inumaki ตัวจริง

1.1K posts

inumaki ตัวจริง banner
inumaki ตัวจริง

inumaki ตัวจริง

@currenttimee

Mr.Diamond hands สดุดีแด่ @SidePillow2

Bangkok, Thailand 参加日 Ocak 2022
802 フォロー中74 フォロワー
固定されたツイート
inumaki ตัวจริง
inumaki ตัวจริง@currenttimee·
💎
JRT@JRTDesk

ถ้าให้เตือน.. จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมากับตัว และจากที่เห็นตัวอย่างของคนอื่นๆ ในชีวิต.. สิ่งที่จะเตือนคงไม่ใช่พวกเรื่องจิตวิทยา ไม่ใช่เรื่อง FOMO ไม่ใช่เรื่อง cut loss ที่หลายๆ คนคงได้เรียนรู้กันมาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว.. แต่อยากเตือนเรื่องที่นักลงทุนบางทีไม่รู้ตัวเองว่าไม่รู้... . . 📖 กำไรจากโชค vs กำไรจากฝีมือ บางทีคนเราแยกมันกันไม่ออก.. ปี 2003, 2009, 2013, 2019, 2020, 2021, 2023, 2024 เป็นปีที่ทุกคนได้กำไรมาง่ายๆ แล้วทุกคนก็คิดว่าตัวเองเก่ง ซึ่งความจริงคือในตลาด bull แบบนั้นให้ลิงมาหลับตาเลือกหุ้นมั่วๆ ก็ยังกำไรได้ วิธี check ตัวเองแบบที่ sophisticated investors ใช้คือดู risk-adjusted return ไม่ใช่ absolute return ทำได้ 30% แต่ตลาดขึ้น 40% และ drawdown 50% ระหว่างทาง… ถือว่าแพ้ลิง กำไรที่ทำซ้ำไม่ได้ในสภาพตลาดต่างกัน คือโชค.. ไม่ใช่ทักษะ.. ทักษะคือสิ่งที่ยังทำงานได้ในตอนที่ตลาดที่ไม่เป็นใจ เช่น... คนที่ short ตลาดได้กำไรตอน 2008 ทั้งๆ ที่ทุกคนรอบข้างบอกว่าบ้า นั่นคือทักษะ.. คนที่ hedge ตอน COVID แล้วยัง positive return ช่วงนั้น นั่นคือทักษะ.. คนที่ทำ 15% ต่อปีสม่ำเสมอ 10 ปีติด ทั้งปีที่ตลาดขึ้นและปีที่ตลาดลง.. นั่นคือทักษะ เทียบกับคนที่ทำ 80% ในปี 2020 แล้วติดลบ 60% ในปี 2022... average ออกมาอาจยังบวกอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ทักษะ นั่นคือ beta ที่ leverage สูงกลายมาเป็น alpha ปลอมๆ . . 📖 Transaction Cost กิน portfolio แบบที่ไม่รู้ตัว... ทุกคนรู้ค่า commission แต่ commission คือส่วนที่เล็กที่สุดของต้นทุนจริงๆ บางคนอาจจะคิดว่ 「เฮ้ย! ผมไม่ใช่ trader นะ..ไม่ได้ trade บ่อย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผม..」 ลองนึกดูว่าปีที่ผ่านมา rebalance กี่ครั้ง ขายตัวที่ไม่ชอบแล้วซื้อตัวใหม่กี่ครั้ง เห็นข่าว แล้วขยับ position กี่ครั้ง? คนที่คิดว่าตัวเองเป็น investor ไม่ใช่ trader บางที trade บ่อยกว่าที่คิด.. แค่ไม่ได้นับเพราะแต่ละครั้งมี「เหตุผล」ที่ดูดี ซึ่ง transaction cost ไม่ได้เกี่ยวกับความถี่ในการ trade... มันเกี่ยวกับทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวเงินใน portfolio สิ่งที่ใหญ่กว่า commission และบางทีคนมองไม่เห็นคือ implementation shortfall.. ราคาบนจอคือราคาก่อนที่เราจะกด execute... พอกด order จริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ... ถ้า order เล็ก ได้ราคาใกล้เคียงจอ แต่ถ้า order ใหญ่... ตลาดขยับหนีระหว่างที่ order กำลัง fill ราคาที่ได้จริงคือค่าเฉลี่ยของทุก partial fill ที่แย่ลงเรื่อยๆ ตามขนาด order และยังมีต้นทุนที่ไม่มีใครนับคือ bid-ask spread หุ้นที่ spread 0.5% ดูเหมือนไม่มาก แต่ถ้า trade เข้าออก 20 ครั้งต่อปี ลองคูณดูครับ กี่ % ก่อนที่จะนับ commission.. นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เคยนั่งคำนวณ all-in cost per trade จริงๆ commission + spread + slippage + opportunity cost ของเงินที่จมระหว่าง settle บางคนพอนับครบแล้วพบว่าจ่ายค่า cost of activity ปีละ 3-5% โดยไม่รู้ตัวมาหลายปี.. แนะนำว่าก่อนจะ trade ถามตัวเองว่า edge ของ trade นี้มากกว่า all-in (ไม่ใช่ all-in แบบนั้นนะ) cost ไหม ถ้าตอบไม่ได้... นั่นคือคำตอบแล้ว และถ้าคิดว่า limit order แก้ปัญหานี้ได้... มันแก้ได้แค่ครึ่งเดียว.. limit order แก้เรื่อง slippage ตอนเข้า แต่ยังมีเรื่อง adverse selection ที่ผมเคยพูดถึงอยู่ limit order ที่ fill มี performance แย่กว่า limit order ที่ไม่ fill โดยเฉลี่ย.. และ limit order ไม่ได้แก้เรื่อง spread ตอนออก ไม่ได้แก้เรื่อง bid-ask ตอน rebalance ไม่ได้แก้เรื่องต้นทุนรวมทั้งปี การได้ราคาเข้าที่ต้องการเป๊ะๆ ไม่ได้แปลว่า trade นั้นถูก มันแค่แปลว่าจ่ายน้อยลงในขั้นตอนเดียวของกระบวนการที่มีต้นทุนหลายชั้น . . 📖 กำไรที่หายไปมากที่สุดในชีวิตนักลงทุนไม่ได้หายเพราะตลาด... แต่มักจะหายเพราะสมองสั่งให้ทำอะไรบางอย่าง DALBAR ศึกษาพฤติกรรมนักลงทุนในอเมริกาย้อนหลัง 20 ปี (ตัวเลขในบางช่วงเวลา จาก report ตอนราวๆ 2015~2016) พบว่า S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10.35% ต่อปี แต่นักลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มเดียวกันได้เฉลี่ยแค่ 4.25% ต่อปี ไม่ใช่เพราะเลือก fund ผิด... แต่เพราะซื้อหลังจากตลาดขึ้นแล้ว และขายหลังจากตลาดลงแล้ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. ทุกรอบ . . ช่องว่าง 6% ต่อปีเรียกว่า behavior gap และมันเกิดจาก mechanism เดียวกันหมดทุกคน... เหมือนที่มีคนเคยวิจัยพบว่าการเตะประตูลูกโทษ..พบว่าผู้รักษาประตูที่เก่งๆ ระดับโลกมักจะพุ่งไปซ้ายหรือขวา 94% ทั้งที่ข้อมูลชัดเจนว่าการยืนอยู่กลางประตูให้ผลดีกว่าทางสถิติ เหตุผลคือ..การยืนเฉยๆ แล้วโดนยิง รู้สึกแย่กว่า.. การที่พุ่งไปผิดทิศทางแล้วโดนยิง ทั้งที่ผลเหมือนกัน... แต่ action ทำให้รู้สึกว่า「กูทำหน้าที่แล้ว」 สมองนักลงทุนมักทำแบบเดียวกันทุกครั้งที่ตลาดผันผวน ความรู้สึกไม่สบายใจทำให้ครั่นเนื้อครั่นตัวสั่งสมองว่า「ต้องทำอะไรสักอย่าง」เพื่อลดความรู้สึกนั้น ผลคือขายตอนพัง ซื้อตอนฟื้นแล้ว และเสีย 6% ต่อปี ทุกปี ไม่รู้ตัว การไม่ทำอะไรคือการตัดสินใจที่ยาก.. เพราะมันสู้กับธรรมชาติของมนุษย์โดยตรง ⚠️แต่นั่นไม่ได้แปลว่าห้ามทำอะไรทั้งนั้น… นักลงทุนที่ดีทำน้อยกว่า แต่ทำตาม rule ตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า.. ไม่ใช่ตาม feeling ที่เกิดขึ้นตอนนั้น hedging ที่ดีถูก setup ก่อนที่ตลาดจะพัง rebalancing ที่ดีถูก trigger โดย threshold ไม่ใช่โดยความกลัว.. ถ้าตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพราะ「ตอนนี้รู้สึกว่าควรทำ」... นั่นแหละคือ 6% ที่หายไปทุกปี . . . และที่อยากจะเตือนอีกอย่าง.. คือเตือนสำหรับ AUM ในแต่ละ bracket.. 📖 ต่ำกว่า 500,000 บาท ศัตรูไม่ใช่ตลาด... ศัตรูคือ opportunity cost ของเวลา portfolio 300,000 บาท research ทำการบ้าน due diligence อย่างหนัก 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (จริงๆ น้อยมากสำหรับผม แต่กับคนส่วนใหญ่ ผมว่าเยอะ..) ทำได้ดีมากคือ 25% ต่อปี กำไร 75,000 บาท ค่าแรงชั่วโมงละ 96 บาท ต่ำกว่า minimum wage บางประเทศ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เดียวกัน ถ้าเอาไปพัฒนาทักษะอาชีพ เรียนภาษา สร้าง side income... โอกาสที่ income จะขึ้น 100,000-300,000 ต่อปีมีสูงกว่ามาก.. ใครที่อยู่ bracket นี้.. portfolio management ไม่ใช่เรื่องสำคัญสุดที่ต้องทำในชีวิต แต่คนชอบทำผิดพลาดเดียวกันแทบทุกคน... เพราะการดู portfolio ทำให้รู้สึก productive กว่าการพัฒนาตัวเอง ทั้งที่ผลตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง แนะนำว่า.. ลงทุนใน index แล้วไปเพิ่ม income ก่อน แล้วค่อยกลับมาเรียนรู้เรื่องการลงทุนอย่างจริงจัง ตอนที่มันจะ matter จริงๆ . . 📖 500,000 ถึง 5,000,000 บาท ผมคิดว่าปัญหาคือเรายังไม่รู้หรอกว่าตัวเองมี edge จริงหรือเปล่า.. และเราจะไม่มีทางรู้... จนกว่าจะผ่านไปอย่างน้อย 5~7 ปีในสภาพตลาดหลายรูปแบบ ใน statistics ถ้าเรามี edge จริง 55% ต่อ trade ซึ่งถือว่าดีมากแล้ว.. เราต้องการ trade อย่างน้อย 200~300 ครั้งในสภาพตลาดที่หลากหลาย เพื่อให้ค่าสถิติมีนัยสำคัญพอที่จะแยก skill ออกจาก luck ได้ คนที่ทำได้ดีใน 1~2 ปี แล้วคิดว่าตัวเองมี edge... กำลังสับสน noise กับ signal สถาบันส่วนใหญ่ต้องการ track record 3~5 ปีก่อนที่จะเชื่อ manager คนไหน แต่นักลงทุนรายย่อยมักใช้เวลาแค่ 6 เดือน ก่อนจะ size up และยังมีปัญหาอีกชั้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่... research มากขึ้น ทำให้ความมั่นใจเพิ่ม แต่ accuracy ไม่ได้เพิ่มตาม Philip Tetlock ศึกษา expert predictions มากกกว่า 20 ปี พบว่า ยิ่ง expert มีข้อมูลมากขึ้น.. ยิ่งมั่นใจมากขึ้น.. แต่ความแม่นยำแทบไม่เปลี่ยนเลย นักลงทุนรายย่อยก็เหมือนกัน... ยิ่ง research หนัก ยิ่ง overconfident ยิ่ง size ใหญ่ขึ้น และยิ่งเจ็บหนักขึ้นตอนที่ผิด ลองดู portfolio ตัวเองตอนนี้... trade ที่ size ใหญ่ที่สุดคือ trade ที่ research มากที่สุดใช่ไหม? แล้วมันเป็น trade ที่ดีที่สุดด้วยไหม? ถ้าคำตอบคือไม่เสมอ นั่นคือตัวพิสูจน์ว่า confidence กำลัง override judgment ทางออกที่ใช้ได้จริงคือ rule-based position sizing ที่ไม่ขึ้นกับว่าวันนั้น「มั่นใจ」แค่ไหน เพราะวันที่มั่นใจที่สุดสามารถเป็นวันที่การตัดสินใจแย่ที่สุด . . 📖 5,000,000 ถึง 30,000,000 บาท Sequence of Returns (เคยพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้ว..) คือระเบิดเวลาที่เราอาจจะไม่รู้ตัว.. portfolio 20 ล้าน ถอนปีละ 1 ล้านเพื่อใช้ชีวิต average return 7% ต่อปี คนที่โชคร้าย ปีแรกตลาดพัง 40%... เหลือ 12 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 11 ล้าน ปี 2 ฟื้น 67%... กลายเป็น 18.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 17.4 ล้าน คนที่โชคดี.. ปีแรกได้ 67%... portfolio โตไปเป็น 33.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 32.4 ล้าน ปีสองพัง 40%... เหลือ 19.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 18.4 ล้าน return เดียวกันทุกปี แค่ลำดับต่างกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันเกือบ 1 ล้านในแค่ 2 ปี... ในระยะ 20 ปี ความต่างนี้กำหนดว่า portfolio จะอยู่รอดหรือหมดก่อนตาย.. แนะนำ ให้มี cash buffer 2~3 ปีแยกออกมาต่างหาก.. ไม่ใช่เพราะกลัวตลาด แต่เพราะกลัว timing ที่ดวงซวย.. . . 📖 30,000,000 ถึง 100,000,000 บาท พอถึงจุดนี้ คนรอบข้างเริ่มได้ประโยชน์จากเงินของเรามากกว่าที่เราคิด.. fee ที่จ่ายอยู่ไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว...และไม่ได้มาในรูปแบบที่เห็นได้ชัดเจนเสมอไป... กองทุนที่ผู้จัดการเลือกหุ้นให้.. management fee 1-2% ต่อปี ก่อนที่จะได้กำไรบาทแรก กองทุนที่ไปลงทุนใน fund อื่นอีกที.. fee ซ้อน fee โดยที่เอกสารไม่ได้บอกตรงๆ ว่ารวมกันแล้วเท่าไหร่ structured product ที่ธนาคารหรือสถาบันเสนอ.. margin ซ่อนอยู่ใน pricing ตั้งแต่วันแรก ตอนที่ธนาคาร structure มันขึ้นมา insurance-linked investment.. fee ซ่อนในรูป mortality charge, admin charge และ surrender period ที่ทำให้ออกไม่ได้หลายปี ที่ปรึกษาการลงทุนทั่วไป.. retainer รายปีบวก commission จากสิ่งที่แนะนำให้ซื้อ ซึ่ง incentive มันไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับเราเสมอไป และที่ซับซ้อนที่สุดคือ private bank... นอกจาก advisory fee รายปีแล้ว ยังมี retrocession fee.. เวลา private banker แนะนำ fund A แทน fund B... บางครั้งไม่ใช่เพราะ fund A ดีกว่า แต่เพราะ fund A จ่าย retrocession ให้ bank สูงกว่า retrocession คือเงินที่ fund house จ่ายกลับให้ bank ทุกครั้งที่ลูกค้าซื้อ fund นั้น หักจาก management fee ของ fund โดยอัตโนมัติ ลูกค้าไม่เห็นตัวเลขนี้ในเอกสารไหนเลย.. บวกกับ spread จาก FX ที่ทำผ่าน bank บวกกับ margin จาก structured note ที่ bank ออกเอง ⚠️ Switzerland บังคับให้ disclose retrocession ต่อลูกค้าตั้งแต่ปี 2012?? (ถ้าผมจำปีไม่ผิด แต่ประมาณแถวๆ นั้นแหละ) แต่หลายประเทศใน Asia ยังไม่บังคับ... พอรวมทุกทางแล้วคำนวณจริงๆ... AUM 50 ล้าน จ่าย fee รวมทุกรูปแบบ 2% ต่อปี คือ 1,000,000 บาทต่อปี ใน 20 ปีคือ 20 ล้านบาทที่ออกจาก portfolio บวก compounding ของเงิน 20 ล้านนั้นที่หายไปด้วย.. Morningstar ศึกษาพบว่า expense ratio คือ single best predictor ของ future performance ในทุก category ทุก time horizon ไม่ใช่ manager เก่งแค่ไหน ไม่ใช่ strategy ดีแค่ไหน เพราะ fee คือ return ที่แน่นอน... alpha คือ return ที่ไม่แน่นอน คำถามที่ต้องถามก่อนลงทุนใน product ไหนก็ตาม.. 「ใครได้เงินจาก product นี้บ้าง และได้เท่าไหร่ ก่อนที่เราจะได้อะไร」 ถ้าตอบไม่ได้ชัดๆ... อย่าเพิ่งลงนาม และสำหรับ private banker โดยเฉพาะ.. ถามตรงๆ เลยว่า.. 