Chayanon Rakkanjanan
33.5K posts

Chayanon Rakkanjanan
@MrMessenger
I'm Co-founder FINNOMENA with passion in Crypto , Stock , Mutual Fund , Wealth Management.
Thailand Katılım Ağustos 2009
455 Takip Edilen307.6K Takipçiler

กลายเป็น Perfect Strom ไปแล้วเรียบร้อยนะทุกคน หลังสื่อใหญ่อย่าง WSJ และ CBS News รายงานตรงกันว่า เพนตากอนกำลังส่งนาวิกโยธินสหรัฐฯ หลายพันนายไปยังตะวันออกกลาง และกำลังเตรียมการขั้นเด็ดขาดเพื่อ "ส่งทหารราบเข้าไปในอิหร่าน"
นักลงทุนแห่ขายสินทรัพย์เสี่ยงทันที เพราะ มันแปลว่า Scenario ที่คิดว่า สงครามจะจบภายใน 4 สัปดาห์อย่างที่ทรัมป์เคยประกาศไว้ น่าจะไม่เกิดขึ้น และโอกาสยืดเยื้อยาวนานสูงขึ้นไปอีกขั้น
และเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด รัฐบาลอิรัก ยังมาประกาศภาวะเหตุสุดวิสัยกับบ่อน้ำมันทุกแห่งที่ดำเนินการโดยบริษัทต่างชาติ ทำให้ความหวังที่อิรักจะช่วยปั๊มน้ำมันชดเชยตลาดพังทลายลงทันที
——————————————
คือ ต้องบอกแบบนี้ อย่าลืมว่า อิรักคือเบอร์ 2 ของ OPEC นะ
ปกติแล้วอิรักผลิตน้ำมันได้ประมาณ 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ส่งออกราวๆ 3.3 - 3.4 ล้านบาร์เรล) ซึ่งส่วนใหญ่จะมีบริษัทต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน
คราวนี้ บ่อน้ำมันยักษ์ใหญ่ทางตอนใต้ของอิรัก (เช่น Rumaila, Zubair, West Qurna) ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ถูกบริหารจัดการโดยบริษัทน้ำมันข้ามชาติ (IOCs) แทบทั้งหมด
พอรัฐบาลอิรัก ประกาศ Force Majeure แบบเหมาเข่งนี้ เพราะคำนึงถึงความปลอยภัยของพนักงาน หลังสงครามเริ่มลุกลามไปไกลแบบนี้ เลยอาจทำให้น้ำมันหายวับไปจากระบบทันที 2.5 ถึง 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ก่อนหน้านี้ JPMorgan ประเมินว่าน้ำมันหายจากระบบไปแล้ว 8 ล้านบาร์เรล/วัน (จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีในอิหร่าน/UAE)
พออิรักชัตดาวน์เพิ่มอีกเกือบ 3 ล้านบาร์เรล/วัน... แปลว่าโลกเรากำลังสูญเสียน้ำมันไปทะลุ 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน (หรือราว 11% ของกำลังการผลิตทั้งโลก
——————————————
ยังไม่หมดครับ เรายังเจอกับ 📅 อาถรรพ์วันแม่มด (Quadruple Witching) อีกด้วย
วันแม่มดนี้โผล่มาหลอกหลอนตลาดแค่ 4 ครั้งต่อปีเท่านั้น คือ "วันศุกร์ที่ 3 ของเดือนมีนาคม, มิถุนายน, กันยายน, และธันวาคม
และวันศุกร์ที่ผ่านมาตรงกับ 1 ใน 4 ครั้งของทุกปี ที่เกิดปรากฏการณ์ที่ตลาดตราสารอนุพันธ์ 4 ชนิดหมดอายุพร้อมกันพอดี (มูลค่ามหาศาลถึง 4.7 ล้านล้านดอลลาร์)
ซึ่งปกติก็ทำให้ตลาดผันผวนหนักอยู่แล้ว พอมาเจอกับข่าวสงคราม เลยยิ่งกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้คนเทขายแบบ Panic Sell ครับ
——————————————
📉 ผลคือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงอย่างหนักต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน (S&P 500 ลบ 1.5%, Nasdaq ลบ 2%, Dow Jones ลบ 1%)
Bond Yield 10 ปีของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นไปแตะ 4.384% (บวกมา 32 bps แล้วตั้งแต่เริ่มสงคราม) พอดอกเบี้ยในตลาดสูงปรี๊ด หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและสาธารณูปโภคเลยโดนทุบเละเทะตามมาอย่างที่เราเห็น
ล่าสุดราคาทองคำร่วงลงอีก 3.4% ปิดที่ $4,494.44 ในขณะที่ภาพรวมตลอดทั้งสัปดาห์นี้ ทองคำโดนเทขายทิ้งไปถึง 10.4%
อย่างที่เคยบอกไปก่อนหน้านี้ว่า ทองคำควรจะเป็นพระเอกที่ราคาพุ่งทะยานช่วงสงคราม แต่รอบนี้กลับกลายเป็นว่า "ดอลลาร์" และ "พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น" แย่งซีนคว้ามงกุฎ Safe Haven ไปครองแทนเสียอย่างนั้น
สาเหตุ เพราะ "โดมิโน่เงินเฟ้อจากน้ำมัน" ครับ
1. สงครามทำให้น้ำมันพุ่งทะลุปรอท
2. น้ำมันแพงแปลว่า "เงินเฟ้อ" กำลังจะกลับมาอาละวาด
3. พอเงินเฟ้อมา แบงก์ชาติทั่วโลก (ทั้ง Fed, ECB, BOJ) ก็เลยต้องประสานเสียง "ตรึงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไป" (ส่วนแบงก์ชาติออสเตรเลียนี่ชิง "ขึ้น" ดอกเบี้ยนำไปแล้วด้วย)
4. เมื่อดอกเบี้ยในตลาดเริ่มขยับสูงขึ้น การถือเงินสดหรือพันธบัตรจึงได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า ในขณะที่ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ "ไม่มีดอกเบี้ย (No Yield)" แถมตอนนี้ยังมีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Cost of ownership) ถึง 3.75% นักลงทุนจึงพร้อมใจกันเทขายทองคำแล้วโยกเงินไปหาดอลลาร์แทน
——————————————
แล้วเอายังไงกับทองต่อดี? ⚠️
ตราบใดที่ฝุ่นควันสงครามยังทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง และธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงส่งสัญญาณ "Higher for Longer" ราคาทองคำก็จะยังคงเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลต่อไป
แต่ในขณะเดียวกัน การร่วงลงแรงระดับ 10% ภายในสัปดาห์เดียว ก็อาจดึงดูดนักลงทุนสายช้อนซื้อของถูก (Bargain Hunters) ให้เริ่มกลับเข้ามาสะสมได้เช่นกัน
แนวรับแรก: $4,250-$4,300
ถ้าดอลลาร์ยังแข็งค่าไม่หยุดและดอกเบี้ยพันธบัตรยังพุ่งต่อ ราคาทองคำมีสิทธิ์ไหลลงมาทดสอบโซนนี้ ซึ่งถือเป็นฐานที่แข็งแกร่งและเป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะยาวในการเริ่มทยอยสะสมรอบใหม่
แนวรับกรณีเลวร้ายสุด: $4,000-$4,100
หากเกิดเหตุการณ์พลิกผัน เช่น Fed ประกาศขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสู้เงินเฟ้อจริงๆ ทองคำอาจถูกเทขายทิ้งจนลงมาแตะแนวรับจิตวิทยาลึกสุดที่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ครับ
แต่ถ้าใครเป็นสาย Trend Following ตอนนี้มีแต่ต้องรอนะครับ เพราะกราฟเสียทรงขาขึ้นระยะสั้นไปสักพักแล้ว
อดทน เฝ้ารอ และลงทุนอย่างมีสตินะครับ
Mr.Messenger รายงาน

ไทย

รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนจินตานาการจุดสิ้นสุดไม่ออกแล้วครับ สำหรับสงครามอิหร่านในรอบนี้
🛢️ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานขึ้นเกือบ 6% เกือบแตะ $110 ตอนนี้
สาเหตุหลัก มาจากการที่กองทัพอากาศอิสราเอลเปิดฉากถล่ม "แหล่งก๊าซ South Pars" ในอิหร่าน ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลยนะขอบอก
ไม่ใช่แค่นั้น แหล่งก๊าซ South Pars ที่โดนถล่มนี้ เป็นแหล่งก๊าซที่เชื่อมต่อกับแหล่งก๊าซ North Field ของประเทศกาตาร์ครับ
ทันทีที่ถูกโจมตีปั๊บ กระทรวงต่างประเทศกาตาร์ ออกมาประณามอิสราเอลอย่างรุนแรงทันทีว่า การโจมตีครั้งนี้ มันอันตรายและไร้ความรับผิดชอบมากๆ
สาเหตุที่กาตาร์ ต้องออกมาประนาฌอิสราเอลทันที ก็เพราะมันสั่นคลอนความมั่นคงทางพลังงานของกาตาร์ไปด้วยเต็มๆนะสิ
ส่วนฝั่งอิหร่าน ทางกองทัพ IRGC ไม่ยอมถูกโจมตีโดยไม่มีการตอบโต้แน่นอน
อิหร่าน ออกมาขู่ฟ่อและลิสต์รายชื่อ "เป้าหมายโรงกลั่นและแหล่งพลังงานในซาอุดีอาระเบีย, UAE และกาตาร์" พร้อมเตือนให้ประชาชนถอยห่างจากพื้นที่เหล่านั้น
นั่นเท่ากับว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังลากทั้งตะวันออกกลางลงมาในกองเพลิงด้วยกันแล้ว
-------------------------
🔥ทรัมป์ ช่วยโหมไฟให้มันหนักขึ้นไปอีก!!
ล่าสุดลึงทรัมป์ โพสต์ข้อความลงบน Truth Social ข่มขู่ชาติพันธมิตรแบบไม่อ้อมค้อม
ใจความคือ "ลองนึกดูนะ จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าเราจัดการขั้นเด็ดขาด (Finished off) กับรัฐผู้ก่อการร้ายอิหร่านที่เหลืออยู่ แล้วปล่อยให้ประเทศที่ใช้น้ำมันจากช่องแคบนี้รับผิดชอบกันเอาเอง? แบบนี้น่าจะทำให้พันธมิตรที่ชอบทำเป็นหูทวนลมของเรา ตื่นตัวและรีบขยับกันบ้างนะ!"
นี่ไม่ใช่แค่การบ่นระบายอารมณ์ แต่เป็นการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่น่ากลัวมากใน 2 ประเด็น
คำว่า "Finished off" ไม่รู้แกตั้งใจสื่อถึงมิติไหน แต่ก็ตีความไปจนสุดทางได้ว่า เป้าหมายของทรัมป์ อาจไม่ใช่แค่การสั่งสอนหรือทำลายแหล่งพลังงานอีกต่อไป แต่กะจะกวาดล้างระบอบการปกครองของอิหร่านให้สิ้นซาก ซึ่งน่าจะทำให้ความตึงเครียดลากยาวไปมากกว่าเดิมแน่ๆ
หรือ มองอีกมุม (ซึ่งผมเชื่อมุมนี้มากกว่า) ก็คือ ทรัมป์ กำลังเล่นเกม Chiken Out กับพันธมิตรยุโรปและเอเชีย (รวมถึงจีน) โดยขู่ว่าถ้าอเมริกาจัดการอิหร่านเสร็จ อเมริกาจะถอนตัวออกจากการเป็นตำรวจคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซทันที
โดยบอกว่า ผลประโยชน์ของอเมริกา จริงๆไม่ได้อยู่ตรงนี้ เพราะไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากฮอร์มุซเลย ใครอยากได้น้ำมันก็ต้องส่งกองทัพเรือมาคุ้มกันเอาเอง
-------------------------
ชาติพันธมิตรสหรัฐฯในฝั่งเอเชีย จะเอายังไงต่อ?
ผมมองว่า มีโอกาสสูงครับ ที่ชาติในเอเชียอาจรวมกลุ่มกันเพื่อเจรจากับอิหร่านโดยตรง (แบบที่อินเดียและจีนทำ) เพื่อขอ "ใบเบิกทางพิเศษ" ให้เรือสินค้าของชาติตนผ่านช่องแคบได้โดยไม่ถูกโจมตี
เพราะตอนนี้ กลายเป็นว่า คุยกับ อิหร่าน อาจจะง่ายกว่าคุยกับทรัมป์แล้ว
แต่ ผมก็เดาได้เลยว่า ลุงทรัมป์ จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะ จีนและอินเดียเป็นมหาอำนาจอิสระที่สหรัฐฯ สั่งการไม่ได้
แต่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้คือ พันธมิตรทางทหาร (Treaty Allies) ที่พึ่งพาสหรัฐฯ มาตลอด ดังนั้นถ้าหากทั้งสองชาตินี้แอบไปจับมือกับอิหร่าน สหรัฐฯ จะมองว่านี่คือการแทงข้างหลัง และทำลายนโยบายคว่ำบาตรของอเมริกาโดยตรงครับ
ดังนั้น ประเทศไหนที่พึ่งพานำมันจากช่องแคบฮอร์มุซ มี 2 ทางเลือกคือ
1. ถ้าไม่เจรจากับอิหร่านก็ "ไม่มีน้ำมันใช้ เศรษฐกิจพัง"
2. แต่ถ้าเจรจา ก็เตรียมโดนสหรัฐฯ "ตัดขาดความมั่นคงและคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ"
กลับตัวก็ไม่ได้ จะไปต่อไปก็ไปไม่ถึง
สหรัฐฯ หันมาใช้แนวทาง "America First" มากกว่าการรักษา "ระเบียบโลก" แบบเดิมแบบนี้
คุณว่า อนาคตระเบียบโลกจะเปลี่ยนไปยังไง หรือ จริงๆ สหรัฐฯ จะยังคงเป็นมหาอำนาจที่ไม่มีใครแทนที่ได้ เพราะโลกไม่มีทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่า ทนๆลุงทรัมป์ไป ยังไงแกก็อยู่ได้ไม่เกินเดือนมกราคม ปี 2029 ครับ
Mr.Messenger รายงาน

