Chayanon Rakkanjanan

33.8K posts

Chayanon Rakkanjanan banner
Chayanon Rakkanjanan

Chayanon Rakkanjanan

@MrMessenger

I'm Co-founder FINNOMENA with passion in Crypto , Stock , Mutual Fund , Wealth Management.

Thailand Katılım Ağustos 2009
456 Takip Edilen338.4K Takipçiler
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
วิกฤตกในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ทวีความรุนแรงขึ้นจนยกระดับสู่ "วาระแห่งชาติ" เรียบร้อยแล้วครับ ล่าสุดรัฐมนตรีกระทรวงการคลังเกาหลีใต้ Koo Yun Cheol ได้เรียกประชุมด่วนกับหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินชั้นนำทั้งหมดของประเทศในเย็นวันนี้ เพื่อหาทางยับยั้งแรงเทขายที่ทำลายมูลค่าความมั่งคั่งของนักลงทุนไปมหาศาล เราไปดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตามไปอ่านกันเลย --- เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นเกาหลีใต้? ดัชนี KOSPI ปรับตัวลดลงมาแล้วเกือบ -40% จากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน แรงเทขายส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนรายย่อย ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ส่งผลให้ตลาดหุ้นร่วงลงรุนแรงถึง -16% ภายในเวลาเพียง 2 วันทำการ แถมแรงขายนี้ ยังล้นทะลักจนต้องแตะปุ่ม Circuit Breaker หยุดการซื้อขายชั่วคราวทั้งตลาดติดต่อกันเป็นวันที่สอง โดยแรงเทมาทวีความรุนแรงขึ้นในวันพุธ หลังจากยักษ์ใหญ่ชิปอย่าง SK Hynix รายงานผลประกอบการต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ จนจุดชนวนความกังวลเรื่องการชะลอตัวของกระแส AI Boom --- "Single-Stock Leveraged ETFs" นวัตกรรมทางการเงินที่เป็นพิษ ความผันผวนระดับผิดปกติของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในรอบนี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขยายผลจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มี Leverage สูงด้วย ทั้งนี้ ทางการเกาหลีใต้ได้เปิดตัวกองทุน Single-Stock Leveraged ETFs ในเดือนพฤษภาคม เพื่อหวังดึงดูดนักลงทุนและกระตุ้นราคาหุ้น แต่กลายเป็นว่า เจ้า ETFs นี้ กลับเป็นเครื่องมือเก็งกำไรสุดขั้วของนักลงทุนรายย่อยที่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นบลูชิปไม่กี่ตัว (เช่น SK Hynix และ Samsung) ซึ่งเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลง ETFs เหล่านี้จึงเร่งปฏิกิริยาบังคับขาย (Forced Liquidation/Margin Call) จนตลาดถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว ในการสืบพยานของรัฐสภาเมื่อวันพุธ สมาชิกสภาฝ่ายค้านได้เปิดฉากโจมตีรัฐบาลอย่างหนัก โดย Lee Jongwook สมาชิกสภาจากพรรค People Power Party กล่าวว่า "ประเทศนี้กลายสภาพเป็นคาสิโนไปแล้ว นี่คือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ควรได้รับอนุญาตให้เข้ามาในตลาดตั้งแต่แรก และถือเป็นความล้มเหลวเชิงนโยบายอย่างร้ายแรง" ด้านรัฐมนตรี Koo Yun Cheol ได้กล่าวขอโทษต่อรัฐสภา โดยยอมรับว่าหน่วยงานกำกับดูแลควรตรวจสอบและพิจารณาความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้รอบคอบกว่านี้ก่อนอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปลงทุน --- มาตรการคุมเข้มและคันเบรกจากทางการเกาหลีใต้ เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและทำให้ตลาดกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทางการเกาหลีใต้เตรียมออกมาตรการด่วน ตามนี้ครับ คือ จัดประชุมฉุกเฉิน (Emergency Market Meeting): ระดมสมองผู้ทรงอิทธิพลทางการเงินทั้งหมด เพื่ออกแพ็กเกจแทรกแซงและพยุงตลาดเพิ่มเติม และ คณะกรรมการบริการทางการเงิน (FSC) เตรียมบังคับใช้เกณฑ์ใหม่ และพร้อมเพิ่มมาตรการจำกัดวงเงินลงทุนสูงสุดสำหรับรายย่อย (Investment Caps), บังคับอบรมความเสี่ยงก่อนเทรด รวมถึงการจำกัดเงื่อนไขการซื้อขายเพิ่มเติมทันทีหากตลาด ยังไม่คลายความร้อนแรง --- ถอดบทเรียนโดย Mr. Messenger วิกฤตการณ์ Kospi ในรอบนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ครับว่า "ตราสารอนุพันธ์และการ Leverage คือ การขยายแรงเหวี่ยงสองด้านเสมอ" ในช่วงตลาดขาขึ้น ผลิตภัณฑ์ประเภท Single-Stock Leveraged ETF อาจช่วยสร้างผลตอบแทนมหาศาลและเร่งราคาหุ้นให้พุ่งสูงเกินจริง แต่เมื่อวัฏจักรเปลี่ยนทิศ หรือเกิดข่าวลบในหุ้นเกรด A เพียงตัวเดียว Leverage เหล่านี้จะกลับมาเป็นตัวเผาทำลายสภาพคล่องและทุบตลาดจนพังทลายได้อย่างรวดเร็ว สำหรับนักลงทุน การใช้ Leverage ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนระดับนิวไฮและขาดเสถียรภาพ ถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่า ส่วนตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ใกล้สะสมได้หรือยัง ผมแนะนำให้รอดูความชัดเจนของมาตรการพยุงตลาดจากกระทรวงการคลังเกาหลีใต้ และรอให้แรงเทขายบังคับชำระบัญชี (Liquidations) สงบลงก่อนครับ ค่อยพิจารณาเข้าทยอยสะสมได้ Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
1
44
40
2.5K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
สรุปข่าวการลงทุนวันนี้ (29 กรกฎาคม 2026) 1. อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน ข้อตกลงหยุดยิงพังทลาย ประเด็นข่าว — สถานการณ์ตะวันออกกลางพลิกผันรุนแรงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังอิหร่านยิงขีปนาวุธพิสัยไกลหลายลูกเข้าใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน ซึ่งกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่าเป็น "ความพยายามโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว" (Attempted Surprise Attack) โดยขีปนาวุธทั้งหมดถูกสกัดกั้นได้สำเร็จ ไม่มีความเสียหาย นี่คือการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคครั้งแรกนับตั้งแต่ Trump ตัดสินใจหยุดโจมตีอิหร่านชั่วคราวเพื่อเปิดทางให้การทูต ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางอยู่แล้วพังทลายลงอย่างเป็นทางการ กระทบอะไร — เพิ่มความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กลับมาสูงอีกครั้งหลังตลาดเพิ่งเริ่มคลายกังวลไปเมื่อไม่กี่วันก่อน กระทบราคาน้ำมันและสินทรัพย์ปลอดภัยโดยตรง จะเกิดอะไรขึ้นต่อ — ต้องจับตาว่าสหรัฐฯ จะตอบโต้กลับหรือไม่ เพราะถ้ากลับไปสู่วงจรโจมตีตอบโต้กันอีกรอบ ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งกลับขึ้นแรงเหมือนที่เคยเกิดมาก่อนหน้านี้ 2. หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกร่วงยับ SOX ทรุด 25% จากจุดสูงสุด ประเด็นหลัก — หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกเทขายหนักต่อเนื่อง โดยดัชนี Philadelphia Semiconductor (SOX) หลุดระดับ 11,000 จุด ลดลงกว่า 25% จากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน ขณะที่ในเอเชีย ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ของ Bloomberg ร่วงถึง 7.5% แรงที่สุดนับตั้งแต่เมษายน 2025 หุ้นรายตัวที่โดนหนัก ได้แก่ Intel ร่วงเกือบ 6%, AMD ร่วง 8%, Micron และ Seagate ร่วงกว่า 8%, Western Digital ร่วงเกือบ 7% และ SanDisk ร่วงถึง 14% ต้นเหตุมาจากข่าวบริษัทจีนที่รัฐหนุนหลังเริ่มผลิตเครื่องจักร DUV Lithography ระดับ Immersion จำนวนมาก ซึ่งจุดกระแสความกังวลว่าจีนจะมีกำลังผลิตชิปแข่งขันได้มากขึ้น ประกอบกับดีล AI Infrastructure มูลค่า 750,000 ล้านดอลลาร์ของ Nvidia ที่เพิ่มความกังวลเรื่องหนี้ในระบบ AI กระทบอะไร — กระทบหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและชิปทั่วโลกอย่างรุนแรง นักวิเคราะห์เตือนว่า "AI Trade" กำลังถูกมองด้วยความสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นการเทขายทางเดียว จะเกิดอะไรขึ้นต่อ — ต้องติดตามผลประกอบการ Big Tech ที่จะประกาศสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวชี้วัดว่ากระแสเทขายนี้จะลุกลามต่อหรือเป็นแค่การปรับฐานชั่วคราว 3. SK Hynix กำไรพุ่ง 557% แต่หุ้นร่วงหนักสุดเป็นประวัติการณ์ เพราะพลาดคาด ประเด็นหลัก — SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่และซัพพลายเออร์สำคัญของ Nvidia รายงานกำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 2 พุ่งขึ้นเกือบ 6 เท่า หรือ 557% เทียบปีก่อน ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 60.54 ล้านล้านวอน แต่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 64 ล้านล้านวอน ส่วนรายได้อยู่ที่ 79.32 ล้านล้านวอน (ราว 54,550 ล้านดอลลาร์) เพิ่มขึ้น 257% แต่ก็ยังต่ำกว่าคาดที่ 84 ล้านล้านวอนเช่นกัน สาเหตุหลักมาจากการเติบโตของการส่งมอบชิปหน่วยความจำขั้นสูงสำหรับ AI Data Center ที่ชะลอตัวกว่าที่คาด ผลคือหุ้น SK Hynix ร่วงลงไปทำจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรูปแบบ ADR ทันที กระทบอะไร — เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าแม้กำไรจะทำสถิติสูงสุด แต่ถ้าไม่ถึงเป้าที่ตลาดคาด นักลงทุนก็ยังลงโทษหุ้นอย่างรุนแรงในบรรยากาศตลาดที่อ่อนไหวแบบนี้ จะเกิดอะไรขึ้นต่อ — สะท้อนว่าตลาดเริ่มตั้งมาตรฐานสูงมากกับหุ้นกลุ่ม AI Supply Chain นักลงทุนควรระวังหุ้นกลุ่มนี้ที่ราคาอาจถูกเทขายแม้ผลประกอบการจะยังดีอยู่ก็ตาม 4. กองทุนเฮดจ์ฟันด์เจ็บหนักสุดนับตั้งแต่วิกฤต COVID แม้ตลาดโดยรวมยังบวก ประเด็นข่าว — ข้อมูลจาก Goldman Sachs Prime Brokerage เผยว่าวันอังคารที่ผ่านมาถือเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดสำหรับกองทุนเฮดจ์ฟันด์นับตั้งแต่วิกฤต COVID แม้ดัชนี S&P 500 โดยรวมจะปิดบวกเล็กน้อยก็ตาม โดยกองทุนกลุ่ม Fundamental Long/Short ขาดทุน 1.3%, กลุ่ม Systematic Long/Short ขาดทุน 1.0% และกลุ่ม Multi-Strategy ขาดทุนหนักสุดถึง 1.7% สะท้อนว่าความเสียหายกระจุกตัวอยู่ในกลยุทธ์การลงทุนเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่ตลาดหุ้นในภาพรวม กระทบอะไร — บ่งชี้ว่าภายใต้ตลาดที่ดูสงบบนผิวหน้า มีการปรับพอร์ตครั้งใหญ่และการเทขายหุ้นกลุ่ม Momentum/AI เกิดขึ้นอย่างรุนแรงเบื้องหลัง จะเกิดอะไรขึ้นต่อ — ถ้าเฮดจ์ฟันด์ยังต้องลดความเสี่ยง (Deleverage) ต่อเนื่อง อาจเห็นแรงเทขายกระจายไปยังสินทรัพย์อื่นที่กองทุนเหล่านี้ถืออยู่มากขึ้นในระยะสั้น 5. Dow Jones ปิดพุ่ง 537 จุด รับผลประกอบการแข็งแกร่ง-น้ำมันร่วง ประเด็นข่าว — ดัชนี Dow Jones ปิดตลาดวันอังคารพุ่งขึ้น 537.24 จุด หรือ 1.03% ปิดที่ 52,747.32 จุด ได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของหลายบริษัท และการสับเปลี่ยนเงินลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มชิปไปยังหุ้นกลุ่มอื่นที่อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจมากกว่า ตัวอย่างหุ้นเด่นคือ Ford Motor ที่พุ่งขึ้น 4% ในการซื้อขายนอกเวลา หลังผลประกอบการดีกว่าคาดและปรับเพิ่มคาดการณ์ทั้งปี 2026 ขึ้น ส่วน Visa ปรับตัวลงราว 1% หลังให้แนวโน้มผลประกอบการที่น่าผิดหวัง กระทบอะไร — แสดงให้เห็นว่าเงินทุนกำลังหมุนออกจากหุ้นกลุ่มเทค/ชิปไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ไม่ใช่การเทขายตลาดทั้งกระดาน จะเกิดอะไรขึ้นต่อ — ต้องติดตามว่าการสับเปลี่ยนเงินลงทุนนี้จะดำเนินต่อไปในสัปดาห์ที่มีทั้งการประชุม Fed และผลประกอบการ Big Tech หรือไม่ 6. จับตาผล Fed วันนี้ คาดคงดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5 ประเด็นหลัก — Fed มีกำหนดประกาศผลการประชุมนโยบายการเงินในวันนี้ โดยตลาดคาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ซึ่งจะเป็นการคงดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกัน นับตั้งแต่การลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม 2025 อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เรียกการประชุมครั้งนี้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ "ไม่แน่นอนอย่างยิ่ง" (Extremely Uncertain) เนื่องจากปัจจัยราคาน้ำมันและความตึงเครียดตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุอีกครั้ง (ตามประเด็นข่าวแรก) กระทบอะไร — เป็น Event เสี่ยงสำคัญที่สุดของสัปดาห์นี้ที่จะกำหนดทิศทางตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นในระยะสั้น จะเกิดอะไรขึ้นต่อ — นักลงทุนควรเตรียมรับความผันผวนทั้งก่อนและหลังประกาศผล โดยเฉพาะถ้าถ้อยแถลงของ Fed ส่งสัญญาณกังวลเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันมากกว่าที่ตลาดคาด 7. DELTA Electronics กำไร Q2 ร่วง 35% QoQ ต้นตอฉุด SET ร่วงแรง ประเด็นหลัก — Delta Electronics (Thailand) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 โดยรายได้เติบโตแข็งแกร่งถึง 50.7% เทียบปีก่อน แตะ 2,011 ล้านดอลลาร์ จากความต้องการชิ้นส่วน AI และ Data Center ที่ยังแข็งแกร่ง