「ธนาคารได้ retrocession หรือ referral fee จาก product ที่แนะนำให้ฉันซื้อไหม? และเท่าไหร่?」 ถ้าตอบไม่ได้ หรือตอบแบบ deflect เลี่ยงๆ... นั่นคือคำตอบแล้ว และ deal ที่คนเสนอมาให้ที่ bracket นี้... กฎที่ใช้เสมอโดยไม่มีข้อยกเว้น ถ้า deal ต้องการคำตอบเร็ว ตอบว่า「ไม่」เสมอ.. deal ที่ดีจริงๆ ไม่มีวันหมด deadline มันรอเราได้ครับ... จุดนี้ถูกต้องเลย... ต้องเปลี่ยน angle ทั้งหมด ถ้ามี access อยู่แล้ว ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เรื่อง tool แต่คือเรื่องที่ลึกกว่า เขียนใหม่แบบนี้... . . 📖 100,000,000 ถึง 1,000,000,000 บาท ถือหุ้น mid-cap ไทย market cap 3,000 ล้าน และถือ position 300 ล้าน คือ 10% ของ market cap ตอนที่อยากขาย เราไม่ได้ขายกับตลาด.. เราขายให้ตลาด.. นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ แม้จะใช้ Big Lot หรือ algorithm execution แล้วก็ตาม... ปัญหา 1.. Information Leakage ทุกครั้งที่โทรหา broker เพื่อจัด Big Lot trade... มีคนบน desk นั้นรู้ว่าเรากำลังจะขาย และ desk นั้นอาจมี position เองด้วย หรือมีลูกค้าอื่นที่อยากรู้ข้อมูลนี้.. ทางฝั่งผมที่อยู่อเมริกาเรียกว่า「getting shopped」ข้อมูลว่ามีคนต้องการขาย block ใหญ่รั่วออกไปตลาดก่อนที่ deal จะเสร็จ.. ราคาขยับลงก่อน เราขายได้ในราคาที่แย่กว่าที่ควร ซึ่งไม่แน่ใจว่าที่ไทยมีคำเรียกมั๊ย? solution คือ เลือก broker ที่มีกำแพงจริงๆ ระหว่าง execution desk กับ proprietary trading และไม่บอกรายละเอียดทั้งหมดให้ broker รู้ล่วงหน้ามากเกินจำเป็น.. ปัญหาที่ 2.. Adverse Selection ใน Big Lot Big Lot แก้เรื่อง market impact ได้... แต่สร้างปัญหาใหม่ counterparty ที่ยอมรับซื้อ block ใหญ่จากเรา... เค้าต้องการอะไรจาก trade นี้? ถ้า position นี้ดีจริง เค้ายินดีซื้อในราคาตลาด.. แต่ถ้าเค้าเป็น sophisticated buyer เค้ารู้ว่าเรากระตือรือร้นอยากขาย.. และจะ negotiate ต่อรองราคาให้ต่ำกว่าตลาดเสมอ.. พูดง่ายๆ คือ.. คนที่เต็มใจเป็น counterparty ใน Big Lot มักรู้บางอย่างที่เราไม่รู้ หรือเห็น value ต่างจากเรา ใน options pricing มีคำสำหรับเรื่องนี้เรียกว่า adverse selection premium และมันแพงกว่า slippage ปกติมาก ปัญหาที่ 3.. Liquidity Illusion หุ้นที่ trade วันละ 50 ล้านบาทดูมีสภาพคล่องดี แต่ถ้าถือ position 300 ล้าน... true liquidity ของเราคือกี่วันกว่าจะออกได้โดยไม่กระทบราคา? คำตอบคือนานกว่าที่คิดมาก.. โดยเฉพาะถ้าตลาดกำลังพัง.. เพราะในวันที่อยากขายที่สุด volume มักหดลงพร้อมกัน.. position ที่ดูเหมือน liquid บน spreadsheet กลายเป็น illiquid ตอนที่ต้องการ exit จริงๆ ยิ่งถือมาก ทางออกยิ่งยาก แต่ตอนเข้าซื้อ ตลาดยินดีขายให้ทุกบาท ความสะดวกในการเข้า... ซ่อน pain (in the ass) ของการออกไว้เสมอ และ tool ที่มีอยู่แก้ได้แค่บางส่วน... ส่วนที่แก้ไม่ได้คือการที่ position ใหญ่เกินไปตั้งแต่แรก . . 📖 1,000,000,000 ถึง 10,000,000,000 บาท 94% ของ family wealth จะหายไปในรุ่นลูกรุ่นหลาน.. ไม่ได้หายเพราะ investment Family wealth ข้ามรุ่น 70% จะหายไปใน generation 2 และ 90% หายไปใน generation 3 (จากที่เคยมีการ research โดย Williams Group ที่อ้างถึงกันบ่อย.. แต่ก็ไม่ได้ publish peer-reviewed research) ซึ่งพอดูว่าหายเพราะอะไร... มีแค่ 3% ที่เป็น financial planning ผิดพลาด และ 3% เป็น investment ผิดพลาด ที่เหลืออีก 94% มาจากการสื่อสารที่ล้มเหลวในครอบครัว ทายาทที่ไม่ได้รับการเตรียมความพร้อม และ lack of trust และ shared mission.. ภาษาไทยมีคำว่า「ไม่เกินสามชั่วคน」 ภาษาอังกฤษมีคำว่า「shirtsleeves to shirtsleeves in three generations」 ภาษาจีนมีคำว่า「富不过三代」 ทุกวัฒนธรรมมีสุภาษิตเรื่องนี้... เพราะมันเกิดขึ้นซ้ำๆ มาตลอดประวัติศาสตร์ กับทุกๆ วัฒนธรรมสังคม.. แล้ว solution จริงๆ คืออะไร? คนส่วนใหญ่ได้ยินคำตอบสามอย่างคือ ธรรมนูญครอบครัว.. trust.. family office.. ทั้งสามอย่างมีประโยชน์... แต่ทั้งสามอย่างเป็น structural solution สำหรับปัญหาที่แท้จริงซึ่งเป็น human problem คือ… structure ช่วยได้ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด สิ่งที่ได้ผลจริงมีห้าอย่าง.. (ที่ผมนึกออกคร่าวๆ ตอนนี้นะ). - หนึ่ง.. ให้ทายาทจัดการเงินจริงๆ ตั้งแต่ผู้ก่อตั้ง (ผู้นำตระกูล) ยังอยู่.. วิธีที่ล้มเหลวที่สุดคือการให้ลูกหลานรับเงินก้อนใหญ่โดยไม่เคยจัดการอะไรจริงๆ จังๆ มาก่อน วิธีที่ได้ผลคือแบ่งเงินส่วนหนึ่งออกมาตั้งแต่เนิ่นๆ ให้ทายาทบริหารจริงๆ เจ็บจริงๆ ผิดพลาดจริงๆ ในขณะที่ผู้ก่อตั้งยังอยู่และยังแก้ไขได้ เพราะ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นตอน portfolio 10 ล้านสอนได้มากกว่าคำแนะนำทุกอย่างรวมกัน และดีกว่าปล่อยให้ทายาทเรียนรู้ด้วย portfolio 1,000 ล้านหลังจากที่ไม่มีใครแก้ไขได้แล้ว - สอง.. พูดเรื่องเงินในครอบครัวให้เร็ว.. ดีกว่ารอพูดตอนที่รู้สึกสบายใจ ครอบครัวใน Asia ส่วนใหญ่เก็บเรื่องความมั่งคั่งเป็นความลับจากลูกหลาน.. เจตนาดี.. กลัวลูกเสีย.. กลัวลูกไม่ตั้งใจเรียน.. กลัวลูกรู้สึกว่าไม่ต้องพยายาม.. แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงคือลูกหลานได้รับเงินโดยไม่มี context ไม่รู้ว่าเงินมาจากไหน.. ไม่รู้ว่ามันใช้เวลากี่ปี ไม่รู้ว่ามีภาระอะไรติดมาด้วย และไม่มีเวลาเตรียมตัวรับมัน.. การพูดถึงความมั่งคั่งของครอบครัวอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงที่มา มูลค่าโดยประมาณ structure และ expectation คือสิ่งที่ทำให้ทายาทกลายเป็น steward ไม่ใช่แค่ผู้รับมรดก.. - สาม.. แยกให้ออกระหว่าง ownership, management และ benefit ปัญหาใหญ่ที่สุดของ family business คือการที่สามอย่างนี้ปนกันผสมกันมั่วไปหมด.. ทุกคนที่เป็นเจ้าของรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์จัดการ.. ทุกคนที่จัดการรู้สึกว่าตัวเองควรได้รับผลประโยชน์มากกว่า.. ทุกคนที่ได้รับผลประโยชน์รู้สึกว่าตัวเองควรมีสิทธิ์ออกเสียงในการจัดการ.. สามอย่างนี้ต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น และต้องทำตั้งแต่ผู้ก่อตั้งยังอยู่ เพราะหลังจากไม่อยู่แล้ว ไม่มีใครที่ทุกคนเคารพพอที่จะ enforce ได้ - สี่.. Trust ที่ดีไม่ใช่แค่ภาษีและมรดก... มันคือ governance tool คนส่วนใหญ่ set up trust เพื่อประหยัดภาษีหรือเพื่อส่งต่อมรดก แต่ trust ที่ทำหน้าที่ได้จริงในระยะยาวคือ trust ที่มี clear mandate ว่าจะบริหาร wealth เพื่ออะไร เพื่อรักษา lifestyle ของทายาท? เพื่อสนับสนุน education เท่านั้น? เพื่อการกุศล philanthropic purpose? เพื่อรักษา business ให้อยู่ในครอบครัว? trust โดยไม่มี mandate ที่ชัดเจนคือแค่ภาชนะที่ใส่ความขัดแย้งไว้ข้างใน.. และปล่อยให้ลูกหลานแม่งถกเถียงทะเลาะกันในรุ่นต่อไป - ห้า.. Family Office และความเชื่อที่ว่า「เราทำเองได้」 family office ที่ run ได้ดีต้องการงบดำเนินการปีละ 30~50 ล้านบาทขึ้นไป (ผมประเมินคร่าวๆ สำหรับขั้นต่ำ สุดๆ นะครับ..) เพราะต้องการ CIO, legal, tax, accounting, reporting และ compliance จริงๆ ไม่ใช่แค่คนช่วย admin ถ้า AUM ต่ำกว่า 500-700 ล้าน cost อาจกิน return ไปมากกว่าที่ประหยัดได้ ทางเลือกที่ดีกว่าคือ multi-family office ที่ share ต้นทุนกับครอบครัวอื่น.. แต่ปัญหาที่พบบ่อยกว่าคือ... คนที่ลงทุนเก่ง มักคิดว่าตัวเองไม่ต้องการ structure อะไรเลย logic ฟังดูสมเหตุสมผล ..「กูสร้างความมั่งคั่งนี้ขึ้นมาเองได้ แสดงว่ากูรู้เรื่องการลงทุนดีกว่าคนที่จะมา manage ให้」(ผมเองก็มี logic นี้) และ logic นั้น... ถูกบางส่วน แต่มีสิ่งที่ logic นั้นมองข้ามไปสามเรื่อง เรื่องแรก… ทักษะในการสร้างความมั่งคั่ง ≠ ทักษะในการรักษามัน การสร้างความมั่งคั่งต้องการ concentrated bet, high conviction, risk tolerance สูง… การรักษาความมั่งคั่งต้องการ diversification, governance, downside protection… สองอย่างนี้ไม่ใช่แค่ต่างกัน... มันขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ คนที่รวยจากการ concentrate ใน position เดียวหรือไม่ก่ตัว.. มักเจ็บสุดตอนที่ต้อง diversify ออก.. เพราะสมองมันบอกว่านี่คือสิ่งที่ทำให้รวย ทำไมต้องขาย.. แต่ position ที่สร้างความมั่งคั่งได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น position ที่รักษาความมั่งคั่งได้.. เรื่องสอง… ไม่มีใคร check bias ของเราเลย.. ทุก fund manager ระดับโลกมีคนที่บอกว่า「คิดผิดแล้ว」ได้ investment committee, board, LP ที่ถามคำถามยากๆ.. คนที่ run เองมักไม่มีสิ่งนี้.. และยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ คนรอบข้างยิ่ง push back น้อยลงเท่านั้น.. นั่นไม่ใช่สัญญาณว่าเราถูกเสมอ มันคือสัญญาณว่าคนรอบข้างเลิกพยายามบอกเราแล้ว (ผมเองก็เจอปัญหานี้) solution จริงๆ คือสร้าง investment committee ที่มีคนนอกครอบครัวอย่างน้อยหนึ่งคน ที่ได้รับอนุญาตให้ไม่เห็นด้วยกับเรา และไม่กลัวที่จะทำ.. เรื่องสาม… Key Person Risk.. ถ้าเราคือคนที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ portfolio... รู้ว่าเงินอยู่ที่ไหน structure เป็นยังไง relationship กับใครบ้าง.. แล้ววันนึงเราไม่อยู่หรือไม่สามารถสื่อสารได้กะทันหัน.. ครอบครัวจะรู้ได้ยังไงว่าต้องทำอะไร? นี่คือ single point of failure ที่โหดกว่าการลงทุนผิดพลาด.. solution คือมี documented investment policy statement ที่ละเอียดพอที่คนอื่นจะ run ต่อได้ และ update ทุกปี ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วลืม.. แต่ไม่ว่าเนาจะเลือก structure ไหน... สิ่งที่สำคัญกว่า structure เสมอคือ คนที่นั่งอยู่ในนั้น มี incentive ตรงกับคุณไหม รวมถึงตัวเราเองด้วย... เพราะบางทีคนที่ incentive ไม่ตรงกับ long-term wealth preservation มากที่สุด คือคนที่สร้างมันขึ้นมา และยังอยากเล่นเกม offensive ต่อไป . . 📖 10,000,000,000 บาทขึ้นไป ที่ bracket นี้มีปัญหาที่ไม่เหมือน bracket ไหน... คือไม่มีใคร push back เรา.. ไม่ใช่เพราะทุกคนเห็นด้วยจริงๆ แต่เพราะทุกคนที่เข้าถึงเราได้มักกลัวว่าจะมีบางอย่างที่จะเสียถ้าเราไม่พอใจ ที่ปรึกษาเห็นด้วยเพราะ retainer.. ลูกน้องเห็นด้วยเพราะ bonus.. ครอบครัวเห็นด้วยเพราะมรดกที่รอรับ.. ผลคือข่าวร้ายมาถึงเราช้าลงเรื่อยๆ good news วิ่งมาหาเราเร็วขึ้นเรื่อยๆ และเราตัดสินใจจากข้อมูลที่ถูก filter มาหลายชั้นแล้ว โดยที่รู้สึกว่ากำลัง well-informed อยู่ นี่คือ echo chamber ที่สร้างขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และมันอันตรายกว่า market crash และยังมีอีกเรื่อง... ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 13,000 ล้าน เปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ อีกเท่าไหร่? แต่ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 3,000 ล้าน เปลี่ยนได้มาก ไม่ใช่แค่ตัวเลข asymmetry นี้หมายความว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ maximize return อีกต่อไป มันคือ minimize catastrophic downside แต่คนส่วนใหญ่ยัง play offensive เพราะนั่นคือสิ่งที่พาพวกเขามาถึงตรงนี้ สมองมันจำไม่ได้ว่าเกมเปลี่ยนแล้ว.. นั่นคือ sunk cost fallacy version ที่รวยที่สุด . . 📚คำเตือนพวกนี้.. ส่วนหนึ่งมาจากหนังสือ.. งานวิจัย.. data.. จากการทำพลาดเองด้วยตัวเองในบาง bracket ที่พูดถึง.. และจากประสบการณ์ของคนบางคนที่รู้จัก.. ไม่มีใครเรียนรู้เรื่องพวกนี้จากการอ่านอย่างเดียว บางทีมันต้องเจ็บก่อน.. เจอก่อนถึงจะรู้.. แต่ให้ดีสุด พยายามเรียนรู้ให้ได้จากประสบการณ์ของคนอื่น ดีกว่าเจอเองเจ็บเอง.. เงิน 500,000 พังเพราะ stock picking ผิด เงิน 5,000,000 พังเพราะ sizing ผิด เงิน 50,000,000 พังเพราะ sequence ผิด เงิน 500,000,000 พังเพราะ structure ผิด เงิน 5,000,000,000 พังเพราะ governance ผิด เงิน 50,000,000,000 พังเพราะ... ลืมว่าตัวเองกำลังเล่นคนละเกมแล้ว แต่สิ่งที่เหมือนกันทุก bracket.. ความผิดพลาดที่แพงในชีวิตนักลงทุนทุกคน คือไม่เคยรู้สึกว่ากำลังทำความผิดพลาดตอนที่กำลังทำมัน.. มันรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดด้วยข้อมูลที่มีอยู่ตอนนั้น.. ด้วยความมั่นใจที่สุด นั่นแหละคือ「สิ่งที่ไม่รู้ว่าไม่รู้」😅 P.S. คำเตือนสุดท้ายคือ..『อย่าติดหี…』 facebook.com/funxmanager/po…