ไทย

ตั้งแต่ต้นสัปดาห์นี้มา เหมือนตลาดหุ้นจะเลือกข้าง "ขาขึ้น" มากกว่าจะกลัวสงครามยืดเยื้อนะครับ
มันสวนความรู้สึกของหลายๆคนพอสมควร เพราะ ความรู้สึกของเรา คือ ในเมื่อสงครามยังไม่จบ และไม่มีทีท่าว่าจะจบง่ายๆ แถมราคาน้ำมันดิบก็ค้างอยู่ที่ระดับสูงแบบนี้
ยังไงเงินเฟ้อก็ตามมาหลอกหลานเราในไม่ช้าแน่ๆ แต่ทำไม ตลาดหุ้นทั้งตลาด กลับเริ่มเห็นแรงขายลดลง แถมดูแล้ว อยากปรับตัวขึ้นต่ออีกต่างหาก
ให้ย้อนกลับไปอ่านโพสเก่าผม เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมานะครับ แปะให้ในคอมเม้นต์
แล้วมาดูกันว่า ความไม่แน่นอน ยังอยู่กับเราเสมอ และนี่คือ 3 ปัจจัยที่จะตัดสินทิศทางตลาดใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าครับ
-------------------------
🌍 เราเริ่มเห็นรอยร้าวในแนวร่วมอเมริกาแล้ว
กลยุทธ์ลุยเดี่ยวในสงครามอิหร่านของทรัมป์ ตอนนี้ มันไม่ได้แค่สร้างความตึงเครียดกับพันธมิตร NATO และชาติในอ่าวอาหรับอย่าง UAE เท่านั้นแล้ว
แต่กำลังสร้างรอยร้าวอย่างรุนแรงภายในคณะบริหารของเขาเองด้วย
เมื่อคืน การลาออกของ Joe Kent ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ ถือเป็นแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่
เพราะ Kent ไม่ได้แค่ลาออกเงียบๆ แต่เขาทิ้งทวนด้วยจดหมายที่ระบุชัดเจนว่า อิหร่าน "ไม่ได้เป็นภัยคุกคามที่จวนตัว" และกล่าวหาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลรวมถึงกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ในอเมริกาว่ากำลังทำแคมเปญสร้างข้อมูลเท็จ เพื่อปั้นแต่งสงครามนี้ขึ้นมา
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางอุดมการณ์อย่างหนักระหว่าง "กลุ่มสายเหยี่ยว" ที่ชอบทำสงคราม กับ "กลุ่มต่อต้านการแทรกแซง" ในฐานเสียง America First ที่รู้สึกถูกหักหลัง
ในขณะเดียวกัน UAE ก็ต้องกลายเป็นผู้รับเคราะห์จากการที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกใช้เป็นเป้าโจมตีตัวแทน
อยากให้คนข้างๆลุงทรัมป์ กระซิบบอกเขาเตือนสติหน่อยว่า "รีบๆจบสงครามเถอะครับนาย ไม่มีใครอยากคบกับเราแล้วตอนนี้"
-------------------------
💻 เรากำลังเข้าสู่ยุค "Agentic AI" (AI ที่ลงมือทำ)
เมื่อคืน Jensen Huang ประกาศว่า OpenClaw คือ "ChatGPT ตัวต่อไป"
และพอไปดูในรายละเอียด นี่อาจจะไม่ใช่การพูดเกินจริง แต่มันคือจุดเปลี่ยนผ่านจากยุค Generative AI (AI ที่โต้ตอบกับเรา) ไปสู่ยุค Agentic AI (AI ที่ลงมือทำงานแทนเรา)
โลกเราตอนนี้ หมุนโคตรไวครับ!!
ลองนึกภาพนะ ในขณะที่ ChatGPT ต้องรอคำสั่งจากคุณ แต่ OpenClaw สามารถท่องเว็บ รันโค้ด แก้ไขไฟล์ และใช้งานแอปพลิเคชันอย่าง Slack หรือ WhatsApp ได้ด้วยตัวเอง
แต่ความสามารถที่ทำได้เองนี้ก็มาพร้อมกับด้านมืด เพราะ Opensource ของ OpenClaw ยังมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอยู่ และถือเป็นโจทย์ใหญ่ของแผนก IT ในองค์กรต่างๆทั่วโลก
นี่คือเหตุผลที่ Nvidia ต้องก้าวเข้ามาพร้อมกับ NemoClaw ด้วยการนำ OpenClaw มาใส่ Nvidia OpenShell ซึ่งเหมือนกับสนามทดลอง เพื่อลองสร้างรั้วป้องกันความปลอดภัย และทำให้บริษัทระดับ Fortune 500 มั่นใจ และกล้านำ Agentic AI ไปใช้งานจริง โดยไม่ต้องกลัวว่าเครือข่ายภายในจะถูกเจาะข้อมูล
-------------------------
🏦 เฟด กำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะ "น้ำมัน"
การประชุมเฟดในวันนี้ จะถูกบดบังทัศนวิสัยด้วยหมอกควันแห่งสงครามครับ โดยตลาดแทบจะฟันธง 100% แล้วว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เดิม ไม่ว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในอดีตจะออกมาเป็นยังไงก็เถอะ
ตอนนี้เฟดกำลังติดกับดักระหว่าง 2 ขั้วเศรษฐกิจที่ขัดแย้งกัน
เราเห็นการจ้างงานเริ่มชะลอตัว และ AI กำลังเริ่มสั่นคลอนความมั่นคงของพนักงานออฟฟิศแล้ว ซึ่งปกตินี่คือสัญญาณที่บอกว่า "ควรลดดอกเบี้ย"
แต่เพราะ สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ มันทำให้น้ำมันพุ่ง ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งระลอกสอง นี่คือสัญญาณบังคับให้ เฟด ต้อง "ห้ามลดดอกเบี้ยเด็ดขาด"
นักวิเคราะห์ใน Wallstreet ก็ต้องรีบปรับเป้าหมายกันยกใหญ่ จากที่เคยหวังว่าจะได้เห็นการลดดอกเบี้ยช่วงกลางปี
ตอนนี้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า เฟดอาจจะไม่ได้ลดดอกเบี้ยเลยตลอดทั้งปี 2026 และบางคนเริ่มมองกันแล้วว่า ถ้าสงครามลากยาว อาจจะต้อง "ขึ้นดอกเบี้ย" ด้วยซ้ำ เพราะแปลว่า ราคาน้ำมันจะยังไม่ยอมลงให้เราเห็นเร็วๆ
-------------------------
ส่วนในภาพรวมตลาดหุ้น การที่ทั้ง Dow Jones , S&P 500 และ NASDAQ ยังสามารถนยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้
รวมถึง หุ้นกลุ่ม AI ฝั่งเอเชีย รีบาวน์แบกตลาดหุ้นทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และ ไต้หวัน กลับมาเขียวสวยๆ ได้ตอนนี้
ก็แปลว่า Trump Put ยังคงทำงานอยู่
ใครมีหุ้นอยู่ในพอร์ต ก็ Go with the Flow ไปก่อนครับ
อย่าเชื่อ Headlines แต่จงเชื่อ Trend ครับ
ประโยคสุดท้ายนี่ บอกกับตัวเองนะ 💪
Mr.Messenger