แต่กำไรสุทธิแม้จะโต 33.4% เทียบปีก่อนที่ 186 ล้านดอลลาร์ กลับลดลงถึง 35% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นหดตัวลงราว 5bps จากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนที่สูงขึ้น ตัวเลขนี้ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และกลายเป็นตัวจุดชนวนแรงเทขายในตลาดหุ้นไทยทันทีเมื่อวันจัทร์ที่ผ่านมา กระทบอะไร — DELTA เป็นหุ้นที่มีน้ำหนักสูงมากใน SET Index การที่ผลประกอบการออกมาต่ำกว่าคาดจึงฉุดดัชนีโดยรวมลงไปด้วย จะเกิดอะไรขึ้นต่อ — ต้องติดตามว่าปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบจะคลี่คลายในไตรมาสถัดไปหรือไม่ เพราะจะเป็นตัวกำหนดว่าอัตรากำไรจะฟื้นตัวกลับมาได้เร็วแค่ไหน 8. SET Index ปิดร่วง 1.21% รับข่าว DELTA พลาดคาด ก่อนวันหยุดยาว ประเด็นหลัก — SET Index ปิดตลาดล่าสุดที่ 1,624.47 จุด ลดลง 19.92 จุด หรือ 1.21% ในกรอบระหว่างวัน 1,622.64-1,635.87 จุด มูลค่าซื้อขาย 88,483.62 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากแรงเทขายหุ้น DELTA หลังผลประกอบการไม่เข้าเป้า (ตามข้อ 7) ประกอบกับมีแรงขายลดความเสี่ยงในช่วงบ่ายก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางเป็นปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม กระทบอะไร — กระทบความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น แม้ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยหลายด้านยังคงแข็งแกร่ง จะเกิดอะไรขึ้นต่อ — โบรกเกอร์กสิกรไทยมองว่าสัปดาห์หน้า SET จะแกว่งตัวในกรอบ 1,600-1,660 จุด โดยต้องจับตาทั้งผลการประชุม Fed และผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนที่จะทยอยประกาศ 9. Nasdaq 100 ใกล้เข้าสู่โซน Correction จากพิษหุ้นชิป ประเด็นหลัก — Nasdaq 100 Futures ร่วงลง 1% กำลังเข้าใกล้โซน Correction (ปรับฐานเกิน 10% จากจุดสูงสุด) จากแรงกดดันของการเทขายหุ้นชิปที่ทวีความรุนแรงขึ้น ท่ามกลางที่ตลาดกำลังรอผลประกอบการ Big Tech ที่จะทยอยประกาศในสัปดาห์นี้ นักกลยุทธ์การลงทุนมองว่า "AI Trade กำลังถูกมองด้วยความสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นการเทขายทางเดียว" กระทบอะไร — สร้างความกังวลว่ากระแส AI ที่เคยขับเคลื่อนตลาดหุ้นเทคมาตลอดปีอาจกำลังหมดแรง จะเกิดอะไรขึ้นต่อ — ถ้า Nasdaq 100 หลุดเข้าโซน Correction จริง อาจเห็นแรงเทขายลุกลามไปยังหุ้นกลุ่มอื่นที่เกี่ยวโยงกับ AI Story ทั้งหมด นักลงทุนควรเตรียมรับความผันผวนสูงตลอดสัปดาห์นี้ 10. SK Hynix ร่วงยับทั้งในเกาหลีใต้และ ADR สหรัฐฯ วันเดียวกัน ประเด็นหลัก — SK Hynix ไม่ได้ร่วงแค่ในรูปแบบ ADR ที่ซื้อขายในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ในตลาดหลักที่เกาหลีใต้เอง หุ้น SK Hynix ก็ปิดร่วงหนักถึง 14.65% เมื่อวันอังคาร และอีก 9% ในวันนี้ โดย Samsung Electronics ที่ร่วงกว่า 13% เช่นกัน ทำให้ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในตลาดที่เจ็บหนักที่สุดในโลกจากกระแสเทขายหุ้นชิป สาเหตุหลักมาจากปัจจัยเดียวกับที่ทำให้ ADR ร่วง คือกำไรที่แม้จะทำสถิติสูงสุด (+557% YoY) แต่ต่ำกว่าคาด ซ้ำยังมีความกังวลเรื่องคู่แข่งจีนที่เริ่มผลิตเครื่องจักร DUV Lithography จำนวนมาก ทำให้นักลงทุนในประเทศเทขายหุ้นกลุ่มนี้พร้อมกันตั้งแต่ตลาดเกาหลีเปิด ก่อนที่แรงขายจะลามไปยัง ADR ในสหรัฐฯ และยังรุนแรงต่อเนื่องมาที่ KOSPI เช้านี้ กระทบอะไร — เป็นตัวฉุดหลักที่ทำให้ Kospi และ Kosdaq ร่วงแรงกว่าตลาดหุ้นภูมิภาคอื่น และเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้ตลาดสหรัฐฯ ก่อนเปิดทำการ เนื่องจากตลาดเกาหลีเปิดก่อนตลาดตะวันตก จะเกิดอะไรขึ้นต่อ — ถ้าตลาดเกาหลีใต้ยังคงเทขายหุ้นชิปต่อเนื่องในวันทำการถัดไป มักเป็นสัญญาณล่วงหน้าที่บ่งชี้ทิศทางหุ้นชิปสหรัฐฯ ก่อนตลาดเปิด นักลงทุนที่ติดตามหุ้นกลุ่มเทคควรเช็กตลาดเกาหลีใต้เป็นตัวชี้นำในเซสชั่นถัดไปด้วย --- โดยรวม บรรยากาศตลาดเอนไปทางลบ — ข่าวอิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงพังทลาย บวกกับกระแสเทขายหุ้นชิปทั่วโลกที่ลุกลามหนัก เป็นความเสี่ยงใหญ่ที่บดบังข่าวดีอย่าง Dow Jones ที่ปิดบวกได้ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยก็ถูกกดดันจากทั้งปัจจัยในประเทศ (DELTA) และต่างประเทศพร้อมกัน ต้องจับตาผลการประชุม Fed คืนนี้อย่างใกล้ชิดว่าจะยิ่งเพิ่มความผันผวนหรือช่วยพยุงตลาดได้ Mr.Messenger สรุปให้ทีเดียว
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
0
38
84
3.8K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางพุ่งสูงขึ้นอีกระลอก หลังจากที่การพักศึกชั่วคราวเพิ่งดำเนินไปได้เพียงไม่กี่วัน ล่าสุด อิหร่านเปิดฉากยิงขีปนาวุธแบบวิถีโค้ง (Ballistic Missile) โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน จุดชนวนการตอบโต้ทางทหารรอบใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกเด้งกลับขึ้นมาทันที สรุปทุกประเด็นร้อนและผลกระทบต่อตลาด ตามนี้ครับ --- 1. อิหร่านเปิดศึกยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน กองกำลัง IRGC เปิดฉากยิงขีปนาวุธวิถีโค้งหลายลูกเข้าใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่าระบบป้องกันทางอากาศสามารถยิงสกัดกั้นขีปนาวุธได้ทั้งหมด และไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งพักการโจมตีได้ไม่นาน ท่ามกลางรายงานจาก The New York Times ว่า คลังกระสุนขีปนาวุธสกัดกั้น (Patriot Interceptors) ของสหรัฐฯ เริ่มลดน้อยลง 2. สหรัฐฯ จับมือซาอุฯ เอาคืนในอิรัก หลังโดนโดรนโจมตีโรงกลั่น กลุ่มติดอาวุธฝักใฝ่อิหร่านในอิรักได้ส่งโดรนมากกว่า 30 ลำ โจมตีเป้าหมายรวมถึงโรงงานปิโตรเลียมของซาอุดีอาระเบียในช่วง 3 วันที่ผ่านมา หลังจากนั้น CENTCOM ร่วมมือกับกองทัพซาอุฯ ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเอาคืนคลังอาวุธและศูนย์ส่งกำลังบำรุงของกลุ่มติดอาวุธในทางตะวันออกของอิรัก ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานเหตุระเบิดใกล้เรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดงตอนใต้ ขณะที่กลุ่มฮูตีอ้างการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ เสี่ยงปิดช่องแคบ Bab el-Mandeb ซึ่งเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันสำคัญที่ซาอุฯ ใช้เลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ 3. ราคาน้ำมันดิบพุ่งเด้งกลับ +4% Brent ดีดตัวขึ้น +4% แตะ $87 ต่อบาร์เรล WTI ปรับตัวขึ้น +4% แตะ $82.2 ต่อบาร์เรล การกลับมาตอบโต้กันรอบนี้ ยุติการย่อตัวของราคาน้ำมันที่เคยติดลบลงมาติดต่อกัน 3 วันก่อนหน้าทันที 4. ตลาดเผชิญแรงกดดัน การประชุมเฟด นอกเหนือจากปัจจัยสงคราม ตลาดยังถูกกดดันจากการส่งสัญญาณเหยี่ยว (Hawkish Tone) ของ Kevin Warsh ในการประชุม FOMC ครั้งแรกในฐานะประธาน Fed คนใหม่ ตอนนี้ตลาดมีความเห็นแตกแยกอย่างมากต่อผลการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่จะออกมาในวันพุธนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่รีบาวด์กลับขึ้นมา อาจกลายเป็นปัจจัยจุดชนวนเงินเฟ้อระลอกใหม่ --- มุมมอง Mr. Messenger สถานการณ์ในตะวันออกกลางยืนยันแล้วว่า ความหวังเรื่องสงบศึกยังคงเปราะบาง การกลับมาตอบโต้อย่างรวดเร็วของทั้งสองฝ่าย รวมถึงภัยคุกคามต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันในทะเลแดง (Bab el-Mandeb) จะกลายเป็นปัจจัยพยุงราคาน้ำมันดิบไม่ให้ปรับตัวลงลึก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อราคาน้ำมันดิบรีบาวด์มา รวมกับท่าทีเข้มงวดของประธาน Fed คนใหม่ นักลงทุนจึงควรเพิ่มความระมัดระวังในพอร์ตการลงทุน โดยเฉพาะในสัปดาห์นี้ที่มีทั้งการตัดสินใจดอกเบี้ย Fed และการรายงานงบการเงินของ Big Tech ครับ ง่ายๆเลยคือ การปรับฐานในตลาดหุ้นทั่วโลก น่าจะยังไม่จบครับ Wait & See กันไปก่อน Mr.Messsenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
0
19
42
6.4K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
ข่าวจีนผลิตเครื่อง Immersion DUV Lithography ได้เอง จนไปสะเทือนถึงหุ้น ASML ทำให้ร่วงไป -1.8% ถึง -8.4% ในช่วงแรก ที่จริงแล้ว อาจเป็น Market Overreaction ที่ตลาด Price ผิดทาง... แถมนักวิเคราะห์ระดับโลกอย่าง ODDO BHF, Futurum Group และ SemiAnalysis ก็พูดตรงกันว่า Moat ของ ASML ยังปลอดภัยดี ไปดูมุมมองที่ผมก็เชื่อเหมือนกันว่า ตลาด Price ผิดทางกันครับ --- เกิดอะไรขึ้นจริง? ข่าวร้อนก็คือ The Information รายงานว่า รัฐวิสาหกิจจีนในเซี่ยงไฮ้ประสบความสำเร็จในการผลิตเครื่องพิมพ์ลายวงจรชิปรุ่น Immersion DUV โดยตั้งเป้าส่งมอบ 5 เครื่องในปี 2026 นี้ และเพิ่มเป็นประมาณ 20 เครื่องในปี 2027 ให้แก่ผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ของจีน เช่น SMIC, Hua Hong และ CXMT ปฏิกิริยาตลาด หุ้น ASML ดิ่งลง -1.8% ถึง -8.4% ในช่วงแรกของการเทรดเมื่อวาน ก่อนจะดึงกลับมาบางส่วน สาเหตุที่ตลาดตื่นตระหนก ก็คือ นักลงทุนไปกังวลว่าถ้าจีนพึ่งพาตัวเองด้านเครื่องมือผลิตชิปได้ ยอดขาย ASML ในตลาดจีน (ซึ่งคิดเป็น 14-20% ของรายได้ทั้งหมด) อาจหดหายในระยะยาว ทั้งนี้ ต้องบอกไว้ก่อนว่า ราคาหุ้น ASML ตลอดปี 2026 ยังปรับตัวบวกขึ้นแล้ว +123% เพราะฉะนั้น การร่วง -8% ภายในเวลาอันสั้น ก็อาจตีความได้ว่า เป็นแค่การ Take Profit ของ Trader ไม่ใช่การเปลี่ยน Fundamental จริงครับ --- ทำไม Moat ของ ASML ยังแข็งแกร่ง? นี่คือ 3 ข้อเท็จจริงที่ตลาดมองข้ามครับ เหตุผลแรก คือ Scale Gap ที่ต่างกันฟ้ากับดิน จีนตั้งเป้าผลิต DUV ได้เพียง 5 เครื่องในปีนี้ และ 20 เครื่องในปีหน้า ในขณะที่ ASML มีกำลังการผลิต DUV สูงถึง 130 เครื่องต่อปี พร้อมกับกำลังขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 30% นั่นแปลว่า ASML ผลิตได้มากกว่าจีน 26 เท่าในปีนี้ และมากกว่าจีนถึง 8-9 เท่าในปีหน้าทีเดียว เหตุผลที่สอง Yield และ Reliability ปัญหาที่ยากที่สุดของอุตสาหกรรม Chip Equipment ในอุตสาหกรรมชิป การมี Working Tool ต่างจากการมี Tool ที่สร้าง Yield สูงในระดับ Commercial Production ครับ เครื่อง DUV ของจีนยังต้องใช้เวลาพิสูจน์ความเสถียรและ Yield อีกหลายปี ในขณะที่ ASML ผ่านการสั่งสมและปรับปรุงระบบมานานกว่า 30 ปี ตรงนี้ชัดเจนว่า ประสบการณ์และ Know-How ยากที่จีนจะไล่ตามทัน และพอย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ Chip Equipment ก็พบว่า มีเคสมากมายที่ผู้เล่นใหม่ทำ Working Tool ได้ แต่ Yield ต่ำเกินไปจนใช้ในระดับ Commercial ไม่ได้จริง เช่น Rudolph Technologies ในยุค 2000 และ Advantest (ในยุคแรกๆ) เพราะฉะนั้น xประโยคนี้สำคัญครับ "การผลิตได้ ไม่ได้แปลว่าใช้ทำเงินได้" เหตุผลที่สาม สนามรบจริงอยู่ที่ EUV และ High-NA EUV ไม่ใช่ DUV ครับ เครื่อง Immersion DUV เป็นเทคโนโลยีสำหรับชิประดับกลางถึงเก่า (7nm ขึ้นไป) หัวใจและขอบเขตการผูกขาดแท้จริงของ ASML อยู่ที่ Extreme Ultraviolet (EUV) และ High-NA EUV ที่ใช้ผลิตชิปเซตระดับ Top ให้ Nvidia H200/B200 และ Apple M-Series โดยราคาเครื่อง EUV สูงถึง $200 ล้านต่อเครื่อง ส่วนเครื่อง High-NA EUV สูงถึง $400 ล้านต่อเครื่อง การพัฒนาเทคโนโลยี EUV ต้องใช้เวลาวิจัยกว่า 20 ปี และงบ R&D มากกว่า $10,000 ล้านทีเดียว และ บริษํทอย่าง ASML เริ่มพัฒนาตั้งแต่ปี 1997 โดยระหว่างทาง ก็ต้องรวมพลังกับ Zeiss ของเยอรมนี (Optics), Trumpf ของเยอรมนี (Laser) และ Cymer ของ US (EUV Source) จนสำเร็จในปี 2018 ระยะเวลารวมคือ 21 ปีในการวิจัยและพัฒนาครับ การที่จีนที่เริ่มพัฒนา EUV ปี 2019 มันยังแปลว่า ยังอยู่ในระดับ ตั้งไข่และยังตามหลัง ASML อย่างต่ำๆก็เป็น 10 ปี --- ไปดูผลกระทบต่อรายได้ของ ASML จริงๆ ประเด็นสำคัญที่ดูให้ดีๆก็คือ ASML ไม่ได้สูญเสียยอดขายใหม่จากการที่จีนผลิต DUV ได้เองครับ เพราะเครื่อง DUV รุ่นที่จีนทดแทนได้ เป็นรุ่นที่ ASML ไม่สามารถส่งออกไปขายจีนได้อยู่แล้ว ตามมาตรการ Export Control ของ US และเนเธอร์แลนด์ ตั้งแต่ปี 2023 ยอดจองของ ASML ยังล้นถึงปี 2028 Order Book สำหรับเครื่อง EUV ในปี 2027-2028 ยังคงเต็มแน่น จาก Demand การลงทุนใน AI Infrastructure ทั่วโลกที่ยังมหาศาล แถม TSMC ประกาศ Capex $56 พันล้าน ปีนี้ เมื่อรวมกับ + Samsung Foundry + Intel Arizona Fab + Micron US Fab ที่ทุกโรงงานต้องใช้ EUV ของ ASML ในระยะสั้น 2-3 ปี รายได้ของ ASML จะยังคงเติบโต +15-20% ต่อปี ดังนั้น ผลของ China DUV ต่องบการเงินของ ASML นั้นแทบไม่มีเลย ในระยะกลาง 3-5 ปี อาจมีผลกระทบเล็กน้อยต่อ Revenue Segment ที่ขายให้จีน (14-20%) แต่ดูแล้ว ก็มีโอกาสสูงมากที่จะถูกทดแทนด้วย Growth จากอเมริกา และไต้หวัน ที่สหรัฐฯ สนับสนุนการ Reshoring --- สรุปมุมมอง Mr.Messenger ประเด็นแรก Scale Gap 26 เท่า คือ สิ่งที่ตลาดยังไม่คำนวณอย่างจริงจัง