
Orka.Libra
219 posts






เรียบร้อยครับเละเทะ ชาวเน็ตขุดยับให้สมกับความเฟียส







"อะไรที่หายไป ระหว่างทางการเติบโตของเรา" เพื่อน ๆ เคยนึกหาคำตอบกันไหมคะ ตลอดการเดินทางในชีวิตของเรา ตั้งแต่จำความได้ มาถึงตอนนี้ มีอะไรที่หล่นหายไประหว่างทางกันบ้าง :)

ขอทริคสำหรับคนที่ “เหงื่อ“ เยอะ เวลาต้องไปอยู่ที่ร้อนๆ คือเราทำไรได้บ้าง นอกจากพกพัดลมกะทิชชู่ 😔


ถ้าเลือกได้ ลูกคนเดียว หรือ มีพี่น้อง?

เคยอ่านเจอที่ไหนสักที่ว่าคนที่โสดนานๆ เป็นเพราะเทวดาประจำตัวรักมากก ให้เช็คได้จากจะมีเลข 1,5,9 ในชีวิตเยอะมาก เช่นเบอร์โทร บัตรประชาชน เลขที่บ้านใดๆ ซึ่งนี่ลองเช็คและเป็นแบบนั้น เลยคิดเองว่า โอเค สงสัยเทวดาประจำตัวจะรัก หลังจากนั้นเลยลงลักกี้แฟนเลขที่ลงท้าย 1,5,9 เท่านั้น ลงในวันที่ที่เลขลงท้าย 1,5,9 และขอพรจากเทวดาประจำตัวทุกครั้ง ทฤษฎีคิดเองทั้งนั้น แต่ลงลักกี้แฟนเท่าที่จำได้ 22 งาน ได้ไปทั้งหมด 13 งาน

ช่วงนี้ใครเข้ามาทำงานใหม่เป็น First Jobber หรือใครรับปริญญา ใครจะลาออกก็จะซื้อหนังสือ “ชีวิตเรามีแค่ 4000 สัปดาห์” ให้ เพราะกว่าจะเรียนรู้เองว่าชีวิตที่มีความหมายไม่ใช่ ชีวิตที่ Producitve สูงสุดก็ใช้เวลา ถึงตอนแรกเราจะพอรู้ว่าอะไรสำคัญในชีวิต แต่พอเราเข้าไปอยู่ในบริบทของการทำงาน เราก็จะ Focus งานตรงหน้าจนลืมไปว่าเรามีชีวิตแค่สี่พันสัปดาห์ ชีวิต คือ เวลาอันจำกัด อันนี้ คือ Key Takeaway ที่ได้จากการอ่านเอง แต่จริงๆในรายละเอียดของหนังสือก็อาจจะทำให้คนอ่านได้มุมมองต่างกันไป บางคนชอบทำชีวิตให้ยุ่ง แต่จริงๆลืมถามตัวเองว่าทำไปทำไม ทำไปเพราะเคยชิน รู้ตัวอีกทีแก่แล้ว สุขภาพพังแล้ว อีกอันที่ชวนคิด คือ เราต้องใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ Critical Thinking มันอยู่ตรงคำว่าประโยชน์ ประโยชน์นี้มันดีต่อใคร เช่น ต่อสังคม ต่อบริษัท หรือต่อตัวเรา ทัศนคติของเวลาสำคัญมาก ส่วนตัว Trigger สำคัญจากหนังสือเล่มนี้ คือ คำถามที่ว่า เราจะมีเวลาไปทำไม ถ้าเวลาที่เรามีอยู่ไม่ได้ถูกใช้ไปกับสิ่งที่มีความหมายหรือใช้ไปร่วมกับคนที่เราแคร์ หนังสือพยายามสื่อสารว่า "เรานี้ละคือเวลา ถ้าเรามองว่าเราใช้เวลาเราจะไหลไปตามกาลเวลา แต่ถ้าเรามองว่าเราคือเวลา มันจะมีความหมายมากขึ้นในทุกวินาที ทุกประสบการณ์" Part นี้คือส่วนที่ตกผลึกต่อยอดจากที่คิดต่อจากการอ่าน: เดิมเรามองชีวิตเหมือนมีเส้นชัยทุกๆ 1 ปี 5 ปี 10 ปี แต่ถ้าเราคิดใหม่ว่าเรามีเส้นชัยทุกสัปดาห์ และเรามีแค่ 4000 สัปดาห์เราอาจจะ Enjoy กับชีวิตในแต่ละวันมากขึ้น เลือกตัดสินใจได้ดีขึ้น เลือกสิ่งที่ทำได้ดีขึ้น เลือกสิ่งที่ไม่ทำได้ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น



ราชภัฏเป็นคอนเซ็ปท์การศึกษาที่ดีมาก มันคือการขยายโอกาสให้คนได้เรียน แต่คนบริหารไม่มองงี้เขามองว่าเด็กราชภัฏได้แค่นี้ก็สอนแค่นี้ คิดง่าย ๆ สมมุติในการทำงานมีโปรแกรม10ตัว ราชภัฏจะสอนแค่5-6พอแล้วที่เหลือยากไม่สอน แต่เด็กม.รัฐอื่นเรียน10 f ช่างมันสอนให้รู้ เขาประเมินเด็กตัวเองต่ำมาก









