The Structure

7.3K posts

The Structure banner
The Structure

The Structure

@TheStructureTH

สำนักข่าวออนไลน์ ที่เชื่อว่าความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐานที่ดีของประเทศจะทำให้เกิดโอกาสและการพัฒนาที่ไม่สิ้นสุด

Thailand Tham gia Ocak 2022
0 Đang theo dõi970 Người theo dõi
Tweet ghim
The Structure
The Structure@TheStructureTH·
"นี่คือราชอาณาจักรไทย" เพลงจาก Eros in Love ศิลปินนักแต่งเพลงออนไลน์ ที่มาพร้อมกับเพลงร็อคที่มีท่วงทำนองหนักหน่วง กระแทกเข้าไปในจิตใจของผู้พิทักษ์แผ่นดินไทยทุกคน!! --- แผ่นดินแห่งนี้ เป็นของคนไทย บรรพบุรุษ ปกป้องไว้ ให้ลูกหลาน เราจะไม่ยอม ให้ใครเข้ามารุกราน เราคนรุ่นหลัง จักสืบสาน คงสืบไป ศัตรูหน้าไหน หากเข้ามา เราพร้อมจะสู้ แดนดินทุกอณู คืออาณาเขต อธิปไตย เราเป็นหนึ่งเดียว รวมเลือดเนื้อ เป็นชาติเชื้อไทย แผ่นดินขวานทอง เราปกป้องไว้ด้วยความภาคภูมิ ถึงแม้ว่าไทย นั้นรักสงบ ถึงเวลารบ ก็ไม่เคยหวาดกลัวผู้ใด นี่คือราชอาณาจักรไทย ของคนไทย จะเป็นอย่างนี้สืบต่อไป ชั่วลูก สืบหลาน เห็นเรายิ้มแย้มอย่างนี้ ใช่ว่าจะยอม พวกอันธพาล ไม่ยอมให้ใคร เข้ามาเหยียดหยาม แล้วให้มันผ่านเลยไป โดยง่ายดาย นี่คือประเทศไทย แผ่นดินของคนไทย ถึงแม้ว่าไทย นั้นรักสงบ ถึงเวลารบ ก็ไม่เคยหวาดกลัวผู้ใด นี่คือราชอาณาจักรไทย ของคนไทย จะเป็นอย่างนี้สืบต่อไป ชั่วลูก สืบหลาน เห็นเรายิ้มแย้มอย่างนี้ ใช่ว่าจะยอม พวกอันธพาล ไม่ยอมให้ใคร เข้ามาเหยียดหยาม แล้วให้มันผ่านเลยไป โดยง่ายดาย นี่คือประเทศไทย แผ่นดินของคนไทย - บทเพลงโดย Eros in Love - ตัดต่อ MV โดย The Structure #TheStructure #TheStructureNews #ชายแดนไทยกัมพูชา #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #ErosInLove
ไทย
0
5
6
2.8K
The Structure
The Structure@TheStructureTH·
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (16 เมษายน 2569) เวลา 08:00 น. พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เดินทางไปตรวจความพร้อมของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ซึ่งเป็นหน่วยกำลังหลักในการรักษาอธิปไตยของชาติบริเวณชายแดนด้านตะวันออก โดยมีผู้บังคับบัญชาและกำลังพลให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือได้เน้นย้ำบทบาทสำคัญของ กปช.จต. ในฐานะ “ปราการด่านหน้าสุดของประเทศ” ที่มีภารกิจปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ ทั้งในมิติทางบกและทางทะเล พร้อมชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จที่ผ่านมาเกิดจากการทำงานเป็นทีมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับยุทธการจนถึงกำลังพลหน้าแนวทุกนาย ผู้บัญชาการทหารเรือได้กล่าวชื่นชมผลการปฏิบัติที่ผ่านมา โดยเฉพาะความสำเร็จในการขับไล่ผู้รุกรานและยึดคืนพื้นที่อธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการในทุกมิติ ทั้งด้านข่าวกรอง การส่งกำลังบำรุง ระบบสื่อสาร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับทุกเหล่าทัพอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านองค์บุคคล พัฒนาขีดความสามารถและเสริมสร้างขวัญกำลังใจของกำลังพล ด้านองค์วัตถุ ตรวจสอบความพร้อมของอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และระบบสนับสนุน และด้านองค์ยุทธวิธีปรับแผนและการฝึกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลง และจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ฝ่ายตรงข้ามยังคงมีการเสริมกำลังทั้งทางบกและทางทะเลอย่างต่อเนื่อง กองทัพเรือจึงได้สั่งการให้หน่วยในพื้นที่ยกระดับความพร้อมรบ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ในด้านความมั่นคงภายใน ผู้บัญชาการทหารเรือได้เน้นย้ำความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสารทางราชการ โดยเฉพาะการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลที่อาจกระทบต่อภารกิจทางทหาร พร้อมกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยของที่ตั้ง การเคลื่อนย้ายกำลัง และยุทโธปกรณ์ นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ข้อมูลข่าวสารในสังคม ซึ่งอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยยืนยันว่ากองทัพเรือรับฟังทุกเสียงของพี่น้องประชาชน และยึดมั่นในข้อเท็จจริง ความโปร่งใส และการปฏิบัติหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ในตอนท้าย ผู้บัญชาการทหารเรือได้ย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่า กองทัพเรือจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่อ่อนข้อในประเด็นด้านความมั่นคง พร้อมคงการวางกำลังอย่างมั่นคง และจะไม่ยอมให้มีการกระทำผิดกฎหมายเล็ดรอดผ่านพื้นที่ชายแดนทั้งทางบกและทางทะเล การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการเสริมสร้างความพร้อมรบ รักษาอธิปไตย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า กองทัพเรือยังคงเป็นกำลังหลักในการปกป้องประเทศชาติอย่างเข้มแข็ง สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ 16 เมษายน 2569 #TheStructure #TheStructureNews #กองทัพเรือ #ชายแดนไทยกัมพูชา #RoyalThaiNavy
The Structure tweet media
ไทย
0
0
0
211
The Structure
The Structure@TheStructureTH·
