🤬🤬🤬 retweetledi

เรากำลังอยู่ในยุค อันธพาลครองเมือง คนชั่วเรืองอำนาจ คนไร้สติปัญญาส่งเสริมให้ท้าย ไม่เพียงแต่ทำให้ประเทศไทย หมดหวังเรื่องการปราบปรามทุจริตคอรัปชั่น แต่ส่งผลกระทบ กับการเข้าร่วม OECD ซึ่งเป็นเวทีระกับโลกอีกด้วย
เวลามีคนวิจารณ์หรือตั้งข้อสงสัยว่า การทำงานของคุณไม่โปร่งใส ส่อไปในทางทุจริต คอร์รัปชัน สิ่งที่คุณควรทำคือข้อใด
ก) ขอโทษสังคม ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น
ข) ตามล่าหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในองค์กรที่ตนเป็นผู้กำกับดูแล เพื่อชี้แจงสังคมว่าเกิดอะไรขึ้น พร้อมแนวทางปรับปรุงแก้ไขที่เป็นรูปธรรม
ค) หาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง คนในองค์กรจะได้ไม่มีใครกล้าทำผิดอีก
คนปกติที่สติดี ๆ มีความคิดความอ่าน ก็คงต้องเลือกสักข้อในบรรดาตัวเลือกเหล่านี้ แต่แนวทางของรัฐบาลนี้ ทำให้ประเทศไทยหมดหวังกับการจัดการเรื่องทุจริตคอรัปชั่น
เริ่มจาก นายสุชาติ ชมกลิ่น ตั้งแต่เรื่อง ตึก SKYY9 เบอร์รีเลือด จนมาถึง กรมควบคุมมลพิษที่ถูกกล่าวหาว่ารับสินบน กลับกลายเป็นการออกมาปกป้องข้าราชการ ไม่สืบหาความจริง และขู่ฟ้องคนที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล
แทนที่ นายอนุทิน จะออกมาให้ความมั่นใจ ว่าคนที่เปิดโปงเรื่องทุจริตคอรัปชั่น จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง แต่ดันออกมาพูดอะไรพล่อย ๆ ซึ่งฟังดูแล้วเหมือน ให้ท้ายคนทุจริตคอรัปชั่นมากกว่าจะจัดการให้เด็ดขาด
ทั้งรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงพฤติกรรม ที่ดูราวกับจะปกป้องและเข้าข้างคนทำทุจริตคอรัปชั่น ทำให้รู้สึกว่าบ้านเมืองคงหมดหวังแล้วจริงๆ ที่จะจัดการปัญหาคอรัปชั่นในรัฐบาลนี้
พฤติกรรมดังกล่าว คือ “การฟ้องปิดปาก (SLAPP)” ทำให้คนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เกิดความหวาดกลัว ต้องเสียค่าใช้จ่าย เสียต้นทุนในชีวิตที่ต้องมาเข้าสู่กระบวนการ และเสียสุขภาพจิตในการต่อสู้คดีในชั้นศาล จนทำให้ประชาชนจำนวนนึงไม่กล้ามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน
ยิ่งต้องต่อสู้กับคนที่มีอำนาจเหนือกว่ามาก ๆ ทั้งอำนาจเหนือทางเศรษฐกิจและทางสังคม เช่น นายทุนยักษ์ใหญ่ นักการเมือง หรือคนมีสีที่เกี่ยวข้องกับทุนและการเมือง ยิ่งสู้ยาก เพราะรวยกว่ามีโอกาสซื้อเวลาซื้อความยุติธรรมได้มากกว่า มีอำนาจมากกว่าก็มีคอนเนคชันมีเครือข่ายที่อาจจะทำให้ได้เปรียบ
แล้วนี่เหมือนประชาชนคนตาดำๆ ต้องสู้กับนายกของประเทศตัวเอง ที่ให้ท้ายพวกคอรัปชั่น เค้าจะสู้ยังไง..
ปัญหาของเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยต้องมีคนสันดานเช่นนี้เป็นรัฐมนตรีและเป็นนายก(ไม่ได้ขยายว่าสันดานแบบใด ผู้อ่านสามารถตีความเอาเองในใจ) แต่มันส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่นระดับประเทศ คือ การก้าวเข้าสู่ OECD ที่รัฐบาลอยากเข้าเป็นสมาชิก องค์การนี้เค้ากำลังจับจ้องประเทศไทยในเรื่องการฟ้องปิดปากอยู่
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD : Organisation for Economic Co-operation and Development) เป็นองค์กรที่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วมารวมตัวกัน เพื่อส่งเสริมแนวนโยบายเศรษฐกิจ สังคม และการค้าโลกที่ดีกว่า โดยกำหนดมาตรฐานความโปร่งใส ธรรมาภิบาล การเติบโตที่ยั่งยืน รวมไปถึงเรื่องมาตรฐานเรื่องการ “คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต” ด้วย
ซึ่งรัฐบาลนี้ประกาศในคำแถลงนโยบายว่าต้องการเข้าร่วม OECD เพราะการได้เข้าร่วมนั่นหมายถึงโอกาสมหาศาล ประเทศที่เข้าร่วมจะมีภาพลักษณ์และมาตรฐานตามประเทศพัฒนาแล้ว ได้ความช่วยเหลือทางด้านคำปรึกษา และนโยบาย รวมกลุ่มหลวม ๆ เพิ่มอำนาจต่อรองกับกลุ่มทุนและอื่น ๆ
แต่มันไม่ใช่ว่าอยากเข้าแล้วเข้าได้เลย ไม่ใช่ว่าสมัครแล้วจะรับหมดไง OECD ได้ส่งข้อเสนอแนะว่าประเทศไทยต้องปรับปรุงกฎหมายและแนวปฏิบัติของเราให้สอดคล้องกับ “อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบน (OECD Anti-Bribery Convention)” ซึ่งวางหลักให้ประเทศต่าง ๆ ต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ปกป้อง whistleblower คุ้มครองทั้งคนในองค์กรและคนนอกที่แจ้งเบาะแสการทุจริต คุ้มครองพยาน แต่ OECD ชี้ว่า เรายังขาดกลไกการคุ้มครองที่ทั่วถึง พูดง่าย ๆ เขาบอกเราทำไม่ได้ตามมาตรฐานเขา
นอกจากนี้ ประเทศของเราก็กำลังเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (FTA Thailand-EU) ซึ่งยุโรปให้ความสำคัญกับการมีกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) มาก ๆ EU เขามีมติให้ชาติสมาชิกของเขาต้องออกกฎหมายนี้ และรัฐสภายุโรปรวมถึงภาคประชาสังคมก็กดดันให้ EU ใช้การเจรจา FTA กดดันให้ไทยปฏิรูปกฎหมายมาโดยตลอด
(1/2)

ไทย


























