บัส เทวฤทธิ์

20.9K posts

บัส เทวฤทธิ์ banner
บัส เทวฤทธิ์

บัส เทวฤทธิ์

@Bus_Te

เทวฤทธิ์ มณีฉาย ENFJ เล่นกีฬาเป็นเป็ดทุกชนิด ฯลฯ บล็อกรวมงาน https://t.co/vSSrRf5CAw

Katılım Eylül 2009
583 Takip Edilen6.3K Takipçiler
บัส เทวฤทธิ์
(ต่อ) สุดท้ายนี้วาระของการคืนสิทธิเลือก สข. ให้คนกรุงเทพ และการปฏิรูปที่มาของผู้บริหารเขตยิ่งเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าการจัดการเมืองหลวงแยกไม่ออกจากการเมืองระดับชาติ ตราบใดที่กฎหมายแม่บทยังไม่ถูกแก้ไขโดยฝ่ายนิติบัญญัติ วาระการจัดการเมืองระดับเส้นเลือดฝอยของคนกรุงเทพฯ ก็จะยังคงติดเพดานเชิงโครงสร้าง การส่งเสียงและร่วมกันขับเคลื่อนวาระนี้ในทุกพื้นที่ทางการเมืองจึงนับเป็นการคืนสิทธิ์และคืนอำนาจในการออกแบบชีวิตประจำวันให้แก่คนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง
ไทย
0
0
2
89
บัส เทวฤทธิ์
[ ทวงคืน ‘สข.’ - ดัน ‘เลือกตั้งผู้บริหารเขต’ : คืน ‘เส้นเลือดฝอย’ ทางการเมืองให้คนกรุงเทพฯ ] . ท่ามกลางบรรยากาศการนับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครในวันที่ 28 มิถุนายนที่จะถึงนี้ เราได้เห็นบรรดาผู้สมัครทยอยเดินสายปิดป้ายหาเสียงกันทั่วเมือง ทุกคนต่างลุ้นผลว่าใครจะได้นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ และพรรคหรือกลุ่มการเมืองใดจะได้ครองพื้นที่ในสภาฯ กทม.มากกว่ากัน . อย่างไรก็ดีท่ามกลางบรรยากาศคึกคักเช่นนี้ยังมีความจริงอยู่ข้อหนึ่งที่เราอาจลืมเลือนไป นั่นคือครั้งหนึ่งเราเคยมี “สมาชิกสภาเขต” (สข.) มีหน้าที่หลักในการเป็นที่ปรึกษาผู้อำนวยการเขต และเป็นเหมือนตัวแทนชุมชนเพื่อสะท้อนความต้องการของประชาชน ในเขตพื้นที่นั้น ๆ แต่ สข. ถูกริบอำนาจไปโดยคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 86/2557 และถูกตอกฝาโลงซ้ำด้วยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2562 โครงสร้างการเมืองระดับท้องถิ่นที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุดกลับถูกแช่แข็งจนทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่คนตัวเล็กตัวน้อยในชุมชนแทบจะไร้ปากเสียงในการกำหนดอนาคตและการใช้งบประมาณในบ้านของตัวเอง . หากพิจารณาถึงความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน โครงสร้างปัจจุบันที่กำหนดให้มี สก. เพียงเขตละ 1 คนถือเป็นภาระที่หนักหน่วงเกินไปสำหรับความจริงในพื้นที่ เพราะเขตขนาดใหญ่หลายเขตมีประชากรหนาแน่นหลักแสนคน ลำพัง สก. เพียงคนเดียวต่อให้ทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมงก็ยากที่จะตรวจตราฝาท่อระบายน้ำ ไฟส่องสว่าง หรือปัญหาความเดือดร้อนในตรอกซอกซอยได้อย่างทั่วถึง ต่างจากการมี สข. ซึ่งในอดีตมีเขตละอย่างน้อย 7 คนตามสัดส่วนประชากร . สข. คือคนในพื้นที่ที่เดินอยู่ในซอยเดียวกับเรา รับรู้ปัญหาน้ำท่วมขังทันทีที่ฝนตก แม้ในปัจจุบัน กทม. จะพยายามอุดช่องว่างด้วยการใช้ระบบเทคโนโลยีอย่าง Traffy Fondue หรือพึ่งพากลไกคณะกรรมการชุมชนในการแจ้งเหตุแต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าช่องทางการผลักดันปัญหาเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบโดยตัวแทนที่ยึดโยงกับประชาชนในระดับเส้นเลือดฝอยนั้นขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย . นอกจากนี้การหายไปของ สข. ยังส่งผลต่อมิติการมีส่วนร่วมในงบประมาณระดับพื้นที่ แม้ในท้ายที่สุดอำนาจการอนุมัติและตัดลดงบประมาณประจำปีของสำนักงานเขตจะเป็นหน้าที่เด็ดขาดของ สก. ในสภา กทม. แต่ในอดีต สข. คือผู้มีบทบาทสำคัญในการร่วมเสนอแนะและสะท้อนความต้องการขั้นต้นว่าเงินภาษีของคนในพื้นที่ควรถูกนำไปใช้ปะผุตรงไหน ซอยไหนต้องการลานกีฬา หรือชุมชนใดต้องการกล้องวงจรปิด แต่เมื่อไม่มี สข. คอยประเมินร่วมกับชุมชน การจัดทำคำของบประมาณจึงมักริเริ่มจากมุมมองของฝั่งข้าราชการประจำในสำนักงานเขตเป็นหลัก แผนพัฒนาเขตหลายอย่างจึงกลายเป็นโครงการสูตรสำเร็จรูปที่เป็น “เสื้อโหล” เหมือนกันไปหมดทุกเขตแต่กลับไม่ตอบโจทย์บริบทที่แตกต่างกันของคนในพื้นที่จริง การทวงคืน สข. จึงเป็นวาระสำคัญในการกระจายอำนาจเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมกำหนดทิศทางงบประมาณตั้งแต่ต้นน้ำ . ยิ่งไปกว่านั้นวาระสำคัญทางการเมืองที่ต้องขับเคลื่อนควบคู่ไปกับการทวงคืน สข. คือการผลักดันเชิงนโยบายให้ “ผู้อำนวยการเขต” มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเพื่อปลดล็อกระบบราชการรวมศูนย์ เนื่องจากปัจจุบันผู้อำนวยการเขตทั้ง 50 เขตมีสถานะเป็นข้าราชการประจำสายงานอำนวยการระดับสูงที่ไต่เต้าและแต่งตั้งมาจากส่วนกลาง โครงสร้างนี้ทำให้ ผอ.