Tweet ghim
birdy
9.3K posts

birdy
@Birdious1
ทวีตเรื่อยเปื่อย สนใจเศรษฐกิจ สังคม การเมือง อาหาร ประวัติศาสตร์ นิยายวาย ปลื้มปุริม
Tham gia Ekim 2012
443 Đang theo dõi284 Người theo dõi
birdy đã retweet

กรณีนี้ อยากให้ความเป็นธรรมหน่อยครับ ตอนเพื่อไทยเป็นรัฐบาลเขาก็พยายามเต็มที่ โดยเฉพาะประธาน กมธ. คุณจักรพล เชียงใหม่เพื่อไทย ประชุมกันเป็น 100 ครั้ง และรายงานต่อประชาชนที่ติดตามมาตลอดครับ ผมเองก็ติดตามตลอด
จุดที่เปลี่ยนคือ เพื่อไทยหลุดจากรัฐบาล เข้าใจว่า สส.พท.คงหมดกำลังใจ แยกแยะไม่เป็น เลยไม่เข้าไปโหวต ตรงนี้ควรตำหนิอย่างแรง
ประเด็น พรบ.อากาศสะอาด ผมยังให้คะแนนเพื่อไทยผ่านครับ
Petæ Lynch@Petae_Lynch
จำนวนสส.ที่มาลงมติพรบ.อากาศสะอาด สิ่งนี้ก็พอใช้ดูได้ว่าพรรคไหนมีความจริงใจในการแก้ปัญหา
ไทย
birdy đã retweet

‘ฮีโร่บนท้องถนน’
ทางออกวิกฤตคนขับขนส่งสาธารณะและแนวทางแก้ไข
.
🚨 ปัญหาหลัก
-ค่าครองชีพสูง รายได้ลดลง
-แข่งขันรุนแรง ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม (GP) ไม่เป็นธรรม
-ขาดสวัสดิการและหลักประกันระยะยาว
👉ผู้ได้รับผลกระทบกระทบ แท็กซี่ / วิน / ไรเดอร์
.
⭐ แนวคิดหลัก
“ฮีโร่บนท้องถนน ต้องมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง”
👉 แก้ปัญหาโดย ประชาชนไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
.
🔑 3 นโยบายหลัก
1️⃣ สวัสดิการรัฐที่จับต้องได้
-ขึ้นทะเบียนรถสาธารณะ แบบสมัครใจ
-เข้าถึงประกันภัย สิทธิแรงงาน การคุ้มครอง
-เข้าระบบ = ได้สิทธิ ไม่ใช่ภาระ
.
2️⃣ Fair App : แพลตฟอร์มรัฐเพื่อคนทำงาน
-แอปรัฐ ไม่เก็บ GP หรือเก็บต่ำมาก
-คืนรายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยให้คนขับ
-แอปเอกชน → รัฐช่วย Subsidize ให้เป็นธรรม
.
3️⃣ Smart Digital Meter
-มิเตอร์ดิจิทัล + GPS
-ไม่ต้องเสียเวลาจูนมิเตอร์
-ปลอดภัย โปร่งใส มาตรฐานราคาเดียว
-เชื่อมต่อทุกแพลตฟอร์มได้
.
⚡ ลดต้นทุน เพิ่มเงินเหลือ
.
-ลดค่าน้ำมัน / ค่าก๊าซ
-เพิ่มรายได้สุทธิให้คนขับ
-ไม่เพิ่มค่าโดยสารประชาชน
.
⚖️ มิติกฎหมาย & สวัสดิการไรเดอร์
ปัญหา: ไรเดอร์เป็นอาชีพอิสระ
-ม.33 ต้นทุนสูง
-ม.40 คุ้มครองไม่พอ
เพื่อไทย: ออกแบบระบบประกันสังคมใหม่
👉 เหมาะกับชีวิตไรเดอร์จริง
.
🔄 สถานะนโยบาย
-อยู่ระหว่าง รับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย
-ปรับให้ใช้ได้จริง ยั่งยืน และเป็นธรรม
.
ยกระดับชีวิตคนขับ
คืนกำไรให้แรงงานบนถนนที่เป็นธรรมสำหรับทุกคน
.
ศรัณยสัณฑ์ วีรกุลสุนทร (ลิ้ม) ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 26 เบอร์ 7
ภูร์ผา ไทยแท้ (ภูผา) ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 12 เบอร์ 12
สหัสวรรษ วีระมงคลกุล (แมน) ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 6 เบอร์ 4
.
5 มกราคม 2569
.
ผลิตสื่อโดย พรรคเพื่อไทย เลขที่ 197 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน 1 ชุด ตามวันเวลาที่ปรากฏ ที่ส่งมาในครั้งนี้