ART
0
0
1
285
inumaki ตัวจริง がリツイート
KuKKui
KuKKui@gKukkui·
ของดีโคตรรร ได้ ai ไปใช้ฟรี 1600ล้าน token จ้าาา ถ้าใครเป็นสาย ai ที่ใช้ api อยู่แล้วคิดว่าควรไปลองส่งงานดูฮับ อย่างน้อยก็ได้ ai มาใช้ต่อกับพวก openclaw หรือ hermes มาใช้ฟรี และที่สำคัญคือตรวจงานแล้วรู้ผลเร็วมากกก ส่วนทางไปอยู่ต้นโพสเลยจ้า ปอลิง. ถ้าใครยังไม่สมัครกดสมัครก่อนได้นะจัพ ลิงค์ในเม้นท และได้ credit ฟรีเพิ่มอีก $2 ด้วยฮับ
KuKKui tweet media
RoMEoTOTO.base.eth@RoMeoT0T0

ใครสนใจ api ฟรี 1 เดือน ไว้ใช้กับ Agent Hermes หรือ open claw ลองไปทำตาม ดูนะงับ แจกโทเค็นฟรี 100 ล้านล้าน (100T) ให้แก่ ผู้พัฒนา AI ทั่วโลก ผ่านการสมัครระหว่าง 27 เม.ย. ถึง 27 พ.ค. 2026 พร้อมสิทธิ์สูงสุด 1 เดือน Max Plan เพื่อนๆที่สนใจลองไปทำกันดูนะครับ ตาม link ด้านล่าง

ไทย
8
277
489
49.2K
inumaki ตัวจริง がリツイート
MT 🟧
MT 🟧@0xMt_·
ลองมา copy ฝั่ง prediction บ้าง @trycoinpilot ลองใส่เงินไป 250 usd เดี๋ยวดูจะเป็นไง
MT 🟧 tweet mediaMT 🟧 tweet media
MT 🟧@0xMt_

ช่วงนี้ loracle ถือ position ใหญ่มากบน Hyperliquid น่าจะโดนเพ่งเล็งจาก public หลายคน - อยาก copy หรืออยาก reverse position สวน - ตอนนี้ MT ใช้ @trycoinpilot copy trade เอาง่ายดี - UX/UI ง่าย กดผ่าน mobile app ได้เลย refer.coinpilot.com/0xmt

ไทย
0
3
20
1.4K
inumaki ตัวจริง がリツイート
cattodata🐱📊
cattodata🐱📊@cattodata·
[VibeCode] CattoTravel — แอพช่วยจัดทริป 🐱✈️ ช่วง Vibe Code ไปเรื่อย อันนี้ทำไว้หลายเดือนละ ตอนไปโตเกียว 🇯🇵🏝️ เหตุเกิดจากขี้เกียจคุยกับเพื่อนว่าวันนี้ไปไหนบ้าง ที่แอพทำได้: 🗓️ แต่ละวัน — เวลา + กิจกรรม + อากาศ + มื้อกลางวัน ✏️ ลากเลื่อน-แก้ slot เองได้ 🗺️ แผนที่ — เป็น OpenStreetMap ฟรีก่อน (Google Maps ต้องผูก GCP + billing เอาขี้เกียจ 5555) 📊 ดูได้ว่าวันไหน busy ไป / เผื่อเวลาไหว 💰 รวมค่าใช้จ่ายประมาณการ 📄 Export เป็น HTML->PDF เผื่อพ่อแม่บ่นว่าใช้แอพยาก Pain point: - ไปเที่ยวกับเพื่อน → ทุกวันต้องคุยซ้ำว่า "วันนี้ไปไหน กินไรกลางวัน วันนี้อากาศเป็นไง - Lazy to talk จริง ๆ ส่ง Itinerary ไฟล์ให้ทำได้... แต่มัน ไม่เท่ ไม่คูล ไม่สวย 
 Concept: - โยน text ทริปที่ได้จาก ChatGPT (หรืออะไรก็ตามที่ลงตัวแล้ว) → แอพ slice เป็น time slot รายวัน, ทุกคนเปิดดูพร้อมกันได้ Disclaimer: - ปกติใช้เองคนเดียว — ไม่รับประกันผล - เจอบั๊ก? แจ้งได้เลย เดี๋ยวเปิด PR ให้น้อง Claude ซ่อม เผื่อผมใช้คราวหน้าอิอิ - ตัดคำภาษาไทยยากเย็นเหลือเกิน เลยจะขึ้นกับ AI ที่ใช้ default = Typhoon ฟรี (ช้า + อาจเพี้ยนนิดนึง) - ปกติใช้ OpenAI เอาเพราะไต้ฝุ่นช้าเกิน ถ้าสนใจลองเล่นทักมาได้งับ เปิด Public เดี๋ยวผ้มจะหมดตัว 🐱✈️ #cattodata #cattotravel #vibecode
ไทย
7
67
102
10.5K
inumaki ตัวจริง がリツイート
ก้อน 🎃
ก้อน 🎃@planpeaceplease·
- เราไม่จำเป็นต้องตื่นตี 5 เพื่อออกกำลังกาย ตื่น 7 โมงก็ออกกำลังกายได้ ถ้าไปทำงานทัน - เราไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือทุกวัน จะอ่านในวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่มีเวลาก็ได้ - เราไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายทุกวัน ถ้าไม่สะดวก เดินให้ครบ 8,000 ก้าว ชดเชยไปก่อนก็ได้ - เราไม่จำเป็นต้องทำอาหารคลีนกินเองทุกมื้อ จะกินอาหารตามสั่ง แล้วสั่งเป็นผัดน้ำก็ได้ อย่าให้วิถีชีวิตแบบในอุดมคติ 100% ทำให้เราต้องกดดันตัวเอง และไม่ได้เริ่มทำ เพราะชีวิตคนเรามีเงื่อนไข ภาระรับผิดชอบไม่เหมือนกัน การบริหารเวลา หรือตารางชีวิตจะเหมือนกันได้อย่างไร
ไทย
3
1.2K
1K
36.3K
Pepo
Pepo@Pepotothemooon·
@currenttimee ยังจาร มีแค่นี้คับ
Pepo tweet media
ไทย
1
0
1
24
inumaki ตัวจริง がリツイート
KAPI Ⓜ️
KAPI Ⓜ️@prayutnahee55·
ใครที่กำลังฟาร์ม $BASE อยู่ ลองไปตรวจสอบเช็คจำนวแอร์ดรอปเล่นๆกันครับ มารอดูกันว่า @base airdrop จะเป็นโปรเจค หลักแสน หลักล้าน หรือหลักร้อย😅 ทางไปเช็ค base-checker-gray.vercel.app วางแค่เลข Wallet ไม่จำเป็นต้องเชื่อมกระเป๋า ปล.ในส่วนนี้ยังไม่รวม ดิสกับ X นะครับ
KAPI Ⓜ️ tweet media
ไทย
40
47
167
29.3K
inumaki ตัวจริง がリツイート
CryptoDuck
CryptoDuck@CryptoDuck_TH·
แจ้งเตือน: ใครยังมีเงินติดค้างอยู่บน Polygon zkEVM เหลือเวลาอีก 1 เดือน (ถึง 31 มิ.ย.นี้) เพื่อ bridge ทรัพย์สินทั้งหมดออกนะครับ หากยังมีเงินติดค้างอยู่บน DeFi หลังจากนี้จะเอาออกไม่ได้ตลอดกาล อ่านประกาศจาก Polygon 👉 forum.polygon.technology/t/polygon-zkev…
QuickSwap 🐲 DragonFi 2.0@QuickswapDEX

