligence.
His long-term ambition is to better understand aging and disease, with the hope of helping extend healthy human lifespan. He has described death as a complex “puzzle,” made up of many interconnected pieces across biology, physics, and engineering. His strategy is to study these layers together, using AI to analyze biological systems and identify patterns that would be difficult to detect otherwise.
Simons’ academic journey has been unusually fast. He completed high school by age 8, finished a bachelor’s degree at 12, and went on to earn both a master’s and PhD in quantum physics years ahead of typical timelines. His doctoral work explored advanced topics like Bose–Einstein condensates, where atoms behave as a single quantum system at extremely low temperatures.
Although highly theoretical, this research underpins technologies such as quantum computing and precision measurement. Now, his focus is shifting toward biology and medicine.
In AI-driven healthcare, researchers are already using machine learning to improve early disease detection, model protein structures, and accelerate drug development. In the field of aging, scientists are investigating ways to reduce cellular damage, eliminate dysfunctional cells, and better understand how the body changes over time.
However, experts stress that “solving aging” is extraordinarily complex. While lifespan extension has been achieved in simple organisms, applying those findings to humans remains a major scientific hurdle.
Simons himself acknowledges that meaningful progress could take decades. Even so, his path reflects a broader trend in science—where breakthroughs are increasingly happening at the intersection of disciplines, and younger researchers are setting ambitious, long-term goals.
Learn more:
"15-year-old genius sets his sights on solving human immortality." Brighter Side.

English

@nextdoorrrr ขอใจช่วย ขอให้หายไวๆ นะครับ ❤️
ตามดูน้องในช่องหมอหลายคลิป
เพิ่งเคยเห็นน้องอ้อนหมอก็คลิปนี้แหละ
ไทย

ปกติไม่เคยอ้อนหมอจริงๆ แต่ล่าสุดเต้มีก้อนที่ท้อง คลิปนี้เลยอ้อนมากก😭 ขอให้หายไวๆน้าเต้
สมุดบันทึกของคนบ้าบอลและดูซีรีส์@Rhythm_ndBlue
ความสัมพันธ์ระหว่างเต้กับหมอเนย์ เป็นอะไรที่น่ารักน่าเอ็นดูมาก เวลาเต้เจอหมอเนย์ เต้หน้าจ๋อยหน้านอยด์ตลอด เพราะจำได้ว่าหมอเนย์ฉีดยาให้เต้ 555 แต่เต้ก็ไม่ลืมสวัสดีหมอเนย์ ขอมือเต้ก็ให้ตลอด ฟีลระแวงแต่ก็ยังมีมารยาท🤣 ชอบดูคลิปหมอเนย์กับสัตว์ ตลกดี ละเค้าเป็นสัตวแพทย์ที่ดีคนนึงเลย
ไทย

น้องคือ นกกะรางหัวขวาน (Eurasian Hoopoe) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Upupa epops
Wongthanong@wongthanong
เธอมาบ้านเราทุกวันเลยนะ
ไทย

ซีนนี้ตลกมาก ทุกคนล้วนเป็นสาววาย เอ็นดูคูมอิ้งมากแล้วคูมอิ้งก็คือชั้นเลย แล้วขำตรงที่ทุกคนวิ่งมาดูที่มุมนี้หมด ชอบตอนที่น้องนุนิวบอกอยากดูด้วยละวิ่งดุ๊กๆ มาดูอ่ะ โอ้ยยยยย ตออร ทำอะไรกับสังคมรันนิ่งแมน 😂
OUROAD RUNNINGMANTH EP10
#RunningManTHEP10
ไทย

@RedSkullxxx หยุดไม่อยู่ทั้งคู่ ถ้าหยุดก่อนจะถุยน้ำลายใส่
อีกฝ่ายเค้าก็ถอยแล้ว
ไทย


@zsar14940693 ยังไม่เคยไปงานสัมฯที่จัดอาหารเป็นบุฟเฟ่ต์
ส่วนใหญ่เป็นกล่องๆ แจก
ถ้าผู้จัดกลัวปัญหาอาหารไม่พอดีกับจำนวนคน
จัดเป็นชุด แล้วลงทะเบียนรับอาหารเหมือนตอน
ลงทะเบียนเข้างานครับ
ไทย
