ลุกลามเป็นดราม่าใหญ่โตหลายวัน ต่อกรณีศุภจี สุธรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ดึง'วีระพงษ์ ประภา' รองหัวหน้าด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นหนึ่งในทีมคณะที่ปรึกษาทั้ง 12 คน ล่าสุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาระบุแล้วว่าตนไม่เคยทราบเรื่องนี้จากศุภจี แต่วีระพงษ์มาแจ้งให้ทราบแล้ว และงานนี้วีระพงษ์มีความถนัดและประเทศชาติจะได้ประโยชน์ แต่สถานะของวีระพงษ์ที่เป็นรองหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรค ปชป. จะขัดแย้งกับบทบาทการเป็นพรรคฝ่ายค้าน ดังนั้นหากจะไปรับตำแหน่งต้องลาออกจากทั้งรองหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เสียก่อน "เราเห็นตรงกันว่างานนี้เป็นงานที่ฝ่ายคุณวีระพงษ์มีความถนัดและความชอบเป็นพิเศษ และรัฐบาลรวมทั้งประเทศจะได้ประโยชน์หากคุณวีระพงษ์เข้ารับหน้าที่นี้ แต่โดยสถานะของคุณวีระพงษ์ที่เป็นรองหัวหน้าพรรคและสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์จะเกิดความสับสนและขัดแย้งกันในตัวในสถานะของความเป็นพรรคฝ่ายค้าน สุดท้ายจึงเห็นพ้องกันว่าหากคุณวีระพงษ์มีความประสงค์จะไปรับตำแหน่งก็ต้องออกจากรองหัวหน้าพรรคและความเป็นสมาชิกพรรคของพรรคประชาธิปัตย์" นายอภิสิทธิ์กล่าว ขณะที่ล่าสุดนายวีระพงษ์ได้ทำหนังสือลาออกแล้ว โดยระบุเนื้อหาดังนี้ "ตามที่กระผมได้หารือกับท่านมาอย่างต่อเนื่องว่า กระผมได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้า ไทย โดยปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยและสหภาพยุโรป ซึ่งท่านและกระผม เห็นพ้องกันว่าเป็นภารกิจที่มีความสำคัญ และหากทำสำเร็จ จะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ปัญหา ด้านภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการทำงานในตำแหน่งดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับบทบาทของการเป็น รองหัวหน้าพรรค ซึ่งปัจจุบันอยู่ในฐานะการตรวจสอบรัฐบาล กระผมจึงขอลาออกจากการเป็นรองหัวหน้าพรรค ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป" เท่ากับเป็นการยุติบทบาทการเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นที่เรียบร้อย เพียงแต่วีระพงษ์ไม่ได้ระบุในจดหมายว่ามีการลาออกจาก "สมาชิกพรรค" ด้วยหรือไม่ แต่ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรค ปชป.ก็ได้ประกาศไปแล้วว่าหากจะไปรับตำแหน่งดังกล่าว ให้ลาออกทั้ง "รองหัวหน้าพรรค" และ "สมาชิกพรรค" ด้วย #TheStructure #TheStructureNews #พรรคประชาธิปัตย์ #อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ #วีระพงษ์ประภา
The Structure tweet media
ไทย
0
0
0
104
The Structure
The Structure@TheStructureTH·
ความไม่พอใจของบรรดากองเชียร์และแกนนำฝั่งการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ต่อกรณีศุภจี สุธรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ดึง'วีระพงษ์ ประภา' รองหัวหน้าด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นหนึ่งในทีมคณะที่ปรึกษาทั้ง 12 คน จนทำให้ นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับและแกนนำกลุ่มแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโจมตี ศุภจี อย่างรุนแรงว่า "ไร้มารยาท" และจี้ให้ขอโทษนายอภิสิทธิ์ ล่าสุด ปู จิตกร บุษบา สื่ออาวุโสที่เป็นกองเชียร์ตัวยงของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ออกมาโพสต์ โจมตี ศุภจีในเรื่องนี้นับสิบโสพต์ภายในวันเดียวกัน "ไม่เชิญเขาร่วมรัฐบาล แต่เอาคนของเขาไปใช้งาน อ้างคำสวยหรูว่า 'เพื่อชาติ' ขอเขาดีๆ เขาก็ให้นะ เอาคำว่า 'เพื่อชาติ' ฟาดกบาลเขาซะขนาดนั้น ใครจะไม่ให้ได้ล่ะ!!!" "เวลาจะไปเชิญรองหัวหน้าพรรคอื่น ข้ามหัวหัวหน้าพรรคเขาก็ได้เหรอครับ แล้วโยนบาปไปให้คนถูกเชิญปฏิเสธเอาเอง ก็ได้เหรอครับ คนเชิญจะเป็นนางฟ้านางสวรรค์อย่างเดียวให้ได้ใช่ไหมครับ" "เรื่องมารยาท คงต้องพูดเฉพาะกับคนที่ เคร่งมารยาทแหละ ไม่งั้นไม่มีวันรู้เรื่อง 555" "คำว่าเพื่อชาติ คำเดียว โยนทิ้งคำอื่นๆ ให้หมดได้เลย...ประเทศกูมี" "ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี ตรองดูซี ทกคนก็มีหัวใจ เกิดเป็นคน ถ้าหากไม่เกรงใจใคร คนนั้นไซร้ ไร้คุณธรรมประจำตน" "สอยมะม่วงในบ้านคนอื่น ต่อให้ตั้งใจเอาไปถวายพระ ก็ต้องขอเจ้าของบ้านเขาก่อน อย่างน้อยเขาจะได้ร่วมอนุโมทนา" #TheStructure #TheStructureNews #พรรคประชาธิปัตย์ #ศุภจีสุธรรมพันธุ์ #ปูจิตกรบุษบา
The Structure tweet media
ไทย
0
0
0
109
The Structure
The Structure@TheStructureTH·
สืบเนื่องจากกรณีที่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ ได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการค้าทั้งจากภาพเอกชนและวิชาการชั้นนำ 12 คน โดยหนึ่งในนั้นมี 'วีระพงษ์ ประภา' รองหัวหน้าด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ วีระพงษ์ เคยติดปัญหาข้อกฎหมาย จึงทำให้ไม่อาจลงสมัคร สส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ในศึกเลือกตั้งที่ผ่านมาได้ ก่อนที่ล่าสุดจะโผล่มาในรายชื่อคณะที่ปรึกษา รมว.พานิชย์ เหตุการณ์นี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับบรรดากองเชียร์และนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ไม่น้อย โดยล่าสุด นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับและแกนนำกลุ่มแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ คือหนึ่งในบุคคลที่ออกมาโจมตี ศุภจี อย่างรุนแรงว่า "ไร้มารยาท" พร้อมทั้งกดดันให้ศุภจีออกมาขอโทษนายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทั้งแซะว่า มาดึงคนของพรรค ปชป.ไปแบบนี้ เพราะ สส.ในพรรคภูมิใจไทยนั้นไม่มีความสามารถ "ไหนว่าเก่ง(คนเดียวเอาอยู่).. ที่ไหนได้ หาแพะมาไว้รอบตัวเพียบ .. แบะๆๆ" "ต้องฝากนางศุภจีไปศึกษาคำว่า มารยาท ที่เขาพึงกระทำกันในสังคม หรือนางหมดปัญญาหาบุคลากร เท่าที่เห็นพรรคนี้กวาด Technocrat ไปเข้าพรรคมันยังไม่พออีกรึ แล้วสส.ในพรรคจะมีงานทำกันไหมนี่ แค่เห็นรายชื่อที่ปรึกษาของศุภจีก็ตาลายแล้ว สส.ในพรรคเขาไม่มีความสามารถเลยเหรอ แหมๆๆๆนึกว่าคนเดียวจะเอาอยู่ เห็นติ่งคุยนักคุยหนาว่าเก่งอย่างกะนางฟ้า .. อิ อิ" "ศุภจีต้องออกมาขอโทษคุณอภิสิทธิ์หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะบอกว่าดึงมาเพราะเห็นมีความสามารถ เพื่อประเทศชาติต่างพรรคก็ไม่เป็นไร นั่นคือข้ออ้าง การกระทำเยี่ยงนี้มันเหมือนคิดว่าตนถือไพ่เหนือทุกคน อยากทำอย่างไรก็ได้ สังคมต้องชื่นชมคุณ .. ไม่ใช่แล้วหล่ะศุภจี มันต้องมีมารยาททางสังคม คิดเอาเองว่าจากนี้ต้องทำอย่างไร อย่าหลงตนว่าแน่ ฉันคนหนึ่งที่ไม่ได้เชื่อว่าคุณเป็นมือ1 ยังมีคนเก่งกว่าคุณอีกหลายขุม ตอนนี้ฉันมองไปด้วยซ้ำว่าอาจมีเจตนาไม่ดีต่อพรรคประชาธิปัตย์" และสุดท้ายนางกาญจนียังได้ลงท้าย แฮชแทคว่า "มะม่วงEG" และ "มะม่วง" "มะม่วง" ซึ่งจากการคาดการณ์น่าจะเป็นการล้อเลียนโครงหน้าของศุภจี ว่าเหมือนมะม่วง #TheStructure #TheStructureNews #พรรคประชาธิปัตย์ #ศุภจีสุธรรมพันธุ์ #กาญจนีวัลยะเสวี