x.com/i/article/2059…

ไทย
1
47
83
6.5K
inumaki ตัวจริง がリツイート
cudo
cudo@rektcudo·
เรากำลังจะสามารถเดิมพัน Champion League นัดชิงบน Hyperliquid ได้ ไม่พอ! บอลโลกที่จะมาถึงน่าจะมันส์สุดๆ ทำไมมันถึงเป็นเรื่องใหญ่? ชวนจินตนาการไปด้วยกัน ปัญหาใหญ่ของนักเดิมพันฟุตบอลมันคืออะไร มันคือจำนวนเงินที่วางเดิมพันได้ มันมีกลุ่มคนที่อยากเดิมพันเยอะๆ เยอะมากๆจริงๆ แต่ปัญหาคือพวกเขาไม่สามารถไว้ใจแพลตฟอร์ม Centralized ได้ หนำซ้ำ Liquidity ก็เป็นปัญหา ถ้าชนะมาแล้วได้เงินจริงไหม จะโดนโกงเงินรึเปล่า Hyperliquid กำลังจะพิสูจน์ให้นักเดิมพันทั่วโลกเห็นว่า พวกเค้าสามารถไว้ใจแพลตฟอร์มนี้ได้ จำนวนเงินที่จะหมุนเวียนมันต้องมหาศาลแน่เลย ไม่อยากจะคิด! ตื่นเต้นนนนนนนนนน
ไทย
0
7
27
1.6K
inumaki ตัวจริง がリツイート
Sanjay P. ⚡
Sanjay P. ⚡@P23Sanjay·
ในรอบ 13 ครั้งล่าสุดของการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1974 ถึง 2022 ดัชนี S&P 500 มีการปรับฐานจากจุดสูงสุดลงไปยังจุดต่ำสุดในปีนั้นๆ ทุกครั้ง ด้วยอัตราการปรับฐานเฉลี่ย -18% และใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ทีนี้เรามาดูฝั่ง Bitcoin กันบ้าง ในปีการเลือกตั้งกลางเทอม 3 รอบที่ผ่านมา ทั้งปี 2014, 2018 และ 2022 มันตรงกับช่วง Crypto Bear Market ทุกครั้ง คำถามคือ ปี 2026 ที่เรากำลังอยู่กันนี้ ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกหรือไม่? และถ้าซ้ำจริง เราควรจะทำอย่างไร? ก่อนอื่นเราไปดูที่ฝั่งตลาดหุ้นกันก่อนนะครับ ตั้งแต่ปี 1974 เป็นต้นมา S&P 500 จะมีการปรับฐานในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมเสมอ ไม่เคยพลาดสักปีเดียว ตัวเลขการปรับฐานเฉลี่ยจะอยู่ที่ -18% และใช้เวลาประมาณ 4 เดือนในการลงจากจุดสูงสุดมายังจุดต่ำสุด แต่หลังจากแตะจุดต่ำสุดแล้ว ตลาดก็จะฟื้นตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่ง โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +31.7% ในระยะเวลา 12 เดือนหลังจากนั้น และนับตั้งแต่ปี 1938 เป็นต้นมา S&P 500 ไม่เคยติดลบเลยในช่วง 12 เดือนหลังการเลือกตั้งกลางเทอมเลย สาเหตุที่เป็นแบบนี้ เพราะปีเลือกตั้งกลางเทอม เป็นปีที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งเรื่องการครองเสียงข้างมากในสภา, การเปลี่ยนแปลงนโยบาย และทิศทางกฎหมายต่างๆ ผู้สมัครก็มักจะใช้วาทกรรมเชิงลบในการหาเสียง ทำให้นักลงทุนสถาบันชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจน แต่พอผ่านวันเลือกตั้งไป ความไม่แน่นอนคลี่คลาย เม็ดเงินที่เคยถือเงินสดรอ ก็ไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ต่างๆ อีกครั้ง ทีนี้เราไปดูฝั่ง Bitcoin กันบ้างครับ ในรอบ 3 ปีเลือกตั้งกลางเทอมที่ผ่านมาของ Bitcoin คือปี 2014, 2018 และ 2022 ปรากฏว่า Bitcoin ไม่ได้แค่ปรับฐานเหมือน S&P 500 แต่ทิ้งตัวอย่างรุนแรงจนกลายเป็นตลาดหมีไปเลย ปี 2014 Bitcoin ติดลบ -50.2% โดยมีจุดต่ำสุดที่ $279 ในปีนั้น Mt. Gox ที่เป็น Exchange ใหญ่ที่สุดในตอนนั้นล่มลง และธนาคารกลางจีนก็สั่งห้ามสถาบันการเงินทำธุรกรรมเกี่ยวกับ Bitcoin ปี 2018 หนักกว่าเดิม Bitcoin ติดลบ -72.1% ร่วงจาก $17,712 ลงมาที่ $3,191 สาเหตุหลักคือ Fed Tightening ที่ทำให้ S&P 500 ปรับฐาน -20% ในไตรมาส 4 บวกกับฟองสบู่ ICO ในช่วงปลายปี 2017 แตก ปี 2022 รุนแรงไม่แพ้กัน Bitcoin ติดลบ -62.0% ดิ่งจาก $48,200 ลงไปทำจุดต่ำสุดที่ $15,500 ในช่วงสัปดาห์ที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมพอดี ปัจจัยกระตุ้นคือการขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงของ FED, Terra ล่มในช่วงกลางปี และตามมาด้วยการล้มละลายของ FTX ในเดือนพฤศจิกายน เรียกได้ว่าปัจจัยกดดันจากการเลือกตั้งกลางเทอม ทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง มาซ้อนทับอยู่บน Bitcoin Cycle จนทำให้การปรับฐานนั้นลึกและรุนแรงกว่าตลาดหุ้นหลายเท่าตัว กระบวนการ Halving ของ Bitcoin จะเกิดขึ้นทุกๆ 210,000 บล็อก หรือประมาณทุก 4 ปี คือปี 2012, 2016, 2020 และ 2024 และหลังจาก Halving ไปแล้วประมาณ 12-18 เดือน Bitcoin จะเข้าสู่ตลาดกระทิงและทำ All-Time High เหมือนในปี 2013, 2017 และ 2021 นั่นหมายความว่าในปี 2026 นี้ ซึ่งเป็นปีที่ 2 หลัง Halving ก็จะต้องเจอกับการปรับฐานเหมือนกับที่ผ่านมา และแน่นอนว่ามันก็ตรงกับปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ทีนี้เราลองมาดูปัจจุบันกันบ้างครับ ว่าเข้าปี 2026 มาได้เกือบครึ่งปีแล้ว Bitcoin มี performance เป็นอย่างไรบ้าง ตอนนี้ Bitcoin -12% จาก YTD นะครับ ส่วนถ้านับจุดต่ำสุดของปีจริงๆ ก็ -32% จุดเริ่มต้นของการปรับฐานรอบนี้ คือวันที่ 10 ตุลาคม 2025 ที่นักลงทุนทั่วโลกถูกล้างพอร์ตรวมกันถึง 19,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 24 ชั่วโมง นับเป็นการกวาดล้างสถานะ Leverage ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโต จากนั้นในวันที่ 30 มกราคม 2026 ก็เกิดสิ่งที่ตลาดเรียกว่า Warsh Shock หลังจากที่ Trump เสนอชื่อ Kevin Warsh ขึ้นเป็นประธาน FED คนใหม่ Warsh เป็นที่รู้จักในฐานะ Inflation Hawk ที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าจะไม่ยอมผ่อนคลายนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ผลที่ตามมาคือเงินไหลออกจาก Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ เกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว ราคา Bitcoin หลุดแนวรับสำคัญที่ $80,000 และดิ่งลงต่ำกว่า $60,000 ในช่วงวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งคิดเป็นการปรับฐานเกือบ -50% จากจุดสูงสุดที่ $126,000 นั่นหมายความว่า ทั้งกรอบเวลา, ระดับการปรับฐาน และปัจจัยกระตุ้นต่างๆ กำลังเดินตามแบบแผนของปีที่มีเลือกตั้งกลางเทอมในอดีต ถ้าเราดูจากสถิติในอดีต ช่วงเวลาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนสิงหาคมของปีเลือกตั้งกลางเทอม เป็นช่วงที่ราคาปรับฐานรุนแรงที่สุด และช่วงเดือนตุลาคมก่อนเลือกตั้ง จนถึงช่วงหลังเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน คือช่วงที่มี Risk/Reward ratio ที่ดีที่สุดสำหรับการเข้าซื้อ เพราะหลังจากผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว 12 เดือน Bitcoin ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง +54% ในขณะที่ S&P 500 ให้ผลตอบแทน +15.4% ถึง +18.8% นอกจากนี้ เดือนตุลาคมของ Bitcoin ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +29.88% และเดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนที่ดีที่สุด ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย +37.51% นักวิเคราะห์ประเมินว่า Cycle Bottom ของ Bitcoin ในรอบนี้ น่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนถึงธันวาคม 2026 โดยมีความเป็นไปได้สูงสุดที่จะกระจุกตัวอยู่ในเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการสร้างฐานราคาหลังเลือกตั้งในอดีต ส่วนสิ่งที่อาจทำให้รอบนี้แตกต่างจากในอดีต คือเรื่องของกฎหมาย CLARITY Act ที่ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว ตลาดประเมินโอกาสที่กฎหมายนี้จะผ่านก่อนปี 2027 อยู่ที่ประมาณ 70% ถ้าผ่านในรูปแบบที่แย่ ก็อาจจะกดดันอุตสาหกรรมในระยะยาว อีกความเสี่ยงคือ Kevin Warsh ในฐานะประธาน FED คนใหม่ ถ้าเขาตัดสินใจคงดอกเบี้ยไว้สูงนานกว่าที่ตลาดคาด หรือยอมให้ Reserve Balance ลดลงต่อ สภาพคล่องในระบบจะหายไป และ Bitcoin ก็จะถูกกดดันต่อ Worst case คือ ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ Stagflation ที่เงินเฟ้อสูง, การเติบโตติดลบ และการว่างงานสูงพร้อมกัน FED อาจจะถูกบีบให้ไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายได้ ทำให้รอบ Recovery หลังเลือกตั้งไม่แรงเหมือนในอดีต ตอนนี้เราก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะออกมาอย่างไร และ FED จะตอบสนองต่อความตึงตัวของสภาพคล่องอย่างไร แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ช่วงเวลาที่นักลงทุนกลัวที่สุด มักจะเป็นช่วงเวลาที่โอกาสดีที่สุดเสมอครับผม ส่วนตารางนี้คือข้อมูลจาก @Mind_labs_ ครับ