ไทย

บ้านดาราเริ่มประกาศขายกัน ส่วนมากเงินหมด ไม่ก็ดูแลไม่ไหว โดยเฉพาะบ้านหลังใหญ่ๆ
ผมไปดูคฤหาสน์แบบ 500-700 ตรม. แม่เจ้า มันกว้างแบบต้องมีแม่บ้าน 1-2 คนช่วยดู ทำกันเองไม่ได้หรอก จ้างคนก็มีค่าใช้จ่าย สวนทางรายรับ ถ้าไม่ใช่ดาราดังค้างฟ้า / บ้านรวย / มีธุรกิจรันอยู่แล้ว ถึงจุดนึงตังสะสมไว้ก็หมด
แม้ซื้อบ้านเงินสด ก็มีค่าดูแล ค่าส่วนกลางนะครับ
ยุคต่อไปคงเป็นอินฟลู แต่อินฟลูน่าจะรู้ตัวเร็วกว่าดารายุคก่อนๆ ที่ไม่คิดว่าเคยดัง คนรู้จัก แล้วจะมีคนจ้างงานตลอด
ไทย

@Kawaaii13 ต้มยำ 120 ไม่ว่า แต่อย่างน้อย ควรใช้มะนาว ไม่ใช่น้ำส้ม แถมเครื่องก็ไม่ได้เยอเขขนาดราคา สถานที่
ไทย

โหยย อึ้งมากก 💥💥 ก๋วยเตี๋ยวชามละ 120 บาท 😳ร้านเก่าแก่ขายมานานกว่า 100ปี ไม่สนดราม่า !! ร้านธรรมดา…แต่ขายราคาสูง
เจ้าของร้านในคลิปเคลมว่า “ดูร้านก็ไม่หรูนะ … แต่กินแล้วเร้าใจ “
เม้นต์ใต้โพสส่วนใหญ่ อึ้งกับราคา สุขอนามัย และสภาพร้าน
เพื่อนๆ คิดว่าไงกับก๋วยเตี๋ยวราคานี้ ……….
พิกัด 📍 ก๋วยเตี๋ยวนายโข่งโบราณ บ้านหมัอ
Cr. ขนมหม้อสร้างอาชีพกับ ครูอ้น
ไทย

@skongki2000 เห็นหลายคน มาเถียงว่าเพราะค่าเช่า โน่นนั่นนี่ แสดงว่าเราต้องไปว่า เจ้าของตึกแทนใช่มั้ย หรือแค่ต้องยอมรับมัน ว่าของแพง ไว้ทำใจ เราช่วนกันกดดันให้ ของราคาสมเหตุสมผล ได้มั้ย
ไทย

คนหลายคนมีสิ่งที่เรียกว่า likable factor ขณะที่บางคนไม่มี
ชื่อหยวก นามสกุลกล้วย@Pimchan011118
ในขณะที่................
ไทย
birdy đã retweet

