The Black Book of MANIFEST | คิดมาก

84.6K posts

The Black Book of MANIFEST | คิดมาก banner
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก

The Black Book of MANIFEST | คิดมาก

@kidmakk

📖 พี่ศร คิดมาก - The Manifest Master 📓 #1 นักเขียน Bestseller 📚38 เล่ม 🏅 หนังสือขายดีอันดับ 1 The Black Book of MANIFEST

DM for Work Katılım Ağustos 2010
176 Takip Edilen2.6M Takipçiler
Sabitlenmiş Tweet
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก
หลายๆ คนอาจเคยได้ยินคำว่า Manifest หรือที่ผมเรียกว่า “จิตลิขิต” แต่ในเธรดนี้ ผมจะแนะนำให้ทุกคนรู้จักคำว่า “Moneyfest” การดึงดูดเงินเข้ามาด้วยการจิตลิขิต แน่นอนว่า เทคนิคนี้อาจไม่ช่วยให้ร่ำรวยในทันที แต่จะช่วยเปลี่ยนมายด์เซ็ทเราเกี่ยวกับเงิน และมีเงินไหลเวียนเข้ามาง่ายขึ้น 👇🏻
ไทย
6
508
869
49.7K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก
คาถา Manifest “ปล่อย” ปล่อย “เขา” ไป เพื่อ “เรา” รักตัวเองได้ดีขึ้น ปล่อย “อดีต” ไป เพื่อเริ่มต้นกับ “วันใหม่” ปล่อย “ความรู้สึกเสียใจ” เพื่อเตรียมพื้นที่ให้กับ “ความดีใจ” ปล่อย “บางอย่างไป” เพื่อได้ “หลายอย่างเข้ามา” เมื่อเรากล้าปล่อย “สิ่งที่ไม่ใช่” เราบอกกับจักรวาลว่า “ฉันพร้อมรับสิ่งดีในชีวิตแล้ว”
ไทย
2
77
115
4.7K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก
โตขึ้นจึงรู้ว่า “เมื่อเราได้รับความรักที่ดี ความสบายใจที่จริงใจ หรือชีวิตที่อุ่นพอแล้ว เราจะไม่ย้อนกลับไปโหยหาสิ่งที่เคยทำร้ายใจอีก” เมื่อก่อนเราอาจเคยวิ่งตามคนที่ไม่เห็นค่า ยอมอยู่ในความสัมพันธ์ที่เหนื่อย ยอมร้องไห้กับเรื่องเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะคิดว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะมีได้ แต่พอวันหนึ่งชีวิตพาเราไปเจออะไรที่อ่อนโยนกว่า เจอคนที่ไม่ทำให้เราต้องเดาใจ เจอพื้นที่ปลอดภัยที่ไม่ต้องพยายามเป็นใครเพิ่ม เราจะเริ่มเข้าใจเองว่า ความรักที่ดีไม่ทำให้เหนื่อย ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ทำให้ต้องร้องไห้ทุกคืน และความสุขที่แท้จริง… ไม่จำเป็นต้องแลกกับการสูญเสียตัวเองอีกแล้ว บางครั้งการเติบโตของหัวใจ ก็คือการเลิกคิดถึงสิ่งแย่ ๆ เพราะเราได้เจอสิ่งที่ดีกว่าจนใจไม่อยากย้อนกลับไปที่เดิมอีกต่อไปแล้ว
ไทย
0
353
412
20.6K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก
น้อง The Black Book of MANIFEST เป็นเล่มโปรดของแฟนๆ ร้านซีเอ็ดจริง ๆ วางขายมาแล้ว จะ 6 เดือน ยังติด Top 10 หนังสือขายดีอยู่เลยครับ
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก tweet media
ไทย
0
2
7
3.8K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก
กฎของการรักษาความสัมพันธ์ เมื่อเขาพูด, รับฟัง เมื่อเขาถาม, ให้ตอบ เมื่อเขาเสียใจ, ให้ปลอบ เมื่อเขาเดียวดาย, อยู่ข้างๆ เมื่อเขาให้หัวใจ, จงซื่อสัตย์ เมื่อเขาอยู่ตรงหน้า, วางมือถือ และกฎข้อพื้นฐานที่สุดของความสัมพันธ์, จงให้เขา ในแบบที่เราอยากได้รับ
ไทย
0
602
770