The Structure tweet media
ไทย
0
0
1
97
The Structure
The Structure@TheStructureTH·
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกิดวิวาทะดุเดือดขึ้น เมื่อ รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายโจมตี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย โดยพุ่งเป้าไปที่ประเด็นความโปร่งใสในการรับงานของภาครัฐ ‘ไอซ์ รักชนก’ แฉบริษัทญาติกวาดงาน 2.4 พันล้าน - แซะนั่ง รมช. เพราะญาติทำถนนเก่ง รักชนก ได้นำเสนอข้อมูลผ่าน QR Code กลางสภาฯ ระบุถึงโครงการในปี 2568 ของ หจก. แห่งหนึ่งใน จ.ศรีสะเกษ ซึ่งอ้างว่าเป็นบริษัทเครือญาติของนายสิริพงศ์ โดยระบุว่าบริษัทดังกล่าวชนะการประมูลงานของภาครัฐถึง 34 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2,466 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทย และเป็นงานตัดถนน ในช่วงท้ายของการอภิปราย น.ส.รักชนก ได้กล่าวพาดพิงถึงตำแหน่งของนายสิริพงศ์อย่างดุเดือดว่า "ส่วนใหญ่แล้วเป็นงานตัดถนนทั้งนั้น ดิฉันก็เลยไม่รู้ว่า เพราะญาติของท่านเนี่ยตัดถนนเก่งแบบนี้หรือเปล่า ท่านสิริพงศ์ รอบนี้ก็เลยได้เป็น รมช.คมนาคม เรียกได้ว่า Put the right man on the right job" ‘สิริพงศ์’ โต้กลับ ยันแค่ญาติห่างๆ ไร้เอี่ยวธุรกิจ ซัดกลับ "ไม่ต่างจากสุริยะ-ธนาธร" ทันทีที่จบการอภิปราย นายสิริพงศ์ ได้ลุกขึ้นใช้สิทธิพาดพิงชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยยืนยันว่าตนไม่มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการประมูลงานของบริษัทดังกล่าว และชี้แจงถึงความสัมพันธ์ว่า เป็นเพียงบริษัทของลูกพี่ลูกน้องของคุณพ่อ (คนละมารดา) "บริษัทที่ท่านกล่าวอ้าง เป็นลูกพี่ลูกน้อง ไม่ใช่มารดาเดียวกันกับคุณพ่อผม แต่ความสัมพันธ์ในเชิงความเป็นญาติ ก็เป็นญาติครับ แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกันในเชิงการทำธุรกิจ หรือการใช้ชีวิตครอบครัวแต่อย่างใด" นอกจากนี้ รมช.คมนาคม ยังได้งัดไทม์ไลน์ขึ้นมาโต้แย้งข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ โดยระบุว่า "นอกจากนั้นแล้ว ในปี 2568 ที่ผ่านมา ผมไม่ได้มีอำนาจในการบริหารใดๆ และในปี 2566 ผมก็ไม่ได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง สส. เนื่องจากผมสอบตก... เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ว่า มันไม่ได้มีความเกี่ยวพันกัน" ก่อนที่นายสิริพงศ์ จะทิ้งท้ายด้วยประโยคเด็ดที่เรียกเสียงฮือฮา ด้วยการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของเครือญาติที่อยู่คนละขั้วการเมืองว่า "ขอบคุณที่ท่านกรุณาโยงให้ และข้อความที่ท่านได้กล่าวเมื่อสักครู่ ก็ขอบคุณที่ท่านย้ำอีกครั้ง เพราะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมก็เห็นในโซเชียลเขาก็เขียนมาอย่างที่ท่านพูด... แต่ผมก็ขอย้ำให้ท่านทราบครับว่า ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกัน ก็คงไม่ต่างจากท่านสุริยะ (จึงรุ่งเรืองกิจ) กับท่านธนาธร (จึงรุ่งเรืองกิจ)" #TheStructure #TheStructureNews #พรรคประชาชน #พรรคภูมิใจไทย #สิริพงศ์อังคสกุลเกียรติ
The Structure tweet media
ไทย
0
0
1
136
The Structure
The Structure@TheStructureTH·
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ตั้งโต๊ะแถลงด่วนกลางสภาฯ ขยายผลปมวิกฤตดีเซล แฉตัวเลขผิดปกติพบ "น้ำมันหายจากระบบ 600-700 ล้านลิตร" ชี้เป้าอาจเป็นขบวนการกุตัวเลข ‘น้ำมันเก๊’ หวังฮุบเงินอุดหนุนกองทุนน้ำมันฯ ทะลุ 10,000 ล้านบาท ซัดการทำงานของ DSI ตรวจ GPS แค่เล่นปาหี่ จี้รัฐบาลเร่งแจงข้อเท็จจริงก่อนปิดสภาฯ วันนี้ (10 เม.ย. 2569) เวลา 13.00 น. ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงข่าวขยายผลจากการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวานนี้ (9 เม.ย.) โดยมุ่งเป้าเจาะลึกไปที่วิกฤตน้ำมันดีเซลแพงและขาดแคลน ซึ่ง นพ.วรงค์ ชี้ว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่แค่เรื่องราคา แต่คือ "การทุจริตโกงกินและปล้นชาติ" จากกรณีน้ำมันหายไปจากระบบจำนวนมหาศาล นพ.วรงค์ อ้างอิงข้อมูลเชิงลึกจากกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งเป็นยอดการส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ (ไม่ใช่ยอดการใช้น้ำมันรวม) โดยพบความผิดปกติที่ย้อนแย้งกันอย่างชัดเจน ดังนี้: ภาวะปกติ (ม.ค.): มีการจ่ายน้ำมันไปปั๊มต่างๆ 51 ล้านลิตร/วัน ประชาชนเติมได้ปกติ ไม่อั้น ช่วงวิกฤต (กลาง - สิ้นเดือน มี.ค.): มีการจ่ายน้ำมันพุ่งสูงถึง เกือบ 70 ล้านลิตร/วัน แต่ประชาชนกลับขาดแคลน ต้องนำแกลลอนมาต่อคิว และถูกจำกัดให้เติมได้เพียง 500-1,000 บาท/คน ช่วงหลังวิกฤต (ต้นเดือน เม.ย.): ยอดจ่ายน้ำมันลดลงฮวบฮาบ (5 เม.ย. จ่าย 37.5 ล้านลิตร, 6 เม.ย. จ่าย 46 ล้านลิตร, 7 เม.ย. จ่าย 42 ล้านลิตร) ลดลงจากช่วงวิกฤตเกือบ 30 ล้านลิตร แต่ประชาชนกลับสามารถเติมได้ไม่อั้นโดยไม่มีปัญหา 🔴เจาะทฤษฎี ‘น้ำมันลม’ ส่อฮุบเงินอุดหนุน 10,000 ล้าน จากตัวเลขดังกล่าว นพ.วรงค์ ประเมินว่าในช่วงวิกฤตมีน้ำมันดีเซลหายไปจากระบบสูงถึง 600-700 ล้านลิตร ซึ่งไม่สามารถอ้างได้ว่าประชาชนช่วยกันประหยัด นำมาสู่ข้อสันนิษฐานเรื่อง "ทฤษฎีน้ำมันลม" หรือน้ำมันเก๊ที่ไม่มีอยู่จริง นพ.วรงค์ อธิบายเส้นทางน้ำมันว่าแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ต้นน้ำ (โรงกลั่น), กลางน้ำ (คลังน้ำมัน/ผู้ค้ามาตรา 7), และปลายน้ำ (ปั๊มน้ำมัน) เมื่อรัฐบาลตรวจกลางน้ำแล้วไม่พบการกักตุน (หากมีน้ำมันเกิน 700 ล้านลิตรจริง คลังต้องล้น) จึงเกิดคำถามตัวโตๆ ว่า กลุ่มต้นน้ำหรือโรงกลั่น ซึ่งผู้ค้ามาตรา 7 หลายรายมีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง ได้ทำการ "ส่งเพียงตัวเลขลม" มายังกลางน้ำโดยไม่มีน้ำมันจริงหรือไม่? "เป้าหมายของการส่งตัวเลขลม อาจเป็นการทำเพื่อหวังฮุบเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ต้องจ่ายอุดหนุนลิตรละ 10-20 บาท หากมีการทุจริต 600-700 ล้านลิตรจริง นี่คือการปล้นภาษีประชาชนมูลค่าสูงถึง 10,000 ล้านบาท" นพ.วรงค์ กล่าว 🔴 ซัด DSI ตรวจ GPS แค่ ‘ปาหี่’ - แนะวิธีเช็คบิลคนโกง นอกจากนี้ นพ.วรงค์ ยังวิจารณ์กรณีที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกระทรวงพลังงาน เตรียมตรวจสอบเส้นทางรถยนต์กว่า 10,000 เที่ยวผ่านระบบ GPS ว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่าย "เล่นปาหี่และหลอกลวงประชาชน" วิธีการจับคนผิดที่ตรงจุดที่สุด คือ การตรวจสอบทางบัญชี โดยนำยอดสั่งจ่ายระหว่าง โรงกลั่น, คลังน้ำมัน, และปั๊มปลายทาง มาเทียบกัน หากตัวเลข 3 ส่วนนี้ไม่ตรงกัน ก็สามารถเอาผิดผู้กระทำผิดได้ทันที ในช่วงท้าย นพ.วรงค์ ได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม (ในฐานะ ผอ.ศบก. ในขณะนั้น) ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงกลางสภาฯ ก่อนจะปิดสมัยประชุมในช่วงสงกรานต์ พร้อมเตือนว่าหากรัฐบาลเพิกเฉย ไม่สามารถนำตัวคนโกงมาลงโทษได้ รัฐบาลจะหมดความสง่างามในการบริหารประเทศ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอาจถึงขั้นต้องรับโทษจำคุก หากเรื่องนี้ถึงมือคณะกรรมาธิการตรวจสอบ #TheStructure #TheStructureNews #ราคาน้ำมัน #วรงค์เดชกิจวิกรม #พรรคไทยภักดี
The Structure tweet media
ไทย
0
0
0
83
The Structure
The Structure@TheStructureTH·
พวกเดนมนุษย์! พีระพันธุ์เดือด ด่ากราดพวกโจมตีใส่ร้ายว่า 2 ปีเป็นรัฐมนตรีไม่เห็นมีผลงาน ลั่นไม่มี รมต.พลังงานคนไหน ทำงานมากกว่าตนอีกแล้ว นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569 โดยมีใจความตอนหนึ่งที่พิธีกรเอ่ยถามถึงกระแสที่คนพูดวิจารณ์นายพีระพันธุ์ โดยเจ้าตัวระบุว่า... "ผมกล้าท้าเลย! ไปเอารัฐมนตรีพลังงานคนไหนที่ทำงานมากกว่าผม...ไปเอามาเลย มีไหมที่สามารถอธิบายเรื่องรายเหล่านี้ให้ประชาชนฟัง ไปเอามาเลย!" "ถ้าผมไม่ทำงาน ผมจะมานั่งพูดอย่างนี้ได้ไหม แต่ไอ้พวกที่มันตั้งใจจะมาโจมตีกล่าวร้ายผมเนี่ย มันก็พูดได้แค่นั้นแหละ" "ถ้าผมไม่ทำงานกฎหมาย 2 ฉบับนี้ผมร่างได้ไหม ไอ้ที่ผมพยายามอธิบายสาเหตุต่างๆ ของธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจพลังงานอย่างอื่น ก๊าซ ไฟฟ้า ถ้าผมไม่ทำงานผมจะรู้เรื่องข้อมูลพวกนี้มาพูดได้ไหม? ผมจะเสนอทางออกวิธีการแก้ไขได้ไหม? และที่จ่ายค่าไฟฟ้าถูกกันมาจนวันเนี้ย 2 ปีที่ผ่านมาเนี่ย ถ้าไม่ใช่เพราะผมนั่งทำงานแล้วใครทำ? ลองไปหาตัวมาให้ผมดูสิ!" "เพราะฉะนั้นอย่ามาพูดกับไอ้เรื่องแบบนี้กับผมนะ มันเป็นวาทกรรมทางการเมืองที่สร้างขึ้นมาเพื่อดิสเครดิตผมเท่านั้นแหละ ผมไม่สนใจ เรื่องแบบนี้พูดตรงๆ นะ ผมไม่สนใจ พวกเดนมนุษย์!!!" #TheStructure #TheStructureNews #ราคาน้ำมัน #พีระพันธุ์สาลีรัฐวิภาค #พรรครวมไทยสร้างชาติ
The Structure tweet media
ไทย
0
1
1
108
The Structure
The Structure@TheStructureTH·
ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 แล้ว นั้น บัดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไปแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้ - นายพิพัฒน์ รัชกิจประการเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม - นายทรงศักดิ์ ทองศรีเป็นรองนายกรัฐมนตรี - นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง - นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ - นางศุภจี สุธรรมพันธุ์เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ - นายปกรณ์ นิลประพันธ์เป็นรองนายกรัฐมนตรี - นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม - นางสาวศุภมาส อิศรภักดีเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี - นายภณินทร ศรีสรรพางค์เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี - นายภราดร ปริศนานันทกุลเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี - นางสุขสมรวย วันทนียกุลเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี - พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม - นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุลเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา - นายนิกร โสมกลาง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ - นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ - นายวัชระพล ขาวขำ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ - นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัชเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ - นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม - นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม - นายสรรเพชญ บุญญามณีเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม - นายไชยชนก ชิดชอบเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม - นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม - นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม - นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน - นายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอีกตำแหน่งหนึ่ง - นายพลพีร์ สุวรรณฉวีเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย - นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย - นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย - พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม - นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน - นางสาวชาบีดา ไทยเศรษฐ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม - นายประเสริฐ จันทรรวงทองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ - นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ - นายพัฒนา พร้อมพัฒน์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข - นายวราวุธ ศิลปอาชาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 30 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