จากโชว์พิธีเปิด Sea Games 2025 วันนี้ที่เกิดขึ้น หลายคนน่าจะเห็นถึงการร้องเพลงที่เพี๊ยนมากๆ ของวีในทาง Live สด บอกตรงๆว่า เสียใจมากๆ และเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นการทำงานที่ผิดพลาดจริงๆ
ตามที่รับแจ้งมา คือ ทางงานแจ้งมาว่าให้วี พี่โต้ง และ พี่กอล์ฟ “Lip Sync100%” ในการแสดงครั้งนี้ ด้วยเหตุผลทางด้านเทคนิคหลายประการ ทำให้การ Lip Sync เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งวีก็เข้าใจและยินยอมตามนั้น และในตอนโชว์จริง ในหูฟัง Ear Monitor ของวี ไม่มีเสียงร้องสดวีเลย ทำให้วี “ไม่ได้ยินเสียงร้องตัวเอง” แต่เพราะเข้าใจว่า Sync วีก็ทำเต็มที่เพื่อให้ภาพมันออกมาดีที่สุด
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ไม่รู้ว่าเกิดการประสานงานที่ผิดพลาดตรงไหน เพราะมีการ“เปิดไมค์สดของวีในLive” บอกตรงๆว่า รู้สึกถูกทำลายชื่อเสียง ภาพลักษณ์ ศักดิ์ศรี อาชีพและความฝันเราทิ้งเลย ณ ตอนนี้วีอาจจะทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะการแสดงจบลงแล้ว แต่อย่างน้อย วีขอโอกาสใช้พื้นที่ของวี ได้แก้ต่างให้ตัวเอง ปกป้องตัวเอง เท่าที่พอจะทำได้…
ตลอดชีวิตการเป็นศิลปินของวี วีแทบไม่เคย Lip Sync เลย วีเลยรู้สึกเสียใจที่อย่างน้อย ถ้าให้โอกาสเราร้องสด แม้จะออกมาแย่ คงจะยังรู้สึกดีกว่านี้ เพราะมันคือความสามารถเรา นี่เราไม่ได้มีโอกาสทำสิ่งนั้นด้วยซ้ำ ให้เรา Sync แต่สุดท้ายเปิดไมค์เราแต่ปิดหู โอกาสที่จะร้องเป๊ะมันน้อยมาก อย่างน้อยถ้ารู้ว่าสด แล้วหูไม่ได้ยิน คงจะถอดหูตัวเองมาฟัง หรือได้พยายามทำอะไรซักอย่าง เพื่อการร้องเพลงที่ดีที่สุด แต่เราไม่มีโอกาสนั้นเลยด้วยซ้ำ
ไม่ได้มีเจตนาจะโทษใครนะคะ แต่ขอโอกาสปกป้องตัวเองค่ะ
#ซีเกมส์ครั้งที่33
#SEAGAMESTHAILAND2025
@FHERO4REAL
ไทย
birdy đã retweet

เพิ่งมาเห็นในไลฟ์ว่าในโชว์เพลง 1% มีการเปิดไมโครโฟนออกไลฟ์นะครับ ทั้งที่ตอนซ้อมพวกเราได้รับการบรีฟว่าเนื่องจากข้อจำกัดหลายอย่าง โชว์นี้จะเป็นการลิปซิงค์ 100%
ดังนั้นเหตุการบนเวทีคือศิลปินจะไม่ได้ยินเสียงตัวเองในเอียร์มอนิเตอร์เลย เพราะเราปิดเสียงไมโครโฟนไป นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียงของ @violettewautier ที่ได้ยินในการถ่ายทอดสดร้องไม่ตรง เพราะน้องไม่ได้ยินเสียงตัวเองในหูฟัง รวมถึงเสียงของ @SouthsidePK ก็มีบางช่วงที่ Delay เพราะโต้งก็ไม่ได้ยินเสียงตัวเองเช่นกัน
แต่หากท่านเป็นผู้ชมในสนาม ท่านจะได้ยินเสียงร้องทุกอย่างเป็นปกติ เพราะในสนามเราไม่ได้เปิดเสียงไมโครโฟนและลิปซิงค์เหมือนตอนที่เราได้รับบรีฟมา
ทั้งหมดเกิดจากความผิดพลาดส่วนไหนผมเองก็ไม่อาจทราบได้ที่การแสดงสดในสนามไม่ได้รับสื่อสารกับทีม OB จนทำให้การแสดงที่ควรจะลิปซิงค์ทั้งหมดตามที่ถูกกำหนดไว้ถูกเปิดเสียงไมโครโฟนเฉพาะการถ่ายทอดสด แต่ ณ ขณะนี้เห็นใจวีกับโต้งมากที่ความตั้งใจการมาแสดงเพื่อชาติ บ้านเมืองของน้องสุดท้ายแล้วเกิดความผิดพลาดที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์วิชาชีพ
น้องทั้งสองคนตั้งใจมากจริงๆครับ โปรดอย่ากล่าวโทษน้องในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ผมในฐานะพี่ที่พาน้องมาแสดงต้องขออภัยน้องจากใจ และขออภัยผู้ชมทุกท่านหากสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ท่านผิดหวัง
พวกเราทุกคน ทำเต็มที่แล้วจริงๆ
#ซีเกมส์ครั้งที่33
ไทย
birdy đã retweet