25.3K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก retweetledi
แมวสีขาว (=^⁠・⁠ェ⁠・⁠^=)
ข้ออื่นไม่รู้หรอก แต่ข้อ 3 นี่นึกถึงตัวเอง เพราะชอบโดนน้อง ๆ เมมเบอร์แซวว่าพี่ชอบยิ้มเวลามาหาแพนเค้ก 55555555 เอาจริง เราว่าเราก็ยิ้มทุกครั้งเวลาที่ไปหาน้อง ๆ ทุกคนนะ ก็มันมีความสุขจริง ๆ นั่นแหละ 555
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก@kidmakk

ทฤษฎีแรงสั่นสะเทือนของหัวใจ : 6 ความเชื่อเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ที่หลายคนเคยรู้สึกตรงกัน 1.ถ้าอยู่ดีๆ แล้วร่างกายเจ็บปวดขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ มีความเชื่อว่า อาจมีใครบางคนกำลังพูดถึงเราในแง่ลบ แม้จะพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นเรื่องจริง แต่แปลกดีนะ เวลาที่เราถูกนินทา หรือมีพลังงานลบจากใครบางคน หัวใจของเรามักรู้สึกได้ก่อนเสมอ 2.ถ้าตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อยๆ ทั้งที่ไม่ได้มีอะไร บางคนเชื่อว่า นั่นเป็นเพราะมีใครบางคนกำลังคิดถึงเราอยู่ อาจเพราะความสัมพันธ์บางอย่าง ต่อให้ไม่ได้อยู่ใกล้กันแล้ว แต่ความรู้สึก ยังเชื่อมถึงกันอยู่เงียบๆ 3.ถ้ามีใครมองเรา แล้วยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติ มีความเชื่อว่า เขารักเราอย่างจริงใจ เพราะรอยยิ้มบางแบบ ไม่ได้เกิดจากการพยายาม แต่มันเกิดขึ้นเอง เวลาหัวใจมีความสุขที่ได้เห็นใครสักคน 4.ถ้าอยู่ดีๆ น้ำตาไหลก่อนนอน โดยเฉพาะในคืนที่เงียบมากๆ บางความเชื่อบอกว่า คนรักของเราอาจกำลังเศร้า และต้องการเราอยู่ แม้จะฟังดูเป็นเรื่องเหนือเหตุผล แต่คนที่ผูกพันกันมากๆ บางครั้งก็รับรู้ความรู้สึกของกันและกันได้จริงๆ 5.ถ้าเราฝันถึงคนเดิมซ้ำๆ มีความเชื่อว่า เขาอาจกำลังคิดถึงเราอยู่เหมือนกัน เพราะคนที่มีผลต่อหัวใจเรา มักไม่หายไปง่ายๆ แม้ในตอนหลับ และบางที ความฝันก็คือพื้นที่เดียว ที่ความรู้สึกที่เก็บไว้ได้เดินออกมา 6.ถ้าเราเอาใครบางคนออกจากหัวไม่ได้เลย หลายคนเชื่อว่า นั่นคือสัญญาณของความผูกพันทางใจที่ลึกมาก ไม่ใช่แค่ความรัก แต่อาจเป็นความรู้สึกว่า คนคนนี้เคยสำคัญกับชีวิตเราเกินกว่าจะลืมง่ายๆ สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าความเชื่อเหล่านี้จะจริงหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่จริงเสมอ คือ เมื่อใครบางคนมีความหมายกับหัวใจเรา เขาจะยังอยู่ในความรู้สึก แม้ในวันที่ไม่ได้อยู่ข้างๆ กันแล้ว

ไทย
0
4
9
9.7K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก
ทฤษฎีแรงสั่นสะเทือนของหัวใจ : 6 ความเชื่อเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ที่หลายคนเคยรู้สึกตรงกัน 1.ถ้าอยู่ดีๆ แล้วร่างกายเจ็บปวดขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ มีความเชื่อว่า อาจมีใครบางคนกำลังพูดถึงเราในแง่ลบ แม้จะพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นเรื่องจริง แต่แปลกดีนะ เวลาที่เราถูกนินทา หรือมีพลังงานลบจากใครบางคน หัวใจของเรามักรู้สึกได้ก่อนเสมอ 2.