Sabitlenmiş Tweet
Truth
252 posts

Truth
@FPira12
Read news |||
กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย Katılım Ağustos 2019
38 Takip Edilen45 Takipçiler
Truth retweetledi
Truth retweetledi

[ หนทางเดียวที่เหลือในการ #ปิดสวิตช์สว คือ การยกเลิกมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ ]
.
“ปิดสวิตช์ สว.” เป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในการเมืองไทยตั้งแต่มีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 เนื่องจาก มาตรา 272 ในบทเฉพาะกาล ได้มีการกำหนดให้ สว. ที่มาจากการแต่งตั้ง 250 คนมีอำนาจในการเลือกนายกฯร่วมกับ สส. ที่มาจากการเลือกตั้ง 500 คน ซึ่งทำให้มาตรานี้นับได้ว่าเป็นมาตราที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน ที่ให้ประชาชนมี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่าเทียมกันในการกำหนดอนาคตประเทศผ่านการเลือกตั้ง
.
แม้คำนี้ถูกใช้เพื่อหมายความถึงหลายสิ่งหลายอย่าง แต่สำหรับผม หัวใจสำคัญของการ “ปิดสวิตช์ สว.” คือการไม่เปิดช่องให้อำนาจ สว. ในการเลือกนายกฯ ตามมาตรา 272 เข้ามามีส่วนในการแทรกแซงหรือบิดเบือนกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลและการเลือกนายกรัฐมนตรี ให้เกิดผลลัพธ์ที่ผิดไปจาก “ผลลัพธ์ตามหลักประชาธิปไตยปกติ” ที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจอย่างเสรีของ สส. 500 คน และพรรคการเมืองหลังปรากฎผลการเลือกตั้ง ว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมมือกับใครในการจัดตั้งรัฐบาล - การปิดสวิตช์ สว. จึงไม่ใช่ข้อเสนอที่เป็นปฏิปักษ์กับ สว. รายบุคคล แต่เป็นการยืนยันหลักการขั้นพื้นฐาน ว่า สว. ที่มาจากการแต่งตั้งไม่ควรมีอำนาจเลือก นายกฯ
.
ดังนั้น เราต้องทำความเข้าใจว่าฤทธิ์เดชของมาตรา 272 สามารถนำพาสังคมไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยปกติ ได้ถึง 2 ผลลัพธ์
.
ผลลัพธ์ที่ 1 ที่ชัดเจนที่สุด คือการมี “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ผ่านการเลือกนายกฯที่ได้รับความไว้วางใจจาก สส. น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง แต่ยืมมือ สว. ในการทำให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา (เช่น 150/500 สส. + 250/250 สว. = 400/750 สมาชิกรัฐสภา) ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ทั้งขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยอย่างโจ่งแจ้ง และไม่สามารถนำไปสู่การบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
ผลลัพธ์ที่ 2 คือการมี “รัฐบาลเสียงข้างมากสูตรพิสดาร” ที่อาจดูไม่ได้ขัดหลักประชาธิปไตยอย่างโจ่งแจ้งเท่ากับ “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” เพราะประกอบไปด้วยพรรคการเมืองที่มี สส. รวมกันเกินหนึ่ง แต่เป็นสูตรผสมของพรรคการเมืองที่ไม่ได้รวมตัวกันเพราะเจตจำนงของตนเอง แต่รวมตัวกันเพราะปล่อยให้ สว. ใช้อำนาจของเขาผ่านมาตรา 272 มาเป็นเครื่องมือในการกำหนดแทนประชาชนและตัวแทนประชาชนว่าจะให้ส่วนผสมของรัฐบาลเสียงข้างมากประกอบไปด้วยพรรคอะไร และในการบีบให้พรรคการเมืองต่างๆให้ทำตามความต้องการของ สว.
.