ผมไม่ได้ตามข่าวไดกิ้นโดยละเอียด แต่เห็นมีคนโพสต์ผ่านตามาบ้าง ฟังคลิปสรุปมาบ้าง เลยอยากอธิบายบางอย่างให้เข้าใจนิดนึง
โบนัสจำนวนเดือนเยอะมาก
ไม่ใช่เรื่องแปลกของหลายๆ โรงงาน เพราะพนักงานมักจะได้ฐานเงินเดือนต่ำ บริษัทจะเลือกจ่ายเป็นโบนัสสูงๆ แทน เพราะบริหารต้นทุนง่ายกว่า โบนัสไม่ใช่ฐานเงินเดือน ดังนั้นก็จะไม่ได้ถูกเอาไปคำนวณเวลาปรับเงินเดือน หรือแม้แต่ตอนที่จ่ายค่าชดเชย (เพราะค่าชดเชยคำนวณจากค่าจ้าง) สมัยนี้จะเป็นยังไงไม่รู้นะครับ แต่สมัยก่อนนี่ ชาวโรงงานจำนวนไม่น้อย ทำที่เดียวยันเกษียณนะ พอเกษียณก็จะเท่ากับนายจ้างเลิกจ้าง ก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน คือ ค่าชดเชยสำหรับคนทำงาน 20+ ปี คือ ค่าจ้าง 400 วัน
เข้าใจเรื่อง สภาพการจ้าง กับ สวัสดิการ
เคสของไดกิ้น ถ้าว่ากันตามข่าวคือ เขาระบุเอาไว้ในสัญญาจ้างเลยว่า ทำงานตามเงื่อนไขมาครบ 10 ปี ได้ทองคำ 3 บาท ฉะนั้น บริษัทจะไม่ให้ไม่ได้ครับ เป็นสภาพการจ้าง ยกเว้นจะคุยกับลูกจ้างได้ว่าขอเปลี่ยนแปลง ซึ่งแน่นอนว่า ลูกจ้างที่ทำงานตามเงื่อนไข (เห็นว่าเงื่อนไขเยอะอยู่) มาได้ 10 ปี แถมราคาทองตอนนี้ก็แบบสูงเอาเรื่อง 3 บาทก็เกือบสองแสนนะ ใครจะยอมเปลี่ยนแปลงใช่มะ อันนี้ก็สิทธิของลูกจ้างอะ เพราะมันคือ สภาพการจ้าง ถูกระบุเอาไว้ในสัญญาจ้าง
แต่โบนัสนี่ ถ้าไม่ได้ระบุเอาไว้ในสัญญาจ้างว่าการันตีเท่าไหร่ มันคือ สวัสดิการ ครับ กฎหมายไม่เคยไประบุเอาไว้อยู่แล้วด้วยว่าต้องให้เท่าไหร่ แต่ปกติก็จะพิจารณาตามผลประกอบการของนายจ้าง และความจำเป็นต่างๆ เช่น หากปีไหนนายจ้างต้องเอาเงินไปลงทุนเยอะ ต้องการมีกระแสเงินสดเผื่อเอาไว้ แม้จะกำไรดีก็อาจจะพิจารณาไม่ให้โบนัสเยอะก็ได้
ฉะนั้น เมื่อไดกิ้นเจรจาแล้ว ฝั่งลูกจ้างที่จะได้ทองคำก็ไม่ยอม ฝั่งลูกจ้างคนอื่นๆ ที่จะเอาโบนัสเยอะๆ ตามผลประกอบการก็ไม่ยอม ถ้าต้องเลือกระหว่างละเมินดสัญญาจ้างซึ่งผิดกฎหมาย กับ การไม่ทำตามข้อเรียกร้องของลูกจ้าง ซึ่งไม่ใช่ข้อผูกมัดตามกฎหมาย มันก็ชัดอยู่ครับว่าจะเลือกทางไหน ก็เลยเป็นที่มาของข้อพิพาทด้านแรงงานสัมพันธ์