ถ้าตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อยๆ ทั้งที่ไม่ได้มีอะไร บางคนเชื่อว่า นั่นเป็นเพราะมีใครบางคนกำลังคิดถึงเราอยู่ อาจเพราะความสัมพันธ์บางอย่าง ต่อให้ไม่ได้อยู่ใกล้กันแล้ว แต่ความรู้สึก ยังเชื่อมถึงกันอยู่เงียบๆ 3.ถ้ามีใครมองเรา แล้วยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติ มีความเชื่อว่า เขารักเราอย่างจริงใจ เพราะรอยยิ้มบางแบบ ไม่ได้เกิดจากการพยายาม แต่มันเกิดขึ้นเอง เวลาหัวใจมีความสุขที่ได้เห็นใครสักคน 4.ถ้าอยู่ดีๆ น้ำตาไหลก่อนนอน โดยเฉพาะในคืนที่เงียบมากๆ บางความเชื่อบอกว่า คนรักของเราอาจกำลังเศร้า และต้องการเราอยู่ แม้จะฟังดูเป็นเรื่องเหนือเหตุผล แต่คนที่ผูกพันกันมากๆ บางครั้งก็รับรู้ความรู้สึกของกันและกันได้จริงๆ 5.ถ้าเราฝันถึงคนเดิมซ้ำๆ มีความเชื่อว่า เขาอาจกำลังคิดถึงเราอยู่เหมือนกัน เพราะคนที่มีผลต่อหัวใจเรา มักไม่หายไปง่ายๆ แม้ในตอนหลับ และบางที ความฝันก็คือพื้นที่เดียว ที่ความรู้สึกที่เก็บไว้ได้เดินออกมา 6.ถ้าเราเอาใครบางคนออกจากหัวไม่ได้เลย หลายคนเชื่อว่า นั่นคือสัญญาณของความผูกพันทางใจที่ลึกมาก ไม่ใช่แค่ความรัก แต่อาจเป็นความรู้สึกว่า คนคนนี้เคยสำคัญกับชีวิตเราเกินกว่าจะลืมง่ายๆ สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าความเชื่อเหล่านี้จะจริงหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่จริงเสมอ คือ เมื่อใครบางคนมีความหมายกับหัวใจเรา เขาจะยังอยู่ในความรู้สึก แม้ในวันที่ไม่ได้อยู่ข้างๆ กันแล้ว
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก tweet media
ไทย
0
300
427
33.4K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก
จริงที่เคยมีคนบอกว่า “บางอย่าง ‘หายไป’ เพื่อให้บางอย่างได้ ‘เข้ามา’” ในโลกนี้ มีประโยคที่พูดว่า ได้อย่าง ก็ต้องเสียอย่าง ในทางตรงกันข้าม การที่เราอยากได้อะไรมาในชีวิต ก็ต้องยอมเสียบางอย่างไปเช่นกัน บางความสัมพันธ์ที่จบ และชีวิตที่เปลี่ยน ก็เพื่อให้สิ่งที่ดีกว่าได้เข้ามาหาเรา
ไทย
4
1K
1.1K
36.7K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก retweetledi
ˋ˖˚𖤐 𝘼𝙩𝙡𝙖𝙣𝙩𝙞𝙨 🗺️🌤️
หนังสือ 4 เล่ม ที่อ่านแล้วจะได้มุมชีวิตดีๆ และได้พัฒนาตัวเองไปด้วย แทบจะทุกด้าน ใช้เวลาอ่านไม่นาน ค่อยๆอ่าน ค่อยๆเข้าใจในพฤติกรรมของตัวเอง ทุกอย่างมันต้องเริ่มปรับเปลี่ยน เพื่ออนาคตที่ดีแบบมั่นคง ✨
ˋ˖˚𖤐 𝘼𝙩𝙡𝙖𝙣𝙩𝙞𝙨 🗺️🌤️ tweet media
ไทย
1
783
1K
40.1K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก
ทฤษฎีแรงดึงดูดของชีวิต ไม่มีใครเดินเข้ามาในชีวิตเราด้วยความบังเอิญ บางคนเข้ามาเพื่อทำให้เรารู้จักความรัก บางคนเข้ามาเพื่อทำให้เรารู้จักความเสียใจ และบางคนเข้ามาเพื่อสอนให้เรารู้ว่า หัวใจของเราควรถูกดูแลอย่างไร ที่สำคัญคือ ต่อให้บางคนอยู่ในชีวิตเราเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เขากลับเปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล ตอนเด็ก ๆ เราอาจคิดว่าการพบกันเป็นเรื่องของโชค แต่พอโตขึ้น เราจะเริ่มมองเห็นว่า ทุกการพบเจอมีบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ คนที่ทำให้เราเจ็บ อาจกำลังสอนให้เราเข้มแข็งขึ้น คนที่ทำให้เราผิดหวัง อาจกำลังสอนให้เราเลิกฝากความหวังทั้งหมดไว้กับคนอื่น และคนที่จากไป อาจกำลังสอนว่า ไม่มีอะไรอยู่กับเราได้ตลอดไป แม้กระทั่งคนที่เข้ามาแล้วไม่ได้อยู่ต่อ เขาก็ยังทิ้งอะไรบางอย่างไว้ในตัวเราเสมอ ทิ้งบทเรียน ทิ้งความทรงจำ ทิ้งมุมมองใหม่ ๆ หรือทิ้งหัวใจดวงเดิมของเราให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป บางทีนะ เหตุผลที่ชีวิตต้องพาใครบางคนเข้ามา อาจไม่ใช่เพื่อให้เราครอบครองกันตลอดไป แต่อาจเพื่อให้เรา “เติบโต” ผ่านการพบกันครั้งนั้น เหมือนหนังสือบางเล่ม ที่เราไม่ได้อ่านจนหน้าสุดท้าย แต่เพียงไม่กี่บท ก็เปลี่ยนวิธีมองโลกของเราไปทั้งชีวิต และเพราะแบบนั้น ต่อให้วันนี้จะมีใครเดินจากไป อย่ารีบคิดว่าการพบกันครั้งนั้นไร้ความหมาย เพราะคนที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตเรา ไม่ว่าจะในฐานะไหน ล้วนมีส่วนทำให้เรากลายเป็นเราในวันนี้ สุดท้ายแล้ว ชีวิตอาจไม่ใช่การตามหาว่าใครจะอยู่กับเราตลอดไป แต่อาจเป็นการเรียนรู้ว่า ใครเข้ามาเพื่อสอนอะไรกับหัวใจเราบ้างต่างหาก
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก tweet media
ไทย
1
1.4K
1.7K
63.4K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก retweetledi
แมวสีขาว (=^⁠・⁠ェ⁠・⁠^=)
จริง ทุกคนเก่งมาก เติบโตและเก่งขึ้นกว่าวันแรก ๆ เยอะเลยนะ
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก@kidmakk

ประโยคนี้ดีมาก ๆ “เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่า เรายังดีไม่พอ ให้มองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น ว่าที่จริงเรามาไกลแค่ไหน” เพราะเรามักลืมไปว่า ตอนเริ่มต้นเราไม่ได้มีอะไรเลย เราเคยเป็นคนที่ทำเรื่องนี้ไม่เป็น เคยกลัวในสิ่งที่วันนี้เราทำได้สบายมือ เคยร้องไห้กับปัญหาที่ตอนนี้กลายเป็นเรื่องเล็กไปแล้ว แต่พอเดินมาได้สักพัก เรากลับเริ่มไม่เห็นระยะทางที่ผ่านมา เห็นแต่คนที่อยู่ไกลกว่า เห็นแต่ช่องว่างที่ยังไปไม่ถึง จนเผลอตัดสินตัวเองว่ายังไม่เก่งพอ ยังไม่ดีพอ ทั้งที่ถ้าวันนี้เราหันกลับไปคุยกับตัวเองเมื่อหลายปีก่อน เขาคงทึ่งที่เรามายืนอยู่ตรงนี้ได้ ความจริงข้อหนึ่งคือ การเติบโตไม่ได้วัดจากระยะที่เหลือ แต่วัดจากระยะที่เราข้ามมาแล้วต่างหาก และทุกก้าวที่ผ่านมา ไม่ว่าจะช้าหรือสะดุดบ้าง ก็ล้วนเป็นก้าวที่เราเดินด้วยตัวเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ในวันที่ใจเริ่มกระซิบว่าเรายังไม่พอ ลองใจดีกับตัวเองสักหน่อย แล้วบอกเขาเบา ๆ ว่า แค่มาไกลได้ขนาดนี้ ก็เก่งมากแล้ว

ไทย
0
22
36
9.8K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก
ประโยคนี้ดีมาก ๆ “เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่า เรายังดีไม่พอ ให้มองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น ว่าที่จริงเรามาไกลแค่ไหน” เพราะเรามักลืมไปว่า ตอนเริ่มต้นเราไม่ได้มีอะไรเลย เราเคยเป็นคนที่ทำเรื่องนี้ไม่เป็น เคยกลัวในสิ่งที่วันนี้เราทำได้สบายมือ เคยร้องไห้กับปัญหาที่ตอนนี้กลายเป็นเรื่องเล็กไปแล้ว แต่พอเดินมาได้สักพัก เรากลับเริ่มไม่เห็นระยะทางที่ผ่านมา เห็นแต่คนที่อยู่ไกลกว่า เห็นแต่ช่องว่างที่ยังไปไม่ถึง จนเผลอตัดสินตัวเองว่ายังไม่เก่งพอ ยังไม่ดีพอ ทั้งที่ถ้าวันนี้เราหันกลับไปคุยกับตัวเองเมื่อหลายปีก่อน เขาคงทึ่งที่เรามายืนอยู่ตรงนี้ได้ ความจริงข้อหนึ่งคือ การเติบโตไม่ได้วัดจากระยะที่เหลือ แต่วัดจากระยะที่เราข้ามมาแล้วต่างหาก และทุกก้าวที่ผ่านมา ไม่ว่าจะช้าหรือสะดุดบ้าง ก็ล้วนเป็นก้าวที่เราเดินด้วยตัวเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ในวันที่ใจเริ่มกระซิบว่าเรายังไม่พอ ลองใจดีกับตัวเองสักหน่อย แล้วบอกเขาเบา ๆ ว่า แค่มาไกลได้ขนาดนี้ ก็เก่งมากแล้ว
ไทย
0
849
831
44.4K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก
ความซื่อสัตย์ ไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาส แต่แปลว่าเรารู้ว่าอะไรมีค่าพอให้รักษา โตขึ้นจึงรู้ว่า การไม่นอกใจใครสักคน ไม่ได้วัดกันที่ความเข้มแข็งของการห้ามใจ หลายคนเข้าใจว่า คนที่ซื่อสัตย์ คือคนที่ต่อสู้กับใจตัวเองได้เก่ง เจอสิ่งยั่วยวนแล้วกัดฟันทน เจอคนที่ดูน่าสนใจกว่าแล้วเบือนหน้าหนี ราวกับว่าความซื่อสัตย์คือสนามรบ ที่เราต้องชนะมันทุกวัน แต่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะถ้าการรักษาใจไว้กับใครสักคน ต้องอาศัยการฝืนทนทุกลมหายใจ นั่นอาจไม่ใช่ความซื่อสัตย์ นั่นอาจเป็นแค่การยังไม่กล้ายอมรับ ว่าใจของเราเริ่มไม่อยู่ตรงนี้แล้ว ในความเป็นจริง คนเราเจอคนใหม่ตลอดเวลา ตราบใดที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในโลก เราย่อมเจอคนที่หัวเราะถูกจังหวะ เจอคนที่รับฟังในวันที่บ้านเงียบเกินไป เจอคนที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเสมอ และมันไม่ใช่ความผิดของใคร คนที่ไม่นอกใจ จึงไม่ใช่คนที่ไม่เคยรู้สึกอะไรกับใครเลย แต่คือคนที่เมื่อความรู้สึกบางอย่างแวบเข้ามา เขากลับมองเห็นภาพของคนข้างกายขึ้นมาก่อน เห็นเช้าวันธรรมดาที่เคยใช้ร่วมกัน เห็นความพยายามที่อีกฝ่ายเคยทุ่มเทให้ เห็นว่าสิ่งที่มีอยู่นั้น แลกมาด้วยเวลาเท่าไหร่ ความซื่อสัตย์ที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการปิดตาไม่มองสิ่งอื่น แต่เกิดจากการลืมตามองสิ่งที่มีให้ชัดพอ ผมเชื่อว่า ความสัมพันธ์ที่มั่นคง ไม่ได้มั่นคงเพราะไม่มีใครเคยไหวเอน แต่มั่นคงเพราะทั้งสองคนเลือกที่จะหันกลับมาหากันเสมอ เลือกในวันที่เหนื่อย เลือกในวันที่อีกคนไม่ได้น่ารักเหมือนตอนแรก เลือกในวันที่มีตัวเลือกอื่นยืนอยู่ตรงหน้า การนอกใจ จึงไม่ได้เริ่มจากการเจอคนใหม่ แต่เริ่มจากวันที่เราหยุดเห็นค่าคนเก่า หยุดมองว่าเช้าที่ได้ตื่นมาเจอกันคือสิ่งที่น่าขอบคุณ หยุดรู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้คือสิ่งที่เราอยากดูแล เมื่อใจหยุดเห็นค่า การมองหาสิ่งอื่นจึงตามมาเองโดยธรรมชาติ ดังนั้น ถ้าอยากเป็นคนที่ไม่นอกใจใคร อย่าเพิ่งไปฝึกห้ามใจ ให้กลับมาฝึกมองเห็นก่อน มองเห็นว่าคนตรงหน้าให้อะไรเราบ้างในทุกวันที่ผ่านมา มองเห็นว่าความสัมพันธ์ที่ไม่หวือหวา ก็มีความงามในแบบของมัน เพราะคนที่เห็นค่าสิ่งที่ตัวเองมี จะไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังพลาดอะไรไป และคนที่ไม่รู้สึกว่ากำลังพลาดอะไร ก็ไม่มีเหตุผลต้องออกไปตามหาสิ่งอื่น ความซื่อสัตย์ที่ยั่งยืนที่สุด จึงไม่ใช่การทนอยู่เพราะกลัวผิด แต่คือการอยู่เพราะเรารู้ดีว่า สิ่งที่อยู่ในมือ มีค่ามากพอให้ถนอมไว้