ไทย

เช้านี้ ผมนั่งอ่านบทสัมภาษณ์ที่ Lisa Abramowicz ผู้ประกาศข่าวจากช่อง Bloomberg คุยกับ Howard Marks (ผู้ร่วมก่อตั้ง Oaktree Capital) นักลงทุนสาย VI ระดับตำนาน ในงานสัมมนา "Capital Markets Industry Conference" ที่จัดขึ้นในนิวยอร์ค
ลุง Marks พูดกลางงานสัมมนาเลยว่า "คนส่วนใหญ่ยังประเมินพลังทำลายล้างของ AI ต่ำเกินไป!"
และไอ้เจ้า AI นี้เอง กำลังพาโลกเข้าสู่ยุคที่ "คาดเดาอะไรไม่ได้เลย" อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จงเตรียมตัวกันให้พร้อม!
-------------------------------
อย่างแรก Marks บอกว่า ธุรกิจ AI มีความเสี่ยงของโมเดลธุรกิจ (Fundamental risk) สูงมากครับ
และเพราะนักลงทุนเอาเงินไปเสี่ยงขนาดนั้น ก็ควรจะได้ผลตอบแทนแบบไร้ขีดจำกัดในฐานะผู้ถือหุ้น (Equity) ไม่ใช่ไปเป็น เจ้าหนี้ผ่านการถือตราสารหนี้ (Fixed-income หรือ Private Credit) ที่รับความเสี่ยงสูงเท่ากันแต่ได้ผลตอบแทนจำกัดแค่ดอกเบี้ย
นี่คือเหตุผลว่าทำไมกองทุน Private Credit ที่ปล่อยกู้ให้บริษัทซอฟต์แวร์ถึงกำลังหนาวๆ ร้อนๆ อยู่ตอนนี้
Marks ผู้ซึ่งผ่านวิกฤตมาโชกโชน เขาบอกอีกว่า เราไม่เคยเห็น "ฟองสบู่เหล็ก" หรือ "ฟองสบู่แฮมเบอร์เกอร์" เพราะมันเป็นของเดิมๆ ที่คนเข้าใจ
แต่เวลาเป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ คนมักจะแห่ซื้อเพราะ "คำสัญญา" โดยที่ยังไม่มีโอกาสได้เห็นจุดอ่อน หรือ รูโหว่ของมันตอนใช้งานจริงเลยด้วยซ้ำ
คิดตาม ก็เข้าใจในสิ่งที่แกพูดไม่ยากนะครับ
-------------------------------
⚠️AI กำลังทุบหม้อข้าวตัวเอง: ความน่ากลัวที่ซ่อนอยู่
Marks ยกตัวอย่างกรณีของบริษัท Block (FinTech ของ Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter) ที่เพิ่งประกาศ "ปลดพนักงานรวดเดียว 4,000 คน หรือราวๆ ครึ่งบริษัท!" เมื่อเดือนที่แล้ว
รวมถึงสัปดาห์ที่แล้ว ที่ Meta ประกาศเตรียม "ปลดพนักงานครั้งระลอกใหญ่" ราวๆ 16,000 คน เพื่อประหยัดเงิน แล้วหันไปทุ่มให้กับโปรเจค "AI และ Superintelligence" แทน
Marks ตั้งคำถามว่า "มีกี่คนบนโลกที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของเหตุการณ์นี้?"
นี่คือสัญญาณเตือนว่า AI ไม่ได้แค่มาช่วยทำงาน แต่มันกำลังมาล้างบาง โครงสร้างการจ้างงานแบบเดิมในสเกลที่คนทั่วไปยังนึกไม่ถึงครับ
แม้แต่ตัว Howard Marks เองยังยอมรับแบบติดตลกว่า ถึง AI จะยังไม่ได้มาพลิกโฉมโมเดลธุรกิจของบริษัทเขา
แต่ตอนนี้เขาก็ใช้ AI ช่วยเขียนจดหมาย (Memo) ฉบับล่าสุดส่งให้ลูกค้าไปเรียบร้อยแล้ว 555+
สิ่งนี้สะท้อนว่า AI เข้ามาแทรกซึมในทุกอณูแล้วจริงๆ และนักลงทุนที่ตัดสินใจลงทุนโดยอาศัยแค่การคาดเดาจากอดีตแบบเดิมๆ อาจจะไม่รอดในยุคนี้
-------------------------------
แล้วgikควรมีแผนเตรียมรับมือยังไง?
💼 ถ้าด้านการลงทุน: เราต้อง "เลือกข้างให้ถูกที่ ยืนให้ถูกฝั่ง"
ถ้าคุณจะลงทุนในธีม AI ก็ควรเน้นถือหุ้น มากกว่า ไปซื้อตราสารหนี้
อย่างที่ Marks บอกครับ ถ้าคุณจะเสี่ยงกับเทคโนโลยีที่คาดเดาไม่ได้อย่าง AI จงเลือกลงทุนในหุ้น เพื่อให้มีโอกาสเปิดรับ Upside จะดีกว่าเอาเงินไปซื้อตราสารหนี้ อย่าง Private Credit ของบริษัทซอฟต์แวร์ที่อาจจะโดน AI ทุบหม้อข้าวพังในอนาคต แต่ได้ผลตอบแทนแค่ดอกเบี้ยจำกัด (ถึงมันจะดูได้เยอะก็เถอะ)
และอีกกลยุทธ์ ที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ก็คือ Diversification
โลกที่คาดเดาไม่ได้ แปลว่าเราไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริงในท้ายที่สุด ดังนั้น อย่าเพิ่งทุ่มหมดหน้าตักไปที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ควรเลือกลงทุนแบบกระจายตัวในกลุ่ม "ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI" (เช่น ผู้ผลิตชิป, Data Center) หรือ กลุ่มบริษัทที่ประยุกต์ใช้ AI ได้เก่งที่สุด ซึ่งก็มีอยู่ในพวก SaaS ด้วยนะ
🧑💻 แต่ถ้าด้านการทำงาน: เราควร "Upskill ก่อนโดน Disrupt"
AI กำลังจะเข้ามาทำหน้าที่แทนงานแบบทำซ้ำๆ (Routine) หรือแม้แต่งานวิเคราะห์ข้อมูล
ดังนั้น คาถาป้องกันตัวที่ดีที่สุดคือ "AI อาจจะไม่ได้แย่งงานคุณ แต่คนที่ใช้ AI เป็น จะแย่งงานคุณ" ครับ
และที่สำคัญ เราต้องยกระดับตัวเองเป็น "ผู้ควบคุม AI"
ก็เหมือนที่ Jensen Huang CEO NVidia เคยบอกว่า "ช่างไม้ก็เป็นสถาปนิกได้" คือ เราต้องฝึกใช้ AI (อย่าง ChatGPT, Copilot หรือ AI Agents ต่างๆ) ให้เป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัว ที่ทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น 10 เท่า
ไม่ใช่เพื่ออะไร แต่เพื่อให้ตัวเราเอง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มที่ AI ยังทำเองไม่ได้ (เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่ต้องใช้เวลาสืบค้น, ความคิดสร้างสรรค์แบบมนุษย์, ทักษะการเจรจาต่อรอง, และความเห็นอกเห็นใจ)
🛡️ ส่วนในเรื่องวางแผนการเงินส่วนบุคคล: แนะนำ "เผื่อเหลือเผื่อขาด"
ในยุคที่บริษัทสามารถลดคนหลักพันคนได้ในพริบตาเดียวเพราะ AI แล้วนี่ยังไม่รวมวิกฤตจากราคาน้ำมันที่ค้างทะลุ $100 อยู่ ณ ตอนนี้นะ การมีเงินสำรองฉุกเฉิน (อย่างน้อย 6-12 เดือน) จึงสำคัญกว่ายุคไหนๆ ครับ
เหมือนที่เราเห็นเศรษฐีแห่ถอนเงินจากกองทุน Private Credit ไม่ได้ เราก็ควรแบ่งเงินไว้ในสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
หรือ จะแบ่งเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่ ไม่มีความสัมพันธ์กับการขึ้นลงของตลาด ตามหัวข่าวที่เกี่ยวกับ AI ก็เป็นทางรอดที่ดีในระยะยาวครับ
สรุป...
ยุคนี้คือยุคของการ "ตื่นรู้ แต่ไม่ตื่นตระหนก" ครับ
เราต้องเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมแผนสำรองทางการเงินไว้เสมอ
Mr.Messenger รายงาน

ไทย

ในวงการ Private Bank ฝั่งเอเชีย มีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่น้อยเลย
นั่นก็คือ แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียด แต่เหล่าบริษัทจัดการกองทุนระดับโลกอย่าง Blackstone, KKR และ Blue Owl ยอมบินข้ามน้ำ ข้ามทะเล เพื่อมาเดินสายจัดอีเวนต์ด่วนในฮ่องกงและสิงคโปร์
มีตั้งแต่งานเลี้ยงค็อกเทล ไปจนถึงมื้อเที่ยงสุดหรู ให้กับเหล่าลูกค้า High Networth ที่เข้าไปลงทุนในกองทุนของเขา ซึ่งกองทุนที่ถึงขั้น ต้องบินมาอธิบายเองเลย ก็คือ กองทุน BDC ที่ไปลงทุนใน "Private Credit" ครับ
--------------------------
🚨กองทุน BDC คืออะไร และสินทรัพย์ประเภท Private Credit เกิดอะไรขึ้น?
BDC ย่อมมาจาก Business Development Company หรือถ้าจะให้อธิบายแบบเห็นภาพง่ายๆ มันก็คือ กองทุนที่ทำตัวเหมือนธนาคาร (แต่ไม่ใช่ธนาคาร) ที่เน้นปล่อยกู้หรือร่วมลงทุนในบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ครับ
ปกติแล้ว การลงทุนในตราสารหนี้นอกตลาด (Private Credit) หรือการปล่อยกู้ให้บริษัทที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มักจะมีไว้สำหรับเศรษฐี หรือนักลงทุนสถาบันที่ต้องมีเงินถุงเงินถัง
แต่ BDC ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทลายกำแพงนั้น
โดย BDC จะระดมทุนด้วยการนำตัวเองเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้นักลงทุนรายย่อยทั่วไปสามารถกดซื้อหุ้น BDC ผ่านพอร์ตหุ้นปกติได้เลย
จากนั้น BDC จะเอาเงินก้อนนี้ไปปล่อยกู้ หรือซื้อหุ้นของบริษัทเอกชนขนาดกลาง ที่กำลังต้องการเงินทุนไปขยายกิจการ แต่ขอกู้จากธนาคารพาณิชย์ปกติได้ยาก
แรงจูงใจคือ บางกองทุน BDC สามารถจ่ายปันผลสูงถึง 8-12% ต่อปี ก็แน่นอน มันเย้ายวนให้นักลงทุน เข้ามาลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ
--------------------------
🔥แล้วปัญหา มันอยู่ตรงไหน?
กองทุน BDC ที่ลงทุนใน Private Credit หลังๆมานี้ ชอบปล่อยกู้ให้ "บริษัทซอฟต์แวร์" มากๆ เพราะรายได้สม่ำเสมอและกำไรดี
แต่ตอนนี้ กระแส AI เข้ามาแย่งงาน มันเสี่ยงทำลายโครงสร้างรายได้ของบริษัทซอฟต์แวร์ดั้งเดิม ทำให้บริษัทเหล่านี้หาเงินมาจ่ายหนี้ไม่ได้ ราคาหุ้นก็ไหลลงแรงด้วย
โดยบทวิเคราะห์ของ Morgan Stanley บอกว่า กลุ่มซอฟต์แวร์เป็นกลุ่มที่มี หนี้สินต่อทุน (Leverage) สูงที่สุด แต่มีความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Coverage Ratio) ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น
ประเด็นคือ กองทุน BDC (Business Development Company) ที่เปิดให้รายย่อยลงทุน มีสัดส่วนปล่อยกู้ให้กลุ่มซอฟต์แวร์สูงถึง 26% ส่วนฝั่งตราสารหนี้ CLO ก็มีสัดส่วนถึง 19% ซึ่งถือว่า ไม่น้อยเลยครับ
📌แห่ถอนเงิน จนต้องล็อคไว้ ไม่ให้ถอน
เริ่มที่นักลงทุนฝั่งสหรัฐฯที่ได้กลิ่นความเสี่ยง ก็เลยเกิดมหกรรมแห่ถอนเงินหนีตาย (Redemption) จนต้นปีที่ผ่านมา ความกลัวลุกลามในถึงนักลงทุนฝั่งเอเชีย
กองทุนยักษ์ใหญ่ต้อง สั่งล็อกประตู (Cap Withdrawals) เพราะสภาพคล่องในตลาด Private Credit มันไม่ได้ขายออกง่ายเหมือนหุ้นในกระดาน
ซึ่งตอนแรก ก็มีแค่นักลงทุนในสหรัฐฯ ที่กังวลครับ
แต่ 2 สัปดาห์มานี้ ควมกังวลมันลุกลามข้ามน้ำข้ามทะเลมาฝั่งเอเชีย เหล่ากองทุนยักษ์ใหญ่เลยต้องบินมาอธิบายให้ลูกค้าทราบด้วยตัวเองทันที
--------------------------
👻ทำไมเศรษฐีเอเชียถึงขวัญอ่อนเป็นพิเศษ?
ผมว่า เพราะความกลัวภาพซ้ำที่เคยเกิดขึ้น (Déjà Vu) ครับ
หลายคนเคยโดนล้างบางจากตราสารหนี้ AT1 ตอนที่ธนาคาร Credit Suisse ล้มในปี 2023
บางคนเคยเจ็บหนักจากตราสารหนี้ Lehman Brothers ปี 2008
และอีกจำนวนมาก เพิ่งช้ำใจสดๆ ร้อนๆ จากวิกฤตอสังหาฯ และหุ้นเทคฯ ของจีนร่วงหนัก
ที่นี้ พอมีกลิ่นทะแม่งๆ ในตลาด Private Credit พวกเขาเลยไวกว่าปกติ และเลือกที่จะ "หนีก่อน ค่อยถามทีหลัง" ครับ
⚠️ มันจะลุกลามไปตลาดอื่นด้วยไหมนิ?
ตอนนี้ธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) และ ก.ล.ต. ออสเตรเลีย (ASIC) เริ่มเข้ามาเพ่งเล็งและตรวจสอบความเสี่ยงของกองทุนเหล่านี้แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้นักลงทุนรายย่อย (ที่เข้ามาซื้อผ่าน Wealth Management) ได้รับความเสียหาย
เศรษฐีบางคนไม่ได้ถอนเงินหนีออกจากตลาดซะทีเดียว แต่เลือกลดความเสี่ยงโดยสั่งย้ายเงินไปลงทุนใน Private Credit ที่ "ไม่เกี่ยวกับสหรัฐฯ และไม่เกี่ยวกับบริษัทซอฟต์แวร์" แทนครับ
--------------------------
🔎ความเสี่ยงใหญ่กว่า ที่ซ่อนอยู่
ไม่ได้จะเขียนให้กลัวนะครับ แต่มีข่าว ก็เอามาอัพเดทไว้หน่อย
ล่าสุด Bloomberg รายงานว่า ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ออกมาลั่นระฆังเตือนภัยอีกคน
BIS ระบุว่า บรรดาบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ หรือที่เรียกว่า Hyperscalers (เช่น Meta, Microsoft, Amazon, Google) กำลังใช้แทคติกทางการเงินที่เรียกว่า "การกู้ยืมเงา" (Shadow Borrowing) เพื่อระดมทุนไปสร้าง Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ครับ
สาเหตุเพราะ การสร้าง AI Data Center ใช้เงินมหาศาลมากครับ (นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 3 ถึง 5.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นทศวรรษนี้)
แต่บริษัทเทคฯ ไม่อยากกู้เงินโดยตรงให้ตัวเลขหนี้สิน โผล่ไปประจานความเสี่ยงบน Balance Sheet ให้ผู้ถือหุ้นตกใจ เลยใช้วิธีตั้งบริษัทลูกหรือนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV/Joint Venture) ขึ้นมา แล้วไปจับมือกับ กองทุน Private Credit เพื่อขอกู้เงินก้อนโตแบบเงียบๆ แทนครับ
ข้อมูลจาก BIS ระบุว่า ตอนนี้ยอดปล่อยกู้ Private Debt ให้กลุ่มเทคโนโลยีพุ่งทะยานกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา จน BIS เตือนว่าอาจซ่อนความเสี่ยงระบบ
อย่าคิดว่า ปัญหา มันจะจำกัดวงแค่ในกลุ่มนักลงทุน Private Credit นะ
เพราะแม้จะเป็นการกู้ยืมนอกระบบ แต่สุดท้ายธนาคารพาณิชย์ ก็ยังเป็นคนปล่อยวงเงินสำรอง (Funding lines) สนับสนุน SPV พวกนี้อยู่ดี
สมมติ ถ้า AI ไม่สร้างกำไรอย่างคาด สุดท้ายความเสี่ยงอาจชิ่งกลับมาทำให้สภาพคล่องธนาคารพาณิชย์ และนักลงทุนรายย่อยเดือดร้อนมากขึ้นไปอีกครับ
สรุป...
ตลาดกำลังอยู่ในภาวะ "หน้ามืดตามัวเพราะ AI" ครับ
ใครๆ ก็แย่งกันเอาเงินไปประเคนให้ AI Project จนละเลย Credit Risk
และถ้าฟองสบู่นี้แตกเมื่อไหร่ มันจะไม่ใช่แค่หุ้นเทคฯ ที่ร่วงหนักแน่นอน
Mr.Messenger รายงาน