ลูกจ้างอาจจะมองว่า ไดกิ้นเบียดบังเงินโบนัสเอาไปให้ทองคำตามสัญญา แต่ในมุมมองของไดกิ้น คือ มันต้องบริหารงบและกระแสเงินสด เมื่อทองคำมันแพงแต่ต้องทำตามสัญญา ก็ต้องดึงเงินส่วนที่เอาไว้แจกโบนัส ซึ่งมีความยืดหยุ่นเพราะเป็นสวัสดิการจากนายจ้าง ปรับได้ตามความเหมาะสมในมุมมองของนายจ้าง
ปิดงานงดจ้าง ≠ เลิกจ้าง
เป็นอะไรที่แม้แต่พนักงานไดกิ้นบางคนเองก็อาจจะเข้าใจผิดได้นะ เพราะเมื่อปิดงานงดจ้าง พนักงานก็จะไม่ได้สวัสดิการ ไม่ได้ค่าจ้าง และแน่นอน ประกันสังคมก็ไม่ได้ส่งนะจ๊ะ
แต่มันไม่ใช่การเลิกจ้าง พนักงานยังคงมีสถานะอยู่ เมื่อทุกอย่างจบลง ตกลงกันได้ ก็กลับมาทำงานเหมือนเดิม แต่มันต้องเจรจาข้อพิพาทให้ยุติไง
ปกติเวลามีข้อพิพาท แล้วมันเจรจายุติกันไม่ได้ สิทธิของลูกจ้างก็เลือกที่จะหยุดงานประท้วง (ไม่ได้ค่าจ้าง) ได้ และในมุมกลับกัน นายจ้างก็อาจจะเลือกใช้สิทธิ ปิดงานงดจ้าง (ไม่จ่ายค่าจ้าง) ได้เช่นกัน
มาถึงจุดนี้ก็คือ ใครทนไม่ไหวก่อน ก็ต้องยอมโอนอ่อน
ถ้าช่วงนี้นายจ้างกำลังงานเข้า เป็นช่วงพีค ลูกจ้างหยุดงานนานๆ นายจ้างเสียหายหนัก นายจ้างก็ต้องยอมทำตามเงื่อนไขลูกจ้างไม่งั้นเสียหายหนักเกินกว่าที่จะต้องจ่ายตามเงื่อนไขของลูกจ้าง
แต่ถ้านายจ้างมองว่า ช่วงนี้งานไม่เยอะ หรือ แม้จะงานเยอะ แต่ก็มีลู่ทางในการบรรเทาผลกระทบ เช่น เป็นบริษัทข้ามชาติ สามารถผ่องถ่ายงานไปที่สาขาในประเทศอื่นได้ หรือ สินค้ามีสต็อกเยอะมาก ต่อให้ปิดงานไปเป็นปีก็ยังมีของขาย ของไม่เน่าไม่เสีย แถมช่วงนี้มักจะเป็นช่วงที่ลูกจ้างต้องใช้เงิน หากไม่ได้ค่าจ้างนานๆ จะอยู่ไม่ไหว อะไรแบบนี้ นายจ้างก็อาจจะเลือกเปิดก่อนได้เปรียบ ปิดงานงดจ้างไปเลย ลูกจ้างไปต่อไม่ได้ ก็ต้องยอมรับเงื่อนไขของนายจ้าง
ก็ประมาณนี้ครับ