The Structure tweet mediaThe Structure tweet mediaThe Structure tweet media
ไทย
0
1
1
221
The Structure
The Structure@TheStructureTH·
มาเจด อัล-อันซารี (Majed Al-Ansari) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ ออกมาตอกย้ำถึงจุดยืนที่สำคัญของภูมิภาคตะวันออกกลางต่อความสัมพันธ์กับประเทศอิหร่าน โดยระบุชัดเจนว่า แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากจากการถูกโจมตี แต่อิหร่านและประเทศเพื่อนบ้านจะต้องหาทางอยู่ร่วมกันให้ได้ในอนาคต "ก่อนอื่นเลย ผมคิดว่าเราได้พูดเรื่องนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว อิหร่านอยู่ที่นี่มานานนับพันปี ผู้คนในภูมิภาคนี้ก็อยู่ที่นี่มาเป็นพันๆ ปีเช่นกัน ไม่มีใครจะย้ายไปไหน การทำลายล้างจนสิ้นซากไม่ใช่ทางเลือก ไม่มีกลุ่มคนหรือประเทศใดที่จะสูญหายไปจากการมีอยู่ เพียงเพราะความต้องการหรืออำเภอใจของตัวละครทางการเมืองใดๆ" อัล-อันซารี กล่าว เขาย้ำว่า ประเทศในภูมิภาคนี้จะต้องเป็นเพื่อนบ้านกันต่อไปในอนาคตของมนุษยชาติ และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวิธีการอยู่ร่วมกันให้ได้ แม้จะต้องเผชิญกับประชากรชาวอิหร่านกว่า 90 ล้านคน ซึ่งเป็นชนชาติที่มีความภาคภูมิใจและร่วมใช้พื้นที่อ่าวนี้มาอย่างยาวนาน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ขณะนี้ภูมิภาคกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่ง หลังจากการโจมตีที่เกิดขึ้นได้ละเมิดอธิปไตยและส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ รวมถึงวิถีชีวิตประจำวันของประชาชน "เราไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก และเราไม่ถือว่าการโจมตีอธิปไตยของเราเป็นสิ่งที่เราจะยอมรับหรือทนอยู่กับมันได้" อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าแม้จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น การหาทางออกเพื่อก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้คือสิ่งสำคัญที่สุด ในช่วงท้าย อัล-อันซารี ได้ส่งข้อความที่ชัดเจนถึงรัฐบาลและประชาชนชาวอิหร่าน โดยเน้นย้ำว่าความสัมพันธ์ฉันพี่น้องและเพื่อนบ้าน ควรมีน้ำหนักมากกว่าเรื่องราวทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น "การที่พวกเขาตัดสินใจโจมตีประเทศของเราเช่นนี้ ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีฉันเพื่อนบ้าน หรือแก่นแท้ของความเป็นพี่น้องกันเลย แต่มันเป็นสิ่งที่เราต้องก้าวผ่านไปให้ได้" เขากล่าวทิ้งท้าย #TheStructure #TheStructureNews #กาตาร์ #สงครามอิหร่าน
The Structure tweet media
ไทย
0
0
0
81
The Structure
The Structure@TheStructureTH·
ทำไมไทยต้องอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์? สำรวจกลไกตลาดโลก และเหตุผลที่ "เกาหลีเหนือ" คือประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่ไม่อ้างอิงตลาดเสรี ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันผันผวน เรามักจะได้ยินการออกมาตั้งคำถามจาก NGO และฝ่ายการเมืองบางกลุ่มว่า "ทำไมไทยต้องอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ ทำไมไม่กำหนดราคาเอง?" เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เราต้องกลับมามองกลไก "ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์" (Commodity Market) ของโลกเสียก่อน 🔴 ทำไมน้ำมันถึงต้องอ้างอิงราคาตลาดกลาง? น้ำมันสำเร็จรูปเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการซื้อขายกันทั่วโลก (Global Commodity) ราคาจึงถูกกำหนดโดยกลไก "อุปสงค์และอุปทาน" ของตลาดโลก ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่งกำหนดขึ้นเองได้ การมี "ตลาดกลาง" จึงเป็นเสมือนศูนย์รวมข้อมูลและตัวแทนของราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในภูมิภาคนั้นๆ อย่างโปร่งใส ทำให้การซื้อขายระหว่างประเทศมีมาตรฐานเดียวกัน ป้องกันการตั้งราคาตามอำเภอใจ 🔴 ปัจจุบัน ตลาดกลางซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูปหลักๆ ของโลกมีด้วยกัน 3 แห่ง ได้แก่: ▪️ตลาดนิวยอร์ค (NYMEX) - อ้างอิงราคาฝั่งทวีปอเมริกา ▪️ตลาดลอนดอน (ICE) - อ้างอิงราคาฝั่งทวีปยุโรป ▪️ตลาดสิงคโปร์ (SIMEX) - อ้างอิงราคาฝั่งทวีปเอเชีย 🔴 เอเชียตะวันออกอิงสิงคโปร์หมด ยกเว้น... "เกาหลีเหนือ" สิงคโปร์คือศูนย์กลางการกลั่นและค้าน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ดังนั้นประเทศในแถบเอเชียตะวันออกและโอเชียเนีย ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน รวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ล้วนใช้วิธีอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ทั้งสิ้น เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงในภูมิภาค แต่มีเพียง "ประเทศเดียว" ในเอเชียตะวันออกที่ไม่อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ นั่นคือ "เกาหลีเหนือ" ซึ่งเป็นรัฐที่ไม่ได้ค้าขายภายใต้กลไกตลาดเสรี หมายเหตุ: แม้แต่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่าง มาเลเซียและบรูไน ที่มีการชดเชยราคาน้ำมันให้ประชาชนจนได้ใช้น้ำมันราคาถูกกว่าตลาดโลกนั้น ก็ยังใช้การอ้างอิง ราคาจากตลาดกลางที่สิงคโปร์ เพื่อจะได้ทราบว่าจะนำเงินจำนวนเท่าไรไปชดเชยส่วนต่างราคาน้ำมันให้กับประชาชน 🔴 หากไทยเลิกอิงสิงคโปร์ จะเกิดอะไรขึ้น? หากทำเช่นนั้น ประเทศไทยจะกลายเป็น "ประเทศที่ 2 