ไทย

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาประกาศขอ เลื่อนการประชุมสุดยอด (Summit) กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งออกไปประมาณ 1 เดือน (จากกำหนดเดิมปลายเดือนมีนาคม)
ให้เหตุผลแบบหล่อๆ ว่า "ผมต้องอยู่วอชิงตันเพื่อคุมสงครามอิหร่าน งานนี้ไม่มีลูกเล่นหรือเล่ห์เหลี่ยมอะไรทั้งนั้น แค่ประเทศเรามีสงคราม ผมเลยต้องอยู่ที่นี่"
มุมมองส่วนตัว...
วิเคราะห์แล้ว มันแปลกๆนะ เพราะเมื่อวันก่อน ทรัมป์เพิ่งไปให้สัมภาษณ์ขู่ผ่านสื่ออยู่แหม็บๆ ว่า "ถ้าจีนไม่ส่งเรือรบมาช่วยคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ อเมริกาอาจจะเลื่อนการประชุม"
แต่พอมาวันนี้ กลับเปลี่ยนท่าทีบอกว่าเลื่อนเพราะติดภารกิจสงคราม
แถมส่ง สก็อตต์ เบสเซนต์ (รัฐมนตรีคลัง) ออกมาช่วยแก้ต่างผ่านสื่อ CNBC ว่า การเลื่อนครั้งนี้เป็นแค่เรื่องของโลจิสติกส์ และการโฟกัสเรื่องสงคราม ไม่ใช่การข่มขู่จีนแต่อย่างใด
สื่อจีน แซะ ทรัมป์ ทันที
Global Times สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลจีน ออกมาแซะทรัมป์แรงเลย บอกว่าทรัมป์แค่พยายามลากคนอื่นมาร่วมรับความเสี่ยงใน สงครามที่สหรัฐฯเป็นคนก่อเอง แต่ดันหาทางจบไม่ได้
การเลื่อนการประชุมออกไปหมายความว่า "ข้อตกลงการค้าและสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ-จีน จะถูกแช่แข็งเอาไว้อีกอย่างน้อย 1 เดือน"
ในขณะที่ทรัมป์ก็ยังไม่สามารถหาแนวร่วมมาช่วยแชร์ภาระคุ้มกันเรือน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซได้
เท่ากับว่าตอนนี้อเมริกากำลังถูกบีบทั้งจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง และสงครามการค้ากับจีนที่ยังปิดจ๊อบไม่ได้
จับตาดูกันต่อว่า ทรัมป์จะทนแรงเสียดทานนี้ได้นานแค่ไหน และจะงัดไพ่ใบไหนมากดดันให้จีนหรือยุโรปยอมส่งเรือรบมาร่วมวง ซึ่งบอกเลย ไม่ง่าย
Mr.Messenger รายงาน

ไทย

Michael Saylor กว้านซื้อ Bitcoin ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของบริษัท ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
โดย Strategy Inc. ได้เข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 22,337 BTC รวมมูลค่าเกือบ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
การซื้อรอบนี้ ถือเป็นการเข้าซื้อล็อตใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา
บริษัทได้เงินมาซื้อครั้งนี้จากการ...
ขายหุ้นสามัญ ระดมทุนได้ประมาณ 400 ล้านดอลลาร์
และ ขายหุ้นบุริมสิทธิ์ ซึ่งระดมทุนได้สูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์ โดยบริษัทสัญญาจะจ่าย เงินปันผลสูงถึง 11.5% ต่อปี ให้กับนักลงทุน โดยมี "Bitcoin ที่บริษัทถือครองอยู่" เป็นสิ่งค้ำประกันครับ
การที่บริษัทกล้ากู้เงินและออกหุ้นปันผลสูงเพื่อมาซื้อ Bitcoin ในจังหวะที่โลกกำลังเสี่ยงกับสงคราม สะท้อนว่าพวกเขายังมอง Bitcoin มีโอกาสที่จะชนะเงินเฟ้อและ ก้ามข้ามผ่านวิกฤตไปได้
แต่ข้อสังเกตุผมนะครับ
การจ่ายปันผลสูงถึง 11.5% ต่อปี เป็นภาระที่หนักมากสำหรับบริษัท
แผนนี้จะไปรอดก็ต่อเมื่อ "ราคา Bitcoin ต้องพุ่งสูงขึ้น" เท่านั้น
เดิมพันนี้ น่าสนใจทีเดียว
Mr.Messenger รายงาน

ไทย

กลายเป็น สหรัฐฯ ชักจะโดดเดี่ยวในการสู้กับอิหร่านมากขึ้นเรื่อยๆ
ล่าสุด ทรัมป์ออกมาเรียกร้องว่า อเมริกาพึ่งพาน้ำมันจากฮอร์มุซแค่ 1-2% แต่จีนใช้ถึง 90% รวมถึงยุโรปด้วย
แล้วทำไมอเมริกาต้องมานั่งจ่ายค่าคุ้มครองให้ฟรีๆ? ช่วยส่งเรือรบมาคุ้มครองช่องแคบกันหน่อยสิ พร้อมแอบแซะ NATO ว่าทีเรื่องยูเครนอเมริกายังช่วยเลย งานนี้ถ้าใครไม่ช่วย บอกในตอนท้ายด้วยว่า "เราจะจดจำเอาไว้ (We will remember)"
ผลปรากฏว่า ไม่มีใครยอมเอาพิมเสนไปแลกเกลือครับ
ญี่ปุ่นและออสเตรเลียประกาศชัดเจนว่า "ไม่มีแผนส่งเรือรบไปช่วย"
ส่วนยุโรปก็ยังสงวนท่าที นักวิเคราะห์ (จาก Council on Foreign Relations) ชี้เป้าว่า พันธมิตรเหล่านี้เพิ่งโดนทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีใส่ไปหมาดๆ แถมทรัมป์ยังเปิดฉากรบโดยไม่ปรึกษาใครก่อน ถ้าอยากให้พวกเขาช่วย อเมริกาก็ต้องมี "ข้อเสนอหรือผลประโยชน์ (Concessions)" มาแลกเปลี่ยน
📌ความเป็นจริงที่ตลกร้ายคือ
ในขณะที่ทรัมป์เรียกหาพันธมิตร กองทัพเรือสหรัฐฯ เองกลับปฏิเสธคำขอจากบริษัทเดินเรือพาณิชย์ ที่ขอร้องรายวันให้ช่วยคุ้มกันเรือ โดยให้เหตุผลว่า "ตอนนี้ความเสี่ยงยังสูงเกินไป"
แถมป์อ้างว่าอิหร่านพ่ายแพ้แล้ว แต่ความเป็นจริงคือ การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธใส่ดูไบ อิสราเอล และฟูไจราห์ ท่าเรือศูนย์กลางการค้าน้ำมันที่สำคัญของ UAE เพิ่งจะเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ นี่เอง
Mr.Messenger รายงาน