Sanjay P. ⚡ tweet media
ไทย
0
4
7
519
inumaki ตัวจริง がリツイート
Fun Manager
Fun Manager@funxmanager·
เมื่อฉัน DCA ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ.........(บทความยาว) โอเค ลูกเพจเก่าๆ ของเราหลายคนน่าจะผ่านบทความ คู่มือ DCA หรือเรื่อง DCA ในตลาดขาลงกันมาแล้ว ดังนั้นเราจะไม่เท้าความหรือวางพื้นฐานให้กับคุณ ถ้าคุณตั้งคำถามว่า คุณ DCA แล้วเจอวิกฤติ ......คุณยังจะกล้า DCA ต่อไปไหม หากคำตอบของคุณ คือ การ DCA ผ่านช่วงวิกฤติ ผม Backtest ด้วยมือมาฝากครับ แอด Assume จากตัวเองที่ไม่ได้รู้อะไรมาก เป็นคนวินัยแต่เลือกดัชนีสุดเหวี่ยง Drawdown สูง ผลตอบแทนในอดีตงดงาม บทความนี้เหมาะสำหรับคนที่สามารถ DCA ในกองทุนดัชนีหุ้น 100% ไปเรื่อยๆได้ โดยไม่ทำอะไรเพิ่มครับ - ผมหยิบดัชนี Nasdaq มาให้เลย ดังนั้นการทดสอบจะไม่ได้สนใจเรื่องเงินปันผลใดๆ - เหตุผลที่หยิบ Nasdaq มา DCA มาเพราะ Drawdown โหดร้าย -80% ช่วง Dotcom (ชีวิตจริงคุณจะ DCA ตัวอื่นก็ได้) - DCA เดือนละ 10k ยาวไปทุกสิ้นเดือน เป็นเวลา 10-20 ปี - อย่างที่ 2 ผมมีการ Test DCA 10-20 ปี และมีช่วงเวลาทดสอบที่แตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 5 เคสดังนี้ --------------- 1. DCA 10 ปี เริ่มสิ้นปี 1996 สิ่งที่คุณจะเจอคือ Dotcom Crisis ในปี 2000-2002 แปลว่า คุณ DCA ไปแล้ว 4 ปี แต่เกิดวิกฤติถามว่า พอร์ตคุณจะเป็นยังไง คุณพบว่า พอร์ตของคุณเงินโตไปถึง 966k ในเดือนก.พ. 2002 แต่ร่วงลงมากว่า -57% ในเดือนก.ย.2004 (หรือเงินหายไปกว่า 5 แสน) ดัชนีร่วงหนักกว่าแน่นอนเกือบ -80% ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่เพราะการถัวขาลงระหว่างทางทำให้คุณไม่โดนหนักขนาดนั้น การ DCA ทำให้คุณรอ Recovery Period นานกว่า 4 ปีนิดๆ หรือ 52 เดือน เงินคุณถึงกลับมาที่ 966k ซึ่งมันมาจากการเติมเงินผ่านการ DCA รวมถึงตลาดที่ฟื้นด้วย นั่นหมายความว่า หากคุณลงทุนแบบ Lumpsum แล้วไม่ได้ถัวอะไรเลย คุณต้องรอถึง 14 ปี หรือช่วง พ.ย. 2014 ดัชนี Nasdaq จะกลับมาที่ยอดดอยปี 2000 สรุปผลตอบแทน 10 ปี ราว 24% จากเงินที่ DCA ไป 1.2M พอร์ตโตมาราว 1.5M หรือคิดเป็น IRR 4.36% ต่อปี ================ 2. DCA 20 ปี เริ่มสิ้นปี 1996 สิ่งที่คุณจะเจอคือ Dotcom Crisis ในปี 2000-2002 และ GFC (Subprime/Hamburger) ในปี 2007-2009 หลังจากพอร์ตคุณฟื้นมาจากเคสที่ 1 แล้ว แต่คุณเจอวิกฤติซ้ำอีก แปลว่า ยอดเงินในพอร์ตคุณจะใหญ่มากๆ ณ ต.ค. 2007 พอร์ตคุณโตมาที่ 1.88M แล้วร่วงหนักเหลือ 1.02M หรือ -46% การ DCA เดือนละ 1 หมื่นทำให้การถัวนี้ไม่แรงพอ เพราะดัชนี NASDAQ เองก็ -52% ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน วิกฤติรอบ 2 ที่คุณเจอตอนปลายปี 2007 นี้ ทำให้พอร์ตคุณเงินหายไปกว่าครึ่งนึงหรือราวๆ 9 แสนเลย และการเติมเงิน DCA เรื่อยๆ พร้อมตลาดฟื้น ทำให้คุณต้องรอประมาณ 2 ปี 4 เดือน พอร์ตจึงกลับมาที่ระดับ 1.9M แต่ดัชนีใช้เวลานานกว่าเกือบ 4 ปี ถึงกลับมาที่เดิมได้ในเดือนเม.ย. 2011 (Lumpsum ก็จะรอนานหน่อย) สรุปผลตอบแทน 20 ปี ราว 131% จากเงินที่ DCA ไป 2.4M พอร์ตโตมาราว 5.5M หรือคิดเป็น IRR 7.77% ต่อปี ================ 3. DCA 10 ปี เริ่มสิ้นปี 1999 สิ่งที่คุณจะเจอคือ Dotcom Crisis ในปี 2000-2002 และ GFC (Subprime/Hamburger) ในปี 2007-2009 เคสที่ 3 ช่างรันทด เรียกว่า เค้าที่ดอย ออกแล้วก็ยังดอย การเริ่ม DCA ช่วงใกล้เกิดวิกฤติทำให้คุณสามารถถัวได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั่นแหละ เพราะพอร์ต Drawdown ไม่ลึกช่วงปี 2002 เรียกได้ว่า เคสนี้เป็นเคส Backtest อันซวยสุดๆ เพราะเมื่อครบ 10 ปี คุณเจอวิกฤติพอดิบพอดี ช่วงปีที่ 8-9 (2007) พอร์ตคุณขึ้นไปถึง 1.45M และลงมาที่ 844k หรือ Drawdown -42% สรุป DCA 10 ปี รอดตอนแรก แต่เจ๊งพอดีตอนจบ 55555 ครบ 10 ปี พอร์ต -22% ถ้าจะ DCA ต่อก็รอฟื้นแบบเคสที่ 2 ================ 4. DCA 10 ปี เริ่มสิ้นปี 2004 สิ่งที่คุณจะเจอคือ GFC (Subprime/Hamburger) ในปี 2007-2009 ทำแบบเคสที่ 1 เลย แค่เจอคนละวิกฤติ แปลว่า คุณ DCA ไปแล้ว 4 ปี แต่เกิดวิกฤติถามว่า พอร์ตคุณจะเป็นยังไง คุณพบว่า พอร์ตของคุณเงินโตไปถึง 460k ในเดือน ส.ค.2008 แต่ร่วงลงมากว่า -31% ในเดือนกพ. 2009 (หายไป 140k) เคสนี้ต่างจากเคส 2 ที่มีพอร์ตขนาดใหญ่ แม้จะ DCA มา 4 ปี แต่เงินที่ DCA เข้ามาช่วยถัวระหว่างทางได้ดี ทำให้ Drawdown น้อยกว่าดัชนี (-52%) Recovery รอบนี้ก็เร็ว พ.ย. 2009 พอร์ตก็กลับมาแล้ว ใช้เวลา 1 ปี 3 เดือนเอง หลังจากนั้นหุ้นก็พุ่งแรงคงไม่ต้องเดา สรุปผลตอบแทน 10 ปี ราว 89% จากเงินที่ DCA ไป 1.2M พอร์ตโตมาราว 2.2M หรือคิดเป็น IRR 12.36% ต่อปี ================ 5. DCA 10 ปี เริ่มพ.ค. 2016 สิ่งที่คุณจะเจอคือ COVID ในปี 2020 และ Fed ขึ้นดอกในปี 2022 เคสนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่ากำไรอยู่แล้ว นั่นคือปัจจุบัน แต่การผ่าน 2020 และ 2022 หลังจากเรา DCA 4 ปี ทำให้เราเห็นอะไรบ้าง ช่วง 2020 แอดไม่อธิบายมากเพราะดัชนี Nasdaq ใช้เวลาไม่ถึง 6 เดือนกลับมาแล้ว แม้หุ้นจะร่วงแรงแต่ฟื้นไวมาก แต่ที่น่ากลัวคือรอบ 2022 แม้จะไม่ใช่วิกฤติ แต่ Nasdaq ร่วงแรงได้ใจแอด Drawdown -38% พอร์ตที่ DCA มา 6 ปี ช่วง 2022 พบว่าพอร์ตโตไปถึง 1.34M ร่วงไป -27% (หายไป 350k) แต่พอร์ตก็ใช้เวลาไม่นาน มิ.ย. 2023 พอร์ตก็กลับมาแล้ว ใช้เวลาปีครึ่ง 18 เดือนนะ ดูเหมือนว่าในเคส 5 จะเป็นช่วงที่ตลาดฟื้นไวทั้ง 2 ช่วง ยังไงก็อย่าไปคิดว่า ถ้าอนาคตตลาดร่วงอีก จะฟื้นไว แบบ 2020/2022 ล่ะ สรุปผลตอบแทน 10 ปี ราว 162% จากเงินที่ DCA ไป 1.2M พอร์ตโตมาราว 3.18M หรือคิดเป็น IRR 18.47% ต่อปี (เว่อร์วังมาก) ================ เราเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ ??????? - เคสที่ 1 DCA 10 ปี เจอ Dotcom ทำให้เราเห็นว่า หากชีวิตจริงคุณเจอฟองสบู่ Bubble หลังเรา DCA ไป 4 ปีแล้ว ตลาดฟื้นช้าด้วย การ DCA ยังทำให้พอร์ตกลับมาที่เดิมได้ แต่ต้องใช้เวลาอีก 4 ปีเลย เรียกว่า เคสนี้ต้องเชื่อมั่นในการเติบโตจริงๆ (นี่ถ้าเป็น S&P500 อะไรๆคงไม่โหดร้ายขนาดนั้นนะ) - เคสที่ 2 DCA 20 ปี เจอ Dotcom + GFC ทำให้เราเห็นว่า หากคุณเจอวิกฤติ 2 รอบ แต่ DCA ต่อไป เงิน DCA ช่วยให้พอร์ตฟื้นได้ไวขึ้นก็จริง แต่ด้วยพอร์ตที่ใหญ่มากทำให้การฟื้นตัวอาจไม่ได้เร็วมาก เห็นได้ Drawdown ที่เกิดจึงไม่ต่างกันมาก สิ่งที่น่าสนใจ คือ หลังจาก 2009 หุ้นก็พุ่งแรงมาก - เคสที่ 3 DCA 10 ปี เจอ Dotcom + GFC ตอนจบ ถือว่าเป็นสิ่งที่หลายคนกลัวมากๆ โดยเฉพาะถ้าคุณจะเกษียณ ณ ปีที่ 10 หรือเก็บเงินให้ลูกแล้วรอเงินมันขึ้นมา ในชีวิตจริง แอดแนะนำให้ปรับลดความเสี่ยงลง ไม่ต้องรอให้ถึงปีที่ 10 ที่ต้องอัดหุ้น 100% แต่ถ้าบางคน DCA ต่อได้ ก็ไม่เป็นไร แต่เราไม่รู้อนาคตไง ว่าหุ้นจะฟื้นเมื่อไหร่ ทางเลือกคือการปรับพอร์ตให้เสี่ยงน้อยลงในช่วงใกล้ถึงเป้าหมาย - เคสที่ 4 DCA 10 ปี เจอ GFC ทำให้เห็นวิกฤติที่เบากว่า Dotcom และยอดเงินช่วงเริ่มต้นที่ไม่มาก ทำให้การ DCA ของพอร์ตช่วยถัวได้ดี และพอร์ตใช้เวลาไม่นานก็ฟื้นกลับมา - เคสที่ 5 DCA 10 ปี เจอ 2020+2022 ทำให้เห็นว่า การ Drawdown ที่แรงทำให้พอร์ตได้รับความเสียหายหนัก และถ้าตลาดฟื้นตัวได้ไวก็เป็นเรื่องดี ============ ข้อสรุปเรื่องนี้ 1. DCA ไม่ใช่วิธีการลงทุนที่ดีที่สุด มันแค่ง่าย มันอาจจะช่วยให้คุณไม่จั่วดอย แต่ก็ไม่ได้บอกว่า ครั้งหน้าจะเป็นยังไง (แต่สำคัญที่คุณต้องเลือก ของดี ตัวที่เติบโตได้ในระยะยาว) 2. มันเหมาะกับคนที่มีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง อยากลงทุนอย่างต่อเนื่อง (คุณจะใช้วิธี DCA แบบพิสดารแบบไหนก็ได้ เอาที่สะดวก) 3. การ DCA ในตัวอย่างข้างต้น ไม่ได้พิสูจน์ว่า ในอนาคตพอร์ตคุณจะฟื้นไวแบบ 2020 หรือ 2022 หรือจะนานกว่า 4 ปีแบบช่วง Dotcom ผมเชื่อว่า เราแต่ละคนจะ Action ต่างกัน หากเกิดวิกฤติในอนาคต นี่เป็นเพียงตัวอย่างของคนที่ทำตามวินัย แต่ดันเลือกตัวโหดดดดดดด ร่วงแรงขึ้นแรง จึงอยากเขียนเพื่อให้พวกเราเข้าใจสถานการณ์ครับ #FunManager ***ข้อมูลตัวนี้ค่อนข้าง Bias เพราะแอดหยิบตลาดขาขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานะครับ**
