

Granny99
77.4K posts










กลยุทธ์ "เงียบ" วิธีแก้ปัญหา แบบไม่เคยแก้ปัญหา ใน "รัฐล้มเหลว" ผมเคยไปอ่านวิธีคิดผู้นำแบบ Trump เขาใช้วิธีการกลบข่าวเสียๆของตัวเอง ด้วยการ Flood ข่าวใหม่ ให้คนลืมข่าวเก่าๆแย่ๆของเขา เขาเชื่อว่า "ข่าววันนี้ พรุ่งนี้คนก็ลืมแล้ว" เพราะเขาจะทำสิ่งใหม่ขึ้นมาเสมอ เพื่อกลบข่าวเก่า วิธีการปล่อยเบลอ หรือรอให้เงียบๆซาๆไป แล้วก็เอาข่าวใหม่ กระแสใหม่มากลบ ถูกนำมาใช้เพื่อหวังผลปลายทางให้สร้างความคุ้นเคยกับผู้คนได้สำเร็จ จากการเห็นข้อมูลเยอะๆจนตั้งรับไม่ทัน และลืม focus กับปัญหาเดิม ทำให้ผู้รับสารเกิดภาวะ "สมองล้า" (Cognitive Overload) จากข้อมูลปริมาณมากที่เข้ามาปะทะ ทำให้ผู้รับสารรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และยอมรับมันได้ง่ายขึ้น ตั้งรับกับปัญหาเหล่านั้นไม่ทัน สุดท้ายปัญหานั้นไม่ได้ถูกใส่ใจ และลืมมันไป ทำให้อยู่กับมันจนกลายเป็นความเคยชิน ประธานาธิบดี Trump ถูกวิเคราะห์ทางการข่าวว่า ที่เขาทรงอำนาจ "Muzzle velocity" เป็นคำศัพท์ที่ Steve Bannon ซึ่งเคยเป็นนักกลยุทธ์ของทรัมป์ พูดถึง ความหมายของมันคือ 'ความเร็วของกระสุนปืน ตอนถูกยิงออกจากปืน' ถ้าให้พูดในทางการข่าวก็คือ Trump เลือกปล่อยข่าวตัวเองทุกๆวันไปเรื่อยๆ สุดท้าย คนจะตำหนิด่าเขาในข่าวที่เลวร้ายไม่ทัน เพราะมันมีเรื่องใหม่ๆ มากลบ สุดท้ายคนก็ลืม เพราะเกิดสภาวะข้อมูลล้น (Cognitive Load) เป็นการเน้น Flood ข่าวด้วยความถี่สูงๆ จนทำให้คน Outfocus ในตัวเขา และไม่ได้มองว่าเขาเป็นปัญหามาก กระแสของเขาจึงไม่เป็นปัญหาจากข่าวฉาวต่างๆ ที่เกิดขึ้นรายวัน เพราะเดี๋ยวก็มีข่าวใหม่มากลบ ด้วยความเร็วแสง พอย้อนกลับมามองประเทศไทย ภาวะของการทำให้ถูกลืม โดยที่ไม่แก้ปัญหา ก็อาจจะเห็นได้ชัดว่า มันเกิดขึ้นจริง รัฐบาลไทย อาจจะใช้วิธีแบบนั้น เพื่อแก้ปัญหาที่ไม่เคยแก้เลย แค่ทำให้ "เงียบซะ" รอว่าเมื่อไหร่คนจะลืม แล้วมันก็แค่จะผ่านไป เป็นเพียงวันปกติอีกวันที่ฟ้าสว่างสดใส แต่ปัญหายังคงอยู่ตลอดไป ผมไม่ได้พูดถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน ผมพูดถึงทุกรัฐบาลที่ทำงานต่อเนื่องกันมา เขาก็คงใช้กลยุทธ์นี้กลบความเน่าของตัวเองไปวันๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นแหละครับ นี่คือประเทศไทย ภาวะรัฐล้มเหลว ที่มีปัญหามากแค่ไหน รัฐก็แค่นิ่งๆไว้ แล้วเพิกเฉยกับมันต่อไป เพราะการไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย มันทำงานง่ายมาก ง่ายๆชุ่ยๆ สบายที่สุดแล้วจริงๆ ก็แค่รับเงินเดือนจากภาษี กินส่วนต่างใต้โต๊ะ ชีวิตสบายใจ ส่วนคนที่เผชิญปัญหาทุกวัน ก็คือ ประชาชนตาดำๆที่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากก้มหน้ารับกรรม จากรัฐที่ไม่ปกป้องดูแลพวกเขาเลย #ตุ๊ดส์review ====== FACEBOOK POST : facebook.com/photo/?fbid=15… ====== ฝากช่องทางต่างๆของบอย ตุ๊ดส์review : facebook.com/tootsyreview/ x.com/tootsyreview @tootsyreview/" target="_blank" rel="nofollow noopener">threads.net/@tootsyreview/
instagram.com/tootsyreview/ @tootsyreview" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@tootsyreview @tootsy_review" target="_blank" rel="nofollow noopener">tiktok.com/@tootsy_review lemon8-app.com/tootsyreview
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดปม AOT จ่อขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกต่างประเทศในสนามบิน 6 แห่ง เป็น 1,120 บาท เริ่ม 20 มิ.ย.นี้ อ้างรองรับต้นทุนในอนาคต ‘ทั้งที่มีกำไรมหาศาล’ “AOT ได้ชี้แจงเหตุผลของการปรับราคาครั้งนี้ เพื่อรองรับต้นทุนการดำเนินงานและปรับปรุงบริการของทั้ง 6 สนามบินในอนาคต แต่ทว่ายังไม่ปรากฏรายละเอียดต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หรือความเชื่อมโยงระหว่างการปรับขึ้นกับแผนการพัฒนาสนามบินในอนาคต” “แต่ในขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาผลประกอบการของ AOT ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่า บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีกำไรจากการดำเนินงานตั้งแต่ 90 บาทต่อคน ถึง 290 บาทต่อคน แม้จะได้รับผลกระทบในช่วง Covid-19 แต่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ โดยล่าสุดในปี 2568 AOT มีกำไรจากการดำเนินงานถึง 25,859 ล้านบาท” “หากการกำกับดูแลไม่โปร่งใส ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลต่อทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชนภายในประเทศอย่างแน่นอน” ดร.สุเมธ องกิตติกุล และกิตติยา ยิษฐาณิชกุล ทีมวิจัยนโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าว อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ thestandard.co/tdri-reveals-i… #TheStandardWealth





@thestandardth เก็บค่าบริการผู้ใช้เยอะแค่ไหนก็ได้ เพราะยังไงก็ต้องใช้ ... ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ?? แหม่ ช่างเป็นธุรกิจที่ล่ำซำ เหลือกินเหลือใช้ซะจริงๆ กำไรที่ว่าคงมาจากการบริหารจัดการยอดเยี่ยมแหละมั๊ง .. คิดมากน่า