ไทย

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยืนยันว่า ช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ถูกปิดตายนะครับ
และบอกว่า ประเทศอื่นๆ ยังสามารถสัญจรได้ตามปกติ ยกเว้นเพียง "เรือที่มีความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ และอิสราเอล" เท่านั้นที่ห้ามผ่านเด็ดขาด
แต่จากรายงานข่าวล่าสุดระบุว่ามีแค่ 3 ชาติหลักๆ เท่านั้นครับที่กล้าเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจริง นั่นก็คือ รัสเซีย, จีน และ อินเดีย
อินเดีย นี่ จริงๆ เราเห็นรูปที่คุณนเรนทรา โมดี นายกฯอินเดีย ไปสานสัมพันธ์กับ เนทันยาฮู ก่อนสงครามไม่นาน คำถามคือ อินเดีย เขาเดินเกมการทูตยังไง ไปดูจุดแข็งของอินเดียกันครับ
เมื่ออินเดียเริ่มเจอปัญหาก๊าซขาดแคลนอย่างหนัก โมดีไม่รอให้อเมริกามาช่วยครับ เขาต่อสายตรงเจรจากับอิหร่านทันที
🇮🇳อินเดีย มีความสัมพันธ์อันดีกับอิหร่านยังไง?
อินเดีย เข้าไปลงทุนให้อิหร่านหลายอย่างก่อนหน้านี้ครับ (เช่น การที่อินเดียไปลงทุนสร้างท่าเรือชาบาฮาร์ในอิหร่าน) โมดี ต่อสายตรงคุยจนอิหร่านยอมปล่อยเรือก๊าซ LPG 2 ลำของอินเดียออกมาได้
นี่คือการแก้ปัญหาปากท้องของประชากร 1.4 พันล้านคนได้ตรงจุดและฉับไวมาก
ความคูลของอินเดียอีกอย่างก็คือ สหรัฐฯ เองก็ต้องการใช้อินเดียเป็นฐานอำนาจในการคานอิทธิพลกับจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (ผ่านกลุ่ม Quad) มากๆครับ
ถ้าสหรัฐฯทะเลาะกับอินเดียเยอะเกินไป หรือไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในมากๆ ถ้าอินเดียบีบให้สหรัฐฯออกจากพื้นที่ หรือ หันไปเข้าข้างจีนมากขึ้น สหรัฐฯ ก็จะไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการทันทีครับ
และ อินเดียมีสูตรสำเร็จจากวิกฤตรัสเซียครับ
จริงๆ อินเดียเคยใช้มุกนี้มาแล้วตอนรัสเซียบุกยูเครนนะ
ตอนนั้นอินเดียก็กว้านซื้อน้ำมันรัสเซียราคาถูกมาใช้ (และเอามากลั่นขายต่อ) โดยที่อเมริกาก็ต้องยอมหลับตาข้างนึง มารอบนี้อินเดียก็กำลังทำแบบเดิมกับอิหร่าน
เพราะอิหร่านก็ต้องการรายได้มากๆ และอินเดียก็มีความต้องการที่เยอะเพียงพอที่อิหร่านจะสนใจ
โดยอินเดีย สามารถอพูดได้เต็มปากว่า ทำไปเพื่อปกป้องเศรษฐกิจของตัวเองให้รอดพ้นจากวิกฤตเงินเฟ้อครับ
🇨🇳แล้วจีนละ?
ตรงๆเลยก็คือ จีน เป็นลูกค้าน้ำมันเบอร์หนึ่งของอิหร่านมาตลอด
การรักษาความสัมพันธ์อันดีทำให้อิหร่านยอมเปิดไฟเขียวให้เรือสินค้าของจีนผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ฉลุย
ในขณะที่คู่แข่งชาติตะวันตกต้นทุนพุ่งกระฉูด จีนจึงได้เปรียบเรื่องต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ไปเต็มๆ
อีกประเด็นที่จีนกำลังสร้างแต้มต่อ ก็คือ เรื่อง ภาษีการค้าครับ
ทรัมป์กำลังกดดันให้จีนส่งเรือรบมาร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซเหมือนกันนะครับ
แต่บังเอิญว่าศาลสูงสุดสหรัฐฯ เพิ่งปัดตกกฎหมายกำแพงภาษีของทรัมป์ไปหมาดๆ จีนรู้ดีว่าตอนนี้ "อเมริกากำลังต้องการความช่วยเหลือจากจีน" และ อาจต้องใช้จีน เป็นคนกลางในการเจรจากับอิหร่านในที่สุด
ปธน.สี จิ้นผิง จึงสามารถใช้ไพ่ฮอร์มุซนี้ต่อรองให้สหรัฐฯ ยอมถอยเรื่องกำแพงภาษี หรือผ่อนปรนการแบนเทคโนโลยีได้ (อารมณ์ประมาณว่า ถ้าอยากให้ช่วยคุยกับอิหร่านให้ อเมริกาก็ต้องลดภาษีให้ฉันก่อน)
คำถามคือ ทรัมป์ จะยอมให้จีนได้ภาพลักษณ์ ผู้สร้างสันติภาพ (Peacemaker) ไหม?
ในขณะที่อเมริกาส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิด จีนกำลังสร้างภาพลักษณ์ในสายตาของ Global South ว่าจีนคือผู้เจรจาที่พึ่งพาได้ และไม่ใช้กำลังทหารแทรกแซง สิ่งนี้ จะสร้างภาพผู้นำใหม่ ที่ต่างจากสหรัฐฯ ณ ตอนนี้อย่างสิ้นเชิงเลย
💡สรุปคือ
วิกฤตฮอร์มุซครั้งนี้ทำให้มหาอำนาจหน้าใหม่อย่างจีนและอินเดีย ได้โชว์ศักยภาพในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติตนเอง
ในขณะที่มหาอำนาจเก่าอย่างสหรัฐฯ กำลังติดหล่มสงครามและเผชิญความกดดันจากทุกทิศทางครับ
Mr.Messenger รายงาน

ไทย

สนใจร่วมเป็นผู้แนะนำการลงทุนกับ Finnomena ดูรานละเอียด finnomena.com/fa/
ไทย

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กำลังค่อยๆสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อประเทศไทยหนักขึ้นเรื่อยๆนะครับ
บอกเลยว่า เราเสี่ยงจะต้องเผชิญกับภาวะ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว และค่าครองชีพที่พุ่งสูง
โดยผลกระทบหลักๆ แบ่งออกเป็น 4 ด้านด้วยกันตามนี้
⛽ วิกฤตด้านพลังงานและค่าครองชีพ
ช่องแคบฮอร์มุซ คือเส้นเลือดใหญ่ที่ไทยใช้ขนส่งน้ำมันดิบถึง 50% และก๊าซ LNG อีก 30% เมื่อเส้นทางนี้ถูกปิดกั้น ผลกระทบที่ตามมาก็สูง เพราะหมายถึง ราคาน้ำมันขายปลีกในไทยแพงขึ้นทุกชนิด
ก๊าซ LNG ขาดแคลนและราคาสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย
สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามตรึงราคาผ่านกองทุนน้ำมัน, รณรงค์ให้ข้าราชการ Work from Home, สนับสนุนการใช้น้ำมัน E20/E85 และยืนยันว่ามีน้ำมันสำรองพอใช้เกิน 90 วัน เพื่อลดความตื่นตระหนก
🏭 ผลกระทบด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ
ภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาพลังงานและปัญหาโลจิสติกส์
ตอนนี้ค่าขนส่งทางเรือและประกันภัยพุ่งขึ้น 50-140% อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง (ปิโตรเคมี, ปูนซีเมนต์, สิ่งทอ, อาหาร) ได้รับผลกระทบหนักสุด บางแห่งขาดแคลนวัตถุดิบจนต้องหยุดผลิตชั่วคราว (เช่น โรงงานของ SCG ที่ระยอง)
ในภาพใหญ่ จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโต 2% ผมมองว่า เสี่ยงสูงมากที่อาจถูกหั่นเป้า GDP ลงเหลือต่ำ 2% และภาคการส่งออกอาจสูญเสียรายได้หลักหมื่นล้านบาท ถ้าสงครามยังยืดเยื้อต่อไป
✈️ การท่องเที่ยวสะดุด (ตลาดระยะไกลหาย)
แม้ภาพรวมนักท่องเที่ยวจากฝั่งเอเชียจะยังช่วยพยุงอยู่ แต่ตลาดระยะไกล (ยุโรป, อเมริกา, ตะวันออกกลาง) กำลังหดตัวอย่างรุนแรง เพราะต้องบินอ้อมหลบน่านฟ้าสงคราม ทำให้ค่าตั๋วแพงขึ้น 25-45%
จังหวัดอย่างภูเก็ต พังงา กระบี่ สูญเสียรายได้หลักพันล้านบาท เพราะนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง (ที่กระเป๋าหนัก) และยุโรป ยกเลิกห้องพักจำนวนมาก
สมมติ สงครามจบใน 3 สัปดาห์ (Best Case): ไทยเสียนักท่องเที่ยว 2.1 แสนคน / สูญรายได้ 1.3 หมื่นล้านบาท
แต่ถ้ายืดเยื้อ 4 สัปดาห์ (Base Case): ไทยเสียนักท่องเที่ยว 3.3 แสนคน / สูญรายได้ 2.1 หมื่นล้านบาท
หนักสุด ถ้ายืดเยื้อ 8 สัปดาห์ (Worst Case): ไทยเสียนักท่องเที่ยวเกือบ 6 แสนคน / สูญรายได้กว่า 4 หมื่นล้านบาท
ตอนนี้ ททท. ต้องเร่งดึงตลาดระยะใกล้ (เอเชีย) เข้ามาเสียบแทน, ชูจุดขายไทยเป็น "Safe Destination" และ ในระยะยาว นี่เป็นโอกาสในการผลักดันให้ไทยเป็นฮับการบินแทนตะวันออกกลาง
---------------------------------
📈 ผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าคนไทยตรงๆ คือ "เงินเฟ้อ"
เรากำลังจะเจอกับภาวะ "เงินเฟ้อจากต้นทุนผลักดัน" (Cost-Push Inflation) แบบเต็มๆ ครับ ซึ่งน่ากลัวกว่าเงินเฟ้อที่เกิดจากคนแย่งกันซื้อของ เพราะรอบนี้ของแพงขึ้นแต่คนมีเงินไม่พอซื้อ
อย่างแรก อย่างที่บอกไป ต้นทุนลอจิสติกส์ ค่าระวางเรือที่พุ่งขึ้น 50-140% และค่าไฟ (ค่า FT) ที่ถูกกดดันจากราคา LNG นำเข้า จะสะท้อนเข้าไปในต้นทุนการผลิตทันที
ด่านสอง เมื่อโรงงานแบกต้นทุนไม่ไหว สุดท้ายจะถูกปัดภาระมาที่ "ราคาขายปลีก" บนเชลฟ์ซูเปอร์มาร์เก็ต ข้าวของเครื่องใช้ อาหาร และค่าโดยสาร จะทยอยปรับตัวแพงขึ้น
ที่น่ากลัวที่สุด คือ ระเบิดเวลา "กองทุนน้ำมัน"
ตอนนี้รัฐบาลใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้าไปอุดหนุนเพื่อตรึงราคาดีเซลและแก๊สโซฮอล์ไว้ แต่ถ้าสงครามยืดเยื้อจนกองทุนแบกรับหนี้ไม่ไหว รัฐอาจต้อง "ขยับเพดานราคา" หรือปล่อยลอยตัวบางส่วน ซึ่งวันนั้นแหละครับที่ตัวเลขเงินเฟ้อของไทยจะพุ่งกระฉูดอย่างแท้จริง
---------------------------------
💼 ปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อสู้เงินเฟ้อ
🛡️ เพิ่มสัดส่วนหุ้น Defensive เข้าพอร์ต ห้หลีกเลี่ยงหุ้นเติบโต (Growth/Tech) ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย แล้วหันมาเน้นหุ้นที่ "คนยังไงก็ต้องใช้" เช่น กลุ่มโรงพยาบาล, กลุ่มค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน หรือโครงสร้างพื้นฐานที่มีรายได้สม่ำเสมอและจ่ายปันผลดี
📉 ลดสัดส่วนหุ้นที่พึ่งพาน้ำมันและนำเข้า เช่น กลุ่มสายการบิน, โลจิสติกส์บางประเภท, หรือโรงงานที่ต้องใช้พลังงานสูงและต้นทุนนำเข้าสูง เพราะจะโดนบีบกำไรจากต้นทุนที่พุ่งปรี๊ด
🥇 เพิ่มน้ำหนักทองคำ ถึงแม้ตอนนี้ทองคำจะนิ่งๆ แต่นี่คือสินทรัพย์หลบภัยอันดับหนึ่งในยามสงคราม (ถ้าเหตุการณ์ยืดเยื้อกว่าที่ทุกคนคิด) แนะนำให้มีติดพอร์ตไว้ 10-15% เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม
---------------------------------
🛡️ คนไทยเราใช้ชีวิตรับมือวิกฤตอย่างไร
คำแนะนำด้านล่างนี้ ถึงไม่ใช่วิกฤตรอบนี้ ก็เป็นทางรอดของเราได้ในระยะยาวนะครับ
💰 ขยายเงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) เป็น 6-12 เดือนครับ จากเดิมที่เคยเก็บไว้ 1-3 เดือน ตอนนี้ต้องเพิ่มครับ เพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจทำให้โบนัสหาย โดนลดเงินเดือน หรือเสี่ยงตกงาน การมีเงินสดสำรองไว้จ่ายค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และค่ากินอยู่ จะช่วยเซฟเงินในกระเป็า ทำให้เราไม่ต้องไปกู้ยืมมาเพิ่มด้วย
🚗 รัดเข็มขัดด้านพลังงาน Work from Home บางวันเพื่อลดค่าเดินทาง ส่วนการใช้ไฟในบ้าน ก็ให้ล้างแอร์ เปิดแอร์ที่ 26-27 องศาคู่กับพัดลม ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น หากบ้านไหนใช้ไฟกลางวันเยอะ การติด Solar Roof (ถ้ามีงบ) อาจจะถึงจุดคุ้มทุนเร็วขึ้นในยุคนี้
💳 จัดการหนี้สินอย่างเด็ดขาด งดการรูดบัตรเครดิตซื้อของฟุ่มเฟือยแล้วผ่อนจ่ายขั้นต่ำเด็ดขาด ใครที่ผ่อนบ้านและกำลังจะหมดโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำ ให้รีบติดต่อธนาคารเพื่อขอ Refinance ล็อกดอกเบี้ยแบบคงที่ที่ระดับต่ำต่อไป
🛒ถ้ามีโปรโมชันลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่เก็บได้นาน (ข้าวสาร, สบู่, ยาสระผม, กระดาษทิชชู) ซื้อตุนไว้ 1-2 เดือน ลดการทานอาหารนอกบ้าน ช่วยเซฟเงินไปได้หลักพันถึงหลักหมื่นต่อเดือน
📈 สร้างแหล่งรายได้ที่ 2: การหวังพึ่งรายได้ทางเดียวอันตรายมาก ลองหาทักษะเสริม (Side Hustle) ที่ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินเยอะ เช่น รับงานฟรีแลนซ์, ขายของออนไลน์แบบ Dropship, หรืองานบริการต่างๆ เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดเข้าบ้าน
หรือ ลองพิจารณามาเป็น Financial Advisor (ที่ปรึกษาการเงินอิสระ) กับ Finnomena ก็เป็นอีกทางในการสร้างรายได้ และทำให้เพื่อนๆรอบข้างเรา ได้รับคำแนะนำการลงทุนดีๆจากคุณ เพื่อฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน :)
ไหง... ตอนจบ ขายของซะงั้น
"Hope for the best, prepare for the worst" นะครับทุกคน
Mr.Messenger รายงาน