Fun Manager tweet media
ไทย
1
143
179
65.6K
inumaki ตัวจริง がリツイート
ToppJirayut™
ToppJirayut™@toppjirayut·
ผมเคยทำงานหนักจนไม่ได้พักผ่อน บอกได้เลยว่าผลลัพธ์มันไม่คุ้มครับ ตอนนั้นผมคิดแค่ว่ายิ่งทำงานเยอะ ก็ยิ่งได้เยอะ แต่ความจริงสิ่งที่ได้กลับมาคือความเครียดสะสม แล้วยิ่งทำให้ประสิทธิภาพโดยรวม ๆ ลดลง เพราะเวลาที่เราอยู่ในภาวะเครียดติด ๆ กัน ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน Cortisol ออกมา ทำให้สมาธิแย่ลง เหนื่อยง่าย และในระยะยาวอาจทำให้เกิดการอักเสบของร่างกายตามมา ผมอยากฝากทุกคนว่า ถ้าวันไหนที่ต้องทำงานหนัก ลองหาเวลาเบรกให้ตัวเองบ้าง ไปเดินเล่น รับแสงแดด พูดคุยกับคนรอบข้าง และต้องนอนให้พอด้วยครับ เพื่อให้สมองได้พักอย่างเต็มที่ จากนั้นร่างกายก็จะค่อย ๆ ฟื้นฟู พร้อมทำสิ่งใหม่ในทุก ๆ วันครับ
ไทย
9
409
416
853.3K
inumaki ตัวจริง がリツイート
benjacker
benjacker@BeNJ4cker_·
วันนี้ มาแนะนำ Mozi (Perpetual Dex Terminal) ของจาร Pleb กับ ทีม Contribution Dao Ref: app.mozi.finance/r/AHVC30H ตอนนี้ต่อ Perps 3 ตัว คือ -Hyperliquid -Lighter -Aster -อื่นๆอีกในอนาคต เช่น (Variational, Phoenix, Extended) ข้อดี -สมัครผ่าน x จะสร้าง Wallet ผ่าน Terminal ของ Mozi และไปสมัคร Perps อื่นๆ ซึ่งเวลามีคนมาต่อ Ref Mozi เรา จะเท่ากับต่อ Ref Perps อื่นๆ ที่ Integrate กับ Mozi ด้วย -Fees เพิ่มเติมจากเทรดโดยตรง 1.45 BPS (0.0145%) จะได้ 1M Volume เสีย Fees ให้ Mozi (145 USD หรือ ประมาณ 5,000 บาท) โดย Fees 50% จะแบ่งให้กับคนชวน (Referrer) เท่ากับ 1M Volume Mozi ได้ 72.5USD คนชวนได้ 72.5USD Treadfi เก็บเริ่มต้นอยู่ประมาณ 2 BPS -มีระบบ Delta Neutral เพื่อฟาร์ม Funding Rate เหมาะสำหรับคนเงินเยอะ อยากฟาร์ม Yield แล้วได้ฟาร์ม Perp Dex ด้วย อาจะได้ Yield สูงถึง 10% ต่อวัน ซึ่งการฟาร์ม Delta Neutral คือการ Long ที่ นึง แล้ว Short อีกที่นึง เช่น Long บน Hyperliquid แล้ว Short บน Aster แล้ว Mozi จะคัด Pairs ที่ Funding Rate คุ้ม มีให้เลือกหลายตัว และ อัพเดตตลอด ถ้าแนะนำตอนนี้ ให้ทำ Hyperliquid + Aster เพราะ Hyperliquid น่าจะมี SS3 และ Aster มีแจก Drop เรื่อยๆ -Mozi มีระบบเก็บแต้มด้วย อาจมี Benefits ในอนาคต Roadmap ในอนาคต -Mobile App -Ai Agent -Prediction Market Terminal (Hyperliquid, Polymarket, Kalshi, Opinion) ** ตัวนี้น่าสนใจมาก เหมาะสำหรับ คนอยากฟาร์ม Prediction Market แบบ Yes แพลตฟอร์มนึง No อีกแพลตฟอร์มนึง เสียแค่ค่า Fees ศึกษาเพิ่มเติม (Docs): mozi-finance.gitbook.io/mozi
benjacker tweet media
5
7
32
1.6K
inumaki ตัวจริง がリツイート
JaneXplore✨
JaneXplore✨@JaneZealot·
เห็นมีดราม่าเพจคุณย.เรื่องฟองสบู่ จริงๆเรื่องฟองสบู่มันเตือนได้ แล้วก็มีคนเตือนมาตลอด ทั้งคนธรรมดา ทั้งนักการเงิน แต่ประเด็นคือแทนที่จะขายแค่ความกลัวเรียกเอ็นเกจเม้นท์ ทำไมไม่อธิบายล่ะ ว่าอะไรคือตัวtrigger ตัวเลขไหนบ้างที่จะเป็นสัญญานฟองสบู่ ไม่ใช่เอะอะก็ดอลล่าร์เป็นทิชชู่ เตรียมล่มสลาย การเงินจะถูกรีเซ็ต หลายคนสายทองคำ พยายามจะแช่งโลกให้กลับไปสมัย The Great Depression ทั้งๆที่เหตุการณ์นั้น มันเกิดหลังสงครามโลก และมันเกิดก่อน Nixon Shock ก่อนที่ระบบการเงินเราจะเป็นแบบเคนเซี่ยนเต็มตัว ดังนั้นนโยบายทางการเงินที่จัดการปัญหาทางการเงินมันต่างกัน เจนไม่ได้จะบอกว่าในชาตินี้จะไม่เกิดฟองสบู่ ไม่เกิดวิกฤติ มันคงมีวันนั้นซักวันเพราะเราไม่ได้อยู่ในระบบเศรษฐกิจที่Perfect 100%อยู่แล้ว แต่เป็นขาแช่งขายStoryอย่างเดียว มันเลยดูไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่
ไทย
3
9
41
23.8K
inumaki ตัวจริง がリツイート
MiddleFinger 💎
MiddleFinger 💎@Psolemn·
เพชรคุยกับ @theplebth ContributionDAO Premiere 2 ทุ่ม ที่ youtu.be/PFm3OsWtn58 เรามาดู highlight กันสักนิดครับ โคตรมันส์และดีเลย ep นี้ 555
YouTube video
YouTube
ไทย
1
2
4
1.9K
inumaki ตัวจริง がリツイート
Crypto Onizuka
Crypto Onizuka@slamboto_v2·
ส่วนตัวก็ผ่านการสัมภาษณ์ candidate มาไม่น้อย เลยรวบรวมเทคนิคในการสัมภาษณ์มาให้ เผื่อเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ น้องๆ บน X 1) ศึกษาบริษัท วัฒนธรรมองค์กรของบริษัทที่จะไปสัมภาษณ์งานในเบื้องต้น สิ่งใดไม่รู้ให้ถาม HR / Recruiter ก่อนได้ เช่นการแต่งกาย รายละเอียดงาน (JD) ความคาดหวัง พรีเซ็นต์หรือสิ่งที่ต้องเตรียมไปในการสัมภาษณ์ 2) ห้ามมาสาย แต่งกายให้เหมาะสมกับตำแหน่งงาน และบริษัท (ถามจาก HR ได้) เน้นว่าสะอาด เรียบร้อย 3) บุคลิกดีมีชัยไปกว่าครึ่ง บุคลิกหมายถึง น้ำเสียง โทนเสียง ความสุภาพ ความสง่าผ่าเผย อกผายไหล่เพียง ท่าทางการนั่ง การวางตัว ยิ้มแย้มแจ่มใส แสดงถึงความมั่นใจในตัวเอง และความน่าเชื่อถือ * ข้อ 2)-3) คือภาพภายนอก เป็น first impression ทุกคนล้วนมี bias ล้วนมองคนภายนอก และภาพลักษณ์ภายนอก เป็นสิ่งที่สร้างและฝึกฝนได้ หากใครมีส่วนนี้แต่กำเนิด หรือฝึกฝนมา ย่อมได้เปรียบในการสัมภาษณ์ และการทำงาน 4) เอกสาร ครบถ้วน เป็นระเบียบเรียบร้อย มีใบวัดผลความรู้ match กับตำแหน่งงาน เช่นคุณสมัครตำแหน่งใช้ภาษาจีน แต่ไม่มีผลสอบ HSK มาแสดง อันนี้ไม่ดี แม้ภาษาคุณดี บางทีโดน ai คัดกรองทิ้งไปก่อนก็มี 5) ตอบคำถามให้ตรงประเด็น ฉะฉาน ไม่เวิ่นเว้อ พยายามพรีเซ็นต์รายละเอียดในส่วนที่สอดคล้องกับ JD ของตำแหน่งงานที่สมัคร 6) หากมีโจทย์ให้เตรียมตัวก่อน เช่น ต้องนำเสนอตัวเองโดยใช้ slides หรือสำหรับตำแหน่งขาย หรือ BD อาจมีให้ทดลองนำเสนอโปรเจ็กต์ หรือสินค้า (อารมณ์ประมาณ Shark Tank ฉบับมินิ) หากมีการพรีเซ็นท์นี่ ต้องเตรียมตัวมาให้ดี (ถ้าอยากสร้างความประทับใจ และอยากได้งาน) เคยเจอมาเคสนึง นำเสนอ(เป็นภาษาจีน) กระบอกน้ำเก็บความร้อน โดยเน้นว่าเป็นโปรเจ็กต์จริงที่ทำกับเพื่อน แต่ยังขายไ่ม่ได้ (น่าน แค่เริ่มก็ฮาละ อิอิ) พอมาถึงจุดขาย - ข้อที่1 มีให้เลือก 7 สี..... (อ่าาฮะ...) - ข้อที่2 พกพาสะดวก พร้อมภาพวิธีการพกพา.....(แต่หน้าตากระบอกน้ำมันก็เหมือนกับกระบอกน้ำทั่วไปในตลาด..) - ข้อที่3 ราคาไม่แพง 650-750 บาท......(โอ้วววว) อันนี้ไม่แปลกใจทำไมขายไม่ออก ส่วนตัวเคยเห็นวางขายที่จีน เป็นกระติกน้ำรักษาอุณหภูมิในเหมาะกับเครื่องดื่มประเภทต่างๆ เช่นกาแฟ ชา ฯลฯ โดยเลือกประเภทเครื่องดื่มได้ที่ฝาขวด เอ้อ แบบนี้ยังน่ามาทำพรีเซ็นต์กว่าเนอะ ก็เป็นตัวอย่างเคสจริงที่พบเจอ สุดท้ายคือ 7) ศึกษาธุรกิจของบริษัทฯ ที่ตัวเองไปสัมภาษณ์ (ยิ่งมากยิ่งดี) แม้ว่าการสัมภาษณ์ต้องมองภาพรวมของ candidate ทั้งหมด ที่ผมรับเข้าทีม หรือทีไ่ปช่วยคัดกรอง ก็เคยเสนอ candidate ที่ไม่ได้เตรียมตัวเรื่องนี้มาก่อน แต่ภาพรวมด้านอื่นๆ ค่อนข้าง match กับ JD แต่การเตรียมตัวเรื่องนี้ไปก่อน อย่างไรก็เป็นแต้มบวก เพราะที่เจอมาส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียม การไปสัมภาษณ์งานก็ดี ส่งเอกสารยื่นไปสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยหรือขอทุนการศึกษาก็ดี เราต้องใส่ใจรายละเอียดจุดเล็กจุดน้อย หาจุดที่ตัวเราจะ differentiate บางครั้งเรามีจุดอ่อนที่อาจสู้คนอื่นไม่ได้ในบางเรื่อง แต่ถ้าเตรียมตัวมาดี เราสามารถนำจุดแข็งที่เรามี กลบจุดอ่อนได้ หรือสามารถสร้างความประทับใจให้คณะกรรมการสัมภาษณณ์ได้ครับ
Crypto Onizuka@slamboto_v2