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก tweet media
ไทย
1
683
806
41K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก
ชอบประโยคที่บอกว่า “หลายครั้งความเงียบของผู้ใหญ่ ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะพูด แต่เพราะรู้ว่าอะไรควรปล่อยผ่าน” เมื่ออายุมากขึ้น เราจะเริ่มเข้าใจว่า ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ต้องอธิบาย ไม่ใช่ทุกคำพูดที่ต้องตอบกลับ และไม่ใช่ทุกคนที่คุ้มค่ากับการใช้พลังงานของหัวใจ บางครั้งเรานิ่ง ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะเหนื่อยกับการเอาชนะ บางครั้งเราเงียบ ไม่ใช่เพราะไม่รู้สึก แต่เพราะรู้ว่าบางความสัมพันธ์ ยิ่งพูดยิ่งไกลกัน ผู้ใหญ่หลายคนจึงเลือกเก็บบางอย่างไว้ในใจ ปล่อยบางเรื่องให้ผ่านไปตามเวลา และรักษาความสงบของตัวเองมากกว่าการเอาชนะใคร เพราะสุดท้ายแล้ว ความสุขของชีวิต อาจไม่ใช่การมีคำพูดสุดท้ายเสมอไป แต่อาจเป็นการรู้ว่า เรื่องไหนควรวางลง แล้วกลับมาใช้ชีวิตอย่างสบายใจกับหัวใจตัวเองมากกว่า แค่นั้นก็เก่งมากแล้ว
ไทย
0
514
621
36.2K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก
โตขึ้นจึงรู้ว่า บางคนโตขึ้นจากอายุ แต่บางคนโตขึ้นจากความผิดหวัง อายุ ทำให้เราแก่ขึ้นได้ แต่ความผิดหวัง ทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น คนที่ไม่เคยผิดหวังเลย อาจยังเชื่อว่า ทุกคนจะอยู่กับเราตลอดไป อาจยังเชื่อว่า ความรักอย่างเดียวเพียงพอ อาจยังเชื่อว่า ถ้าเราดีพอ ทุกอย่างจะลงเอยอย่างสวยงาม แต่พอวันหนึ่ง ชีวิตพาเราไปเจอ การถูกเมินเฉย การสูญเสีย การจากลา หรือการพยายามเต็มที่แล้ว แต่ยังไม่สมหวัง เราจะเริ่มโตขึ้นแบบเงียบๆ โตขึ้นจนรู้ว่า บางเรื่องในชีวิต ไม่มีคำตอบ โตขึ้นจนรู้ว่า ไม่ใช่ทุกความสัมพันธ์ จะรักษาไว้ได้ด้วยความรัก และโตขึ้นจนเข้าใจว่า บางครั้ง สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ ไม่ใช่การยื้อ แต่คือการยอมรับ ความผิดหวัง จึงไม่ได้น่ากลัวที่สุด สิ่งที่น่ากลัวกว่า คือการเจ็บปวดแล้ว ไม่เรียนรู้อะไรเลย เพราะบางคน แม้อายุจะมากขึ้นทุกปี แต่หัวใจยังคงวิ่งไล่หาการยอมรับจากคนอื่น ยังคงโกรธโลก เมื่ออะไรไม่เป็นดั่งใจ ยังคงพังทลาย ทุกครั้งที่ชีวิตไม่เลือกตัวเอง ขณะที่บางคน แม้ผ่านคืนที่หนักหนา แต่กลับอ่อนโยนขึ้น เข้าใจคนมากขึ้น คาดหวังน้อยลง และรู้ว่าความสุขที่แท้จริง อาจไม่ใช่การได้ทุกอย่าง แต่คือการอยู่กับความจริงได้ โดยไม่เกลียดชีวิต สุดท้ายแล้ว การเติบโตที่แท้จริง อาจไม่ใช่การที่เราอายุมากขึ้น แต่อาจเป็นวันที่ เรายิ้มได้อีกครั้ง หลังจากเคยผิดหวังมากที่สุดในชีวิต.