ต่อจากเกาหลีเหนือ" ในภูมิภาคนี้ทันที ที่ตัดขาดตัวเองออกจากกลไกตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ความเสียหายจากนโยบายที่บิดเบือนตลาด จะตกอยู่กับระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว กรณีที่บังคับกดราคาให้ "ต่ำกว่า" ตลาดโลก (นโยบายประชานิยม) - วิกฤตน้ำมันขาดแคลนทันที: น้ำมันเป็นสินค้าเสรี หากรัฐบังคับให้ขายถูกกว่าความเป็นจริง โรงกลั่นในประเทศย่อมเลือก "ส่งออก" น้ำมันไปขายประเทศอื่นที่ได้ราคาสูงกว่าและคุ้มทุน แทนที่จะยอมขายขาดทุนในบ้านเรา ส่งผลให้ไม่มีน้ำมันเหลือพอใช้ในประเทศ - เกิดการลักลอบนำออกไปขาย: เมื่อน้ำมันไทยถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างผิดปกติ จะเกิดขบวนการลักลอบขนน้ำมันจากไทยไปขายทำกำไรตามแนวชายแดนทันที - กองทุนและภาษีพังพินาศ: หากรัฐจะอุดหนุนเพื่อกดราคา รัฐก็ต้องเอาเงินภาษีหรือกู้เงินเข้ากองทุนน้ำมันมาโปะส่วนต่างมหาศาลทุกวัน จนกลายเป็นหนี้สาธารณะก้อนโตที่ประชาชนต้องตามใช้หนี้ในอนาคต สรุป: การอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ จึงไม่ใช่เรื่องของการ "เอื้อนายทุน" อย่างที่มักถูกหยิบยกมาโจมตี แต่คือการใช้กลไกที่สะท้อน "ต้นทุนที่แท้จริงและโปร่งใสที่สุด" ของภูมิภาค เพื่อรักษาสมดุลไม่ให้เกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลน และปกป้องระบบเศรษฐกิจไทยไม่ให้พังทลายจากการแทรกแซงตลาดนั่นเอง #TheStructure #TheStructureNews #ราคาน้ำมัน #พลังงาน #สงครามอิหร่าน
The Structure tweet media
ไทย
1
100
87
5.9K
The Structure
The Structure@TheStructureTH·
พีระพันธุ์ขู่! สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ให้ระวังตัวไว้ อัดทุกคนที่อยู่ในกระบวนการขายน้ำมันคือ "ไอ้โม่ง" ชี้ตอนเป็น รมว.พลังงาน ไม่เข้าประชุม กบน. เพราะตนไม่เห็นด้วยที่ใช้เงินไปชดเชยราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ซึ่งสวนทางความเป็นจริง เหตุกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยราคาหน้าโรงกลั่นมาตลอด โดยนายพีระพันธุ์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้ดังนี้ "ทุกอย่างที่พวกท่านทำ ท่านมีความรับผิดชอบทางกฎหมายนะ ท่านต้องอธิบายได้นะว่าทำไม 6 บาท มีข่าวมาบอกว่ามีการตกลงกันแล้วว่าจะให้ขึ้น 6 บาท ท่านตอบให้ได้นะ... ถ้าท่านตอบไม่ได้ 'ระวัง(ตัว)!!' คนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการขายน้ำมันทั้งหมด ทุกคนที่อยู่ในวงการเนี้ย คือ 'ไอ้โม่ง' ทั้งนั้น" เมื่อถูกถามเรื่องการประชุมคณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง นายพีระพันธุ์ตอบว่า 'ตนไม่เคยเข้าประชุม' แม้ว่า รมว.พลังงานจะเป็นประธานโดยตำแหน่ง เหตุเพราะตนไม่เห็นด้วยกับการใช้กองทุนเชื้อเพลิงมาตรึงราคาพลังงาน "ผมไม่เคยประชุม...ผมไม่เข้า เพราะผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการทำงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะไม่สามารถให้คำตอบผมได้ในหลายเรื่อง ว่าทำไมชดเชยเท่านี้ ทำไมคำนวณแบบนี้ แล้วจะให้ผมเห็นชอบ... ผมเห็นชอบด้วยไม่ได้" "ผมไม่เห็นด้วย แล้วผมรู้สึกว่ามันเป็นความผิดตามกฎหมาย ผมก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนี้ผมออกกฎหมายใหม่ดีกว่า เป็นที่มาของเหตุผลที่ผมบอกว่า ต้องมีน้ำมันสำรองของประเทศ มาแทนกองทุนน้ำมัน" "การชดเชยเนี่ย ให้ชดเชยเนื้อน้ำมันสิ ไม่ใช่ชดเชยราคาหน้าปั๊ม เพราะนั่นคือเนื้อน้ำมัน แต่ราคาหน้าปั๊มมันคือภาษี มันคือเงินเข้ากองทุน มันคืออะไรยิบย่อยเต็มไปหมด แล้วคุณเอาราคาหน้าปั๊มไปชดเชย ก็เท่ากับคุณชดเชยทุกอย่างคืนเขาไปได้ยังไง" ทั้งนี้คำกล่าวอ้างของนายพีระพันธุ์เป็นการกล่าวอ้างที่ไม่ตรงกับ 'ข้อเท็จจริง' เนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ชดเชยราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ไม่ใช่ชดเชยราคาหน้าปั๊ม (ที่บวกภาษีหรือค่าการตลาดของผู้จำหน่ายน้ำมัน) ตามที่นายพีระพันธุ์กล่าวอ้างแต่ประการใด #TheStructure #TheStructureNews #พรรครวมไทยสร้างชาติ #พีระพันธุ์สาลีรัฐวิภาค #สงครามอิหร่าน
The Structure tweet media
ไทย
0
1
1
115
The Structure
The Structure@TheStructureTH·
HOT ISSUE : เจาะลึกโครงสร้างโรงกลั่นไทย "กักตุน" หรือ "ส่งไม่ทัน"? สางปมวิกฤตพลังงานท่ามกลางไฟสงคราม ป้าย "น้ำมันหมด (Sold Out)" ตามสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งในช่วงนี้ สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนไม่น้อย ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (อิหร่าน) ที่ดันราคาน้ำมันดิบโลกให้ผันผวน สิ่งที่ตามมาคือคำถามและข้อกล่าวหาจากนักการเมืองบางส่วนที่พุ่งเป้าไปที่ "โรงกลั่น" ว่าฉวยโอกาสกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรหรือไม่? The Structure ขอพาไปเจาะลึกโครงสร้างการทำงานของโรงกลั่นน้ำมันไทย กางข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อทำความเข้าใจว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ คือการ "กักตุน" หรือแท้จริงแล้วคือ "คอขวดด้านโลจิสติกส์" 🔴 1. โรงกลั่นไม่ได้เบรค แต่กำลัง "เร่งเครื่อง 100%" ข้อกล่าวหาที่ว่าโรงกลั่นชะลอการผลิตเพื่อกักตุนสินค้านั้น ขัดแย้งกับตัวเลขการดำเนินงานจริงอย่างสิ้นเชิง จากข้อมูลประเมินในเดือนมีนาคม 2569 (โดยอ้างอิงจากกลุ่มโรงกลั่นหลัก 6 แห่ง) พบว่า อัตราการผลิต (Utilization Rate) ถูกดันขึ้นไปแตะระดับ 100% เต็มกำลังความสามารถ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี (พ.