จีนต้องใช้เวลาอีก 5-10 ปีในการขยาย DUV Production ให้เท่า ASML และในระหว่างนั้น Global AI Demand จะเติบโตต่อ ซึ่งหมายความว่า ASML ยังคงเป็น Bottleneck ของ Global Chip Supply ครับ ประเด็นที่สอง EUV vs DUV คือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดที่นักลงทุนไทยต้องเข้าใจ ถ้าเปรียบเทียบ DUV เหมือนรถยนต์เบนซินธรรมดา = จีนเริ่มทำได้ แต่ EUV เหมือนรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุด = Tesla ซึ่งตรงนี้ ASML ยังผูกขาด ส่วน High-NA EUV เหมือนรถบินได้ = ASML ยังพัฒนาอยู่ในระยะเริ่มต้น แปลว่า ASML ยังเดินนำหน้าจีนหลายช่วงตัว ประเด็นที่สาม ที่น่าจับตามากที่สุดคือ ทรัมป์ อาจตอบโต้ด้วย Export Controls ที่รุนแรงกว่านี้ ในเดือนข้างหน้า เพราะการที่จีนผลิต DUV ได้เอง คือ สัญญาณว่ามาตรการกีดกันที่ผ่านมาไม่ได้ผลเต็มที่ เป็นไปได้ว่า รัฐบาลทรัมป์ อาจตัดสินใจแบน ASML ไม่ให้ขาย DUV รุ่นเก่าให้จีนเลย รวมถึง อาจมีการแบน Chip Equipment Chemicals จาก Applied Materials, LAM Research และ JSR Corp เพื่อทำให้จีนต้องพัฒนาทั้ง Supply Chain เอง เท่ากับว่า จีนอาจใช้เวลานานขึ้น เพื่อตามเทคโนโลยีให้ทัน ประเด็นที่สี่ ที่หุ้นชิปทั่วเอเชีย อย่าง Kioxia และ SK Hynix ปรับฐานรุนแรงวันนี้ อาจเกิดจาก Rotation ไม่ใช่ความกลัว Chinese Chip Threat ล้วน ๆ ครับ และถ้าดูเหตุผลเบื้องหลังให้ดี เป็นไปได้ว่า เม็ดเงินกำลังจะ Rotate จาก Memory Chip Sector (ที่ปรับตัวขึ้นมาก) ไป Chip Equipment Sector (ASML + Applied Materials + LAM Research + KLA) ที่ยัง Undervalued เพราะกลัว Memory Cycle Peak แต่ Equipment ยังมี Runway ยาวครับ --- ผมว่าเรื่อง China DUV เป็น Case Study ที่ดีที่นักลงทุนต้องเรียนรู้ ระหว่าง "ข่าวดัง" กับ "ความจริงหลังข่าว" มักต่างกัน ตลาดหุ้นชอบตอบสนอง Headline ก่อน Fundamental ซึ่งตรงนี้ มันสามารถสร้างโอกาสการลงทุนให้กับเราได้เหมือนกัน จีนเพิ่งจะเริ่มสร้าง "รถแข่งเครื่องยนต์ยุคปี 2015" ได้สำเร็จ ในขณะที่ ASML กำลังทดสอบ "เครื่องยนต์เจ็ทแห่งปี 2030" อยู่ในปัจจุบัน Moat ทางเทคโนโลยีขั้นสูงของ ASML ในความเห็นผม จึงยังคงปลอดภัยไร้คู่แข่ง คำถามที่น่าคิดสำหรับสัปดาห์ข้างหน้าคือ ความสำเร็จในการสร้างเครื่อง DUV ในประเทศจีนครั้งนี้ จะเร่งให้รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาตรการ Export Controls ที่เข้มงวดขึ้นกับ Supply Chain ชิปของจีนอีกหรือเปล่า ถ้าใช่ = ASML อาจได้ประโยชน์ระยะยาวจากการที่จีนต้องเสียเวลาพัฒนา Ecosystem ทั้งหมดเอง และนั่นจะยิ่งทำให้ Moat ของ ASML อาจแข็งแกร่งกว่าเดิมครับ Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
1
95
154
9.8K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
วิกฤตหุ้นชิปลุกลามหนัก! SK Hynix ดิ่ง 13% 3 ปัจจัยกดดันที่นักลงทุนต้องรู้ คลื่นแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และชิป AI ทั่วโลกทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากวอลล์สตรีทเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก ล่าสุดแรงกดดันได้ลามมาถล่มตลาดหุ้นเอเชียและยุโรปอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ที่ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีถูกทุบลงมาอย่างน่าตกใจครับ เกิดอะไรขึ้นบ้าง ตามไปดูกันครับ --- 1. ตัวเลขแรงเทขายถล่มหุ้นชิปยกแผง แรงขายไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นการปรับฐานครั้งใหญ่ในห่วงโซ่อุปทาน AI และเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก: - เกาหลีใต้ (หนักสุดในภูมิภาค): SK Hynix ดิ่งลงมากกว่า -13% Samsung Electronics ทรุดลงมากกว่า -12% หุ้นซัพพลายเชน AI อื่นๆอย่าง LG Innotek ดิ่งเกือบ -18%, Samsung SDI -10%, Seoul Semiconductor -7% และ LG Chem -6% - ญี่ปุ่น & ไต้หวัน: Kioxia (ผู้ผลิต Memory ชิปญี่ปุ่น) ทรุดหนักกว่า -18% Tokyo Electron ลดลงเกือบ -11% และ Advantest ดิ่งกว่า -10% SoftBank Group ร่วง -6.3% TSMC (ไต้หวัน) ปรับตัวลดลง -2.9% - จีน & ฮ่องกง: ดัชนี ChiNext 300 ปรับตัวลง -4.7% ดัชนี Hang Seng China Semiconductor Chips ร่วง -5% ยุโรป & สหรัฐฯ: หุ้น ASML โดนขายต่อเนื่องหลังจากร่วงไปกว่า 8% ในวันก่อนหน้า ASM International และ BE Semiconductor ย่อตัวลง 2–3% ดัชนี VanEck Semiconductor ETF (SMH) ปรับตัวลดลงหนัก นำโดย AMD (-5%), Teradyne (-4%) และ Micron (-2%) --- 🔍 2. สามสาเหตุหลักที่ทำให้แรงขายรุนแรงเกินคาด เหตุใดแรงเทขายในรอบนี้ถึงดูรุนแรงและสร้างความตระหนกให้กับนักลงทุนขนาดนี้? บทวิเคราะห์ในบทความได้ชี้ให้เห็น 3 ปัจจัยสำคัญครับ: 1. การกระทบกระเทือนจาก Leveraged ETFs (ตัวขยายความผันผวน): กองทุนที่มีเลเวอเรจ (Leveraged ETPs/ETFs) ในเกาหลีใต้ ฮ่องกง และสหรัฐฯ ได้กลายเป็นตัวการสำคัญที่ช่วยเร่งปฏิกิริยาและทวีคูณความผันผวน (Magnify Market Fluctuations) ให้กับราคาหุ้นอย่าง SK Hynix มากขึ้นหลายเท่า 2. ความกังวลเรื่องการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีของจีน: การที่จีนสามารถผลิตเครื่องฉายแสงขั้นสูง DUV (Immersion Deep Ultraviolet Lithography) ได้เอง ประกอบกับความทะเยอทะยานของจีนในการขยายกำลังการผลิตชิปหน่วยความจำ (Memory Chips) สร้างความกังวลว่าอุปทานใหม่จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งและกดดันราคาชิปโลก 3. รายงานคาดการณ์ราคาชิปหน่วยความจำใกล้แตะจุดสูงสุด (Memory Price Peak): บทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์หลายแห่งเริ่มออกรายงานเตือนว่า ราคาสินค้ากลุ่มชิปหน่วยความจำอาจพุ่งแตะจุดสูงสุด (Peak) ภายในปี 2027 (หรือปีหน้าตามมุมมองของบางสถาบัน) ส่งผลให้นักลงทุนรีบเทขายล็อกกำไร (Profit-taking) ออกมาก่อน --- 3. นี่คือวิกฤตหรือโอกาส? ภาพระยะยาว (Long-term Outlook) ยังไม่พัง: โอกาสของตลาด AI ยังคงใหญ่เพียงพอที่จะรองรับผู้เล่นระดับนำให้เติบโตและอยู่ร่วมกันได้ Risk-Reward เริ่มน่าสนใจขึ้นแล้ว: แม้ราคาหุ้นจะดิ่งลงรุนแรงจากความตื่นตระหนกในระยะสั้น แต่การที่ Valuation ของหุ้นเทคโนโลยีและชิประดับโลกย่อตัวลงมาจากจุดสูงสุดเดิมอย่างมาก ส่งผลให้ "อัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Risk-Reward Ratio) ในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด" สำหรับนักลงทุนระยะยาว --- สรุปมุมมอง Mr. Messenger การปรับฐานรุนแรงของ SK Hynix และกลุ่มชิปเอเชียในรอบนี้ สะท้อนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงล้างเลเวอเรจและปรับฐานราคา (De-leveraging & Re-pricing) หลังจากที่ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาไกลด้วยแรงเก็งกำไรในธีม AI แม้ในระยะสั้นความผันผวนจะยังคงสูงจากปัจจัยเลเวอเรจและข่าวการแข่งขันจากจีน แต่นักลงทุนระยะยาวอาจใช้จังหวะที่ Valuation ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล ค่อยๆ พิจารณาคัดเลือกหุ้นที่มีงบการเงินแข็งแกร่งและเป็นผู้ครองเทคโนโลยีสำคัญที่โลกขาดไม่ได้ แต่คำถามที่ผมไม่สามารถตอบได้คือ จุดต่ำสุดของการปรับฐานรอบนี้อยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้น ยังคงต้องระมัดระวัง และกระจายความเสี่ยงให้ดีนะครับ Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet mediaChayanon Rakkanjanan tweet mediaChayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
0
81
161
10.4K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
ดัชนี KOSPI เลือดยังไหลไม่หยุด วันนี้ร่วฃอีก -9% จุกๆ
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
0
29
74
9.4K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
🚨 Apple แซง Nvidia ขึ้นแท่น "บริษัทมูลค่าสูงสุดในโลก" / ADR SK Hynix หลุดจอง / น้ำมันดิ่งหนักหลังสหรัฐฯ-อิหร่านพักศึก อรุณสวัสดิ์ครับทุกคน ตลาดการเงินเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยความผันผวนและการสลับขั้วครั้งสำคัญในกลุ่มเทคโนโลยีครับนะครับ เมื่อคืน Apple พลิกกลับขึ้นมาผงาดเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกอีกครั้ง แซงหน้า Nvidia ท่ามกลางกระแสการหมุนเวียนเงินทุนและความกังวลเรื่องงบลงทุน AI ผมสรุปประเด็นเด็ดรอบโลกคัดเนื้อๆ มาให้สแกนด่วนๆ ตามนี้เลย --- 1. Apple ทะยานขึ้นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้า Nvidia หุ้น Apple ปิดบวก 1% ส่งผลให้มาร์เก็ตแคปพุ่งแตะ $4.95 ล้านล้านดอลลาร์ แซงหน้า Nvidia ที่ราคาหุ้นร่วงลง 5% มูลค่าลงมาอยู่ที่ $4.77 ล้านล้านดอลลาร์ ถือเป็นการทวงแชมป์บริษัทมูลค่าสูงสุดในโลกคืนได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 นับตั้งแต่ต้นปี 2026 หุ้น Apple พุ่งขึ้นมาแล้วกว่า 24% ขณะที่ Nvidia ปรับตัวขึ้นเพียง 4% เท่านั้น เหตุผลที่ตลาดกลับมาชอบ Apple ก็เพราะ Apple เลือกที่จะเช่าใช้ Capacity ระบบ AI จากภายนอก แทนที่จะทุ่มเงินลงทุนมหาศาลสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI เอง ตลาดกำลังจับตาการรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 (ปีงบประมาณ) ของ Apple ในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งคาดว่าจะเปิดเผยผลกระทบทางการเงินจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำทั่วโลก จนทำให้บริษัทต้องปรับขึ้นราคา Mac และ iPad ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา --- 2. หุ้นชิปโดนเทขาย / ADR ของ SK Hynix ดิ่งหลุดราคา IPO หุ้น ADR ของ SK Hynix ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ $139.01 (-10%) ก่อนมาปิดที่ $143.02 (-4%) หลุดราคา IPO ที่ $149 (จากการเสนอขายระดมทุน $26.5 พันล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม) เดินตามรอย SpaceX ที่ราคาหลุดต่ำกว่าราคาจองไปก่อนหน้านี้ การร่วงลงเกิดขึ้นแม้จะมีข่าวว่า Nvidia จับมือกับ SK Hynix สร้าง AI Data Center ขนาดใหญ่กว่า 2 กิกะวัตต์ในเกาหลี (โดยโรงงานแห่งแรกของ SK Telecom จะเปิดตัวปีหน้า) อีกด้าน ดัชนีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (SMH) ร่วงลงกว่า 2% (AMD -5%, Teradyne -4%, Micron -2%) โดยตลาดได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากรายงานข่าวว่า จีนเริ่มพัฒนาเครื่อง DUV Lithography (เครื่องฉายแสงสำหรับสร้างชิป) ได้เอง ส่งผลให้หุ้น ASML ดิ่งลงเกือบ 6% --- 3. ราคาน้ำมันดิ่งหนัก หลังสหรัฐฯ-อิหร่านพักการโจมตี น้ำมันดิ่งกว่า 7-8% หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านประกาศพักการโจมตีทางอากาศชั่วคราว Brent ดิ่งลง 8.7% ปิดที่ $88.36 ต่อบาร์เรล ส่วน WTI ร่วงลง 7.5% ปิดที่ $82.61 ต่อบาร์เรล สหรัฐฯตัดสินใจชะลอการโจมตีทางอากาศ หลังจากที่ปรึกษาของทรัมป์ เตือนว่ากองทัพเริ่มขาดเป้าหมายทางทหารที่เหมาะสม และมีความกังวลเกี่ยวกับการลดลงของคลังอาวุธสหรัฐฯ ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยผ่าน Reuters ว่า จุดยืนของเตหะรานคือ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน หากสหรัฐฯ หยุดการโจมตี อิหร่านก็พร้อมหยุดเช่นกัน โดยได้ส่งสัญญาณนี้ไปยังสหรัฐฯ แล้ว ด้าน Mike Waltz เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำ UN ยืนยันว่าทรัมป์เลือกพักการโจมตีเพื่อเปิดโอกาสให้กระบวนการทางการทูตเดินหน้าต่อ --- 4. สรุปภาวะตลาดหุ้นสหรัฐฯ & ตลาดเอเชียเช้านี้ Dow Jones ปิดบวก 262.83 จุด (+0.51%) ปิดที่ 52,210.08 จุด S&P 500 ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.02% ปิดที่ 7,413.18 จุด Nasdaq Composite ย่อตัวลง -0.18% ปิดที่ 24,932.08 จุด (ถูกฉุดจากหุ้นกลุ่มชิป) ฝั่งเอเชีย ดัชนี MSCI Asia Pacific ปรับตัวลดลง 1.9% ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ร่วงลงมากกว่า 3.5% โดยหุ้นผู้ผลิตอุปกรณ์ชิปชั้นนำอย่าง Tokyo Electron และ Disco Corp ต่างดิ่งลงรุนแรงเกิน 9% ดัชนี Kospi ทรุดลงถึง 7.1% นำโดยสองยักษ์ใหญ่ SK Hynix ราคาหุ้นดิ่งลงเกือบ 10% (หลังจากราคาหุ้น ADR ในสหรัฐฯ ร่วงหลุดราคา IPO ไปก่อนหน้านี้) Samsung Electronics ปรับตัวลดลงมากกว่า 8% --- มุมมองสรุป Mr. Messenger สัปดาห์นี้ถือเป็น *สัปดาห์ชี้ชะตาของตลาดหุ้นเทคโนโลยี" โดยตลาดจะได้รับรายงานงบการเงินไตรมาส 2 จากบิ๊กเทคอย่าง Amazon, Apple, Meta และ Microsoft ซึ่งจะเป็นตัวพิสูจน์ว่าเงินลงทุน AI มหาศาลเริ่มสร้างผลตอบแทนได้จริง หรือจะยิ่งซ้ำเติมความกังวลของนักลงทุนต่อจาก Alphabet เมื่อสัปดาห์ก่อน นอกจากนี้ ในวันพุธนี้จะมีผลการประชุมอัตราดอกเบี้ยของ Fed แม้ว่าน้ำหนักส่วนใหญ่จะมองว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน แต่ตลาดก็เริ่มให้น้ำหนักว่ามีความเป็นไปได้ที่ Fed อาจจะสร้าง Surprise ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ทันทีในสัปดาห์นี้เลย นักลงทุนควรวางแผนรับมือความผันผวนสูงในสัปดาห์นี้ไว้ด้วย Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