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก tweet media
ไทย
0
413
560
25.8K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก retweetledi
ꔛออซอ🪐ˎˊ˗
จริงค่ะ ตอนนี้รู้แล้วว่าอิสระที่แท้จริง คือการเลิกใช้ชีวิต เพื่อรอการยอมรับจากใคร 🥹
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก@kidmakk

โตขึ้นจึงรู้ว่า อิสระที่สุดในชีวิต ไม่ใช่การมีเงินมากที่สุด ไม่ใช่การมีชื่อเสียงมากที่สุด และไม่ใช่การชนะใครทั้งหมดบนโลกนี้ แต่อิสระที่สุด คือวันที่เราไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองกับใครอีกแล้ว ไม่ต้องพยายามทำให้ทุกคนเข้าใจ ไม่ต้องคอยอธิบายว่าเราดีพอหรือยัง ไม่ต้องใช้ชีวิตเพื่อรอคำอนุมัติจากสายตาใคร หลายปีของชีวิต คนเราหมดพลังไปกับการพยายาม “เป็นที่ยอมรับ” พยายามเก่ง พยายามสำเร็จ พยายามดูเข้มแข็ง พยายามเป็นคนที่คนอื่นจะไม่ผิดหวัง จนบางครั้ง เราเหนื่อยเกินไป ทั้งที่ยังไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการจริง ๆ เลย ความจริงข้อหนึ่งคือ ยิ่งโตขึ้น เราจะยิ่งพบว่า ต่อให้เราพยายามดีแค่ไหน ก็ยังมีคนที่ไม่เข้าใจเราอยู่ดี และต่อให้เราทุ่มทั้งหัวใจ ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมองเห็นคุณค่าของมัน วันหนึ่ง เราจึงเริ่มเลิกเสียเวลากับการพิสูจน์ เลิกอธิบายทุกอย่าง เลิกพยายามให้ทุกคนรัก เลิกฝืนเป็นคนแบบที่โลกต้องการ แล้วหันกลับมาใช้ชีวิต ในแบบที่หัวใจเราสงบแทน แปลกนะ พอเราไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองอีก เรากลับยิ้มง่ายขึ้น หายใจโล่งขึ้น และมีความสุขกับเรื่องธรรมดาได้มากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ต้องอยู่กับชีวิตนี้ทุกวัน ไม่ใช่คนอื่น แต่คือตัวเราเอง ดังนั้น ถ้าวันนี้เธอยังเหนื่อยกับการพยายามทำให้ใครเข้าใจ อยากให้รู้ไว้ว่า บางคนไม่ได้เกิดมาเพื่อเข้าใจเรา เหมือนที่เราเอง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิต เพื่อให้ทุกคนพอใจ ขอแค่ในท้ายที่สุด เรายังรักตัวเองได้ ยังภูมิใจในตัวเองได้ และยังนอนหลับด้วยหัวใจที่สงบได้ แค่นั้นก็เป็นอิสระที่มีค่ามากพอแล้ว

ไทย
0
752
654
53.9K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก
โตขึ้นจึงรู้ว่า อิสระที่สุดในชีวิต ไม่ใช่การมีเงินมากที่สุด ไม่ใช่การมีชื่อเสียงมากที่สุด และไม่ใช่การชนะใครทั้งหมดบนโลกนี้ แต่อิสระที่สุด คือวันที่เราไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองกับใครอีกแล้ว ไม่ต้องพยายามทำให้ทุกคนเข้าใจ ไม่ต้องคอยอธิบายว่าเราดีพอหรือยัง ไม่ต้องใช้ชีวิตเพื่อรอคำอนุมัติจากสายตาใคร หลายปีของชีวิต คนเราหมดพลังไปกับการพยายาม “เป็นที่ยอมรับ” พยายามเก่ง พยายามสำเร็จ พยายามดูเข้มแข็ง พยายามเป็นคนที่คนอื่นจะไม่ผิดหวัง จนบางครั้ง เราเหนื่อยเกินไป ทั้งที่ยังไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการจริง ๆ เลย ความจริงข้อหนึ่งคือ ยิ่งโตขึ้น เราจะยิ่งพบว่า ต่อให้เราพยายามดีแค่ไหน ก็ยังมีคนที่ไม่เข้าใจเราอยู่ดี และต่อให้เราทุ่มทั้งหัวใจ ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมองเห็นคุณค่าของมัน วันหนึ่ง เราจึงเริ่มเลิกเสียเวลากับการพิสูจน์ เลิกอธิบายทุกอย่าง เลิกพยายามให้ทุกคนรัก เลิกฝืนเป็นคนแบบที่โลกต้องการ แล้วหันกลับมาใช้ชีวิต ในแบบที่หัวใจเราสงบแทน แปลกนะ พอเราไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองอีก เรากลับยิ้มง่ายขึ้น หายใจโล่งขึ้น และมีความสุขกับเรื่องธรรมดาได้มากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ต้องอยู่กับชีวิตนี้ทุกวัน ไม่ใช่คนอื่น แต่คือตัวเราเอง ดังนั้น ถ้าวันนี้เธอยังเหนื่อยกับการพยายามทำให้ใครเข้าใจ อยากให้รู้ไว้ว่า บางคนไม่ได้เกิดมาเพื่อเข้าใจเรา เหมือนที่เราเอง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิต เพื่อให้ทุกคนพอใจ ขอแค่ในท้ายที่สุด เรายังรักตัวเองได้ ยังภูมิใจในตัวเองได้ และยังนอนหลับด้วยหัวใจที่สงบได้ แค่นั้นก็เป็นอิสระที่มีค่ามากพอแล้ว
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก tweet media
ไทย
4
1.7K
1.8K
108.6K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก
จริงที่เคยมีคนบอกว่า “เมื่อเราโตขึ้น เราจะเลิกเสียเวลาอธิบายตัวเองให้คนที่ตั้งใจไม่เข้าใจ” สมัยก่อน เราเคยพยายามอธิบายทุกอย่าง อธิบายเหตุผลของการตัดสินใจ อธิบายว่าทำไมถึงเลือกแบบนี้ อธิบายว่าเราไม่ได้เป็นคนอย่างที่เขาคิด จนบางครั้งเหนื่อยกว่าการใช้ชีวิตจริง ๆ เพราะต่อให้พูดดีแค่ไหน ถ้าอีกฝ่ายเปิดใจจะตัดสินเราไปแล้ว คำอธิบายก็ไม่มีความหมายอยู่ดี แต่เมื่ออายุมากขึ้น เราจะค่อย ๆ เรียนรู้ว่า ความสงบสำคัญกว่าการเอาชนะความเข้าใจผิด ไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนเห็นเราในมุมเดียวกัน ขอแค่เรายังใช้ชีวิตแบบที่สบายใจ ยังยิ้มได้ในวันธรรมดา และยังกลับมานอนหลับด้วยหัวใจที่เบาลง… แค่นี้ก็ถือว่าเราเลือกชีวิตให้ตัวเองได้เก่งมากแล้ว
ไทย
0
438
497
23K
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก
เมื่ออายุมากขึ้น ฉันจึงพบว่า “ความเจ็บปวดของคนอายุ 30–40 คือการต้องเข้มแข็ง…ทั้งที่ข้างในแทบไม่เหลือแรงแล้ว” วัยนี้เราไม่ได้ร้องไห้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้โทรหาใครทุกครั้งที่เหนื่อย ไม่ได้โพสต์ระบายทุกความรู้สึก แต่เลือกเงียบ แล้วเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว เราแบกทั้งงาน แบกครอบครัว แบกความคาดหวัง แบกความฝันที่ยังไปไม่ถึง และหลายครั้ง…ยังต้องแกล้งบอกตัวเองว่า “ไหว” ทั้งที่ใจอยากพักเต็มที คนรอบข้างมักคิดว่าเราเก่ง เพราะเรายังทำหน้าที่ได้ ยังยิ้มได้ ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ในความเป็นจริง บางคืนเราก็เหนื่อยจนไม่อยากคุยกับใครเลยเหมือนกัน วัย 30–40 จึงเป็นวัยที่เจ็บแบบเงียบ ๆ ไม่มีเวลาฟูมฟาย ไม่มีพื้นที่ให้อ่อนแอมากนัก และต้องเรียนรู้จะปลอบใจตัวเองในวันที่ไม่มีใครเข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้น…แค่เรายังตื่นขึ้นมา ยังพยายามใช้ชีวิต ยังไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาที่ถาโถมเข้ามา ก็ถือว่าเราเก่งมากแล้วจริง ๆ
ไทย
35
4K
3.1K
181.1K