ล่าสุดผมไปช่วยแผนกอื่นในบริษัท สัมภาษณ์ candidate ในตำแหน่งงาน Customer Services (Chinese speaking) มีผู้รอดการกรองจาก HR มา 4 คน อายุระหว่าง 24-28 ปี เลยอยากแชร์ให้ฟังเผื่อเป็นประโยชน์กับน้องๆ ทีกำลังหางาน 1. เบสิกทั่วไปคือ ถ้า skill คุณไม่ match กับ skill สำคัญของตำแหน่งนั้น ก็คือ "จบ" ตำแหน่งนี้ ต้องพูดจีนเป็นหลัก หากคุณจบด้านนี้มา แต่ภาษาขึ้นสนิม หรือทักษะไม่ดีพอ แน่นอนว่าโอกาสได้งานคงไม่มี หรือเงินเดือนเกินโครงสร้างเงินเดือนที่บริษัทให้ได้ โดยเฉพาะองค์กรระดับ corporate ที่โครงสร้างเงินเดือนชัดเจน โอกาสที่คุณจะได้ไปต่อก็ยาก 2. skill หลักของเราที่ใช้หางาน หากิน เราควรเตรียมเอกสาร/ผลทดสอบยืนยัน skill นั้นๆ ให้พร้อม เช่น ภาษาจีน ก็ควรมี HSK และ TOEIC มาแสดง 3. อ่าน background บริษัทฯ ที่จะมาสัมภาษณ์บ้าง อย่างน้อย founder, CEO คือใคร อันนี้ควรจะรู้ บริษัททำธุรกิจอะไรบ้าง ฯลฯ ที่สัมภาษณ์มา 4 คน ตอบไม่ได้สักคน 555 4. จากที่เคย interview มาจำนวนนึง คิดว่าคนแรกที่ต้องพัฒนาเลยคือ HR ที่กรอง candidate มาไม่ค่อยเข้าเป้า กลายเป็นมาแล้วเสียเวลากันทั้ง 2 ฝ่าย~