ศ. 2564-2568) ที่เคยเดินเครื่องอยู่ระดับ 93% เท่านั้น หมายความว่าในฝั่งของผู้ผลิตต้นทาง กำลังทำงานอย่างหนักกว่าสภาวะปกติเพื่อป้อนน้ำมันเข้าสู่ระบบให้ทันต่อความต้องการ 🔴 2. โครงสร้างที่ทำให้การ "กักตุนน้ำมัน" เป็นไปไม่ได้ ในทางปฏิบัติ การที่โรงกลั่นจะแอบเก็บน้ำมันไว้ในแทงก์เพื่อรอราคาขึ้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ด้วยข้อจำกัดทางวิศวกรรมและกฎหมาย 4 ประการ: ▪️ เดินเครื่อง 24 ชั่วโมง: กระบวนการกลั่นต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถเปิดๆ ปิดๆ ได้เหมือนสวิตช์ไฟ ▪️ คลังเก็บมีขีดจำกัด (Bottlenecked Capacity): โรงกลั่นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็น "โกดัง" ถังเก็บน้ำมันมีพื้นที่จำกัด หากไม่ระบายน้ำมันที่ผลิตเสร็จแล้วออกไป ถังจะเต็มและระบบทั้งหมดจะต้องหยุดชะงัก (Shut down) ซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาล ▪️ ต้องสูบจ่ายออกทุกวัน: เพื่อให้สายพานการผลิตเดินหน้าต่อได้ น้ำมันต้องถูกสูบจ่ายออกจากโรงกลั่นเข้าสู่ระบบการขนส่งอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ▪️ โปร่งใส ตรวจสอบได้: ปริมาณน้ำมันคงคลังทั้งหมดไม่ใช่ความลับ โรงกลั่นต้องรายงานตัวเลขแบบรายวันต่อ กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ภาครัฐจึงรับรู้สถานะของคลังน้ำมันแบบเรียลไทม์เสมอ 🔴 3. เมื่อความตื่นตระหนก ดัน "Demand" พุ่งทะยาน สาเหตุหลักที่ทำให้น้ำมันดูเหมือนขาดแคลน ไม่ใช่เพราะ Supply หาย แต่เป็นเพราะ Demand หรือความต้องการใช้น้ำมันในช่วงวันที่ 1-15 มีนาคม 2569 พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากความกังวลเรื่องสงคราม: ▪️ กลุ่มเบนซิน: ความต้องการพุ่งเป็น 36 ล้านลิตร/วัน (เพิ่มขึ้น 15% จากปี 2568) ▪️ กลุ่มดีเซล: ความต้องการพุ่งเป็น 85 ล้านลิตร/วัน (เพิ่มขึ้นถึง 26% จากปี 2568) เมื่อประชาชนและภาคธุรกิจแห่กันเติมน้ำมันเต็มถังหรือกักเก็บไว้ใช้เองพร้อมๆ กันทั่วประเทศ ปริมาณการดึงน้ำมันออกจากปั๊มจึงรวดเร็วกว่าภาวะปกติหลายเท่าตัว 🔴 4. "การขนส่ง" คือคอขวด ไม่ใช่น้ำมันขาดประเทศ กระบวนการเดินทางของน้ำมันมีโครงสร้างที่ชัดเจน: โรงกลั่น ➔ ผู้ค้าน้ำมัน (Traders) ➔ รถขนส่ง ➔ สถานีบริการ/ภาคอุตสาหกรรม/เกษตร การซื้อขายระหว่างโรงกลั่นกับผู้ค้ามีสัญญาและโควต้าที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า เมื่อเกิดภาวะ Panic Buy ที่ดึงน้ำมันออกจากสถานีบริการอย่างรวดเร็ว ปัญหาที่แท้จริงจึงไปตกอยู่ที่ "ระบบโลจิสติกส์" รถบรรทุกน้ำมันมีจำนวนจำกัดและมีรอบเวลาในการวิ่งที่ตายตัว เมื่อทุกปั๊มในทุกพื้นที่สั่งน้ำมันเพิ่มพร้อมๆ กัน การจัดรถขนส่งจากคลังไปเติมให้ตามปั๊มต่างๆ จึงเกิดอาการ "วิ่งรถส่งไม่ทัน" (Logistics Lag) บทสรุป: ภาพปั๊มน้ำมันที่ติดป้ายหมด ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยไม่มีน้ำมัน หรือโรงกลั่นกำลังเล่นแง่กักตุน น้ำมันยังคงถูกผลิตออกมาเต็มกำลัง 100% และถูกส่งออกจากโรงกลั่นทุกวัน ปรากฏการณ์นี้คือ "คอขวดของการกระจายสินค้า" ที่เผชิญกับแรงกระชากของความต้องการอย่างฉับพลันเท่านั้น เมื่อความตื่นตระหนกทุเลาลง และรถขนส่งสามารถวิ่งทำรอบกระจายสินค้าได้ตามปกติ สถานการณ์หน้าปั๊มก็จะกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้ง #TheStructure #TheStructureNews #น้ำมันหมด #โรงกลั่น #สงครามอิหร่าน
The Structure tweet media
ไทย
0
1
1
151
The Structure
The Structure@TheStructureTH·
หลายประเทศในเอเชียกำลังเพิ่มการใช้งาน "ถ่านหิน" ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษ เพื่อรับมือกับปัญหาการขาดแคลนพลังงานและราคาที่พุ่งกระฉูดอันเป็นผลพวงมาจากสงครามในตะวันออกกลาง 🔴 จีน (China): แม้จีนจะเป็นแชมป์โลกด้านการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ แต่เพื่อป้องกันปัญหาไฟดับ (Power Crunch) ที่เคยสร้างความเสียหายต่อภาคการผลิตอย่างหนัก รัฐบาลปักกิ่งได้ไฟเขียวอนุมัติการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล พร้อมสั่งให้เหมืองถ่านหินในประเทศเร่งกำลังการผลิตแบบเต็มพิกัด เพื่อสร้างกันชน (Buffer) ป้องกันผลกระทบจากราคา LNG นำเข้าที่พุ่งสูง 🔴 ญี่ปุ่น (26 มี.ค. 69): รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งประกาศไฟเขียว "ปลดล็อก" ข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นการฉุกเฉิน เพื่อรับประกันความมั่นคงทางพลังงานและป้องกันปัญหาไฟฟ้าดับ (Blackout) เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงได้ 🔴 เกาหลีใต้: รัฐบาลได้สั่งยกเลิกเพดานจำกัดการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินไปก่อนหน้านี้แล้ว 🔴 ไทย: กำลังเตรียมพร้อมที่จะนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน 2 ยูนิตที่เพิ่งถูกปลดระวางไปเมื่อปีที่แล้ว กลับมาเดินเครื่องใช้งานอีกครั้ง 🔴 อินเดีย: ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าอย่างหนักอยู่แล้ว ขณะนี้ภาคประชาชนต้องหันมาใช้ถ่านหินเพื่อทดแทนก๊าซหุงต้มที่ขาดแคลนและมีราคาแพง --- "วิกฤตน้ำมันและก๊าซจากอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีแหล่งพลังงานภายในประเทศที่ไม่ได้รับผลกระทบจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก ซึ่งถ่านหินเป็นเช่นนั้น" เอมี คอง (Amy Kong) นักวิเคราะห์วิจัยจาก Zero Carbon Analytics กล่าว สถาบันเศรษฐศาสตร์พลังงานและการวิเคราะห์ทางการเงิน (Institute for Energy Economics and Financial Analysis) ระบุว่า สิ่งที่ซ้ำเติมปัญหาคือ ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ไม่มีแหล่งกักเก็บก๊าซใต้ดิน ทำให้ประเทศเหล่านี้มีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อปัญหาราคาที่พุ่งกระฉูด ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงกำลังเพิ่มการใช้ถ่านหิน ซึ่งสามารถจัดหาได้จากในภูมิภาคหรือแม้กระทั่งภายในประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาไฟดับและปกป้องประชาชนจากภาวะราคาช็อกอย่างรุนแรง แม้จะไม่สามารถนำไปใช้ทดแทนในโรงไฟฟ้า LNG ได้โดยตรง แต่ประเทศต่างๆ ก็สามารถเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ให้เต็มกำลังการผลิตมากขึ้น หรือนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่หยุดใช้งานไปแล้วกลับมาเดินเครื่องใหม่ได้ --- ขณะที่ Dinita Setyawati นักวิเคราะห์พลังงานอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียจากศูนย์วิจัย Ember กล่าวว่า การหันกลับไปใช้ถ่านหินจะ "สร้างต้นทุนมหาศาลทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข" และแม้ว่าการเพิ่มกำลังการผลิตถ่านหินชั่วคราวจะเป็นมาตรการขัดตาทัพที่น่าดึงดูดใจ แต่ภาคธนาคารก็ลังเลที่จะให้เงินทุนสนับสนุนการก่อสร้างโครงการถ่านหินใหม่ๆ เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่สูญเปล่า (stranded assets) ในขณะที่ประเทศต่างๆ ถูกบังคับให้ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีด้านสภาพภูมิอากาศ #TheStructure #TheStructureNews #LNG #โรงไฟฟ้าถ่านหิน #สงครามอิหร่าน