ไทย

เปิดงบการเงิน #ไดกิ้น จะเห็นว่า พนง พูดมาก็มีส่วนถูก รายได้ กำไร เพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่ลดลงจากปี 65 คำถามก็คือปีที่แล้วโบนัสไม่ลดลง แต่ปีนี้กำไรดีขึ้น แต่ยังไม่เท่าเดิม และถ้ายังจ่ายโบนัสเท่าเดิมจะตอบผู้ถือหุ้น ไม่ได้ บวกกับถ้าต้องจ่ายทองในราคา ปจบ จึงเป็นจุดเริ่มของการเจรจาไม่จบ
Gordon@GordonAlway
ถ้าดูจากกำไรสุทธิจะเห็นว่าลดลงจากปี 2566 ประมาณ 7.2% แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการควบคุมค่าใช้จ่ายเพื่อคงกำไรสุทธิเพราะยอดขายลดลงมากและมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
ไทย
birdy đã retweet

[ วิกฤตด้านทักษะของคนไทย ใหญ่เกินกว่าที่มาตรการ Upskill-Reskill ของคนละครึ่งพลัสจะแก้ได้ | แต่แนวคิด “จ้างคนไปเรียนหรือฝึกทักษะ” เป็นนโยบายที่รัฐบาลชุดถัดไปควรพิจารณาลงทุนอย่างจริงจัง ]
.
เช้าวันนี้ ทาง ครม. เศรษฐกิจ มีมติเห็นชอบโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 1.5 ที่ประกาศว่าจะมีการเติมเงินให้กับร้านค้าที่ไป “เรียน” หรือ upskill reskill ตนเองผ่านวิธีการที่รัฐบาลกำหนด
.
การยกระดับทักษะ หรือ Upskill Reskill คน เป็นโจทย์สำคัญของประเทศ ที่ผมเพิ่งได้มีโอกาสไปนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย ในงาน Work Life Festival 2025 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
.
ทุกคนทราบดีถึงความหนักหนาสาหัสของวิกฤตเรื่องทักษะในประเทศไทย - รายงานที่ธนาคารโลกจัดทำร่วมกับ กสศ. ระบุไว้อย่างน่าตกใจว่า:
- 74% ของเยาวชนและคนวัยทำงาน มีทักษะดิจิทัล ต่ำกว่าเกณฑ์พื้นฐาน (เช่น ไม่สามารถค้นหาราคาสินค้นในเว็บขายของออนไลน์ได้)
- 65% ของเยาวชนและคนวัยทำงาน มีทักษะการรู้หนังสือ ต่ำกว่าเกณฑ์พื้นฐาน (เช่น ไม่สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลากยาได้)
.
อย่างไรก็ตาม การคาดหวังให้คนวัยทำงานอยู่ดีๆหันมายกระดับทักษะตนเองเป็นเรื่องที่ยาก เพราะเขาไม่เพียงแต่ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายในรูปแบบของ “ค่าเรียน” แต่พวกเขายังต้องเสีย “ค่าเสียโอกาส” ในรูปแบบของรายได้ที่หดหายไปจากการที่เขาอาจต้องเจียดเวลาทำงานเสริมบางส่วน มาใช้กับการเรียน
.
ด้วยเหตุนี้ บางประเทศจึงเริ่มเห็นว่า หากรัฐต้องการจูงใจให้คนมาหันมายกระดับทักษะตนเอง รัฐอาจมีความจำเป็นต้องชดเชยค่าเสียโอกาสดังกล่าวโดยการ “จ้างคนไปเรียน” หรือ “จ้างคนไปฝึกทักษะ”
.
ผมเชื่อว่าหลักคิด “จ้างคนไปเรียน” นี้ น่าจะอยู่เบื้องหลังมติที่ประชุม ครม. เศรษฐกิจ เมื่อเช้าวันนี้ เกี่ยวกับโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 1.5 ที่ประกาศว่าจะมีการเติมเงินในอัตราสูงสุดที่ 2,000 บาท ให้กับร้านค้า 400,000 ราย ที่ไป “เรียน” หรือ upskill reskill ตนเองผ่าน 1 ใน 3 วิธี ตามที่รัฐบาลกำหนด
.
ในมุมหนึ่ง ด้วยข้อจำกัดของกรอบเวลาและงบประมาณที่ได้รับจัดสรรในส่วนของการฝึกทักษะครั้งนี้ เราคงคาดหวังได้ยากว่ามาตรการดังกล่าวที่เป็นส่วนเสริม (หรือ add-on) ของโครงการคนละครึ่งพลัส จะนำไปสู่การยกระดับทักษะครั้งใหญ่ได้:
.