0
31
71
9.8K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
CXMT เข้าเทรดตลาดหุ้นจีนวันนี้วันแรก IPO ที่ราคา 8 หยวน ราคาเปิดวันนี้ 49.50 หยวน ร่วงลงไปภายใน 15 นาที ไปทำจุดต่ำสุดที่ 38.25 หยวน ก่อนจะเด้งขึ้นมาที่เดิม ณ ตอนนี้ โหดจัดเลย
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
1
6
44
8.2K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
อยู่ดีๆ ก็เกิดดราม่า ที่อาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเพิ่มขึ้นไปอีกนะครับ ล่าสุดในโลกออนไลน์จีน มีการปล่อยบันทึกถ้อยคำในที่ประชุมปิดลับ (Closed-door meeting) ความยาวเกือบ 4 ชั่วโมงของ DeepSeek กับนักลงทุนในรอบแรก บันทึกที่หลุดออกมานี้ มีการพูดถึงความจริงที่น่าอึดอัดว่า "เทคโนโลยี AI ของจีนยังคงตามหลังสหรัฐฯ" และ "DeepSeek ยังคงต้องพึ่งพาชิปของ Nvidia เป็นหลักในการพัฒนา" ซึ่งสร้างความกระอักกระอ่วนใจอย่างมากในฝั่งการเมืองและอุตสาหกรรมเทคฯ จีน --- ผลงานระดมทุนรอบแรกนักลงทุนตอบรับดีมาก (มิ.ย. 2026): DeepSeek เพิ่งปิดการระดมทุนรอบแรกได้อย่างยิ่งใหญ่ถึง 7 พันล้านดอลลาร์ (ราว 5 หมื่นล้านหยวน) ดันมูลค่าบริษัทพุ่งแตะ $50,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีผู้ลงทุนยักษ์ใหญ่ เช่น Tencent, CATL และกองทุน AI แห่งชาติจีน และในการระดมทุนรอบสองนี้ DeepSeek ตั้งเป้าระดมทุนเพิ่มอย่างน้อย 1 หมื่นล้านหยวน โดยประเมินมูลค่าบริษัทล่วงหน้า (Pre-money Valuation) ไว้สูงถึง 4.8 แสนล้านหยวน (ราว $7.1 หมื่นล้านดอลลาร์) พอลันมึกการประชุมหลุดออกมา มันเลยสร้างความไม่พอใจให้คุณ Liang Wenfeng (เหลียง เหวินเฟิง) CEO ของ DeepSeek เป็นอย่างมาก และทำให้เขาตัดสินใจแจ้งเตือนทางวาจากับนักลงทุนที่รอเซ็นสัญญาระดมทุนรอบสองว่า จะยังไม่มีการลงนามในข้อตกลงการลงทุนในเร็วๆ นี้ตามที่เคยนัดหมายไว้ แต่ ถึงแม้การระดมทุนรอบ 2 จะถูกชะลอไว้ชั่วคราว แต่แผนการยื่นไฟลิ่งเพื่อเสนอขายหุ้น IPO ในประเทศจีนยังคงเดินหน้าต่อ และอาจยื่นเรื่องได้เร็วที่สุดภายในปี 2026 นี้ครับ --- มุมมอง Mr. Messenger เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านความลับทางการค้า และแรงกดดันทางการเมือง ของสตาร์ทอัพ AI จีนครับ การยอมรับความจริงเรื่องการพึ่งพาชิป Nvidia และระยะห่างทางเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ถือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ว่า จีนมีความเป็นอิสรภาพทางเทคโนโลยี ซึ่งรัฐบาลจีนพยายามผลักดันอย่างมาก ก็เสียเชิงไปไม่น้อยเลย อย่างไรก็ตาม การชะลอการระดมทุนรอบนี้เป็นการสั่งเบรกชั่วคราวจากฝั่งผู้ก่อตั้งเอง ไม่ได้เกิดจากนักลงทุนถอนตัว และด้วยกลยุทธ์การเน้นพัฒนาโมเดลแบบ Open-Source รวมถึงประสิทธิภาพด้านราคาที่คุ้มค่า คาดว่าเมื่อกระแสข่าวลืมเลือนลง DeepSeek จะกลับมาระดมทุนหรือเดินหน้าเข้า IPO เพื่อระดมเงินทุนไปสร้างตระกูลชิปและ Data Center ต่อไปอย่างแน่นอน Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
3
90
140
11.8K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
จากตารางผลตอบแทนรายเดือนและรายปีของ Invesco QQQ Trust (Nasdaq 100) ตั้งแต่ปี 2010 ถึงกรกฎาคม 2026 ผมลองจับ Patterns พฤติกรรมของหุ้นเทคโนโลยีในอดีต กับปัจจัยมหภาค ก็พบสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง เอามาเล่าให้ฟังกัน ไปดูครับ --- 🗓️ 1. รูปแบบทางสถิติและฤดูกาล (Seasonality Patterns) เมื่อดูค่า Average พบว่า - เดือนที่เป็นมิตรกับหุ้นเทคฯ มากที่สุด คือ เดือนกรกฎาคม ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงที่สุดในรอบปีที่ **+3.45% ตามมาด้วย เดือน พฤศจิกายน +2.92% และ เดือนตุลาคม +2.50% ตามลำดับ ซึ่งมักเกิดปรากฏการณ์ Year-End Rally หรือการซื้อคืนหลังหมดช่วงงบ Q3 - เดือนที่เป็นฝันร้ายของหุ้นเทคฯ คือ เดือนกันยายน ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -0.31% (สอดคล้องกับสถิติทางประวัติศาสตร์ของวอลล์สตรีทที่เรียกว่า September Effect) ตามมาด้วย เดือนสิงหาคม ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำเพียง +0.65% และ เดือนธันวาคม เพียง +0.14% ซึ่งน่าจะเพราะ คนไปฉลองคริสมาตส์กับปีใหม่กันหมดแล้ว --- 2. วิเคราะห์ Monthly Performance เทียบกับ Macro Regime ในแต่ละยุค เมื่อนำตัวเลขรายเดือนไปทาบกับสภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย และเงินเฟ้อในแต่ละช่วงเวลา จะเห็นความสัมพันธ์ ที่น่าสนใจ 🟢 ยุคที่ 1: Goldilocks & ดอกเบี้ยต่ำระดับประวัติศาสตร์ (2010 – 2019) ในช่วงนี้ เศรษฐกิจเติบโตช้าๆ แบบไม่ร้อนแรง เงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ทำให้ Fed คงอัตราดอกเบี้ยใกล้ 0% พร้อมทำ QE อัดฉีดสภาพคล่องเรื่อยๆ ผลต่อ QQQ ก็คือ ช่วงนี้ ดัชนีเขียวเกือบทุกปี (ผลตอบแทนรายปีเป็นบวก 9 ใน 10 ปี) หุ้นกลุ่มเทคฯ โตสม่ำเสมอเพราะต้นทุนทางการเงินต่ำ มีจุดสะดุดสำคัญ คือ ช่วง Q4/2018 (ต.ค. -8.60%, ธ.ค. -8.66%) ซึ่งช่วงนั้น Fed ที่มีประธานเคือ ลุงเจอโรม พยายามเร่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปแตะระดับ 2.25%-2.50% ประกอบกับช่วงนั้น ลุงทรัมป์ ก็เปิดศึกการค้าสหรัฐฯ-จีน ส่งผลให้ QQQ ปี 2018 ปิดติดลบเล็กน้อย -0.13% 🚀 ยุคที่ 2: วิกฤต COVID-19 & สภาพคล่องล้นโลก (2020 – 2021) เดือน ก.พ. – มี.ค. 2020 ตลาดดิ่งหนัก จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก โดยเดือนก.พ. -6.06% และ และเดือน มี.ค. -7.29% แต่ไม่นาน เดือนเม.ย. – ส.ค. 2020 ดัชนีก็สามารถดีดกลับรุนแรง จากเหตุผลคือ Fed หั่นดอกเบี้ยฉุกเฉินเหลือ 0% พร้อมทำ QE ไม่จำกัดจำนวน แถมยังมีรัฐบาลอัดฉีดเช็คเงินสดให้ประชาชน แล้วพอเกิดกระแส Work From Home ก็หนุนหุ้นเทคฯในดัชนี QQQ เดือนเมษายนเดือนเดียวพุ่ง +14.97% และดันปี 2020 ปิดบวกได้ถึง +48.62% 🔴 ยุคที่ 3: วิกฤตเงินเฟ้อพุ่งสูง & Fed ขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปี (2022) ช่วงนี้ สภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มจะลมต้าน จากเรื่องเงินเฟ้อ ที่พุ่งแตะระดับ 9.1% จากพิษสงครามรัสเซีย-ยูเครน และ ห่วงโซ่อุปทานชะงัก ทำให้ Fed เร่งขึ้นดอกเบี้ยพรวดพราดจาก 0% สู่ระดับกว่า 4% ในปีเดียว ผลต่อ QQQ คือ ผลตอบแทนรายเดือนติดลบแทบจะทั้งปี 2022 ส่งผลให้ QQQ ติดลบหนักที่สุดใน -32.58% เนื่องจากหุ้น Growth/Tech ที่ Valuation สูง ถูก Discount rate ทุบราคาลงมาอย่างหนัก เมื่อ Riskk-free Rate พุ่งแรง (เฟดขึ้นดอกเบี้ย) 🤖 ยุคที่ 4: กระแส AI Mania & คาดการณ์ดอกเบี้ยขาลง (2023 – 2024) เริ่มเห็นเงินเฟ้อชะลอตัวลง ทำให้ Fed ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย แต่ก็ยังค้างไว้ที่ระดับสูง ก่อนเริ่มปรับลดดอกเบี้ยได้ ขณะที่กระแส Generative AI (นำโดย ChatGPT, Nvidia ในปี 2023-2024) จุดชนวนการลงทุนฮาร์ดแวร์ครั้งใหญ่ ผลต่อ QQQ คือ หุ้นเทคฯ กลับมาเขียวสดใส โดยปี 2023 พุ่งแรง +54.86% และบวกต่อในปี 2024 ที่ +25.58% จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่ม Big Tech และเซมิคอนดักเตอร์ ⚠️ ยุคที่ 5: ความผันผวนระลอกใหม่ ภาษี สงคราม และความกังวล AI Capex (2025 – 2026) เดือน เมษายน - พฤษภาคม 2026 ตลาดพุ่ง 2 เดือนรวมกันมากกว่า +25% รับแรงส่งจากผลประกอบการชิป AI (เช่น TSMC, SK Hynix) ที่ยอดขายเติบโตทะลัก --- 🎯 แต่ก็มีจุดสังเกตสำคัญที่สุดคือ เดือนกรกฎาคม 2026 จนถึงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา QQQ ติดลบไป -7.08% ทั้งๆที่ในอดีต เดือนกรกฎาคมคือเดือนที่ QQQ บวกเฉลี่ยดีที่สุดของปี (+3.45%) สาเหตุเพราะปัจจัยมหภาคที่เข้ามากดดันพร้อมกัน 1. สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน & วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานทะลุ $80 - $100 ต่อบาร์เรล จุดชนวนความกังวลเงินเฟ้อดีดกลับ 2. ประธาน Fed คนใหม่ (Kevin Warsh) เป็นสายเหยี่ยว ออกมาแถลงต่อสภาคองเกรสส่งสัญญาณ "เปลี่ยนระบอบนโยบาย" และพร้อมขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกำจัดภาษีเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดเร่งปรับคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย 3. นโยบายภาษีใหม่ของทรัมป์ (Section 301) บังคับใช้ภาษีนำเข้า 10%-12.5% กับประเทศคู่ค้า ซ้ำเติมต้นทุนภาคธุรกิจ 4. ความกังวลเรื่อง Valuation และงบ Capex AI เกิดแรงขายในหุ้นซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ท่ามกลางกระแสเงินทุนไหลออกจากกองทุนเทคฯ โดยกองทุนเทคโนโลยีอย่าง $XLK ถูกถอนเงินออกสูงถึง -$8.7 พันล้านดอลลาร์ ในเดือนนี้ (มากที่สุดในบรรดา 11 Sector) ไปพักในหุ้นกลุ่มการเงินและเฮลท์แคร์ รวมถึงเกิดภาวะ Margin Call Unwind ถล่มตลาดหุ้นเทคฯ และหุ้นชิปในจีนและเอเชีย สะท้อนว่านักลงทุนกำลังเร่งถอน Deleveraging ออกจากระบบ --- สัญญาณเตือนความผันผวนสูงในเดือนสิงหาคม–กันยายน โดยธรรมชาติของ Wall Street แล้วเดือนสิงหาคม และ กันยายน (September Effect) คือช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นมักจะผันผวนและให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดของปีอยู่แล้วนะครับ การที่ดัชนี NASDAQ 100ติดลบสะสมมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม" สำหรับผม มันอาจแปลว่า 1. ฐานของตลาดใน Q3 เริ่มต้นด้วยความอ่อนแอ ถ้าช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน มีปัจจัยลบใหม่เข้ามาซ้ำเติม (เช่น ราคาน้ำมันพุ่งต่อ , ทรัมป์ ไม่ยอมหยุดทะเลาะกับอิหร่าน หรือ Fed ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยจริง) ดัชนีอาจเผชิญกับการปรับฐานที่ลึกขึ้นได้ 2. หมดเวลาของ "Easy Money"แล้ว หุ้นเทคฯ ทุกตัวไม่ได้พุ่งขึ้นพร้อมกันตามกระแส AI อีกต่อไปครับ ตลาดจะเข้าสู่ยุค Selective Buy ที่เน้นเฉพาะบริษัทที่มีกระแสเงินสดจริง มีอำนาจกำหนดราคา และได้รับประโยชน์จาก AI ในเชิงการสร้างรายได้และแปลงเป็นกำไรได้จริงเท่านั้น --- 💡 สรุปมุมมอง Mr. Messenger การดิ่งลงหนักสุดในรอบ 22 ปีของเดือนกรกฎาคมปีนี้ ไม่ได้แปลว่า "อวสานของเทคโนโลยี AI" ครับ แต่เป็นสัญญาณ "Health Check & Valuation Reset" ครั้งใหญ่ของตลาด เพื่อล้างการเก็งกำไรที่สูงเกินไปออกไปจากระบบ สำหรับนักลงทุน นี่คือการเตือนให้ปรับพอร์ตให้มีความสมดุล ไม่ควรถือหุ้นเทคฯ กระจุกตัวมากเกินไป และควรเพิ่มสัดส่วนในสินทรัพย์ตั้งรับหรือ Sector ที่ได้อานิสงส์จากเงินเฟ้อ/ดอกเบี้ย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือความผันผวนที่จะตามมา Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
0
109
181
11.6K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
ปรากฏการณ์ "AI Entrepreneurship Boom": AI ปลุกกระแสการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในสหรัฐฯ พุ่งกระฉูดทุบสถิติ! ถ้าใครกำลังสงสัยว่ากระแสเทคโนโลยี AI สร้างแรงส่งให้กับ Real Economy มากน้อยแค่ไหนในช่วงที่ผ่านมา ข้อมูลล่าสุดจาก US Census Bureau (ประมวลผลโดย Bloomberg) ได้เห็นคำตอบที่ชัดเจนแล้วว่า "AI กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนคลื่นลูกใหม่ของการจัดตั้งธุรกิจ" ครับ ผมขอสรุปตัวเลขสถิติและนัยสำคัญเชิงโครงสร้างมาให้มาให้ดูกัน --- 📈 1. ตัวเลขสถิติดูดี: สาย AI เติบโตนำโด่งทุกเซกเตอร์ ข้อมูลจาก US Census Bureau บอกกับเราว่า นับตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT ในเดือนพฤศจิกายน 2022 จำนวนการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในกลุ่มที่ใช้ประโยชน์จาก AI โดยตรง เช่น บริการวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และเทคนิค (Professional, Scientific, and Technical Services) พุ่งทะยานขึ้นถึง +45% และเมื่อเปรียบเทียบภาคการก่อสร้าง (ในช่วงเวลาเดียวกัน) ภาคการก่อสร้างมีอัตราการจัดตั้งธุรกิจใหม่เติบโตเพียงแค่ +10% เท่านั้น ในขณะที่ภาพรวมทั้งประเทศ การสร้างธุรกิจใหม่ทั่วทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น +20% 🏛️ 2. คาดการณ์ทุบสถิติจาก US Census Bureau สำนักงานสำรวจประชากรแห่งสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าจะมีธุรกิจใหม่เกิดขึ้นโดยเฉลี่ยราว 29,700 แห่งต่อเดือน ทั่วประเทศตลอดช่วง 1 ปีข้างหน้า ซึ่งเพิ่มขึ้น +17% YoY ซึ่งการเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่ที่เป็นธุรกิจเฉพาะกลุ่มบริการวิชาชีพ คาดว่าจะมีการจัดตั้งบริษัทใหม่มากกว่า 5,000 แห่งต่อเดือน ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ Sector นี้ และขยายตัวถึง +24% YoY และเผื่อมีใครจะเถียงนะครับ จะบอกว่า ตัวเลข 29,700 แห่งเนี่ย ทาง US Census Bureau เขานับเฉพาะ "Employer Businesses" หรือบริษัทที่มีการวางแผนจ้างงานลูกจ้างจริง ไม่ใช่แค่การจดทะเบียนนิติบุคคลเดี่ยว (Solo LLC) เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี แปลว่า ตัวเลขยืนยันชัดเจนถึงความแข็งแกร่งของการจ้างงานและเศรษฐกิจในอนาคต และบอกเราชัดเจนว่า การที่โลกรู้จัก AI ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีธุรกิจใหม่ ที่พร้อมรับพนักงานเข้าไปทำงาน เกิดขึ้นในอัตราที่สูงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ 📊 3. ถอดรหัสกราฟ Monthly Business Creation จากกราฟจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า หลังจุดตัดการเปิดตัว ChatGPT (ปลายปี 2022): เส้นสีดำ (Professional, Scientific และ Technical Services) หักหัวขึ้นอย่างรุนแรงและทอดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนไปแตะระดับใกล้ 145 ในปี 2026 ทิ้งห่างเส้นสีส้ม (ภาพรวมทุก Sector) และเส้นสีเทา (ภาคการก่อสร้าง) ที่เคลื่อนไหวอยู่ในระดับประมาณ 110–115 อย่างเห็นได้ชัด 💡 4. นัยสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและการลงทุน ผมวิเคราะห์ว่า เครื่องมือ AI มันสามารถช่วยให้ทีมงานขนาดเล็ก หรือผู้ประกอบการรายใหม่ สามารถทำงาน วิเคราะห์ และสร้างผลิตภัณฑ์/บริการระดับเดียวกับองค์กรขนาดใหญ่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทุนหรือกำลังคนมหาศาลเหมือนในอดีตครับ เหล่า Start-up และ ผู้ประกอบการยุคใหม่เหล่านี้ จะกลายเป็นกลุ่มผู้ซื้อหลักของบริการ คลาวด์ (Cloud Infrastructure), ซอฟต์แวร์เพิ่มผลิตภาพ (Productivity Tools), เครื่องมือ Cybersecurity และบริการ Digital Payment ซึ่งสร้างผลบวกเชิงโครงสร้างต่อกลุ่มผู้ให้บริการเทคโนโลยีในระยะยาวครับ --- คำถามที่ผมอยากชวนทุกคนคิด คือ การเพิ่มขึ้นของบริษัทขนาดเล็กที่ขับเคลื่อนด้วย AI เหล่านี้ จะเข้ามา Disrupt บริษัทดั้งเดิมขนาดใหญ่ได้ไหม หรือ ถ้าได้ จะด้วยความเร็วแค่ไหน? หรือสุดท้ายบริษัทใหญ่จะปรับตัวมาใช้ AI เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน แล้วสามารถกลับมาสร้างความได้เปรียบจากฐานข้อมูลและงบลงทุน AI ก้อนโตได้อยู่ดี? Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
1
40
69
9.1K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
รู้ไหมกำไรภาพรวมของดัชนี S&P 500 กำลังย้ายจาก Hyperscalers สู่ ชิปเซมิคอนดักเตอร์! ข้อมูลล่าสุดจาก J.P. Morgan ชุดนี้น่าสนใจมากครับ เลยอยากหยิบมาเล่าให้ฟัง รูปนี้เผยให้เห็นภาพ "การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของกำไร (Profit Rotation)" ที่ชัดเจนที่สุดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปี 2026 เลยทีเดียว คำนิยามสั้นๆ ของปรากฏการณ์นี้คือ "กลุ่มผู้ซื้อชิปรายใหญ่กำลังส่งต่อเค้กกำไรไปให้ฝั่งผู้ผลิตชิป" มาผ่าสถิติและวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังไปพร้อมกัน --- 📊 1. ตัวเลขชี้ชัด: บทบาทกำไรที่สลับขั้วอย่างสิ้นเชิง ไตรมาส 1/2026: กลุ่ม Hyperscalers ($AMZN,$GOOGL, $META,$MSFT) และกลุ่ม Semiconductors ร่วมกันครองสัดส่วนการเติบโตของกำไร (YoY EPS Growth) ใน S&P 500 สูงถึง 65% (โดย Hyperscalers ครอง 34% และ Semis ครอง 31%) ไตรมาส 2/2026 (คาดการณ์): สัดส่วนของ Semiconductors พุ่งแรง โดยบวกได้อีก +17% แตะระดับสถิติสูงสุดใหม่ที่ 48% หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของกำไรที่เติบโตทั้งหมดใน S&P 500! Hyperscalers ย่อตัวลง: ในทางกลับกัน สัดส่วน contribution ของ Big Tech ทั้ง 4 ราย ดิ่งลงถึง -25% เหลือเพียง ~9% เท่านั้น 🧠 2. ทำไมกำไรถึงโยกจาก "ผู้ซื้อ" ไปหา "ผู้ขาย"? Capex มหาศาลกดดัน Margin ของ Hyperscalers: ยักษ์ใหญ่เทคฯครับ ยักษ์ใหญ่ทั้ง 4 รายยังคงเปิดศึก "สงครามสะสมอาวุธ AI" และทุ่มเงินลงทุนมหาศาล การเพิ่มขึ้นของค่าเสื่อมราคาและงบ Capex ที่สูงลิ่ว ส่งผลให้อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิในระยะสั้นของบริษัทชะลอตัวลง แถมตอนนี้ อำนาจกำหนดราคาตกอยู่ในมือผู้ผลิตชิป (Pricing Power) ไปแล้วด้วย ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์ผลิตชิป และชิปหน่วยความจำ (เช่น Nvidia, TSMC, SK Hynix, Micron) กำลังกอบโกยเต็มที่จากภาวะชิปตึงตัว พวกเขาสามารถปรับขึ้นราคาสินค้า ดันอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) พุ่งทำสถิติ และเปลี่ยนงบ Capex ของ Hyperscalers ให้กลายเป็นรายได้และกำไรเข้ากระเป๋าตัวเอง 💡 3. Rest of S&P 500 ฟื้นตัวขึ้นมาที่ 43% สัดส่วนการเติบโตของกำไรจากบริษัทอื่นๆ ในดัชนี (อีกประมาณ 490 กว่าบริษัท) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 43% สะท้อนว่าโครงสร้างกำไรของตลาดเริ่มมีการกระจายตัวออกกว้างขึ้น (Broadening) ไม่ได้อุดอู้กระจุกตัวอยู่แค่ Big Tech เพียงไม่กี่ตัวอีกต่อไป --- สรุปภาพรวมจากรูปนี้ สะท้อนว่าวงจร AI ในปี 2026 ได้ก้าวเข้าสู่ช่วงที่ "สายฮาร์ดแวร์เก็บเกี่ยวผลประโยชน์เต็มที่" โดยผู้ผลิตชิปกลายเป็นผู้ชนะที่ดึงเม็ดเงินสดออกจากกระเป๋าของ Hyperscalers ได้มากที่สุดครับ คำถามสำคัญคือ ฝั่ง "Hyperscalers" จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการดึงสัดส่วนกำไรกลับคืนมา? ต้องรอจนกว่ารายได้จากซอฟต์แวร์และบริการ AI จะเริ่มออกดอกออกผลมหาศาล? ... หรือต้องรอจนกว่างบลงทุน Capex ฝั่งชิปจะเริ่มชะลอตัวลง? คิดว่าไงกันบ่างครับ Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
0
84
120
11.7K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
🚨 วิกฤตถัดไปของ AI: เมื่อ "ไฟฟ้า" กลายเป็นคอขวด ใหม่ของโลก! ถ้าช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเราคุยกันเรื่อง "ชิปขาดแคลน" (GPU & Memory Crunch) จะบอกว่า ภายในไม่เกิน 1-2 ปีข้างหน้า คำว่า "ไฟฟ้าไม่พอ" กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่วงการ AI พูดถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ จากข้อมูลล่าสุดของ BloombergNEF ตัวเลขการเติบโตของความต้องการพลังงานในศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ของสหรัฐฯ นั้นน่ากลัวมากเลย ผมสรุป 4 ประเด็นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่กำลังจะเปลี่ยนโลกการลงทุนมาให้สแกนด่วน ตามนี้ครับ --- ⚡ 1. ตัวเลขมหาโหด: 194 Gigawatts เท่ากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกือบ 200 แห่ง ความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ในสหรัฐฯ ถูกคาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้นถึง +253% จากระดับปี 2026 ไปแตะระดับสถิติใหม่ที่ 194 Gigawatts (GW) ภายในปี 2035 สเกลมันใหญ่แค่ไหน? กำลังการผลิต 1 GW เทียบเท่ากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิมประมาณ 1 แห่ง นั่นหมายความว่าภายในปี 2035 สหรัฐฯ ต้องหาพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเทียบเท่ากับการสร้าง "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่เกือบ 200 แห่ง" เพื่อมารันระบบ AI เพียงอย่างเดียว ยังไม่นับว่า ความต้องการไฟฟ้าจากหน่วยธุรกิจอื่นที่จะเพิ่มอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว 🔌 2. สัดส่วนกินไฟพุ่งกระฉูด: จาก 6% สู่ 20% ของทั้งประเทศ วันนี้ (ปี 2026) Data Center กินพลังงานไฟฟ้าคิดเป็นประมาณ 6% ของการบริโภคไฟฟ้าทั้งหมดในสหรัฐฯ ปี 2030 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น ~12% และในปี 2035 ตัวเลขจะทะยานไปแตะถึง ~20% หรือราวๆ 1 ใน 5 ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตได้ในสหรัฐฯ จะถูกสูบไปใช้รัน Data Center และระบบ AI 🗺️ 3. กระจุกตัวหนักในน่านน้ำหลัก (PJM, ERCOT, MISO) หากดูจากกราฟของ BloombergNEF จะเห็นว่าความต้องการไฟไม่ได้กระจายเท่ากันทั่วประเทศ แต่ไปหนักอยู่ที่โครงข่ายไฟฟ้าหลักๆ (Grids) ครับ PJM (สีส้ม): เครือข่ายที่ครอบคลุมกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และอีก 13 รัฐ (รวมถึง Virginia, Pennsylvania และ Ohio) ซึ่งรัฐเวอร์จิเนียขึ้นชื่อว่าเป็น "เมืองหลวง Data Center ของโลก" ครองสัดส่วนก้อนใหญ่ที่สุด ERCOT (สีดำ): ตลาดไฟฟ้ารัฐเทกซัสที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากการขยายตัวของ Data Center และเหมืองขุดคริปโทฯ MISO (สีเทา) & อื่นๆ (สีฟ้า): กวาดส่วนแบ่งที่เหลือตามการขยายตัวของ Big Tech ไปยังรัฐรอบนอก --- 💡 มุมมองการลงทุน: เมื่อ "Energy & Grid" คือผู้ชนะรายถัดไป ชัดเจนว่า "Electricity is the next AI bottleneck" เพราะต่อให้ Nvidia, TSMC หรือ SK Hynix จะผลิตชิปได้เร็วแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีไฟป้อนเข้า Data Center เครื่องก็ทำงานไม่ได้ ปัจจัยนี้ ผมเชื่อว่า จะทำให้เกิด Capital Rotation ไปสู่กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ครับ กลุ่มพลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear Energy & SMRs): เป็นพลังงานสะอาดที่จ่ายไฟได้สม่ำเสมอ 24/7 บรรดา Big Tech (Microsoft, Amazon, Google) จึงเริ่มหันไปเซ็นสัญญาซื้อไฟจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยตรง กลุ่มสาธารณูปโภคและไฟฟ้า (Utilities & Independent Power Producers): บริษัทผลิตไฟฟ้าที่ครอบคลุมพื้นที่ PJM และ ERCOT จะกลายเป็นผู้มีอำนาจต่อรองสูงมาก โครงสร้างพื้นฐานสายส่งและอุปกรณ์ไฟฟ้า (Grid Infrastructure & Power Equipment): ผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformers), สายส่งไฟ, และระบบบริหารจัดการพลังงานใน Data Center (เช่น Eaton, Vertiv, Schneider Electric) จะได้รับออเดอร์ล่วงหน้าลากยาวเป็นสิบปี Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
0
149
195
56.6K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
ทรัมป์สร้างกำแพงภาษีรอบใหม่ใส่ 60 ประเทศทั่วโลก วิเคราะห์เจาะลึก โลกจะเป็นอย่างไรต่อไป เมื่อเช้านี้ มีข่าวประกาศออกมาจากทุกสำนักว่า ทรัมป์ ประกาศขึ้น Tariff ใหม่ 10-12.5% ต่อประเทศคู่ค้าใหญ่ 60 ประเทศทั่วโลก โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันศุกร์เช้าเวลา 12.01 น. New York Time ผมว่า บางคนคงสงสัย อะไรทำให้ลุงทรัมป์กลับมาเก็บ Tariff ได้อีก ในเมื่อ Supreme Court เพิ่งตี Reciprocal Tariff เดิมตกในเดือน ก.พ.? ผมจะบอกว่า Tariff รอบนี้ทรัมป์ใช้เหตุผลใหม่ที่ Supreme Court ยากจะตีตกได้ครับ นั่นก็คือ การสอบสวนกรณีการบังคับใช้แรงงาน (Forced Labor Investigation) ภายใต้ Section 301 ของ Trade Act 1974 มันคืออะไร และเรื่องนี้ มีอะไรที่นักลงทุนควรรู้ ไปหาคำตอบกับ Tariff War 2.0 นี้กันครับ --- รายละเอียด Tariff ใหม่ 10-12.5% ต่อ 60 ประเทศ รอบนี้ ทรัมป์แบ่งประเทศออกเป็น 2 กลุ่มตาม Compliance กับ Forced Labor Ban ครับ โดยกลุ่มแรก 10 ประเทศที่ทรัมป์ยอมรับว่ามีกฎหมาย Forced Labor Ban อยู่แล้ว จะโดน Tariff ที่ระดับ 10% เท่านั้น ได้แก่ Mexico, UK, Canada, India เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่สอง หลายสิบประเทศที่ทรัมป์มองว่ายัง บังคับใช้กฎหมายไม่ดีพอ จะโดน Tariff 12.5% ซึ่งแน่นอนว่า หนึ่งในนั้น มีประเทศไทยเราด้วย และยังมีเงื่อนไขพิเศษด้วยครับ โดยประเทศที่มี Trade Deal กับ US อยู่แล้ว จะได้ Cap Rate ตาม Deal นั้น ซึ่งก็มี EU และ Taiwan ที่จะโดนภาษีไม่เกิน 10% ขณะที่ Japan, Switzerland, South Korea ไม่เกิน 12.5% และ ที่น่าสังเกตคือ India ต่อรอง Deal ล่าสุดสำเร็จครับ ลดจาก 12.5% เดิมที่ทรัมป์ขู่ เหลือ 10% --- สินค้าที่ถูกยกเว้นไม่เก็บภาษีรอบนี้ น้อยมากๆครับ โดยสินค้าสำคัญที่นักลงทุนควรรู้ไว้ ก็คือ เชิ้อเพลิง, อาหาร และ ปุ๋ย จะได้รับการยกเว้น สิ่งนี้สะท้อนว่า ทรัมป์ เองก็กลัวเงินเฟ้อกลับมาหลอกหลอนเหมือนกัน จึงยกเว้นภาษีกับสินค้ากลุ่มนี้ครับ และอีกกลุ่ม ก็คือ ยานยนต์, โลหะ, ยารักษาโรค ซึ่งอยู่ภายใต้ Industry-Specific Tariff อื่นแยกต่างหาก ไม่รวมอยู่ใน Tariff รอบนี้ เพราะมีเงื่อนไข USMCA Products (สินค้าใต้ Free Trade Deal ระหว่าง US-Mexico-Canada) อันนี้ วิเคราะห์ได้ว่า เพราะกระทบกับตลาดแรงงาน และด้านความมั่นคงของสหรัฐฯเองครับ ส่วนในเรื่องของ Timing ที่ทรัมป์ตั้ง Effective Date ที่วันศุกร์ 12.01 น. สาเหตุก็เพราะ ไม่ให้เกิด Gap กับ Tariff เก่า 10% Global Import Tax ที่หมดอายุวันศุกร์เดียวกัน แปลว่า ทรัมป์ น่าจะคิดวางแผนไว้แล้วล่วงหน้า ไม่ใช่การกระทำแบบตามอารมณ์ครับ แต่ถ้าเลือกได้ ผมว่า ทรัมป์เอง อาจอยากเลือกชะลอการขึ้นภาษีไปก่อน เพราะเวลานี้ ยังมีความขัดแย้งกับอิหร่านอยู่ การที่มีเรื่อง Tariff เข้ามาด้วย อาจทำให้ตลาดทุนผันผวนมากขึ้นไปอีก --- มาถึงอีกคำถามสำคัญ ทำไมทรัมป์ถึงใช้ Forced Labor เป็นข้ออ้าง? ในเดือน ก.พ. 2026 Supreme Court ตัดสินว่า Reciprocal Tariff เดิมของทรัมป์ที่ตี Global 10% นั้น Unconstitutional เพราะ มันเกินอำนาจของประธานาธิปดี และไม่มีเหตุผลอย่างพอเพียงมารองรับ ทำให้ US Customs และ Border Protection ต้องทยอย Refund Tariff ที่เก็บมา วุ่นวายกันไปหมดครับ ผมว่า ทรัมป์ ได้บทเรียนแล้วครับ คราวนี้เลยเลือกใช้ Section 301 ของ Trade Act 1974 ซึ่งให้อำนาจ US Trade Representative (USTR) ในการสืบสวน Unfair Trade Practices ของประเทศคู่ค้าและตี Tariff เพื่อตอบโต้ได้ การใช้ Section 301 กระบวนการนี้ต้องผ่านการสืบสวน หลายเดือน ผ่านการทำ Public Hearing และสรุปเป็นรายงานต่อสภา ซึ่งพอมี Legal Framework ชัดขนาดนี้ Supreme Court ก็ตีตกยากกว่ามากการใช้ Tariff ภายใต้กฎหมาย IEEPA ครับ เหตุผลที่มีน้ำหนักมากๆจาก USTR ในแถลงการณ์ก็คือ "สหรัฐฯเอง ก็มีกฎห้าม Import สินค้าจาก Forced Labor มาเกือบ 100 ปี และก็บังคับใช้อย่างเช้มงวดมาตลอด และตอนนี้ ก็ถึงเวลาที่ Trading Partners ต้องทำเช่นเดียวกัน" นี่คือการอ้างความมีคุณธรรมมาทำการกีดกันการค้าแบบที่คู่ค้าหาเรื่องเถียงกลับยากเหมือนกันครับ --- ที่นักลงทุนต้องเข้าใจคือ Forced Labor Tariff เป็นแค่ 1 ใน 4 Front ที่ลุงทรัมป์กำลังเดินครับ Front 1: Forced Labor Tariff 10-12.5% ต่อ 60 ประเทศ (ที่ประกาศเมื่อเช้า) Front 2: Brazil Tariff 25% ที่ประกาศไปเมื่อ 15 ก.ค. ภายใต้ Section 301 เดียวกัน โดยสหรัฐฯ อ้างว่า Brazil ทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ นี่คือเรื่องการเมืองภายในของ Brazil ที่มี Lula เป็นประธานาธิบดีที่มาจากการเมืองฝั่งซ้าย (Left-wing) ทั้งนี้ อย่างที่ทุกคนทราบนะครับว่า ทรัมป์เป็นผู้นำแนวทางอนุรักษ์นิยมขวาจัด ขณะที่ลูลาเป็นผู้นำฝ่ายซ้ายที่มีแนวคิดสังคมนิยมและให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางสังคม ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่ลงรอยกันในระดับนโยบาย ตัวอย่างเช่น การที่ลูลาสนับสนุนการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ และขับเคลื่อนบทบาทของกลุ่ม BRICS ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจครอบงำทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ชัดเจนว่า ทรัมป์ตั้งกำแพง Tariff ก็เพื่อกดดันการเมืองบราซิลก่อนจะมีการเลือกตั้งใหญ่ (หวังให้มีการเปลี่ยนชั้วอำนาจ ที่เอียงเข้าข้างสหรัฐฯมากขึ้น) Front 3: Canada Section 338 ใช้กฎที่ไม่เคยใช้มาก่อนในประวัติศาสตร์! เก็บ Tariff 50% ต่อสินค้าบางประเภทจาก Canada ซึ่งคิดเป็นประมาณ 5% ของ US Imports จาก Canada และจะมีผลวันที่ 19 ส.ค. นี้ขึ้นอยู่กับการเจรจา ว่า แคนนาดาจะเอาอะไรมาแลกแล้วทรัมป์ มองว่า คุ้มไหม? Front 4: Excess Capacity Investigation ยังไม่ปิด โดยมีแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ใน USTR กับ Bloomberg ว่ากำลังทำอยู่ ถ้าปิดการสืบสวนแล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่ทรัมป์จะออก Tariff อีกชุด โดยน่าจะเป็น Stack เพิ่มจาก Forced Labor Tariff ขึ้นไปอีก --- ปฏิกิริยาของประเทศต่างๆ Todd McClay รมต.การค้าของ New Zealand บอกว่า "การตัดสินใจนี้น่าผิดหวังมาก แต่ไม่ประหลาดใจ ทรัมป์หาเสียงด้วย Tariff และนี่คือสิ่งที่ตามมา" Don Farrell รมต. Trade ออสเตรเลียเรียกว่า Unjustified และไม่สอดคล้องกับ Free Trade Agreement Vivian Balakrishnan รมต. ต่างประเทศ Singapore บอกว่าไม่มี Economic Justification สำหรับการนี้ Japan แสดงความไม่พอใจและขอมีการทบทวนว่า ญี่ปุ่นได้ทำตามเงื่อนไขกับสหรัฐฯ ซึ่งสอดคล้องกับ Deal ที่ทำไว้ปีที่แล้ว ที่น่าสังเกตคือ ไม่มีประเทศไหนประนาฌสหรัฐฯกลับทันที แสดงว่า Trading Partners เลือกทางหวังจะเจรจา อาจเพราะกลัวลุงทรัมป์ เล่นแรงขึ้น หรือ อาจกำลังรอเจรจา Deal เฉพาะเพื่อให้ได้ข้อยกเว้น EU ที่ Cap 10% ตาม Bilateral Deal ที่เจรจากับ US ปีที่ผ่านมา บอกว่านี่เป็น Positive Momentum ในการเดินหน้าเจรจาเพื่อยกเว้นภาษีเพิ่มเติม ชัดเจนนะครับว่า EU เลือกไม่ทะเลาะกับ US เพราะพึ่ง US ในด้าน Defense (Ukraine + NATO) และ Energy (LNG แทน Russian Gas) --- มองไปข้างหน้าหน่อย ประเด็นแรก ลุงทรัมป์ใช้ Legal Framework ที่ ซับซ็อนกว่ารอบแรก และใครก็มาเบรคยาก แสดงว่าเรียนรู้จากคำสั่งของ Supreme Court ในเดือน ก.พ. ทั้งนี้ Section 301 ต้องผ่าน Investigation + Public Hearing ซึ่งตี Legal ตกยาก พอบวกกับ Section 338 ที่ไม่เคยใช้มาก่อน ก็เลยทำให้ Legal Precedent ต้องสร้างใหม่ และใช้เวลานานขึ้น ผมมองว่า ในระยะสั้น 6-12 เดือนข้างหน้า Tariff จะดำเนินต่อและอาจเพิ่มขึ้นอีก เป็นความเสี่ยงต่อบรรยากาศการลงทุนในครึ่งปีหลังไปจนถึงปีหน้าเลยครับ ประเด็นที่สอง Forced Labor Tariff 10%-12.5% อาจดูเป็นแค่ Noise ในช่วงนี้ เพราะตลาดรับรู้แล้วว่า ทรัมป์พยายามจะเอา Tariff กลับมา แต่ Tariff ส่วนเพิ่ม ที่กำลังจะมาต่อจากนี้ ผมว่า คือความเสี่ยงจริงๆครับ เพราะจะ Stack บน Tariff ปัจจุบัน และอาจทำให้ Effective Tariff Rate ต่อสินค้าบางอย่างพุ่งเป็น 25-40% ถ้ากำแพงภาษีไปอยู่ที่ระดับนั้น นั่นคือจุดที่ Inflation จะกลับมา และ Fed จะยิ่ง Hawkish มากขึ้นตามไปด้วย ประเด็นที่สาม Multi-Front Tariff War ทำให้ Global Supply Chain ต้อง Restructure ครั้งใหญ่ ผู้ผลิตทั่วโลกต้องทบทวนว่าจะผลิตที่ไหน ส่งออกจากไหน หรือย้ายฐานการผลิตไป Reshoring US หรือ Mexico ที่ได้ USMCA Exemption ในระยะยาว 2-5 ปีไหม? นี่คือการ Reshaping ของ Global Trade Map ที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ WTO ก่อตั้งปี 1995 ครับ ประเด็นที่สี่ Timing ก่อน Midterm Election 4 เดือน ส่วนตัว ผมมองว่า คือความเสี่ยงทางการเมืองของทรัมป์เองครับ ผู้บริโภคชาวอเมริกันจะเริ่มเห็นราคาสินค้าเพิ่มขึ้นในเดือน ต.ค.-พ.ย. ที่เป็นช่วง Election ถ้ารุนแรงมาก Republicans อาจเสีย House และ Senate แถม Pew Research Poll ล่าสุดในเดือน เม.ย. 2026 บอกว่าคนอเมริกันไม่พอใจกับ Trump Trade Policy และการไปทำสงครามกับอิหร่าน คนไม่เห็นด้วยก็เยอะอีก ทรัมป์ อาจกำลังเดินเดิมพันครั้งใหญ่ 2 เรื่องพร้อมกันครับ --- สรุป Move นี้ของทรัมป์เป็น Confirmation ชัดเจนเลยว่า Deglobalization Trend จะอยู่กับเราไปอีกยาว โลกถูกเขียนด้วยกฎใหม่ และระเบียบใหม่เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างชี้ไปที่โลกที่แยกเป็น 3-4 Ecosystem แทนที่จะเป็น 1 Global System เหมือนยุคเก่า รัดเข็มขัดพอร์ตการลงทุนของเราให้แน่น กระจายความเสี่ยงให้ดีนะครับ Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
2
88
97
11.4K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
เมื่อคืนตลาดหุ้นสหรัฐฯผันผวนรุนแรงทีเดียวครับ หุ้นในกลุ่ม Magnificent 7 ร่วงลงถึง 4.8% ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายไปถึง 7.97 แสนล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 แรงเทขายนี้ฉุดให้ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 1.2% และดัชนี Nasdaq 100 ร่วงลง 1.9% ดัชนีชิป (SOX)ที่เคยเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุน AI ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยปรับลดลง 0.5% ท่ามกลางความผันผวนที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ต้นตอของแรงเทขาย คือ งบลงทุน (CapEx) พุ่ง vs ความกังวลเรื่อง ROI Alphabet (Google) รายงานเป้าหมายงบลงทุน (CapEx) ปีนี้พุ่งสูงถึง 2.05 แสนล้านดอลลาร์ ยิ่งไปกว่านั้น การใช้เงินลงทุนถึง 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 2 ยังทำให้บริษัทมี "กระแสเงินสดติดลบ" เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดปี 2014 ส่งผลให้หุ้นร่วงลง 7.1% Tesla: Elon Musk CEO บริษัท ประกาศว่าปี 2026 จะเป็น "ปีแห่งการลงทุนมหาศาล" (Massive CapEx year) ในขณะที่ผลกำไรของบริษัทออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้มาก ส่งผลให้หุ้นดิ่งลงถึง 15% ซึ่งแย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025 Amazon: โดนแรงเหวี่ยงจากตลาดฉุดลงตามไปด้วย ปิดลบ 4.6% มูลค่าบริษัทหายไปประมาณ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ ในช่วง 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมา นักลงทุนมักจะยินดีและตอบรับเชิงบวกกับการทุ่มงบลงทุน AI ก้อนโต แต่ปัจจุบันนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึง "ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)" มากขึ้นครับ บริษัทที่เคยมีงบดุลแข็งแกร่งที่สุดในโลกอย่าง Alphabet กำลังถูกมองว่าต้องแบกรับสินทรัพย์หนัก (Asset Heavy) และมีความเสี่ยงสูงขึ้น --- แต่เมื่อมองเข้าไปในงบลึกๆ จะพบมุมที่น่าสนใจครับ แม้ตลาดจะกังวลเรื่องการเผาเงินลงทุน แต่ในรายงานผลประกอบการยังมีจุดสว่างที่สะท้อนว่า AI เริ่มสร้างรายได้จริง ธุรกิจ Google Cloud ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น รายได้พุ่งขึ้น 82% สู่ระดับ 2.48 แสนล้านดอลลาร์ พร้อมทั้งอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ขยายตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าเม็ดเงินมหาศาลเริ่มแปลเปลี่ยนเป็นรายได้จริง ส่วน Tesla ธุรกิจยานยนต์หลักยังคงทำรายได้เติบโต 23% สู่ระดับ 2.052 หมื่นล้านดอลลาร์ และมียอดส่งมอบรถยนต์ในไตรมาส 2 สูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ --- Intel คืนชีพ งบ Q2 โตแรงสุดในรอบเกือบ 15 ปี รับอานิสงส์ยุค AI Boom หลังตลาดปิด Intel ได้รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมา "ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก" โดยทำสถิติการเติบโตของรายได้รายไตรมาสที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 โดยมีกำไรต่อหุ้น (Adjusted EPS) 42 เซนต์ (ตลาดคาด 21 เซนต์) และ รายได้รวม 1.61 หมื่นล้านดอลลาร์ (ตลาดคาด 1.442 หมื่นล้านดอลลาร์) Lip-Bu Tan CEO ของบริษัทระบุว่า "AI กำลังสร้างความต้องการระบบประมวลผลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และเมื่อเราเดินหน้าตามแผน Intel ก็อยู่ในจุดที่พร้อมมากที่จะกอบโกยการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านแฟรนไชส์ CPU ของเรา" เจาะลึกรายได้แต่ละกลุ่มธุรกิจของ Intel กลุ่ม Data Center รายได้พุ่งขึ้น 59% แตะระดับ 6.3 พันล้านดอลลาร์ กลุ่ม Client Computing (ชิป PC) ยังคงเป็นหน่วยธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด โดยรายได้เพิ่มขึ้น 13% แตะ 8.9 พันล้านดอลลาร์ (แต่บริษัทคาดว่ายอดขาย PC ในไตรมาส 3 จะทรงตัว เนื่องจากปัญหาขาดแคลนชิปหน่วยความจำในตลาด) กลุ่ม Intel Foundry (รับจ้างผลิตชิป): รายได้ 5.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 31% เมื่อเทียบรายปี โดยได้ลูกค้าที่เปิดเผยชื่อรายแรกคือ Fortinet แม้จะยังเป็นการใช้เทคโนโลยีรุ่นเก่าในการผลิตชิปความปลอดภัยก็ตาม นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ของบริษัทยังฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 42% (จากระดับเพียง 2.5% ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว) ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นผลจากการ Economies of scale จากรายได้ที่มากขึ้น รวมถึงการขายชิปในราคาและมาร์จิ้นที่สูงขึ้น ทั้งนี้ Intel เตรียมอัดฉีดเม็ดเงินลงทุน (CapEx) เพิ่มขึ้น "อย่างมีนัยสำคัญ" ในปีหน้า โดยส่วนใหญ่จะใช้ไปกับการซื้อเครื่องจักรเข้าโรงงาน เพื่อเร่งเดินหน้าเปลี่ยนผ่านบริษัทไปสู่การเป็นผู้รับจ้างผลิตชิปสำหรับบริษัทอื่นๆ อย่างเต็มตัว --- สหรัฐฯ ขีดเส้นตาย! ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่านขั้นเด็ดขาด หลังฮูตีเปิดศึกโจมตีเรือน้ำมันซาอุฯ ในทะเลแดง ดันราคาน้ำมันพุ่ง! มีรายงานว่า กลุ่มฮูตีในเยเมนได้ใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุฯ 2 ลำ ได้แก่ Encelia และ Layla โดยอ้างว่าเรือทั้งสองลำละเมิดการปิดล้อมทางทะเลของกลุ่ม สำนักข่าว SPA ของซาอุฯ ยืนยันว่าเรือ Encelia ถูกโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้บริเวณหัวเรือขณะแล่นผ่านทะเลแดง แต่ลูกเรือทุกคนปลอดภัย ขณะที่ UKMTO รายงานเหตุโจมตีเรือน้ำมันซาอุฯ ห่างจากชายฝั่ง Al Shuqaiq ประมาณ 130 กม. เหตุการณ์นี้ถือเป็นการเปิดแนวรบใหม่ของฮูตี และส่งผลให้เรือพาณิชย์อย่างน้อย 7 ลำต้องเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบ Bab el-Mandeb (จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมทะเลแดงกับอ่าวเอเดน) ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า สหรัฐฯ จะถือว่าฮูตีเป็นตัวแทน (Proxy) ของอิหร่าน และหากมีเหตุการณ์เช่นนี้อีก สหรัฐฯ จะทำการลงโทษทางทหารอย่างรุนแรงต่อทั้งอิหร่านและฮูตี กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) ยืนยันว่าได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหารของอิหร่านต่อเนื่องเป็น คืนที่ 12 ติดต่อกัน โดยพุ่งเป้าไปที่คลังขีปนาวุธ โดรน และระบบป้องกันภัยทางอากาศทั่วประเทศอิหร่าน สหรัฐฯ ยังกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านอีกครั้ง โดยได้สั่งเปลี่ยนเส้นทางเรือพาณิชย์ 9 ลำ และสกัดจับอีก 1 ลำ เพื่อป้องกันไม่ให้เข้า-ออกท่าเรือของอิหร่าน นาย Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่า อิหร่านยังไม่พร้อมทำข้อตกลง และ "พวกเขาจะต้องชดใช้ในราคาที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ คืน" ความตึงเครียดที่ลุกลามนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว: น้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 5.5% แตะระดับ $99 ต่อบาร์เรล น้ำมันดิบ WTI ปรับขึ้น 5% แตะระดับ $91.21 ต่อบาร์เรล --- ทรัมป์เอาจริง! สหรัฐฯ จ่อเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่ 10-12.5% ครอบคลุม 60 ประเทศ อ้างปม "แรงงานบังคับ" ทรัมป์ เตรียมบังคับใช้มาตรการกำแพงภาษีครั้งประวัติศาสตร์ โดยพุ่งเป้าไปที่ 60 ประเทศคู่ค้า ซึ่งมาตรการนี้จะครอบคลุมถึง 99.4% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของสหรัฐฯ ครับ รัฐบาลสหรัฐฯ อ้างเหตุผลว่าประเทศคู่ค้าเหล่านี้ล้มเหลวในการจัดการกับปัญหาสินค้าที่ผลิตจาก "แรงงานบังคับ" (Forced Labor) โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวได้ระบุว่ามาตรการนี้ถือเป็น "การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิแรงงานระหว่างประเทศที่ครอบคลุมและยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา" 💰 อัตราภาษีและกลไกการบังคับใช้ รายละเอียดตามนี้ ประเทศคู่ค้าจะโดนเรียกเก็บภาษีใหม่ในอัตรา 10% หรือ 12.5% ภาษีใหม่นี้ถูกนำมาใช้ผ่านกฎหมายการค้ามาตรา 301 (Section 301) มาตรการใหม่นี้จะนำมาบังคับใช้แทนที่ "ภาษีนำเข้าทั่วโลก 10%" แบบชั่วคราวของทรัมป์ ที่ครบกำหนดหมดอายุลงในเวลา 00:01 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออกของวันศุกร์ ภาษีรอบนี้จะไม่มีการเรียกเก็บซ้ำกับกลุ่มสินค้าที่โดนกำแพงภาษีความมั่นคงแห่งชาติตามมาตรา 232 ไปแล้วก่อนหน้านี้ เช่น เหล็กและอะลูมิเนียม การเอา Section 301 มาใช้ ถือเป็นการแก้เกมของรัฐบาลทรัมป์ หลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เพิ่งมีคำสั่งปัดตกการใช้อำนาจฉุกเฉินในการเก็บภาษีทั่วโลกไปเมื่อช่วงต้นปี ท่าทีที่แข็งกร้าวรอบใหม่นี้เกิดขึ้นไล่เลี่ยกับที่สหรัฐฯ เพิ่งบังคับใช้มาตรการภาษี 25% กับบราซิล และจ่อเก็บ 50% กับแคนาดา นอกจากนี้ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ยังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนในการใช้มาตรการภาษีเพื่อปกป้องคนงานอเมริกันและลดการขาดดุลการค้าของประเทศต่อไป 💡 มุมมอง Mr.Messenger นโยบายกีดกันทางการค้า (Protectionism) กลับมาเป็นเครื่องมือหลักของสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง แม้หลายฝ่ายจะเตือนว่าสิ่งนี้อาจเป็นการผลักภาระต้นทุนให้ผู้นำเข้าและเพิ่มราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกันเองก็ตาม ด้านความขัดแย้งในจะวันออกกลาง นักลงทุนต้องจับตาราคาน้ำมันและกลุ่มหุ้นพลังงานอย่างใกล้ชิด เพราะความเสี่ยงที่ห่วงโซ่อุปทานจะหยุดชะงัก (Supply Disruption) กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการเทขายหุ้น 7 นางฟ้า กำลังสะท้อนว่า ยุคของการทุ่มเงินลงทุน AI แบบไร้ขีดจำกัดโดยปราศจากผลกำไรที่จับต้องได้กำลังจะสิ้นสุดลงครับ นักลงทุนกำลังเรียกร้องให้เห็นผลตอบแทนที่ชัดเจนจากเม็ดเงินที่เสียไป ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนควรใช้โอกาสนี้ในการประเมินความคุ้มค่าของการถือครองหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในภาพรวม และพิจารณากระจายความเสี่ยงให้ดี Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
0
77
154
11.7K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
ChangXin Memory Technologies (CXMT) บริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของจีน (และใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก) กำลังเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ (STAR Market) ในวันจันทร์หน้าแล้วครับ ไปทำความรู้จักบริษัทนี้กับหน่อย ว่าทำไม ถึงได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกตอนนี้ --- ChangXin Memory Technologies หรือ CXMT ก่อตั้งเมื่อปี 2016 ที่เมืองเหอเฟย์ (Hefei) มณฑลอานฮุย ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นมหาศาลจากรัฐบาลท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐจีนครับ เป้าหมายหลักตั้งแต่แรกคือ “พึ่งพาตนเองด้านหน่วยความจำ” เพราะจีนนำเข้า DRAM จากต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูงมากในช่วงก่อนหน้านั้น ปัจจุบันบริษัททำอะไรอยู่? ปัจจุบัน CXMT ผลิต DRAM เป็นหลัก (DDR4, DDR5 และกำลังพัฒนา HBM) โดยมีโรงงานผลิตขนาดใหญ่ที่เหอเฟย์ และกำลังขยายกำลังการผลิตอย่างรวดเร็ว CXMT เริ่มเข้าสู่ตลาด Memory สำหรับ AI (High Bandwidth Memory) แม้ยังตามหลัง Samsung, SK Hynix และ Micron อยู่พอสมควร (มี Market Share ราวๆ 8% ของตลาดโลกเท่านั้น) แต่ก็ได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากรัฐบาลจีน ทั้งเงินทุน นโยบาย และลูกค้าภายในประเทศ --- ทำไมคนในวงการถึงสนใจ CXMT มาก? อย่างที่บอกครับ เพราะจีนต้องการลดการพึ่งพา DRAM จากเกาหลีใต้และสหรัฐฯ นั่นทำให้ CXMT กลายเป็น “อาวุธสำคัญ” ในแผน Localization ของจีน หลายรายงานระบุว่า แผนระดมทุนผ่าน IPO ครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้น ก็เพื่อขยาย capacity ขึ้นไปอีก ซึ่งคนในวงการเทคฯ บอกว่า CXMT อาจคือจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม ที่ทำให้เกิดแรงกดดันด้านอุปทานในตลาด DRAM โลกในอีก 2-3 ปีข้างหน้าเลยทีเดียว --- เก็งกำไรก่อนเข้าตลาดจริง (Pre-IPO Speculation) ล่าสุด เพิ่งมีข่าวว่า สตาร์ทอัพชื่อ Trade.xyz ได้นำสัญญาอ้างอิงกับหุ้น CXMT มาเปิดให้เทรดบน "Hyperliquid" ซึ่งเป็นศูนย์ซื้อขายอนุพันธ์แบบ Decentralized Exchange ทำให้นักลงทุนสามารถเข้ามาเก็งกำไรมูลค่าของบริษัทก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Perpetual Futures) ของ CXMT มีการซื้อขายกันอยู่ที่ราว 6.35 ดอลลาร์ต่อหุ้น (และเคยพุ่งไปทำจุดสูงสุดที่ 8.60 ดอลลาร์มาแล้ว) ซึ่งราคาบนกระดานคริปโตฯ ตอนนี้ตีเป็นมูลค่า Market Cap ของ CXMT ได้สูงถึง 4.25 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.9 ล้านล้านหยวน! ตัวเลขนี้สูงกว่าธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง ICBC ที่เป็นบริษัทจดทะเบียนที่ใหญ่ที่สุดของจีน (มูลค่า 2.56 ล้านล้านหยวน) ซะอีกกกก ที่น่าตกใจคือ ราคาเสนอขาย IPO ของจริงที่บริษัทตั้งไว้ อยู่ที่เพียง 8.66 หยวน (1.28 ดอลลาร์) ต่อหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่าบริษัทราวๆ 5.79 แสนล้านหยวนเท่านั้น (ซึ่งแค่นี้ก็ถือเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระดาน STAR Market และคาดว่าจะระดมทุนได้สูงถึง 8.6 พันล้านดอลลาร์แล้วครับ) --- ทำไมคนถึงแห่เก็งกำไรกันเยอะขนาดนี้? นักวิเคราะห์ชี้ว่า สาเหตุหลักมาจาก "ความขาดแคลน (Scarcity)" ครับ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติแทบจะหมดสิทธิ์เข้าถึงการ IPO ครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้เลย และแม้แต่นักลงทุนรายย่อยในจีนเองก็ยังต้องมีเงินในบัญชีขั้นต่ำ 5 แสนหยวน และมีประสบการณ์เทรด 2 ปี ถึงจะซื้อขายในกระดานนี้ได้ ดังนั้น เมื่อเข้าทางประตูหน้าไม่ได้ โลกคริปโตฯ จึงกลายเป็น Metaverse ให้เม็ดเงินต่างชาติเข้ามาเก็งกำไรรับเทรนด์ AI และการขาดแคลนชิปหน่วยความจำทั่วโลกแทน --- สุดท้าย จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ CXMT เทรดวันแรก? เมื่อ CXMT เข้าเทรดในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้จริงๆ ในวันจันทร์นี้ ราคาสัญญาในคริปโตฯ จะถูกบังคับให้ดึงกลับมาอ้างอิงกับราคาหุ้นบนกระดานจริง (Re-anchor) ช่องว่างราคาที่มหาศาลขนาดนี้ มักจะถูกปิดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ดูอย่างหุ้น SpaceX ได้ ต้องมารอดูกันว่า ความต้องการซื้อของนักลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่ จะสามารถดันราคาไปได้ถึงจุดที่นักเทรดคริปโตฯ วาดฝันไว้หรือเปล่า ต้องบอกว่า ไม่ง่ายครับ แต่นี่คือ Moment สำคัญ ที่จะกำหนดเกมส์กระดานใหม่ของหุ้นชิปฝั่งจีน ว่า นักลงทุนจะไม่ใช่แค่สนใจตามข่าวอย่างเดียว แล้วใส่เงินลงทุนจริงๆไปกับ China AI Chip Stocks ขนาดไหนครับ Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
1
24
54
8.8K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
ตลาดหุ้นสหรัฐฯเมื่อคืน กลับมาบวกได้ดีทีเดียวตรับ S&P 500 ปิดบวก 0.9% ที่ 7,507.32 จุด Nasdaq ปรับตัวขึ้น 1.3% ปิดที่ 25,837.21 จุด Dow Jones ขยับขึ้น 0.7% ปิดที่ 52,223.93 จุด ดัชนี SOX รีบาวด์แรง หลังจากดัชนี Philadelphia SE Semiconductor Index ร่วงลงไปกว่า 20% จากจุดสูงสุดเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการยืนยันการเข้าสู่ภาวะตลาดหมี (Bear Market) ไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ล่าสุดในวันจันทร์ดัชนีสามารถฟื้นตัวกลับมาปิดบวกได้ 5%  ในฝั่งยุโรป หุ้นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ยักษ์ใหญ่กลับมาทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง นำโดย ASML และ ASM International ที่ปรับตัวขึ้นมากกว่า 3% ขณะที่ BE Semiconductor ทะยานขึ้นถึง 6.4% และ Infineon Technologies ปิดบวก 3.9% ฝั่งเทคจีน Alibaba ได้เปิดตัวโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ตัวใหม่ภายใต้ชื่อ Qwen3.8 Max ซึ่งมีขนาดพารามิเตอร์มหาศาลถึง 2.4 ล้านล้านพารามิเตอร์ โดยบริษัทเคลมว่าประสิทธิภาพของโมเดลนี้เป็นรองเพียงแค่ Fable 5 ของค่าย Anthropic เท่านั้น สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดกลับมีท่าทีตอบรับที่นิ่งเฉยต่อการประกาศครั้งนี้ ซึ่งแตกต่างกับเหตุการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่การเปิดตัวโมเดล Kimi K3 ของ Moonshot AI ได้สร้างความตื่นเต้นและจุดชนวนให้เกิดแรงเทขายหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ไปทั่วโลก จนเรียกเกตุการณ์รอบนี้ว่า Deekseek Moment 2.0 --- สัปดาห์นี้ผลประกอบการไตรมาส 2 จะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนตลาด เนื่องจากขาดแคลนข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจ และ Fed อยู่ในช่วง Blackout period  นักลงทุนจับตาการรายงานงบของ Alphabet, Intel และ Texas Instruments เพื่อหาร่องรอยทิศทางการลงทุนในเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะ Alphabet ที่ตลาดรอดูตัวเลขคาดการณ์การลงทุน (CapEx) ในปี 2027 ด้านหุ้นคุณค่า (Value Stocks) ทำผลงานได้ดีเยี่ยม หุ้น General Motors พุ่งขึ้นเกือบ 5% หลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรตลอดทั้งปีเป็นครั้งที่สอง ด้านหุ้น 3M ทะยานขึ้น 7.3% กลายเป็นหุ้นที่ทำผลงานดีที่สุดในดัชนี Dow Jones หลังกำไรและยอดขายในกลุ่มธุรกิจความปลอดภัยและอุตสาหกรรมเติบโตโดดเด่น --- ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้น 2.4% แตะ 91.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบ WTI ขยับขึ้น 2.5% แตะ 84.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 สัปดาห์ สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านต่อเนื่องเป็นวันที่ 10 ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซและพุ่งเป้าไปที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค Pete Hegseth รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า หากอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ สหรัฐฯ จะตอบโต้หนักกว่าเดิม 10 เท่า ด้าน ทรัมป์ ย้ำว่าสหรัฐฯ จะไม่เจรจาจนกว่าอิหร่านจะพร้อมหารืออย่างจริงจัง และพร้อมโจมตีทำลายทุกสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์อย่างรุนแรง ราคาทองคำ Spot Gold ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.5% แตะระดับ 4,067.64 ดอลลาร์ต่อออนซ์ --- หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ชั้นนำบวกแรงยกแผง Newmont (NYSE: NEM): ปรับตัวขึ้น 3.6% Barrick Mining (TSX: ABX): ขยับขึ้น 2.5% กลุ่มเหมืองแร่แอฟริกาใต้ Sibanye Stillwater (NYSE: SBSW): ทะยานขึ้นโดดเด่นที่สุดเกือบ 7% AngloGold Ashanti (NYSE: AU): ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.4% Gold Fields (NYSE: GFI): ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.4% Harmony Gold (NYSE: HMY): ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% กลุ่มเหมืองแร่แคนาดา Kinross Gold (TSX: K): ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% Agnico Eagle Mines (TSX: AEM): ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.2% --- มุมมอง Mr.Messenger การพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเหมืองทองคำ (Gold Miners) ถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนถึงการเตรียมพร้อมรับมือของตลาดต่อทั้ง "ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์" และ "ทิศทางดอกเบี้ย" ครับ แม้ความพยายามทางการทูตอาจช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันลงได้บ้าง แต่การที่ราคาทองคำยังคงยืนหยัดแข็งแกร่ง บอกกับเราว่านักลงทุนสถาบันยังคงต้องการใช้ทองคำและหุ้นเหมืองแร่เป็นกันชน (Hedge) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในระยะนี้ด้วย ยังมองบวกต่อราคาทอง และหุ้นเหมืองทองในระยะกลางนะครับ Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