เขต ต้องบริหารงานภายใต้สายบังคับบัญชาที่ต้องตอบสนองแนวนโยบายของผู้ว่าฯ กทม. ปลัด กทม. หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้มีอำนาจให้คุณให้โทษในตำแหน่งหน้าที่ . อีกทั้งการหมุนเวียนโยกย้ายข้าราชการประจำบ่อยครั้ง ยังอาจทำให้โครงการพัฒนาในพื้นที่ขาดความต่อเนื่อง การเปลี่ยนให้ผู้บริหารระดับเขตมาจากการเลือกตั้งจึงเป็นข้อเสนอที่จะเปลี่ยนโจทย์การทำงานของสำนักงานเขต จากเดิมที่เน้นทำตามคำสั่งและระเบียบจากศาลาว่าการ กทม. มาเป็นการแข่งขันกันออกนโยบายเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงใจประชาชนผู้ลงคะแนนในคูหาเลือกตั้งมากที่สุด . อย่างไรก็ดีโจทย์การทวงคืน สข. และการขับเคลื่อนให้เกิดการเลือกตั้งผู้บริหารเขตไม่ใช่วาระที่จะสำเร็จลงได้เพียงแค่การออกข้อบัญญัติที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพราะโครงสร้างทั้งหมดถูกผูกไว้กับกฎหมายแม่บทในระดับรัฐสภา การยกร่างและแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครฉบับใหม่เท่านั้นที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการรื้อถอนข้อจำกัดเดิมที่แช่แข็ง สข. เอาไว้ และเปิดทางให้เกิดการออกแบบโครงสร้างผู้บริหารเขตในอนาคต สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดมีกระบวนการเสนอเป็นร่าง พรบ. ดังกล่าว โดยคุณศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. กับคณะ และผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นเสร็จไปเมื่อ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา หวังว่าจะได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาเร็วๆ นี้ . (มีต่อ)
บัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
2
2
10
217
บัส เทวฤทธิ์
เลือกตั้ง กทม.วาระการเมืองสำคัญมาก และไปด้วยกันกับวาระการบริหารจัดการเมือง จนป่านนี้เรายังเอา สข.คืบจากที่ คสช.ริบไปไม่ได้ ยังไม่รวมดันให้ผู้บริหารเขตมาจากการเลือกตั้ง พอเป็นโจทย์นี้หนี้ไม่พ้นต้องเชื่อมกับการเมืองระดับชาติ
ไทย
0
7
19
416
บัส เทวฤทธิ์
เราต้องไม่ลืมเรื่องนิรโทษกรรม ก.ค.68 สส.ตีตกร่างที่รวม ม.112 แต่รับหลักการร่างภท.ที่ล็อค 112 ไว้ บางคนอ้างกลัวไม่ผ่าน สว. ทั้งที่ สว.ทำได้เพียงชะลอ ตีตกไม่ได้ ใครโหวตอะไรก็จำกันไว้
ไทย
0
32
55
1.1K
บัส เทวฤทธิ์
[ เผยกลยุทธ์ “ไอโอ” มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือสื่อและนักสิทธิฯ พบหลักฐานโยงรัฐ แต่ศาลผลักภาระพิสูจน์ให้เหยื่อ] . เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT) มีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “การโจมตีและลดทอนความน่าเชื่อถือสื่อมวลชนไทย” ซึ่งได้เปิดเผยพฤติกรรมและการปรับตัวของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่มุ่งเป้าโจมตีสื่อมวลชน นักสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมทางการเมืองอย่างเป็นระบบ โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว The Reporters อังคณา นีละไพจิตร นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกวุฒิสภา ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้งองค์กร Stop Online Harm มูฮัมหมัดอาลาดี เด็งนิ ประธานมูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ดำเนินรายการโดย ภาณุ วงศ์ชะอุ่ม ประธาน FCCT และผู้สื่อข่าวอาวุโสของรอยเตอร์ . [เผยขบวนการขุดปม 11 ปียัดข้อหา “นักข่าวสายโจร BRN” หลังตั้งคำถามแม่ทัพภาค 4] . ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว The Reporters เปิดเผยว่าตนถูก IO โจมตีครั้งล่าสุดอย่างหนักมานานกว่า 1 เดือน โดยถูกขุดคำเหยียดหยามอย่าง “โรฮิงแยม” ที่เคยใช้โจมตีตนตั้งแต่ปี 2558 กลับมาใช้ใหม่ใน 11 ปีให้หลัง ทั้งที่เรื่องโรฮิงญาจบไปแล้วและตนได้สร้างความเข้าใจในเรื่องนี้มาตลอด . ฐปณีย์พบความเชื่อมโยงว่าการใส่ร้ายบนเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์เกิดขึ้นทันทีหลังจากที่ตนไปตั้งคำถามกับ พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 เกี่ยวกับเหตุลอบยิง สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ พรรคประชาชาติ โดยเฉพาะเพจที่ชื่อ “Truth of the Day” ซึ่งตนไม่ได้ติดตามแต่ระบบกลับฟีดขึ้นมาให้เห็นตลอดเวลา เพจนี้อ้างตัวเป็นเพจข่าวแต่คอยใส่ร้ายตน มุ่งโจมตีตั้งแต่ตอนทำข่าวเรื่องตากใบและอุยกูร์ และล่าสุดได้ยกระดับจากการวิจารณ์การทำงานไปสู่การกล่าวหาว่าตนเป็น “นักข่าวสายโจร BRN” ที่ถามคำถามชี้นำให้เจ้าหน้าที่รัฐกลายเป็นคนผิดทั้งที่ตนถามตามหน้าที่สื่อ . นอกจากนี้เพจดังกล่าวยังมีการจัดทำประวัติการทำงานของตนตั้งแต่ปี 2563 ในประเด็นภาคใต้และสิทธิมนุษยชนซึ่งสะท้อนว่ามีชุดข้อมูลเชิงลึกและติดตามตนมานาน อีกทั้งยังใช้เทคโนโลยี AI สร้างภาพโจมตีและหาว่าตนเป็นสุนัขรับใช้ของ สส. รอมฎอน ปันจอร์ ซึ่งถือเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง ที่น่าสังเกตคือตอนที่ตนไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้เรียก กอ.รมน. มาชี้แจงเพจ IO นี้กลับรู้ข้อมูลและหนังสือเชิญ ทั้งๆ ที่ตนและ กมธ. ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ . ฐปณีย์ระบุว่าสิ่งร้ายแรงที่สุดคือการถูกโจมตีว่า “แบ่งแยกดินแดน” จนทำให้คนในชีวิตจริงหลงเชื่อ มีคนมาข่มขู่ตนต่อหน้า ทำให้ตนเครียดจนแทบทำหน้าที่สื่อตามปกติไม่ได้ถึงขั้นต้องไปพบนักจิตวิทยา เมื่อไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ก็กลับมีโพสต์โจมตีเด้งขึ้นมาให้เห็นอีกกว่า 30 โพสต์ทั้งที่ไม่ได้ติดตามเพจ แสดงให้เห็นถึงการซื้อโฆษณาอย่างเป็นระบบ ตนจึงต้องการให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กเคยลบเพจ IO ชายแดนใต้ที่มีชื่อคล้ายกันไปกว่า 70 เพจ ปฏิบัติการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำลายผู้ตกเป็นเหยื่อแต่ยังกระทบต่อกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ด้วย . [แฉถูกไอโอคุกคามกว่า 20 ปี ชี้ศาลไทยไม่มีกฎหมายเยียวยาเหยื่ออาชญากรรมโดยรัฐ] . อังคณา นีละไพจิตร นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เผยว่าตนถูกโจมตีมานานกว่า 20 ปีในฐานะเหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ตั้งคำถามกับรัฐ ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง กสม. ในปี 2558 - 2562 เวลาลงพื้นที่ภาคใต้ตนจะถูกถ่ายรูป ซึ่งตนรู้ดีว่าใครถ่าย รูปเหล่านั้นจะไปปรากฏบนเพจ IO เช่น เพจ “Pulony” ก่อนที่ตนจะเดินทางกลับถึงบ้านเสียอีก . ต่อมาในปี 2563 มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจและพบภาพจากเพจ Pulony ไปอยู่ในเอกสารงบประมาณของกองทัพ เมื่อตนตั้งคำถามต่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในขณะนั้น พล.อ. ประยุทธ์กลับเดินหนีทันที วันรุ่งขึ้น กอ.รมน. ออกมายอมรับว่าเอกสารเป็นของจริง แต่หลังจากนั้นกลับปฏิเสธว่าเพจดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน . [อ่านทั้งหมดที่ facebook.com/share/p/14fZTn… ]
บัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
1
30
43
779
บัส เทวฤทธิ์
เปลี่ยนเวลาจิตอาสาไปเก็บขยะ เป็นช่วยสนับสนุนให้ พนง.กวาดขยะของ กทม. ได้รับการบรรจุ
ไทย
0
0
1
228
บัส เทวฤทธิ์
ที่ถนน-ฟุตบาทสะอาดเพราะมี พนง.ของกทม.ดูแลอยู่ วันนี้ภาพน่าสนใจคือจิตอาสาจำนวนมากเก็บ พนง.ก็กำลังเก็บอยู่เช่นกัน 🤔หรือเราควรเปลี่ยนวิธีคิดเพิ่มสิทธิสวัสดิภาพสวัสดิการ พนง.จะดีกว่าไหม
ไทย
1
0
3
267
บัส เทวฤทธิ์
รูปแบบการลงมติไม่หลอกใคร แต่ to be fair เขาอาจบอกว่าเพราะมีความคิดความเชื่อไปในทางเดียวกันก็ได้ และนั่นจะไปโกรธทำไมในเมื่อโดนเรียก "#ระบอบน้ำเงิน" เพราะ 'ระบอบ' มันก็มีเรื่องความเชื่อร่วมกันอยู่แล้ว
ไทย
1
2
7
342
บัส เทวฤทธิ์