ไทย

หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดไปเมื่อคืน เพียงแค่ 2 ชั่วโมงหลังจากนั้น สหรัฐฯ เปิดฉากทิ้งระเบิดถล่มเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่านจนพังยับ
เมื่อคืน ทรัมป์ สั่งถล่มฐานทัพอิหร่านบนเกาะคาร์ก แต่จงใจเว้นคลังน้ำมันไว้ (เกาะนี้คือหัวใจหลักที่ส่งออกน้ำมันถึง 90% ของอิหร่าน) เพื่อใช้เป็นข้อต่อรอง โดยขู่ว่าถ้าอิหร่านยังป่วนการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีก เป้าหมายต่อไปคือคลังน้ำมัน
ล่าสุด กองทัพอิหร่านงัดไพ่ใบสุดท้ายมาสู้แบบไม่กลัวพัง (Mutually Assured Destruction) คือถ้าฉันส่งออกน้ำมันไม่ได้ ประเทศอื่น ก็ต้องส่งออกไม่ได้เหมือนกัน
โดยทางกองทัพอิหร่านประกาศว่า "ถ้าอเมริกากล้าแตะต้องโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและเศรษฐกิจของอิหร่านล่ะก็... โรงกลั่นและบ่อน้ำมันทุกแห่งในภูมิภาคที่มีอเมริกาเป็นเอี่ยว จะถูกทำลายและเผาเป็นจุณทันที!"
โลกจะเดือดร้อนขึ้นไปอีกทันที เพราะ...
คำขู่ของอิหร่านที่บอกว่าจะถล่มโรงงานที่ร่วมมือกับอเมริกา มันครอบคลุมกว้างมากครับ ประเทศเศรษฐีน้ำมันอย่าง ซาอุดีอาระเบีย, ยูเออี, หรือ คูเวต ที่มีบริษัทชาติตะวันตกไปลงทุน อาจจะตกเป็นเป้าหมายโดนลูกหลงไปด้วย
📌ความเสี่ยงของการเดินหมากครั้งนี้ของทรัมป์ เดิมพันสูงทีเดียว
ทรัมป์ทิ้งท้ายไว้ว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มเข้าคุ้มกันเรือสินค้าน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ "ในอีกไม่ช้า (very soon)"
คำพูดนี้หละครับล ที่ผมว่า น่ากังวล
ลองนึกภาพตามนะ...
ถ้าเรือรบอเมริกามาคุ้มกัน แล้วอิหร่านยิงใส่
ทรัมป์ก็ต้องกดปุ่มถล่มคลังน้ำมันเกาะคาร์กตามที่ขู่ไว้ แล้วคุณว่า อิหร่านจะทำอะไร?
โอกาสที่อิหร่านจะยิงถล่มบ่อน้ำมันทั่วตะวันออกกลางเพื่อตอบโต้ก็จะสูงมากเช่นกัน
ตอนนี้ เราอยู่ห่างจากวิกฤตพลังงานโลกครั้งใหญ่ที่สุดแค่ "การตัดสินใจพลาดเพียงครั้งเดียว" เท่านั้นเอง
สุดสัปดาห์นี้ทุกฝ่ายจะจับตาไปที่น่านน้ำช่องแคบฮอร์มุซครับ ว่าอเมริกาจะส่งเรือรบเข้ามาคุ้มกันเรือน้ำมันลำแรกเมื่อไหร่ และอิหร่านจะกล้าเปิดหน้าแลกด้วยการยิงใส่กองทัพเรือสหรัฐฯ โดยตรงหรือไม่
Mr.Messenger รายงาน

ไทย

Meta กำลังเตรียม "ปลดพนักงานครั้งระลอกใหญ่" ราวๆ 16,000 คน
บริษัทตัดสินใจรีดไขมันเพื่อลดต้นทุน และนำเงินไปทุ่มให้กับโปรเจค "AI และ Superintelligence"
ก่อนหน้านี้ ซักเคอร์เบิร์ก เคยให้สัมภาษณ์ว่า เครื่องมือ AI สมัยนี้เก่งพอที่จะทำให้ "คนเก่งเพียงคนเดียว สามารถทำงานแทนคนทั้งแผนกได้แล้ว"
ตอนนี้ Meta พยายามเปลี่ยนผ่านจากการแจกฟรี (Open-source) มาทำโมเดลขั้นสูงแบบปิด (Proprietary) ที่ใช้ชื่อรหัสว่า "Avocado" แต่ข่าววงในบอกว่าผลทดสอบยังคงตามหลังคู่แข่งอย่าง Gemini 3.0 และ Claude อยู่พอสมควรครับ
Mr.Messenger รายงาน