ไทย
0
626
1K
58.6K
inumaki ตัวจริง がリツイート
Sun 🌊 ⚔️
Sun 🌊 ⚔️@CryptowithSun·
อัดหน้าจอตอนผมวางแผนเทรดมาฝากครับ แผนเต็มอยู่ในเม้นนะ ฝากติดตามด้วยครับ
ไทย
2
11
51
3.7K
inumaki ตัวจริง がリツイート
Em Udomsak (🟣🐻)
Em Udomsak (🟣🐻)@EmUdomsak·
เงิน 1.75 แสนล้าน ที่มาแจก 4,000 บาท เยอะแค่ไหน? - ครึ่งนึงของงบประการศึกษาทั้งประเทศ - สามารถรันมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของ เอเชีย อย่าง NUS แบบไม่ต้องมีรายได้เลย ได้ 2 ปี (จริงๆ ผมเสียดายเงินพวกนี้ เพราะถ้าไทยเรามีมหาลัยระดับ top 10 ของโลก เราจะได้ทั้งคนเก่งๆ ได้ทั้งอาจารย์ นักวิจัย knowhow และบริษัทใหญ่ๆ ย้ายตามมา) - สร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (เตาปูน ราษฏร์บูรณะ) ได้ 2 สาย - ไต้หวันลงทุนใน ITRI R&D institute น้อยกว่าเงินที่เราเอามาแจกมากๆ สร้าง ธุรกิจ semi conductors มากมาย spin off หนึ่งในนั้นคือ TSMC ที่มี market cap 1 ล้านล้านบาท เป็นอุตสาหกรรมที่เป็น 15% ของ GDP ประเทศ บ้านเรามีหลายอุตสาหกรรมที่ควรส่งเสริม อย่างท่องเที่ยว บ้านเราก็กินบุญเก่า การศึกษา เทคโนโลยี การใช้ tech ผสมกับเกษตรกรรม ที่ถ้าใส่เงินใหญ่ๆ ก้อนนึง น่าจะเกินกำไรกับประเทศในอนาคต และทำให้ ปชช อยู่ดีกินดีในระยะยาว แต่แน่นอน จะมีอะไรที่ ปชช จะมีความสุขกว่าแจกคนละ 4,000 และคนที่มีความสุขที่สุดก็คงจะเป็นคนที่อยู่สูงสุดบนห่วงโซ่การใช้จ่าย ไม่เชื่อดูได้ รวยขึ้นมากๆ ทุกครั้งที่มีโครงการแจก ยังไงก็แล้วแต่ รักรัฐบาล เพราะรัฐบาลช่วยให้ผมมีเงินกิน เที่ยว ใช้ 4,000 ครับ #จุ๊ฟ ❤️
ไทย
20
2.9K
1.1K
81K
inumaki ตัวจริง がリツイート
TP SQUAD
TP SQUAD@tpsquad_th·
ไม่กล้าพูดว่าตัวเองมืออาชีพ แต่ขอพูดในฐานะที่ฟังและเรียนรู้จากมืออาชีพมาเยอะละกัน นักลงทุนมืออาชีพจะไม่ Hedge โดยการ Buy put เปล่าๆ แต่จะใช้การ Sell Call และใช้ Premium ที่ได้จาก Sell Call มา Buy put อีกทีเรียกว่า Protective Collar หรือถ้าสไตล์คุณคริส Trader KP ก็จะใช้การแบ่งเงินเป็นสองกอง กองนึงถือเป็นหุ้น อีกกองเป็นเงินสดไว้ใช้ใน option ผ่านการทำ Wheel Strategy ( secured put + covered call ) ผมเคยเขียนไว้อยู่ลองอ่านได้ในโพสนี้อยู่ล่างๆ x.com/tpsquad_th/sta…
TP SQUAD tweet media
น้องสร้อยสยอง@Frugalmindrvl

ก่อนนอนคืนนี้ To นักลงทุนมืออาชีพ ใครใช้ option ในการ hedge ตอนตลาดแดงรอบล่าสุดบ้างค้าาา ได้ผลมั้ยยยย

ไทย
2
9
15
2K
inumaki ตัวจริง がリツイート
Jadz | TP SQUAD
Jadz | TP SQUAD@justjadz·
ใครที่ป่วยฟังนะ ผมหาหมอที่เดิมมา 7 เดือนไม่พบสาเหตุ แต่พอเปลี่ยนหมอปุ๊บ เจอเลยว่าเป็นอะไร และรักษายังไง เป็นเกือบปีที่โคตรท้อ ไม่ได้บอกว่าหมอไม่ดี หมอดีแต่บางทีมองไม่ลึกพอ ผมพยายามรวบรวมข้อมูลคุยกับหมอทุกครั้ง ผลคือ ผลตรวจไม่มีอะไร แล้วก็นัดวนไป ระดับอาจารย์แพทย์เลยแหละ Second opinion สำคัญนะครับ เชียร์ๆ
ไทย
31
382
409
88.3K