แทนที่จะคิดเรื่องวิธีร่าง #รัฐธรรมนูญ ผมว่าเรากลับหัวคิดถึงไป รัฐธรรมนูญใหม่ มันต้องมี/ไม่มีอะไรบ้าง เลยครับ เพราะท้ายที่สุดคนที่จะตัดสินใจจริงๆ คือ "ประชามติ" อย่าละเลยสิ่งนี้ . มันต้องไม่มีสิ่งที่เป็นปัญหาชัดแจ้งจากรัฐธรรมนูญ 60 เพราะ ประชามติรอบแรกให้มาแล้ว มันต้องไม่เหมือนของเก่าและแก้ปมของเก่า . มี/ไม่มี สว. หากยังมี ที่มาและอำนาจต้องไม่เหมือน 60 . องค์กรอิสระ และอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ที่ต้องรื้อทั้งที่มา อำนาจและการฟื้นคืนกระบวนการถอดถอน . ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อันนี้โดยสภาพประเมินทุกปีก็มีปัญหา และสภาพสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองก็ต่างไปแล้ว จริงๆ ตัดทิ้งไปได้เลยก็ดี . การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ฉบับ 60 แก้ยากมาก เพราะเงื่อนไขต้องมีเสียง สว. 1 ใน 3 อันนี้ต้องตัดออก เป็นต้น . ถามว่าการมีส่วนร่วมสำคัญไหม สำคัญแน่นอน แต่ถ้าท้ายที่สุดสภาพสภาที่จะเป็นองค์กรสำคัญในการจัดกันมันอยู่ในสภาที่ไม่โอเค สิ่งที่เราควรจะให้ความสำคัญให้มากคือ คำตอบของประชาชน หากประชาชนมีฉันทามติว่า เรื่องใดบ้างที่ต้องแก้แน่ๆ ต้องไม่เหมือน 60 แน่ๆ อันนี้มันจะเป็นการกำกับมือคนร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไปในตัว เพราะเขาก็จะกลัวว่า สุดท้ายมันจะไม่ผ่านประชามติ . และที่สำคัญ มันต้องมี "คนรับผิดชอบ" ด้วย หากร่างไม่ผ่าน เช่น รัฐบาลหรือสภาที่ไปขอประชามติ หากไม่ผ่านประชามติก็ต้องรับผิดชอบจะโดยการยุบสภาหรืออะไรก็แล้วแต่ หากทางเลือกผู้ร่างดูถูกจำกัดมาก เราก็หันไปหาทางที่จะกำกับหรือให้คำตอบสุดท้าย . อีกทั้งการรณรงค์ให้กับประชาชนเพื่อให้ได้(หรือสิ่งที่เข้าใกล้)ฉันทามติอะไรบ้างอย่าง โดยตัวมันเองยังเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย นอกจากอำนาจในการกำกับมือคนร่างจากที่ปลายทางตั้งผ่านประชามติดังกล่าว
ไทย
2
8
30
701
บัส เทวฤทธิ์
[ ชำแหละงบ กกต. หลังยอดผู้สมัคร สว. วูบ-กังขา "จัดเลือกตั้งเอง-ตรวจสอบเอง" ขัดกันในตัว ] . วันนี้ (26 พฤษภาคม 2569) ในการประชุมวุฒิสภา มีการพิจารณารายงานการเงินและรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยผมได้ร่วมอภิปรายตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงานของ กกต. โดยเฉพาะงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่ผ่านมาซึ่งพบความไม่สอดคล้องระหว่างงบประมาณที่ใช้กับผลลัพธ์ที่ได้ . ผมหยิบยกตัวเลขจากรายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มาชี้ให้เห็นว่า กกต. ตั้งเป้าผู้สมัคร สว. ไว้สูงถึง 185,600 คนและจัดสรรงบประมาณรองรับไว้กว่า 1,390 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริงมีผู้สมัครเพียง 48,117 คนหรือคิดเป็นร้อยละ 25.9 เท่านั้น ขณะที่งบประมาณกลับมีการเบิกจ่ายไปถึงร้อยละ 65.8 หรือประมาณ 915 ล้านบาท . ผมมีข้อสังเกตว่างบประมาณในส่วนการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและประชาสัมพันธ์ที่ตั้งไว้ 57 ล้านบาทหากเทียบตามเป้าหมายเดิมจะตกหัวละ 307 บาท แต่เมื่อมีผู้สมัครน้อยเกินคาด ทำให้ต้นทุนการดึงคนมาสมัครพุ่งสูงถึงหัวละ 1,184 บาทหรือสูงกว่าเป้าหมายถึง 4 เท่าตัว ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดกิจกรรมเชิงรุกเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 107 ที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นการเลือกตั้งที่เงียบที่สุด . อีกประเด็นสำคัญที่ผมเน้นย้ำคือปัญหาเชิงโครงสร้างของ กกต. ที่มีบทบาททับซ้อนกันเอง โดยระบุว่า กกต. เป็นทั้ง "ผู้จัด" และ "ผู้ตรวจสอบ" ในเวลาเดียวกัน เมื่อ กกต. ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแล้วต้องมาประเมินผลเองว่าการเลือกตั้งนั้นสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่จึงเกิดคำถามเรื่องความโปร่งใสและการขัดกันของผลประโยชน์ . นอกจากนี้ผมยังกล่าวถึงสภาวะ "Shell Shock" (หวาดผวา) ของ กกต. ที่ต้องกันเงินงบประมาณไว้ส่วนหนึ่งเพื่อชดใช้ค่าเสียหายหากถูกฟ้องร้องคดีความ ทำให้ กกต. ไม่กล้าทำงานเชิงรุกเพราะกลัวผลกระทบทางกฎหมายจนส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ในภาพรวม . ด้าน พ.