ไทย

ถ้าบอกว่า สงครามตะวันออกกลาง ระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน จะกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เปลี่ยนระเบียบโลกหลังจากนี้ไปอย่างสิ้นเชิง
ผมว่า หลายคนคงเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้นะครับ
แต่รู้กันไหมครับ ว่า ถ้าเรารวมตลาดหุ้นทุกตลาดให้กลายเป็นดัชนีหุ้นโลกหุ ณ ตอนนี้ที่ผมนั่งพิมพ์บทความนี้อยู่ ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลงเพียงประมาณ 4% จากจุดสูงสุด แค่เท่านั้น
----------------------------
ผมย้อนสถิติในอดีตให้ดูเป็นช่วงๆเลย
🛢️ ยุค 1980s: วิกฤตเงินเฟ้อและวันจันทร์ทมิฬ
1980-1982 (วิกฤตเงินเฟ้อและน้ำมันรอบสอง): Paul Volcker ประธาน Fed ในขณะนั้น ต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปถึง 20% เพื่อปราบเงินเฟ้อที่พุ่งสูงจากการปฏิวัติอิหร่าน ส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอยและตลาดหุ้นปรับตัวลงราว -27%
1987 (Black Monday): เหตุการณ์ตลาดหุ้นถล่มทั่วโลกในวันเดียวจากระบบคอมพิวเตอร์เทรดดิ้ง (Program Trading) โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายมารองรับชัดเจน ตลาดดิ่งลงในปีนั้นราว -33%
🌍 1990s: สงครามและวิกฤตค่าเงิน
วิกฤตอ่าวเปอร์เซีย - Gulf War: อิรักบุกคูเวต ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (คล้ายกับความกังวลในปัจจุบัน) นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยสั้นๆ ตลาดหุ้นปรับตัวลงราว -20% จากจุดสูงสุด
1997-1998 (วิกฤตต้มยำกุ้งของไทย, รัสเซียเบี้ยวหนี้ และ LTCM): เริ่มจากเอเชีย ลามไปรัสเซีย จนทำให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์ยักษ์ใหญ่ LTCM ของสหรัฐฯ เกือบล้มละลาย ตลาดโลกปรับฐานลงราว -19%
💻 2000s: ฟองสบู่และวิกฤตการเงินครั้งใหญ่
2000-2002 (ฟองสบู่ dotcom & เหตุการณ์ 9/11): หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่แพงเกินจริง สุดท้ายราคาก็พังทลายลง ซ้ำเติมด้วยเหตุการณ์ก่อการร้าย ตลาดเข้าสู่ภาวะหมี (Bear Market) ยาวนานและร่วงลงถึง -49%
2007-2009 (Subprime Crisis - GFC): วิกฤตอสังหาริมทรัพย์และระบบสถาบันการเงินของสหรัฐฯ ที่ลุกลามไปทั่วโลก นี่คือวิกฤตที่หนักที่สุดนับตั้งแต่ Great Depression ตลาดหุ้นโลกดิ่งเหวถึง -57%
🏦 2010s: หนี้รัฐบาล และสงครามการค้า
2011 (วิกฤตหนี้ยุโรป & สหรัฐฯ ถูกลดความน่าเชื่อถือ): ความกังวลว่าประเทศในกลุ่ม PIIGS (เช่น กรีซ) จะผิดนัดชำระหนี้ ประกอบกับ S&P หั่นเครดิตเรตติ้งของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก ตลาดร่วงลงราว -19%
2018 (สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน & Fed ขึ้นดอกเบี้ย): ความตึงเครียดด้านภาษีระหว่างทรัมป์และจีน บวกกับความกังวลเรื่องนโยบายการเงินที่ตึงตัว ตลาดเทขายช่วงปลายปีจนติดลบไปราว -19.8%
🦠 2020s: โรคระบาด, เงินเฟ้อ และภูมิรัฐศาสตร์
2020 (วิกฤต COVID-19): การล็อกดาวน์ทั่วโลกทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักกะทันหัน ตลาดหุ้นดิ่งลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ราว -34% (แต่ก็ฟื้นตัวเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน)
2022 (วิกฤตเงินเฟ้อ & สงครามรัสเซีย-ยูเครน): เงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี ทำให้ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว ประกอบกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่สร้าง Energy Shock ตลาดหุ้นปรับตัวลงราว -25%
เห็นสถิติในอดีตแล้ว ตั้งคำถามเหมือนผมไหมครับ
ทำไมตลาดหุ้นโลก ยังแข็งแกร่งได้ขนาดนี้?
----------------------------
ตลาดหุ้นแข็งแกร่งกว่าที่คาดเพราะ "Trump Put" ครับ
Trump Put เป็นศัพท์แสลงที่หมายถึงความเชื่อของนักลงทุนว่ารัฐบาลทรัมป์ สุดท้ายแล้ว จะออกนโยบายเพื่อพยุงตลาดหุ้นหรือเศรษฐกิจในยามวิกฤต
สังเกตได้จาก การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบเข้าใกล้ระดับ $120 ก่อนจะย่อตัวลง เมื่อทรัมป์ส่งสัญญาณว่า ความขัดแย้งน่าจะจบลงเร็ว ถึงแม้ ปลายสัปดาห์ ราคาน้ำมัน Brent ดีดกลับขึ้นมาใกล้ทดสอบ $100 ดอลลาร์อีกครั้งจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังยืดเยื้อ
ดัชนีวัดความเชื่อมั่นนักลงทุนรายย่อย (AAII bull-bear index) ชี้ให้เห็นว่าความมั่นใจของนักลงทุนลดลงบ้าง แต่ยังไม่มีอาการ Panic อย่างที่เรามักพบในภาวะตลาดเทขายรุนแรงในอดีตครับ
----------------------------
แล้วกระแสเงินทุน มีการโยกย้ายไหม?
เริ่มมีสัญญาณความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) ซ่อนอยู่เหมือนกันครับ
เราเริ่มเห็นหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclicals) เช่น ธนาคาร วัสดุก่อสร้าง และสินค้าอุปโภคบริโภค มี Performance ที่แย่กว่าตลาด
ในขณะที่หุ้นกลุ่ม Defensives และกลุ่มที่อิงกับพลังงาน เช่น พลังงาน สาธารณูปโภค และ Healthcare สามารถทำผลงานได้ดีกว่าดัชนีในภาพรวม
และอีกสัญญาณที่น่าจับตา ก็คือ มีกระแสเงินทุนไหลย้ายกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และลดสัดส่วนการลงทุนในยุโรปและตลาดเกิดใหม่ รวมเอเชียด้วย เพราะ นักลงทุน อาจคิดว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ถ้ายืดเยื้อ จะกระทบกับสหรัฐฯ น้อยกว่าที่อื่นครับ
----------------------------
แล้วตลาดหุ้น จะปรับฐานลงได้อีกไหม เห็นสถิติวิกฤตในอดีตแล้วน่าห่วง
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ "ระยะเวลา" ของความขัดแย้งครับ และ สำคัญรองลงมา ก็คือ เราต้องติดตาม ทิศทางราคาน้ำมัน
ยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันยิ่งเผชิญแรงกดดันขาขึ้น ซึ่งจะกระทบทั้งอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยตรง
ปัจจุบัน ตลาดหุ้นและราคาน้ำมันมีความสัมพันธ์แบบผกผัน (Negative Correlation) อย่างชัดเจน
ในอดีตที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจะเริ่มมีเสถียรภาพในช่วงที่เกิดวิกฤตอุปทานน้ำมันชะงักงันได้ ก็ต่อเมื่อ "ราคาน้ำมันได้ผ่านจุดสูงสุด" ไปแล้วเท่านั้น
ดังนั้น ถ้าราคาน้ำมันยังคงทรงตัวในระดับสูงหรือปรับตัวขึ้นต่อ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนใน "Trump Put" อาจสั่นคลอน และแรงขายจะเริ่มตามมาเป็นลำดับถัดไป
----------------------------
นักลงทุน ควรทำอย่างไรดี?
ผม ตั้งข้อสังเกตุว่า ตลาดอาจกำลังอยู่ในภาวะชะล่าใจมากเกินไปกับความเสี่ยงตรงช่องแคบฮอร์มุซตอนนี้ครับ
และการที่ตลาดหุ้นโลกปรับฐานลงมาเพียง 4% แสดงว่าตลาดยังไม่ได้ Price-in ความเสี่ยงหากน้ำมันทะยานเหนือ $100 เป็นเวลานาน
และถ้าหาก "Trump Put" ไม่ทำงานอย่างที่คาดหวัง อาจทำให้เกิดแรงเทขายรุนแรงตามมาก็ได้
ในแง่พอร์ตการลงทุน ลองพิจารณาหาเกราะป้องกันจากภาวะเงินเฟ้อ ที่จะกลับมาเร็วๆนี้นะครับ
แล้วคุณคิดว่าตลาดจะร่วงลงมาอีกไหม ลึกแค่ไหน? คอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ
Mr.Messenger รายงาน

ไทย

จะเปิดแนวรบกับเขาไปทั่วเลยนะเนี่ย ....
รายงานข่าวจาก Bloomberg รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมจะจดปากกาเซ็นอนุมัติ แพ็กเกจขายอาวุธล็อตประวัติศาสตร์มูลค่าถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ให้กับไต้หวัน โดยมีแผนจะลงนามเซ็นสสัญญาซื้อขายกันหลังจากที่ทรัมป์เดินทางไปเยือนปักกิ่ง และประชุมสุดยอด (Summit) กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในช่วงปลายเดือนนี้
คุณว่าจีนยอมได้ไหม?
ไม่นานหลังมีข่าวออกมา ทางรัฐบาลจีนออกมาเบรกหัวทิ่มเลยครับ โดยเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการขายอาวุธให้ไต้หวันทันที
ทรัมป์ กำลังเล่นเกมส์ที่เสี่ยงอีกเกมส์ เพราะต้องอย่าลืมว่า "ไต้หวัน" คือเส้นแดง (Red Line) ที่จีนย้ำเสมอว่ายอมไม่ได้และพร้อมใช้กำลังทหารหากจำเป็น
การที่ทรัมป์เตรียมเซ็นขายอาวุธแบบลับหลัง อาจทำให้จีนมองว่าเป็นการหักหน้า ซึ่งอาจลุกลามไปสู่การงัดมาตรการตอบโต้ทางการค้ากลับใส่สหรัฐฯ ได้ครับ
--------------------------
แล้วไต้หวัน ต้องการอาวุธเอง หรือ ถูกสหรัฐฯบีบคอ?
ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน กำลังทุ่มงบกลาโหมอย่างหนัก (เพิ่งซื้ออาวุธไป 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อเดือน ธ.ค. และกำลังจะซื้ออีก 1.4 หมื่นล้าน) โดยเน้นไปที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศ T-Dome
อาวุธป้องกันภัยทางอากาศแบบนี้กำลังเป็นที่ต้องการอย่างหนักจากรัฐบาลทั่วโลกครับ โดยหลังจากที่ ไต้หวันได้เห็นอานุภาพการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านในสงครามตะวันออกกลางแล้ว ก็น่าจะมีการเร่งเตรียมการเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ
ซึ่งการพยายามสั่งซื้ออาวุธครั้งนี้ ถ้าสำเร็จ จะทำให้ช่องแคบไต้หวันกลายเป็นพื้นที่สะสมอาวุธที่หนาแน่นและเปราะบางที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลกทันที
--------------------------
แต่เกมส์ อาจจะเป็นอีกแบบก็ได้
ย้อนกลับไปดูท่าทีของทรัมป์ในอดีตกัน จะเห็นภาพชัดขึ้น
เป็นไปได้ว่า ทรัมป์กำลังเจรจาแบบพ่อค้า (Transactional diplomacy) ครับ
ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งวิจารณ์ว่าไต้หวันแย่งอุตสาหกรรมชิปของอเมริกาไป และบอกว่าไต้หวันต้อง "จ่ายค่าคุ้มครอง" ให้สหรัฐฯ
ดังนั้น อาจมองได้ว่า การเปิดไฟเขียวขายอาวุธล็อตใหญ่นี้ เป็นการบีบให้ไต้หวันจ่ายเงินก้อนโตเพื่อซื้อความอุ่นใจ
พร้อมๆ กับใช้เรื่องนี้เป็น "ไพ่ต่อรอง" บนโต๊ะเจรจากับสี จิ้นผิง ว่าถ้าจีนไม่ยอมอ่อนข้อเรื่องการค้า สหรัฐฯ ก็พร้อมจะติดอาวุธให้ไต้หวันหลังจากนี้ทันทีนะ
นักลงทุนต้องประเมินสถานการณ์นี้ยังไง?
ให้จับตาดูผลการหารือของทีมเจรจาระดับสูงในช่วงสุดสัปดาห์นี้ก่อน ว่าจะสามารถวางกรอบการประชุม Summit ให้ทรัมป์และสี จิ้นผิง ได้ลงตัวแค่ไหน
ถ้ามีสัญญาณว่า จีนไม่พอใจเรื่องดีลอาวุธจนทำให้การเจรจาการค้าชะงัก ตลาดหุ้นเอเชียจะกลับมาผันผวนหนักอีกครั้งแน่นอน
เรื่องเดิม ก็จบยากอยู่แล้ว นี่หาเรื่องใหม่มาให้ปวดหัวเพิ่มอีก พ่อทรัมป์เอ๋ย
Mr.Messenger รายงาน

ไทย

@sb28171 ก็ยังมีความเป็นไปได้ว่าโคม่าอยู่จริงครับ เพราะแถลงการณ์นี้ แกไม่ได้พูดเอง ให้นักข่าวอ่านครับ
ไทย