ดังนั้น หากเราอยู่บนความเข้าใจที่ตรงกันว่า ถ้าเราอยู่ในโลกที่ไม่มีมาตรา 272 (สว. ไม่มีอำนาจโหวตนายกฯ) 8 พรรคการเมืองที่ได้เซ็น MOU ร่วมกันเพื่อตั้งรัฐบาลเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2566 จะยังคงตัดสินใจร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลเหมือนเดิมเมื่อเห็นผลการเลือกตั้ง นั่นหมายความว่า “ผลลัพธ์ตามหลักประชาธิปไตยปกติ” ก็คือการมีรัฐบาลที่ประกอบไปด้วย 8 พรรคดังกล่าว และการปิดสวิตช์ สว. จึงไม่ได้มีอะไรซับซ้อนไปกว่าการทำให้อำนาจเลือกนายกฯของ สว. ไม่บิดเบือนการจัดตั้งรัฐบาลให้เป็นอื่นใดได้
.
รูปธรรมหรือรูปแบบของการปิดสวิตช์ สว. จึงสามารถทำได้ผ่าน 3 กลไก
.
กลไก #1 = ยกเลิกมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ 2560
.
ตรงนี้นับเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ แต่จะกระทำได้ต้องได้รับความเห็นชอบจาก 1 ใน 3 ของ สว. (หรือ 85 คน) ซึ่งแม้เป็นเกณฑ์ที่ท้าทาย แต่เป็นข้อเสนอที่เคนมี สว. 63 คนที่เห็นชอบตอนมีการเสนอร่างดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในช่วง 2563-65
.
กลไก #2 = สว. โหวตให้นายกฯ ของรัฐบาลเสียงข้างมาก 8 พรรค
.
ตรงนี้คือการที่ สว พร้อม “ปิดสวิตช์” ตนเองในบริบทที่มาตรา 272 ยังคงมีอยู่ เพราะหมายความว่าถึงแม้ สว. จะยังมีอำนาจเลือกนายกฯตามมาตรา 272 แต่ สว. ตัดสินใจใช้อำนาจในลักษณะที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตาม “ผลลัพธ์ตามหลักประชาธปิไตยปกติ” (รัฐบาล 8 พรรค)
.
กลไก #3 = สส. ซีกตรงข้าม 10 พรรค โหวตให้นายกฯของรัฐบาลเสียงข้างมาก 8 พรรค โดยที่ไม่ร่วมรัฐบาลและทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน
.
แม้ผมได้อภิปรายไว้ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. ในรัฐสภา ว่าหากเราอยู่ในกติกาประชาธิปไตยปกติ เราคงไม่คาดหวังให้ สส. ซีกที่กำลังจะเป็นฝ่ายค้าน มาโหวตให้กับนายกฯของขั้วที่กำลังจะเป็นรัฐบาล แต่หากเราทุกพรรคต้องการร่วมกันยืนยันว่า สว. ไม่ควรมากำหนดว่าใครควรได้เป็นหรือไม่เป็นรัฐบาล วิธีนี้จะเป็นวิธีที่ทำให้เรานำพาสังคมไปสู่ “ผลลัพธ์ตามหลักประชาธิปไตยปกติ” (รัฐบาล 8 พรรค) ได้อย่างสำเร็จ โดยไม่ต้องพึ่งเสียง สว.
.
ดังนั้น ในเมื่อ
(i) สว. ได้ปฏิเสธที่จะ “ปิดสวิตช์ สว.” ผ่านกลไก #2 ในการโหวตนายกฯเมื่อวันที่ 13 ก.ค. และ
(ii) สส. ซีก 10 พรรค ได้ปฏิเสธที่จะ “ปิดสวิตช์ สว.” ผ่านกลไก #3 ในการโหวตนายกฯเมื่อวันที่ 13 ก.ค. และ
(iii) พรรคเพื่อไทยได้ตัดสินใจยุติความพยายามในการตั้งรัฐบาล 8 พรรค
.
หนทางเดียวที่เหลือในการ “ปิดสวิตช์ สว.” เพื่อประคับประคองให้ประเทศเดินไปสู่ “ผลลัพธ์ตามหลักประชาธิปไตยปกติ” ที่เคารพเสียงของประชาชนทุกคนผ่านการเลือกตั้ง คือการทำทุกวิถีทางในการปิดสวิตช์ สว. ผ่านกลไก #1 นั่นก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกมาตรา 272 ซึ่งมีโอกาสจะถูกพิจารณาในการประชุมรัฐสภาวันที่ 4 ส.ค. นี้
.
ไม่ว่าหลายคนจะมองว่าโอกาสในการยกเลิก 272 จะท้าทายหรือริบหรี่เท่าไหร่ แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะทำให้เราหยุดทำเต็มที่จนถึงวินาทีสุดท้าย เพื่อตอกย้ำว่าการเคารพผลการเลือกตั้งคือการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่เป็นธรรมและสันติในสังคมที่มีความคิดที่แตกต่างหลากหลาย และเพื่อยืนยันหลักการพื้นฐานว่าอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ควรเป็นของประชาชนทุกคนทุกชุดความคิดที่แสดงออกผ่านคูหาเลือกตั้ง