The Structure tweet media
ไทย
0
0
0
247
The Structure
The Structure@TheStructureTH·
ราคาน้ำมันมักเป็นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในสังคมไทยอยู่เสมอ โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่า "คนไทยใช้น้ำมันแพงที่สุด" แต่หากกางข้อมูลเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยราคาน้ำมันในภูมิภาคอาเซียน ข้อมูล ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่จ่ายค่าน้ำมันแพงที่สุดอย่างที่หลายคนเข้าใจ ข้อมูลจากตารางเปรียบเทียบชี้ให้เห็นตำแหน่งของประเทศไทยที่อยู่ "ระดับกลาง" ค่อนไปทางต่ำ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน: ▪️ กลุ่มเบนซิน: ประเทศไทยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 41.05 บาท/ลิตร ซึ่งถูกกว่า สิงคโปร์ (87.25 บาท), ลาว (62.35 บาท), เมียนมา (59.87 บาท), กัมพูชา (55.72 บาท) และฟิลิปปินส์ (54.50 บาท) อย่างมีนัยสำคัญ ▪️ กลุ่มดีเซล: ราคาของไทยอยู่ที่ 38.94 บาท/ลิตร ซึ่งยังคงต่ำกว่าหลายประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตใกล้เคียงกัน เช่น เวียดนาม (47.16 บาท) และมาเลเซีย (45.59 บาท) 🔴 กลไกกองทุนน้ำมันฯ กลไกที่ช่วยพยุงค่าครองชีพ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันในบ้านเรายังคงอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ และไม่พุ่งสูงตามความผันผวนของตลาดโลกแบบ 100% คือการทำงานของ "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" ที่คอยเข้ามาอุดหนุนและซับแรงกระแทกไว้ให้ประชาชน #TheStructure #TheStructureNews #ราคาน้ำมัน #โรงกลั่น #สงครามอิหร่าน
The Structure tweet media
ไทย
0
15
10
691
The Structure
The Structure@TheStructureTH·
ท่ามกลางความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งแรงกระเพื่อมถึงความมั่นคงทางพลังงานทั่วโลก โดยเฉพาะความกังวลต่อการปิดกั้น "ช่องแคบฮอร์มุซ" (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ล่าสุด สถานการณ์สำหรับประเทศไทยเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกที่ชัดเจนขึ้นผ่านช่องทางการทูต สถานทูตอิหร่านส่งสารตรงถึงคนไทย: "มิตรภาพมีพื้นที่พิเศษเสมอ" เมื่อช่วงดึกของวันที่ 24 มีนาคม 2569 บัญชี X (Twitter) อย่างเป็นทางการของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย (@IraninBKK) ได้ออกแถลงการณ์สำคัญใจความว่า: "เราขอแจ้งให้ประชาชนชาวไทยทราบว่า ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสองประเทศของเราและรัฐสุลต่านโอมาน เรือไทยลำหนึ่งได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างสงบสุข เราให้ความสำคัญกับมิตรภาพของเราและจะไม่ลืมมิตรสหายของเรา" ในเวลาต่อมา บัญชีของสถานทูตอิหร่านในแอฟริกาใต้ (@IraninSA) ได้โควตข้อความดังกล่าวพร้อมย้ำจุดยืนระดับนานาชาติว่า "เมื่อเราบอกว่าช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ถูกปิด เราหมายความตามนั้นจริงๆ และขอเน้นย้ำว่า สำหรับมิตรประเทศแล้ว ย่อมมีพื้นที่พิเศษให้เสมอ" 🔴 บทเรียนจากความผิดพลาด สู่การยกระดับความร่วมมือทางการทูต ท่าทีและข้อความที่นุ่มนวลอย่างมีนัยสำคัญนี้ เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ความตึงเครียดก่อนหน้า ที่กองกำลังอิหร่านเกิดความผิดพลาดทางยุทธวิธีและเผลอโจมตีเรือขนส่งของไทยไปหนึ่งลำ เหตุการณ์ดังกล่าวนอกจากจะสร้างความกังวลใจให้กับภาคธุรกิจโลจิสติกส์แล้ว ยังเป็นบททดสอบสำคัญของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-อิหร่าน อย่างไรก็ตาม การปล่อยให้เรือน้ำมันของไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยในครั้งนี้ เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า: ▪️ การเจรจาหลังฉากทำงานได้ผล: การดึง "รัฐสุลต่านโอมาน" ซึ่งมีบทบาทเป็นตัวกลางผู้ไกล่เกลี่ยที่ได้รับการยอมรับในภูมิภาค เข้ามาร่วมประสานงาน ช่วยลดความเสี่ยงจากการระบุเป้าหมายผิดพลาด (Misidentification) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ▪️ การรักษาสายสัมพันธ์: อิหร่านเลือกที่จะใช้กรณีของประเทศไทยเป็นกระบอกเสียงไปยังประชาคมโลกว่า ตนยังคงเปิดช่องแคบฮอร์มุซสำหรับการพาณิชย์ของ "ประเทศพันธมิตรและมิตรสหาย" และพยายามกลบภาพลักษณ์ความผิดพลาดจากปฏิบัติการทางทหารในอดีต การที่เรือขนส่งน้ำมันดิบของไทยสามารถเดินทางผ่านพื้นที่ไข่แดงของความขัดแย้งได้อย่างปลอดภัย เป็นการการันตีว่า Supply Chain หรือต้นน้ำของระบบพลังงานไทยยังคงไม่ถูกตัดขาด โรงกลั่นในประเทศจะยังมีวัตถุดิบป้อนเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อทำการผลิตเต็มกำลัง 100% ต่อไป บทสรุป: ในสมรภูมิที่คาดเดาไม่ได้ การมี "พื้นที่พิเศษ" สำหรับมิตรประเทศตามที่อิหร่านกล่าวอ้าง คือเกราะป้องกันชั้นดีของประเทศไทย นี่คือภาพสะท้อนว่า ท่ามกลางวิกฤตการณ์ด้านความมั่นคง "การทูตที่ยืดหยุ่นและการรักษาสมดุล" คือยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในการรักษาผลประโยชน์และเสถียรภาพทางพลังงานของชาติเอาไว้ได้ #TheStructure #TheStructureNews #น้ำมัน #สงครามอิหร่าน
The Structure tweet media
ไทย
0
0
4
91