ในที่สุด โลกก็ได้ทราบแถลงการณ์ฉบับแรกจาก โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน แล้วนะครับ แต่เชื่อว่า พอนักลงทุนได้ยินว่าเขาจะแถลงอะไร ก็คงคิดในใจออกมาว่า อย่าแถลงดีกว่า
เพราะล่าสุด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป โดนเทขายลงมาทันทีครับ
แถลงการณ์นี้ถูกเผยแพร่ผ่าน Iranian State TV โดยมีข้อสังเกตคือ ไม่เห็นหน้าตอนกำลังพูด และไม่มีคลิปวิดีโอตัวเขาขยับเขยื้อนเลย
และภาพที่ฉายอยู่บนหน้าจอทีวีมีเพียงรูปภาพนิ่งของโมจตาบา ที่ประกบคู่กับภาพธงชาติอิหร่านกำลังสะบัดไปมาเท่านั้น
แถมเสียงที่ได้ยินเนี่ย ไม่ใช่เสียงของเขาด้วยนะ โดยแถลงการณ์นี้ถูกส่งมาเป็นข้อความลายลักษณ์อักษร แล้วค่อยให้ผู้ประกาศข่าวของสถานีเป็นคนอ่านออกเสียงให้ฟังแทน
เขาพูดว่าไงบ้าง
โดยสรุปเลยแล้วกัน มีใจความสำคัญ 5 ประเด็นหลักๆ ตามนี้
🔒 ยืนยันจะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป: เขาย้ำชัดเจนว่าจะต้องปิดกั้นเส้นทางเดินเรือนี้ต่อไป เพื่อใช้เป็นเครื่องมือบีบคั้นศัตรู
⚔️ ขู่ถล่มฐานทัพอเมริกาต่อเนื่อง: เขาสั่งให้สหรัฐฯปิดฐานทัพทหารทั้งหมดในตะวันออกกลางทันที พร้อมขู่ตรงๆ เลยว่า หากไม่ทำตาม ฐานทัพเหล่านั้นจะถูกโจมตี
🩸 ประกาศล้างแค้น: เขายืนยันว่า อิหร่านจะไม่ละเว้นการล้างแค้นให้กับเลือดของผู้พลีชีพ (ซึ่งน่าจะหมายรวมถึงคุณพ่อ และครอบครัวของเขา รวมถึงผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล) พร้อมกับปลุกระดมให้ชาวอิหร่านเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
💥 ทวงค่าชดเชย หรือไม่ก็ทำลายทิ้ง: เขาระบุว่าอิหร่านจะเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจากศัตรู หรือไม่อย่างนั้นก็จะทำลายทรัพย์สินของศัตรูให้สิ้นซาก
🔥 เตรียมเปิดแนวรบใหม่: ตรงนี้ละ คือจุดที่ทำให้ตลาดกลัวที่สุดครับ เพราะเขาขู่ว่าหากสงครามยังคงยืดเยื้อต่อไป อิหร่านจะไม่โจมตีแค่ในอ่าวเปอร์เซียเท่านั้น แต่พร้อมจะ "เปิดแนวรบอื่นๆ" เพิ่มเติมด้วย
-------------------------------
🚨แถลงการณ์ครั้งนี้สำคัญทีเดียว
เพราะนี่คือการสาดน้ำมันเข้ากองไฟเพิ่มเข้าไปอีก เพราะ โมจตาบา ได้ชื่อว่าเป็น "สายเหยี่ยว" ที่มีแนวคิดหัวรุนแรงและอนุรักษ์นิยมยิ่งกว่าพ่อของเขาซะอีก
การเปิดแถลงการณ์ฉบับแรกด้วยท่าทีแข็งกร้าวแบบนี้ เป็นการดับฝันรัฐบาลทรัมป์และนักลงทุนที่หวังว่าพอเปลี่ยนผู้นำแล้วจะยอมเจรจาสงบศึก
มันแปลว่าอิหร่านพร้อมเปิดหน้าแลกเต็มสูบ และใช้เส้นทางเดินเรือโลกเป็นตัวประกันต่อไปครับ
-------------------------------
⚠️ผลกระทบที่เกิดขึ้น
ทันทีที่แกพูดจบ ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็พุ่งปรี๊ดรับข่าวทันที ตอนนี้ Brent เทรดทะลุ $100 อีกครั้ง เพราะนี่คือคำยืนยันอย่างเป็นทางการจากเบอร์หนึ่งของอิหร่านว่า เส้นทางส่งออกน้ำมัน 20% ของโลกจะถูกปิดตายต่อไปยาวๆ (สอดคล้องกับคำขู่ก่อนหน้าที่ว่าจะลากน้ำมันไป $200 ให้ได้)
Bond traders ตอนนี้เทขายทำใจแล้ว ล่าสุด มีการประเมินว่าปี 2026 นี้ Fed อาจจะ ไม่ลดดอกเบี้ยเลยแม้แต่ครั้งเดียว (ความน่าจะเป็นลดลงเหลือไม่ถึง 1 ครั้งแล้ว) เพราะเงินเฟ้อจากค่าน้ำมันกำลังจะกลับมาหลอกหลอนอีกรอบ
หุ้นกลุ่มที่ใช้น้ำมันเยอะอย่างสายการบิน โดนเทขายร่วงระนาว ในขณะที่กลุ่มพลังงาน, เคมีภัณฑ์ และปุ๋ย (เช่น Dow, CF Industries, Nutrien) หุ้นหลายตัวพุ่งเกิน 5% เพราะวัตถุดิบและสินค้าขาดตลาด ทำให้ตั้งราคาขายได้แพงขึ้น
-------------------------------
📌 ความเสี่ยงหลังจากนี้
การขู่เปิดแนวรบอื่นเพิ่ม เป็นไปได้ว่าอิหร่านอาจจะสั่งให้เครือข่ายพันธมิตร โจมตีแหล่งผลิตน้ำมันของประเทศเพื่อนบ้าน หรืออาจจะมาในรูปแบบ Cyberattack ซึ่งจะยิ่งทำให้วิกฤตลุกลามบานปลายไปทั้งภูมิภาค
ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหาร มองว่า อเมริกากำลังเจอ "โจทย์ที่แก้ไม่ตก" ครับ
เพราะการใช้แค่เครื่องบินไปทิ้งระเบิดถล่ม (Airstrikes) มันไม่สามารถโค่นล้มระบอบผู้นำของอิหร่านได้หรอก
ในขณะที่จุดอ่อนของอเมริกาตอนนี้คือ ทหารเรือยังไม่พร้อมคุ้มกันเรือสินค้าอีกต่างหาก เลยกลายเป็นว่าตอนนี้อิหร่านกำลังใช้กลยุทธ์ "สงครามเศรษฐกิจ" บีบให้อเมริกาและพันธมิตรต้องเจ็บปวดจากภาวะน้ำมันแพงต่อไป
-------------------------------
.... ดูเหมือน เราต้องเตรียมใจรับมือกับสงครามที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นได้เลยครับ
และอาจจะได้เห็นข่าวการยิงขีปนาวุธหรือส่งโดรนโจมตีฐานทัพอเมริกาหลังจากนี้ต่อเนื่อง ตลาดการเงินจะยิ่งผันผวนหนักขึ้นอีก
และหลังจากนั้นไม่นาน ปัญหาเงินเฟ้อจากค่าน้ำมันจะกลับมาหลอกหลอนทั่วโลกอีกครั้ง
เตรียมรับมือกับสภาวะ "เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยสูง (Higher for Longer)" ของแท้เลย
Mr.Messenger รายงาน

ไทย

ตลาดหุ้นเอเชียกอดคอกันเปิดร่วงระนาว (ญี่ปุ่น -2%, เกาหลีใต้ -3%) ตามรอยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เมื่อคืนโดนเทขายอย่างหนักจนดัชนี Dow Jones หลุดระดับ 47,000 จุด ทำสถิติต่ำสุดของปี 2026 ไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ล่าสุดตลาดหุ้นญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ก็เริ่มลดช่วงลบแล้วครับ
สาเหตุหลักๆการปรับฐานวันนี้มาจากการที่ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งปิดตลาดเมื่อคืนเหนือ $100 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 หลังจากผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านและผู้บัญชาการกองทัพเรือออกมาย้ำจุดยืนว่า จะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไปและพร้อมโจมตีศัตรูขั้นเด็ดขาด
ฝั่งสหรัฐฯ Scott Bessent รัฐมนตรีคลัง เพิ่งประกาศไฟเขียว ปลดล็อกให้สามารถซื้อ "น้ำมันรัสเซียที่ลอยลำอยู่กลางทะเล" ได้เป็นกรณีพิเศษ โดยมีปริมาณน้ำมันค้างสต๊อกอยู่ประมาณ 124 ล้านบาร์เรล (กระจายอยู่ตามท่าเรือและกลางทะเลกว่า 30 แห่งทั่วโลก)
ปริมาณระดับนี้ ดูเหมือนเยอะ แต่จริงๆแล้ว เพียงพอให้คนทั้งโลกใช้ได้ราวๆ 5-6 วัน เท่านั้นครับ แต่มาตรการฉุกเฉินนี้จำกัดเวลาให้ช้อปปิ้งได้ถึงแค่วันที่ 11 เมษายนนี้เท่านั้น แกก็คงมองว่า เอามาช่วยดับไฟราคาน้ำมันโลก ในช่วงนี้ไปก่อนนะ
ส่วนเรื่องที่สหรัฐฯ เคยบอกว่า จะเข้าไปคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะเกิดขึ้นไหม?
Scott Bessent บอกว่า ทันทีที่เป็นไปได้ในทางทหาร ก็พร้อมจะประกาศอีกที พร้อมคุยโวว่าตอนนี้สหรัฐฯ คุมน่านฟ้าได้เบ็ดเสร็จ และกองทัพเรืออิหร่านก็พังพินาศไปหมดแล้ว (จริงไหมไม่รู้)
แต่ความย้อนแย้งมันอยู่ตรงที่ Chris Wright รัฐมนตรีพลังงาน เพิ่งจะบอกสื่อไปหมาดๆ ว่ากองทัพยังไม่พร้อม เพราะกำลังยุ่งกับการถล่มฐานผลิตอาวุธอิหร่านอยู่
อีกด้าน ปธน.ทรัมป์ก็พยายามกดดันให้ CEO บริษัทน้ำมันใจกล้าขับเรือฝ่าไปเองเลย โดยรัฐบาลจะทำคลอดโปรแกรมประกันภัยฉุกเฉิน และดึงบริษัทประกันยักษ์ใหญ่อย่าง Chubb มารับหน้าเสื่อดูแลให้ครับ
คำถามคือ ใครจะกล้าแล่นเรือผ่าน?
----------------------------------
⚠️ความสับสน และสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปมา
น้ำมัน 124 ล้านบาร์เรลนี้จะเข้ามาเติมซัพพลายในตลาดทันที ช่วยเบรกความตื่นตระหนก และตอนเช้านี้ ราคาน้ำมันลงมาต่ำกว่า $100 ดอลลาร์ ย่อตัวลงมาให้ชาวโลกได้พักหายใจบ้างนะครับ
การบอกว่า "จะไปคุ้มกันให้" แต่ตอบไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ ทำให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่เลือกที่จะ "จอดเรือรอ" ต่อไป ซึ่งยิ่งรอนาน ซัพพลายน้ำมันดิบในตลาดโลกก็ยิ่งตึงตัว และราคาก็พร้อมจะพุ่งทะลุเพดานได้ตลอดเวลา
การที่บริษัทประกันอย่าง Chubb ก้าวเข้ามารับเป็นแกนนำ (Lead underwriter) ให้กับโปรแกรมของรัฐบาล ถือเป็นดีลประวัติศาสตร์ที่น่าจับตามากครับ เพราะเบี้ยประกันในพื้นที่สีแดงแบบนี้แพงมหาศาล
... แต่ถ้าพลาดมีเรือจมขึ้นมา มูลค่าการเคลมก็มโหฬารเช่นกัน
📌ตลาดจะวิ่งไปในทิศทางไหนต่อ?
ตลาดจะยังคงเล่นชักเย่อกันระหว่าง "คำสัญญาของสหรัฐฯ" กับ "คำขู่ของอิหร่าน"
ตราบใดที่ยังไม่มีรูปถ่ายหรือหลักฐานว่ามีเรือน้ำมันวิ่งฝ่าช่องแคบฮอร์มุซออกมาได้แบบปลอดภัย 100% ราคาน้ำมันก็จะยังลอยตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปครับ
นักลงทุน อดทนรอกันไปก่อนนะครับ
Mr.Messenger รายงาน

ไทย