ต.ต. ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการ กกต. ได้ชี้แจงในประเด็นงบประมาณว่า กกต. ได้รณรงค์ทุกช่องทางแล้วแต่ผู้สมัครไม่เป็นไปตามเป้า ส่วนงบประมาณที่ยังดูสูงแม้คนสมัครน้อยเป็นเพราะค่าบริหารจัดการในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ รวมถึงวัสดุอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ที่ประจำหน่วยเลือกตั้งนั้นมีค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Cost) ที่ไม่สามารถลดลงตามจำนวนผู้สมัครได้ ส่วนงบสืบสวนสอบสวนที่เบิกจ่ายน้อยเป็นเพราะบางสำนวนยังไม่เสร็จสิ้นและมีการเบิกจ่ายคาบเกี่ยวไปในปีงบประมาณถัดไป . อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าในการชี้แจงของรองเลขาธิการ กกต. ครั้งนี้ไม่ได้มีการตอบคำถามหรืออธิบายในประเด็นที่ผมตั้งข้อสังเกตเรื่องความขัดกันของบทบาทหน้าที่ซึ่ง กกต. เป็นทั้งผู้จัดและผู้ตรวจสอบตัวเอง รวมถึงไม่ได้กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แต่อย่างใด โดยระบุเพียงสั้น ๆ ว่าจะรับข้อสังเกตอื่น ๆ ไว้เพื่อปรับปรุงการดำเนินการต่อไปเท่านั้น
บัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
0
15
19
479
บัส เทวฤทธิ์
[ ขอ รมว.แรงงาน เร่งลงนามสูตร CARE หวังสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกันตน ] . วันนี้ (25 พฤษภาคม 2569) ผมได้หยิบยกประเด็นความเดือดร้อนของผู้ประกันตนในระบบ #ประกันสังคม ขึ้นปรึกษาหารือในที่ประชุมวุฒิสภา โดยเรียกร้องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้เร่งลงนามประกาศใช้สูตรคำนวณบำนาญใหม่ หรือที่เรียกว่า " #สูตรCARE" เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ . เมื่อนิยามของประกันสังคมคือระบบ "ร่วมทุกข์ร่วมสุข" ของทั้งภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง แต่ที่ผ่านมา ระบบการคำนวณบำนาญชราภาพแบบเดิมกลับมีปัญหาเรื่องความเป็นธรรม เนื่องจากใช้ฐานเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (5 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณ) มาเป็นตัวตั้งในการคำนวณ . ผู้ประกันตนหลายคนอาจมีรายได้สูงสุดในช่วงกลางของการทำงาน แต่ในช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณ รายได้อาจลดลงเนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น การถูกเลิกจ้าง หรือการเปลี่ยนสถานะจากผู้ประกันตนมาตรา 33 ไปเป็นมาตรา 39 ซึ่งส่งผลให้ฐานเงินเดือนที่นำมาคำนวณบำนาญลดฮวบลง ทำให้ได้รับเงินบำนาญน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับเงินสมทบที่ส่งมาตลอดชีวิต . สำหรับสูตรใหม่ที่เรียกว่า CARE (Career Average Revalued Earnings) จะเป็นการคำนวณโดยใช้ "ฐานรายได้เฉลี่ยตลอดการทำงาน" แทนการใช้เพียง 5 ปีสุดท้าย นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่สำคัญคือ ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ มีการคำนวณปรับค่าเงินตามภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา คิดจากเงินสมทบจริงโดยนำเศษเดือนและเงินสมทบตลอดอายุการทำงานมาคำนวณรวมอย่างเป็นธรรม และช่วยกลุ่มมาตรา 39 ทำให้ผู้ที่สลับมาตราในช่วงท้ายของชีวิตการทำงานไม่เสียสิทธิประโยชน์ที่สะสมมา . ผมได้เผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า สูตร CARE นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ผ่านการศึกษามาตั้งแต่ปี 2562 โดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานประกันสังคม และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) อีกทั้งบอร์ดประกันสังคมได้มีมติเห็นชอบและผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์มาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 . อย่างไรก็ตามหลังจากบอร์ดประกันสังคมส่งเรื่องต่อไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันเวลาล่วงเลยไปกว่าครึ่งปีแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าหรือการลงนามอนุมัติใดๆ จึงขอปรึกษาหารือผ่านประธานวุฒิสภาไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานให้เร่งผลักดันเรื่องนี้ต่อไป
บัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
1
20
28
413
บัส เทวฤทธิ์
ปธ.ศาลฎีกา ลงนามคำแนะนำกรณีดำเนินคดีไม่สุจริต ตาม ป.วิ.อาญา ม.161/1 สกัดกั้นฟ้องปิดปาก
บัส เทวฤทธิ์ tweet mediaบัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
1
9
9
264
บัส เทวฤทธิ์
[ต่อ] ช่วงท้ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้กล่าวสรุปโดยยืนยันคำเดิมว่าหากการแก้ปัญหาไม่มีความต่อเนื่องก็เท่ากับเป็นการปล่อยให้ปลาหมอคางดำแพร่พันธุ์ต่อไป พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาต่อที่ประชุมวุฒิสภาว่าจะกลับไปรวบรวมข้อมูลจากทั้งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและกรมประมงมาตรวจสอบร่วมกันอย่างละเอียด โดยขอเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ (7 วัน) เพื่อนำข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และครบถ้วนทุกด้านกลับมาตอบผมด้วยตนเอง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหานี้และดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอน
ไทย
0
2
2
124
บัส เทวฤทธิ์
[ 'สุชาติ' ตอบกระทู้ 'เทวฤทธิ์' ขอเวลา 7 วัน เคลียร์หลักฐาน '#ปลาหมอคางดำ' ก่อนหาตัวคนผิด ยันรัฐบาลไม่เข้าข้างใคร ] . วันนี้ (25 พฤษภาคม 2569) ในที่ประชุมวุฒิสภา ผมได้ตั้งกระทู้ถามเรื่อง “ความคืบหน้าในการตรวจสอบและดำเนินคดีแก่ผู้ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทย” โดยมีสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ชี้แจง . ผมเริ่มต้นอภิปรายโดยระบุว่าผมมาจากจังหวัดสมุทรสงครามซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งกำเนิดและต้นตอการแพร่ระบาด พร้อมทั้งได้ทบทวนลำดับเหตุการณ์ความเป็นมาของการระบาดอย่างละเอียด ตั้งแต่ปี 2549 ที่คณะกรรมการด้านความหลากหลายและความปลอดภัยทางชีวภาพ (IBC) กรมประมง ได้อนุญาตให้บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) นำเข้าปลาหมอสีคางดำจากสาธารณรัฐกานา จนถึงปัจจุบันซึ่งปลาหมอคางดำระบาดมาถึงบึงมักกะสัน กรุงเทพมหานคร จนนำไปสู่การตื่นตัวระดับชาติและถูกกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ . ผมเน้นย้ำว่าแม้จะมีการตื่นตัวแก้ปัญหาแต่กระบวนการแสวงหาตัวผู้รับผิดชอบกลับล่าช้า จนลุกลามไปถึง 19 จังหวัดชายฝั่งอ่าวไทยและยังไม่มีหน่วยงานใดฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุ จนกระทั่งต้นปี 2568 ที่ผ่านมาประชาชนในจังหวัดสมุทรสงครามและเพชรบุรีต้องรวมตัวกันฟ้องคดีแบบกลุ่มกับบริษัทที่นำเข้าเอง นอกจากนี้งานวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังพบว่าความเสียหายต่อเกษตรกรและประมงพื้นบ้านเฉพาะแค่ตำบลแพรกหนามแดงแห่งเดียวก็สูงถึง 131.96 ล้านบาทต่อปี . ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้ยื่นคำถามถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4 ข้อ ดังนี้ . 1. การสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 มาตรา 97 มีการดำเนินการถึงขั้นตอนใดแล้ว มีความคืบหน้าเป็นอย่างไร มีการกำหนดขอบเขตระยะเวลาในการสืบสวนสอบสวนหรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียด . 2. แต่หากยังไม่มีความคืบหน้าตามข้อ 1 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีการกำหนด นโยบายในการปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 แก่กรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำหรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียด . 3. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีแนวทางในการช่วยเหลือเยียวยา โดยเฉพาะด้าน การต่อสู้คดีแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำหรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียด . 4. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีแนวทางในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ได้รับ ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำหรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียด . สุชาติยอมรับว่าข้อมูลลำดับเวลาที่ผมนำเสนอนั้นเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน ซึ่งตนเองแม้เพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่งในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ระยะสั้น ๆ แต่ในอดีตที่เคยร่วมคณะรัฐมนตรีมาหลายรัฐบาลก็เคยเห็นการอนุมัติงบประมาณงบกลางให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อแก้ปัญหานี้มาแล้วหลายครั้ง . ในประเด็นข้อกฎหมายสุชาติชี้แจงว่าหน่วยงานหลักที่มีข้อมูลในการฟ้องร้องโดยตรงคือกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากเป็นผู้อนุมัติให้นำเข้า อย่างไรก็ตามในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ตนได้สั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งลงพื้นที่สำรวจความเสียหายเชิงประจักษ์แล้ว เช่น ความเสียหายของหญ้าทะเลหรือสัตว์น้ำท้องถิ่นที่สูญหายไปจากการถูกปลาหมอคางดำกัดกิน ซึ่งจะนำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณมูลค่าความเสียหายตาม พรบ. สิ่งแวดล้อม มาตรา 97 ซึ่งการฟ้องร้องให้ชนะคดีตามมาตรา 97 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนและแน่นหนาพอว่าความเสียหายนั้นเกิดจากบริษัทใดหรือบุคคลใด และหลักฐานเชิงประจักษ์มีมูลค่าเท่าไหร่ ตนไม่อยากฟ้องเอกชนไปแล้วต้องแพ้คดีเพราะหลักฐานไม่แน่นพอ . ช่วงต่อมาผมได้ใช้สิทธิ์สอบถามประเด็นเพิ่มเติม พร้อมยืนยันว่าหน่วยงานของกระทรวงเองมีบันทึกการตรวจสอบชัดเจนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 ว่าได้ลงพื้นที่สำรวจการแพร่กระจาย และตัวแทนหน่วยงานยังเคยให้สัมภาษณ์เองว่า การระบาดนี้ "กระทบต่อระบบนิเวศเป็นวงกว้าง" และ "ทำให้ห่วงโซ่อาหารเสียสมดุล" . ผมจึงถามย้ำว่าในเมื่อหน่วยงานรัฐยอมรับเองว่ามีความเสียหายเชิงประจักษ์เกิดขึ้นแล้ว ประชาชนจะได้รับคำตอบเมื่อไหร่ว่าใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และใครที่เป็นคนปล่อยปละละเลยให้การแก้ไขปัญหาขาดตอน จนระบาดไปทั่วประเทศ . [มีต่อ]
บัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
1
18
23
556
บัส เทวฤทธิ์
@KwangEkkawit @jamornvivat ล่าสุดเมื่อเวลา 13.17 น เพจ รมต. ลบภาพเดิมแล้วโพสต์ภาพใหม่แล้ว โดยไม่ได้ชี้แจงใดๆ หวังว่าสื่อที่นำความจากโพสต์ดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อจะกลับมาอัพเดทด้วย ไม่เช่นนั้นจะขยายความเข้าใจผิด
บัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
0
3
8
170
บัส เทวฤทธิ์
โพสต์ ไทม์ไลน์และขั้นตอนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ปี 69 ของ รมว.แรงงาน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ @jamornvivat เมื่อสักครู่ (ภาพซ้าย) แน่นอนเห็นภาพขั้นตอนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชัดขึ้น แต่มาสะดุดเรื่อง คุณสมบัติ ที่ "ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง เว้นแต่พ้นตำแหน่งไปแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี" นั้น ไม่แน่ใจว่ารัฐมนตรีเข้าใจผิด หรือทีมกราฟิกเข้าใจผิด หรือแอบไปแก้ระเบียบตอนไหนหรือเปล่า . เห็นว่าจะใช้ระเบียบเดิม แต่ทำไมมีลักษณะต้องห้ามนี้ ทั้งที่ ระเบียบปี 64 ข้อ 23 อนุ 10 (ภาพขวา) ก็ไม่ได้ห้ามความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ร่าง ระเบียบฉบับแก้ไขเมื่อต้นปีที่ทำประชาพิจารณ์ไป แม้มีท่าทีปฏิเสธการเมือง (เพื่อ!!!) แต่ก็ไม่ถึงกับห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมือง อันนี้มันเป็นท่าทีที่ปฏิเสธการเมือง จริงๆ ไม่ควรห้ามด้วยซ้ำ เพราะบอร์ดประกันสังคม 1 ใน 3 มาจากการแต่งตั้งของตัวรัฐมนตรีโดยตรง จะปฏิเสธการเมืองทำไม ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับคนจำนวนมาก ดังนั้นยิ่งต้องเกี่ยวเนื่องกับการเมืองโดยตรง ไม่ควรมีข้อห้าม แต่ควรส่งเสริมให้เปิดเผย โปร่งใส ตรงไปตรงมาได้เลย เพื่อเพิ่มกลไกความรับผิดชอง . หวังว่าโพสต์ดังกล่าวคงเป็นเพียงความเข้าใจผิด ของรัฐมนตรีหรือทีมกราฟิกเท่านั้น
บัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
4
43
59
2.2K
บัส เทวฤทธิ์