0
16
67
9.2K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
📉 ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯเมื่อคืน ดัชนี Dow Jones ร่วงลง 307.16 จุด (หรือ -0.59%) โดยถูกกดดันหลักๆ จากหุ้น Apple ที่ปรับตัวลง 2% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลบไป 0.19% และ Nasdaq ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีปรับลงเล็กน้อย 0.05% 🛢️ น้ำมันพุ่งรับข่าวความตึงเครียด: ราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นทันที หลังจากที่ลุงทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่านTruth Social ว่า "อิหร่านจะต้องชดใช้" ให้กับการเสียชีวิตของทหารอเมริกัน 3 นาย ข่าวนี้ดันให้น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ปิดบวก 0.9% แตะ $83.23 ต่อบาร์เรล และ Brent ปิดบวก 1.3% แตะ $89.22 ต่อบาร์เรล ซึ่งราคาพลังงานที่สูงขึ้นนี้เองที่เป็นตัวฉุดดัชนีหุ้นหลักๆ ให้ร่วงลง 🚨 สหรัฐฯ จ่อขึ้นภาษีแคนาดา 50%: หลังตชาดสหรัฐฯปิดไม่นาน ทรัมป์ ได้ลงนามในคำประกาศ 3 ฉบับ เพื่อเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 50% ครอบคลุมสินค้าจากแคนาดาอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ไวน์ ไม้ฮอกกี้ ไปจนถึงปูนซีเมนต์ ทำเนียบขาวระบุว่านี่คือ "การกระทำเพื่อป้องกันตัว" จากการที่แคนาดากีดกันสินค้าสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยมีการหยิบยกประเด็นข้อจำกัดด้านการส่งออกรถยนต์และแอลกอฮอล์ของสหรัฐฯ รวมถึงโควตาเนยแข็งที่แคนาดาเข้มงวดกับสหรัฐฯ มากกว่าที่บังคับใช้กับสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีรอบนี้ จะอาศัยกฎหมาย Section 338 ของ Tariff Act of 1930 ดังนั้น จะยังไม่มีผลบังคับใช้ในอีก 30 วันข้างหน้า ซึ่งประธานหอการค้าแคนาดาได้ออกมาเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ช่วงเวลานี้เร่งเจรจาเพื่อหาทางออกครับ 💻 หุ้นชิปเริ่มฟื้นตัวได้บ้าง: แม้ตลาดโดยรวมจะปรับลง แต่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เริ่มฟื้นตัวจากที่ร่วงหนักไปเมื่อสัปดาห์ก่อนได้บ้าง โดยกองทุน VanEck Semiconductor ETF (SMH) ปิดบวกเล็กน้อย นำโดยแรงหนุนจากหุ้น Micron Technology และ AMD 2 วันมานี่ ปัจจัยบวกค่อนข้างเงียบ และถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยทางเทคนิค รวมถึงพาดหัวข่าวภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก แล้วพอหุ้นชิปวิ่งมาแรงในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา บวกกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ทั่วโลกที่กำลังจ่อทะลุจุดสูงสุดเดิม มันเลยทำให้นักลงทุนต้องเจอกับช่วงวัดใจ ว่าจะใส่เงินไปใน "หุ้นเติบโต (Growth)" และ "สินทรัพย์ที่เน้นสร้างรายได้ (Income)" 🎯 ไฮไลต์สำคัญ: ฤดูกาลประกาศงบ สัปดาห์นี้นักลงทุนกำลังโฟกัสไปที่การรายงานผลประกอบการ โดยนักลงทุนจะดูที่ "การใช้จ่ายด้าน AI" เป็นหลัก และรอดูท่าทีของผู้บริหารว่าเริ่มมีความระมัดระวังต่อเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังมากขึ้นหรือไม่ Big Tech ที่รอคิวช่วงปลายสัปดาห์: Alphabet, IBM และ Tesla ต้องมารอติดตามกันครับว่า ผลประกอบการรอบนี้ จะเป็นตัวสนับสนุนดันราคาหุ้นให้ไปต่อ หรือความคาดหวังที่สูงลิบลิ่วจะกลายเป็นตัวฉุดตลาดให้ร่วงต่อกัน Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
ไทย
1
32
92
9.6K
Chayanon Rakkanjanan
Chayanon Rakkanjanan@MrMessenger·
DeepSeek Moment 2.0 มาแล้ว หลัง Moonshot AI ปล่อย Kimi K3 คู่แข่ง OpenAI/Anthropic ที่ราคาถูกกว่าแบบสุดๆ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Moonshot AI สตาร์ทอัพจีนเพิ่งปล่อย Kimi K3 โมเดล AI ใหม่ที่ Performance เทียบชั้น OpenAI GPT-5 และ Anthropic Fable 5 แต่ราคาถูกกว่าอย่างมาก ผลคือ $314 พันล้านดอลลาร์ หายไปจากมูลค่า US AI Firms ในวันเดียว ผมว่าทุกคนคงสงสัย Moonshot AI คือใคร Kimi K3 พิเศษยังไง และทำไมทำให้ตลาดตกใจขนาดนี้ ไปดูเรื่องที่จะเปลี่ยน AI Landscape นี้กันครับ --- Moonshot AI คือใคร ทำไม Kimi K3 ทำให้ตลาดตกใจ Moonshot AI คือสตาร์ทอัพ AI จีนที่ก่อตั้งโดย Yang Zhilin ในปี 2023 มีนักลงทุนใหญ่คือ Alibaba ที่ลงทุนใน Series B ประมาณ 800 ล้านดอลลาร์ในต้นปี 2024 ทำให้ Valuation ล่าสุดของ Moonshot อยู่ที่ประมาณ 25 พันล้านดอลลาร์ Kimi เป็นชื่อ AI Chatbot ที่ Moonshot ทำมาตั้งแต่ปี 2024 จุดเด่นคือ Long Context Window ที่รับข้อความยาวๆ ได้ ในเวอร์ชั่นเดิม Kimi 2 รองรับได้ 200,000 tokens แล้ว Kimi K3 ที่ปล่อยเมื่อศุกร์ = 2.8 ล้านล้าน Parameters + 1 ล้าน tokens Context Window เมื่อเทียบกับคู่แข่ง GPT-5 ของ OpenAI มี Context Window ประมาณ 200,000 tokens และอีกเจ้าอย่าง Anthropic Fable 5 ประมาณ 500,000 tokens แปลว่า Kimi K3 มีขนาด Context Window ใหญ่กว่า 2-5 เท่า! และ Moonshot บอกว่าเป็น Open-Weight Model หมายถึง ใครก็เอาไปใช้ได้ฟรี ไม่ต้องเสียเงิน Subscription แบบเจ้าฝั่งอเมริกา!! Tony Sycamore นักวิเคราะห์ของ IG คำนวณให้ Bloomberg ดูว่ามีเม็ดเงินราว $314 พันล้านหายไปจาก Valuation Estimates ของ OpenAI ($852B) และ Anthropic ($965B) ในวันเดียว ชัดเจนว่า ตลาดเริ่ม Discount ว่า Chinese AI จะกินส่วนแบ่งของ US AI Model ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้านี้ครับ --- ทำไมเรื่องนี้เป็น DeepSeek Moment 2.0 ในต้นปี 2025 DeepSeek R1 ของจีนสร้าง Shockwave ครั้งใหญ่ในตลาดหุ้น Tech โดยที่ Nvidia ร่วง -17% ในวันเดียว ผลคือ สูญเสีย $600 พันล้านของ Market Cap เพียงเพราะโมเดล DeepSeek พิสูจน์ว่าจีนสร้าง AI ได้ด้วยต้นทุนต่ำและใช้ Chip ที่ไม่ใช่ Top Tier ของ Nvidia Kimi K3 มา Confirm Pattern เดียวกัน นั่นคือ จีนกำลังพัฒนา AI ที่ Performance ใกล้เคียง US แต่ต้นทุนต่ำกว่ามาก แถมเปิดเป็น Open Source ด้วย นี่คือการทำลาย Moat ของ OpenAI และ Anthropic ตรงๆครับ นักลงทุนที่วิเคราะห์หุ้นกลุ่ม AI เขาพยายามใช้เวลาทั้งวันมาวิเคราะห์ว่า AI Capex จะให้ผลตอบแทนคุ้มไหม และทุกครั้งที่มี Lab ที่ไหนก็ตามในโลก ปล่อย Frontier-Grade Model แบบฟรี แถมความแรงไม่แพ้เจ้าใหญ่ๆ ความเชื่อนั้นก็ถูกทำลายไปทีละน้อยๆครับ มองกลับมาที่ หุ้นชิปอย่าง Nvidia และ AMD ที่มี Scarcity Premium (ราคาสูงเพราะขาดแคลน) ก็น่าสนใจว่า กำลังถูกท้าทายอย่างจริงจังอยู่หรือเปล่า? --- Winners ของ Kimi K3 Moment ผู้ชนะกลุ่มแรก Local Semi Ecosystem จีน ที่เห็นได้ชัดที่สุด SMIC ที่ราคาหุ้นบวก +5.4% ใน Shanghai วันนี้ มันสะท้อนว่า ผู้ชนะยังคงเป็น AI Infrastructure Layer โดยเฉพาะฝั่งจีนที่มีการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดย Open-Source AI จะเร่ง Deployment ของ Chinese Domestic Models และเร่งต้องการ Computing Resources มากขึ้น พอภาพรวมเป็นแบบนั้น ก็แปลว่า Demand หนักที่ Networking และ Memory Chip ในประเทศจีน ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วยครับ ผู้ชนะกลุ่มที่สอง AI Agents & Software Developer ที่ใช้ AI Model เป็น Backend เพราะ โมเดล Open ที่ดีและถูก จะลดต้นทุนการสร้าง Application และเร่งให้เกิด Adoption ในทุกอุตสาหกรรม Coding, Customer Service, Industrial Workflows ผู้ชนะกลุ่มที่สาม Memory Chip Makers ครับ เพราะ Kimi K3 มี Parameters 2.8 ล้านล้าน + Context Window 1 ล้าน tokens แปลว่า โมเดลนี้มีความต้องการ Memory Capacity มหาศาลกว่ารุ่นเก่ามาก แปลว่า Memory Makers ยังคงอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดใน Semi Sector เพราะ Supplier มีน้อย และ Demand จะเพิ่มขึ้นเมื่อ Agentic AI แพร่หลาย" ดูแบบนี้ แปลว่าทั้ง SK Hynix , Samsung และ Micron ยังได้ประโยชน์แม้ราคาหุ้นระยะสั้นจะกระทบนะครับ --- Losers ของ Kimi K3 Moment ผู้แพ้กลุ่มแรก AI Model Developers ที่ไม่ได้เป็น Frontier Leader Zhipu หรือ Z.AI ที่เคยเป็น China Best Open-Source Developer ก่อน K3 ออกมา ร่วง -40% ใน Hong Kong 2 วันทำการ! นี่คือตัวอย่างของ Winner-Takes-Most Dynamic ที่เกิดใน AI Sector และการแข่งขันยังจะรุนแรงขึ้น Alibaba Qwen3.8 Max เพิ่งเปิดตัวเมื่อจันทร์ MiniMax M3 คาดจะออกเวอร์ชั่นใหม่เร็วๆ นี้ น่าสนใจตรงที่ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เรายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เราจะได้เห็นโมเดลที่ดีกว่าออกมาอีกเรื่อยๆ นั่นทำให้บางโมเดลอาจไร้ค่าในอนาคต ทั้งๆที่ดูดีในวันนี้ คำถามสำคัญจึงกลับมาว่า ตลาดยัง Price-in ความเสี่ยงนี้แล้วหรือยัง? ผู้แพ้กลุ่มที่สอง High-End Chipmakers อย่าง Nvidia และ AMD ที่ได้ Scarcity Premium มาตลอด Nvidia และ AMD ขายได้ราคาสูงเพราะขาดแคลน และโลกไม่มีทางเลือกอื่น แต่ Kimi K3 พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้าง Frontier Model ได้โดยไม่ต้องใช้ H200 หรือ B200 ล่าสุดของ Nvidia ถ้า Trend นี้ยังไปต่อ ผมหมายถึง มี Model ใหม่ๆ ที่เก่งขึ้นไปอีก โดยไม่ได้ใช้ชิป NVidia อีก มันจะแปลว่า NVidia อาจต้องลดราคาชิปลง หรือ ยอดขายชิป ก็อาจจะลดลงในอนาคตก็เป็นไปได้ --- สรุปมุมมอง Mr.Messenger ประเด็นแรก DeepSeek Moment 2.0 คือ Confirmation ว่า Chinese AI ไม่ใช่การฟลุ๊คที่เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว การที่จีนสามารถปล่อย Frontier-Grade Model ได้อย่างต่อเนื่อง DeepSeek R1 ต้นปี ตามมาด้วย Alibaba Qwen พฤษภาคม MoonShot Kimi K3 กรกฎาคม และ MiniMax M3 กำลังจะมา มันแสดงว่านี่เป็น Systemic Capability ครับไม่ใช่ สามล้อถูกหวย ที่สำเร็จได้แค่ครั้งเดียว ผมเริ่มได้กลิ่นว่า Cycle นี้จะต่อเนื่องอีก 2-3 ปี จนถึงจุดที่ Chinese AI Model จะเทียบเท่าหรือแซง US ในบางด้านก็เป็นไปได้นะ ประเด็นที่สอง Apple Qwen Deal ที่ผมเขียนถึงก่อนหน้า ก็อาจเป็น Precedent ที่บริษัท US อื่นจะทำตาม เพราะ Kimi K3 พิสูจน์ว่า Chinese AI มี Value จริง ถ้าราคาถูกและ Performance ดีแล้วละก้อ สำหรับตลาดจีนที่ต้อง Comply ด้วย ผมคาดว่า Tesla, Microsoft China, Boeing China อาจต้องหา Chinese AI Partner ในอนาคตแน่ๆ ประเด็นที่สาม Memory Chip Makers ยังคงเป็น Winner Long-term แม้ราคาหุ้นระยะสั้นกระทบ แต่ในระยะ 2-5 ปี Memory Demand จาก AI Model ที่ Parameters เพิ่มขึ้นแบบ Exponential = Structural Bull ที่ Silicon Cycle เอาไม่ลง การเห็น SK Hynix, Samsung และ Micron ที่ Correction ตอนนี้ มันอาจหมายถึงโอกาสของ นักลงทุนที่อดทนเป็น ในการทยอยเข้าลงทุนใน 1 - 3 เดือนข้างหน้านะครับ ประเด็นที่สี่ Winner-Takes-Most Dynamic ใน AI Model Layer มันทำให้การลงทุนใน Pure-Play AI Developer อันตรายครับ เราได้เห็นหุ้น Zhipu ร่วง -40% ใน 2 วันเป็นตัวอย่างชัดเจนมากๆ ยกเว้น 3-4 Leaders ที่ครอง Global Market อย่าง OpenAI, Anthropic, Google, Alibaba, Moonshot ที่เหลือทั้งหมดอาจกลายเป็นศูนย์ ผมเชื่อว่านักลงทุนที่ Diversified ในกลุ่ม AI ที่แคบเกินไป จะเจอความผันผวนครับ มองยาวๆแล้ว ในโลกที่ AI Model กลายเป็น Commodity ผู้ชนะจริงคือ Infrastructure ที่รอง AI ทั้งหมด รวมถึง Application Layer ที่ใช้ AI สร้างประโยชน์จริง ไม่ใช่ AI Model Developer เองครับ ส่วนจะเป็นใครบ้าง ... ฝากไว้ให้คิด Mr.Messenger รายงาน
Chayanon Rakkanjanan tweet media
0
20
40
5.4K