- เช่น 2 ใน 3 วิธี ที่ร้านค้าทำได้เพื่อได้รับ 2,000 บาท คือการไป “เรียน” หลักสูตรอบรมออนไลน์ แต่ร้านค้าถูกจำกัดไว้ว่าจะต้องเรียนเฉพาะหลักสูตรที่ถูกกำหนดไว้ในแพลตฟอร์มของธนาคารออมสินและของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้ผู้เรียนไม่ได้มีโอกาสเลือกเรียนจากหลักสูตรที่หลากหลายเพียงพอ
- เช่น แนวทางการส่งเสริมให้ร้านค้าสามารถนำทักษะที่เรียนไปใช้ต่อได้จริงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแนวทางการประเมินผลสัมฤทธิ์จากโครงการ ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนในประกาศเบื้องต้น (ซึ่งคงต้องรอดูรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป)
.
แต่ในอีกมุมหนึ่ง แนวคิดเรื่องการ “จ้างคนไปเรียน” เป็นแนวทางที่ผมเห็นว่าทุกพรรคการเมืองและรัฐบาลชุดต่อไปหลังจากการเลือกตั้ง ควรพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อออกแบบนโยบายในการยกระดับทักษะคนไทย
.
ตัวอย่างนโยบายหนึ่งที่น่าสนใจในการจ้างคนไปเรียนเพื่อแก้วิกฤตด้านทักษะ คือโครงการ Prakerja ของประเทศอินโดนีเซีย
.
เพื่อจูงใจให้คนไปยกระดับทักษะตนเอง รัฐบาลอินโดนีเซียใช้วิธีอุดหนุนงบรายหัวให้กับกลุ่มประชากรเป้าหมายของเขา โดยแบ่งเงินอุดหนุนเป็น 2 ส่วน
.
1. เงินอุดหนุน “ค่าเรียน” ในรูปแบบของ “คูปอง” ที่ผู้เรียนสามารถนำไปเลือกใช้ได้กับ 6,900+ คอร์สทักษะในตลาดที่เข้าร่วมโครงการและผ่านเกณฑ์การคัดกรองคุณภาพ
.
2. เงินอุดหนุน “ค่าเสียโอกาส” ในรูปแบบของ “เงินสด” ที่ผู้เรียนจะได้รับเมื่อเรียนจบ (พูดง่ายๆคือ “ค่าจ้างคนมาเรียน”)
.
สิ่งที่น่าสนใจคือสัดส่วนเงินอุดหนุนรายหัวระหว่าง 2 ส่วนนี้ ใน 2 ช่วงหรือเฟสของโครงการ ไม่เท่ากัน
.
- เฟส 1 (2020-22): คูปองค่าเรียน = 2,300 บาท (30%) vs. เงินสดหลังเรียนจบ = 5,500 บาท (70%)
- เฟส 2 (2023): คูปองค่าเรียน = 8,000 บาท (85%) vs. เงินสดหลังเรียนจบ = 1,375 บาท (15%)
.
ตอนผมได้พูดคุยกับผู้บริหารโครงการดังกล่าวที่อินโดนีเซียเมื่อปีที่แล้ว เขาเล่าให้ฟังว่าเหตุผลหนึ่งที่การแบ่งสัดส่วนเงินอุดหนุนรายหัว แตกต่างกันระหว่าง 2 เฟส เป็นเพราะว่า:
- ในตอนแรก ประชาชนไม่เชื่อมั่นว่าพอสละเวลามาเรียนแล้ว จะทำให้เขาหางานได้เร็วขึ้นหรือรายได้เขาสูงขึ้น รัฐจึงจำเป็นต้องชดเชยค่าเสียโอกาสหรือให้ค่าจ้างคนมาเรียนในอัตราที่สูง
- แต่พอผลลัพธ์ของเฟสแรกสะท้อนให้เห็นว่าการมาฝึกทักษะส่งผลต่อรายได้ของผู้เรียนได้จริง รัฐจึงสามารถโอนงบรายหัวบางส่วนที่เคยต้องใช้จ้างคนเรียน มาเติมเป็นงบรายหัวในส่วนของคูปองค่าเรียน เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเรียนและฝึกทักษะได้มากขึ้น
.
.
โจทย์เรื่องการยกระดับทักษะเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจประเทศ และควรเป็นโจทย์ใหญ่ของการเลือกตั้งที่จะมาถึง
.
แม้มาตรการเสริมเรื่อง Upskill Reskill ของโครงการคนละครึ่งพลัส อาจนับเป็นการทดลองแนวคิด “จ้างคนไปเรียน” ที่เราต้องคอยตรวจสอบและประเมินผลลัพธ์…
.
…แต่หากเราจะแก้วิกฤตด้านทักษะของประเทศได้จริง รัฐจำเป็นต้องลงทุนครั้งใหญ่ในนโยบาย Reskill Upskill ซึ่งต้องเปลี่ยนแปลงไปจากแนวนโยบายที่ผ่านมา ทั้งในเชิง “ปริมาณ” และ “วิธีการ” ในการลงทุน




ไทย