คุณสมบัติ ที่ "ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง เว้นแต่พ้นตำแหน่งไปแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี" นั้น ไม่แน่ใจว่ารัฐมนตรีเข้าใจผิด หรือทีมกราฟิกเข้าใจผิด หรือแอบไปแก้ระเบียบตอนไหนหรือเปล่า . เห็นว่าจะใช้ระเบียบเดิม แต่ทำไมมีลักษณะต้องห้ามนี้ ทั้งที่ ระเบียบปี 64 ข้อ 23 อนุ 10 ก็ไม่ได้ห้ามความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ร่าง ระเบียบฉบับแก้ไขเมื่อต้นปีที่ทำประชาพิจารณ์ไป แม้มีท่าทีปฏิเสธการเมือง (เพื่อ!!!) แต่ก็ไม่ถึงกับห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมือง อันนี้มันเป็นท่าทีที่ปฏิเสธการเมือง จริงๆ ไม่ควรห้ามด้วยซ้ำ เพราะบอร์ดประกันสังคม 1 ใน 3 มาจากการแต่งตั้งของตัวรัฐมนตรีโดยตรง จะปฏิเสธการเมืองทำไม ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับคนจำนวนมาก ดังนั้นยิ่งต้องเกี่ยวเนื่องกับการเมืองโดยตรง ไม่ควรมีข้อห้าม แต่ควรส่งเสริมให้เปิดเผย โปร่งใส ตรงไปตรงมาได้เลย เพื่อเพิ่มกลไกความรับผิดชอง . หวังว่าโพสต์ดังกล่าวคงเป็นเพียงความเข้าใจผิด ของรัฐมนตรีหรือทีมกราฟิกเท่านั้น
บัส เทวฤทธิ์ tweet media
ไทย
0
0
0
10
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
สรุปม้วนเดียวจบ! ไทม์ไลน์และขั้นตอนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ปี 69 ผมได้ทำสรุปข้อมูลที่ควรทราบก่อนการไปใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่จะถึงนี้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิในการเลือกผู้แทนเข้าไปดูแลสิทธิประโยชน์และกองทุนของพวกเรา อย่าลืมอ่านทำความเข้าใจและฝากแชร์ต่อไปให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ 1. กรณีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 📍 เปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 15 กรกฎาคม 2569 ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ - เว็บไซต์ sso.go.th (สำหรับนายจ้างและผู้ประกันตน) และ แอปพลิเคชัน SSO Plus (เฉพาะผู้ประกันตน) ตลอด 24 ชั่วโมง - สำนักงานประกันสังคมพื้นที่หรือจังหวัดหรือสาขา (สำหรับนายจ้างและผู้ประกันตน) ระหว่างวันที่ 1 - 30 มิ.ย. 2569 เวลา 08.30 - 16.30 น. (เว้นวันหยุดราชการ) และระหว่างวันที่ 1 - 15 ก.ค. 2569 เวลา 08.30 - 16.30 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) 📍 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ sso.go.th และ แอปพลิเคชัน SSO Plus และ ประกาศ ณ สำนักงานประกันสังคมพื้นที่และจังหวัดและสาขา 2. กรณีผู้สมัครรับเลือกตั้ง 📍 เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 1 - 15 กรกฎาคม 2569 - รับใบสมัครได้ที่สำนักงานประกันสังคมพื้นที่หรือจังหวัดหรือสาขา หรือ ดาวน์โหลดใบสมัครได้ทาง sso.go.th - ยื่นใบสมัครด้วยตนเองเท่านั้นที่สำนักงานประกันสังคมพื้นที่หรือจังหวัด เวลา 08.30 - 16.30 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) 📍 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ sso.go.th และ แอปพลิเคชัน SSO Plus และ ประกาศ ณ สำนักงานประกันสังคมพื้นที่และจังหวัด 🗳️ เลือกตั้งพร้อมกันในวันที่ 27 กันยายน 2569 เวลา 8.00 น. - 16.00 น. #จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ #หัวหน้าพรรคเพื่อไทย #รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน #ประกันสังคม #เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ tweet mediaจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ tweet mediaจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ tweet mediaจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ tweet media
ไทย
2
199
180
12.4K
บัส เทวฤทธิ์
ประเทศที่รวยแล้วคอร์รัปชั่นน้อย? หรือเพราะการรวมตัวและต่อรองสูงอำนาจต่อรองไม่ผูกขาด คอร์รัปชั่นจึงยาก ความเหลื่อมล้ำจึงต่ำ ถ้าอย่างแรกตะวันออกกลาง กาตาร์ UAE คูเวต รวยแน่ แต่ความเหลื่อมล้ำกับอำนาจที่ผูกขาดอีกเรื่อง ส่วน CPI กาตาร์ UAE คูเวต = 58, 69, 46 ตามลำดับ แม้จะสูงกว่าไทยก็ตาม
ไทย
2
3
12
339