ไทย
Truth retweetledi

วันนี้ชัดเจนแล้วว่าองคาพยพฝั่งอนุรักษ์นิยมทั้งหมดไม่ยอมให้เราเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลโดยเอาเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 มาเป็นเงื่อนไขข้ออ้าง แต่การที่ผมไม่สามารถเป็นนายกได้ ไม่ได้หมายความว่าความหวังของพวกเราในการเปลี่ยนแปลงประเทศจะสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
.
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การที่ผมได้เป็นนายก แต่คือการจัดตั้งรัฐบาลตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนขั้วพลิกข้างหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของขั้วรัฐบาลเดิม
.
พิธาเป็นหรือไม่เป็นนายกไม่สำคัญ พรรคก้าวไกลเป็นหรือไม่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไม่สำคัญ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเสียงของประชาชน 27 ล้านเสียงที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งต้องมีความหมาย
.
พรรคก้าวไกลพร้อมสนับสนุนพรรคอันดับสองคือพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนให้ได้ ตราบใดที่เรายังจับมือกันแน่น การสืบทอดอำนาจของกลุ่มขั้วอำนาจเดิมจะไม่มีวันสำเร็จ
.
ขอให้ประชาชนอย่าหมดหวัง ประเทศไทยวันนี้เดินมาไกลและจะไม่มีวันถอยกลับ เราจะไม่ปล่อยให้พวกเขาหมุนเวลาพาประเทศกลับสู่อดีตอีกต่อไป
---
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
หัวหน้าพรคก้าวไกล
.
#ก้าวไกล #โหวตนายก #พรรคเพื่อไทย
ไทย
Truth retweetledi
Truth retweetledi
Truth retweetledi
Truth retweetledi
Truth retweetledi
Truth retweetledi

[ พรรคก้าวไกลแถลงขอโทษปมพรรคชาติพัฒนากล้า ยืนยันฟังเสียงประชาชนไม่ร่วมรัฐบาลชาติพัฒนากล้า ]
สืบเนื่องจากกรณีที่พรรคก้าวไกล ได้เจรจากับพรรคชาติพัฒนากล้า เพื่อตกลงโหวตให้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี และเข้าร่วมรัฐบาล
กรณีดังกล่าว ได้ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวางจากประชาชน เจ้าหน้าที่พรรค คณะทำงานจังหวัด และสมาชิกพรรค ส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่าไม่สามารถยอมรับการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคชาติพัฒนากล้าได้ นอกจากนี้ ในที่ประชุมร่วมของว่าที่ผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล ก็มีมติสอดคล้องกับประชาชนว่าไม่สามารถยอมรับได้เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ กรรมการบริหารพรรค จึงน้อมรับมติดังกล่าวมาปฏิบัติ เราจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคชาติพัฒนากล้า และจะเดินหน้าพูดคุยและทำความเข้าใจเพื่อขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้ได้เสียงพอในการโหวตนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด
พรรคก้าวไกลขอน้อมรับคำวิจารณ์ทั้งหมด และกราบขออภัยประชาชน ที่ทำให้ทุกท่านผิดหวัง พรรคก้าวไกลยืนยันว่าการจัดตั้งรัฐบาลก้าวไกล จะทำบนพื้นฐานจุดยืนทางการเมือง นโยบายหลักของพรรคตามที่ได้เคยหาเสียงไว้ รวมถึงขอโทษพรรคชาติพัฒนากล้า ที่ต้องยุติการเจรจาครั้งนี้
และสุดท้ายนี้ ขอบคุณพี่น้องประชาชน เจ้าหน้าที่พรรค และว่าที่ผู้แทนราษฎรก้าวไกลทุกคน ที่คอยตรวจสอบ ท้วงติงการทำงานของผู้บริหารพรรค เพื่อให้พรรคยืนหยัดในจุดยืน อุดมการณ์เดิมอย่างมั่นคง
พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค
ไทย
Truth retweetledi
Truth retweetledi
Truth retweetledi
Truth retweetledi
Truth retweetledi
Truth retweetledi
Truth retweetledi
Truth retweetledi



















