
หนุ่มเทสดีหลงรักสาวไอดอล
1.4K posts


@sopons คุณรู้จักจริงๆ ไหมครับว่า "ความยากลำบาก" คืออะไร?
ไทย

AI อาจจะสร้าง ‘ผลลัพธ์’ ที่ดีให้เราได้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็พราก ‘การเติบโต’ ไปจากเราเช่นเดียวกัน
.
เรามีเวลาว่างมากขึ้น เราทำงานเสร็จไวขึ้น เราดูเหมือนจะโปรดักทีฟขึ้นในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน
.
แต่หลังจากผมไปอ่านงานหนึ่งบนเว็บ BigThink (ลิงก์อยู่ในคอมเมนต์นะครับ) มีคำถามที่น่าสนใจและอยากชวนให้กลับมาทบทวนสักหน่อยคือ หากเราตัดความยากลำบากออกไปจากชีวิตจนหมด เรายังเหลืออะไรที่เป็น "ความภูมิใจ" ของมนุษย์อยู่อีกบ้าง?
.
Sven Nyholm ศาสตราจารย์ด้านจริยศาสตร์ AI จากมหาวิทยาลัย Ludwig Maximilian แห่งมิวนิก มองเห็นสัญญาณเตือนที่น่ากังวลบางอย่างในห้องเรียนของเขา เมื่อนักศึกษาจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะอ่านบทสรุปสำเร็จรูปจาก AI แทนที่จะพยายามทำความเข้าใจตำราที่หนาและซับซ้อนด้วยตัวเอง
.
"AI ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้คนเลิกคิด" Nyholm กล่าวไว้ในบทความบนสื่อ Big Think “แต่เราจะเรียนปรัชญาในมหาวิทยาลัยไปทำไม หากคุณไม่อยากคิด ไม่อยากลับคมความสามารถในการวิเคราะห์วิจารณ์ และเลือกที่จะเอาต์ซอร์ซสิ่งเหล่านี้ไปให้โปรแกรม AI ที่ไร้จิตใจแทน?"
.
Nyholm เล่าย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในปี 2016 ที่ AlphaGo AI จาก Google เอาชนะแชมป์โลกหมากล้อมอย่าง Lee Sedol
.
ท่ามกลางเสียงแซ่ซ้องของความสำเร็จทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ Nyholm ชวนให้เรามองข้ามระบบโค้ดดิ้งอันซับซ้อน และหันไปมอง "พนักงานของ Google DeepMind" ที่นั่งอยู่หน้ากระดาน ซึ่งเป็นคนที่คอยหยิบเม็ดหมากวางตามการคำนวณ AI ที่อยู่บนหน้าจอ
.
พนักงานคนนั้นไม่จำเป็นต้องเก่งหมากล้อม เขาอาจจะไม่เข้าใจกลยุทธ์เหนือชั้นบนกระดานนั้นด้วยซ้ำ และแน่นอนครับ ไม่มีใครในโลกยกย่องเขาในฐานะแชมป์โลกคนใหม่
.
เพราะการแค่ 'ทำตามคำสั่ง' หรือ 'กดปุ่ม' ไม่เคยสร้างความรู้สึกถึงความสำเร็จที่แท้จริง
.
นี่คือสิ่งที่ Nyholm เรียกว่า "ช่องว่างแห่งความสำเร็จ" (The Achievement Gap)
.
เมื่อเราพึ่งพา AI ให้ทำงานที่ต้องใช้สมองและทักษะแทนเรา เราอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีงาม แต่เราจะสูญเสียสถานะของการเป็น "ผู้สร้าง" ไปอย่างสิ้นเชิง
.
ในปี 2023 มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนคือ Boris Eldagsen ที่ปฏิเสธรางวัลภาพถ่ายระดับโลกและเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าภาพนั้นถูกสร้างจาก AI และตัวเขาเป็นได้เพียงแค่ "ผู้ป้อนคำสั่ง" (Promptographer) ไม่ใช่ช่างภาพที่ควรคู่กับรางวัลแต่อย่างใด
.
Ted Chiang นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ระดับโลก และหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลด้าน AI แห่งปี 2023 ของนิตยสาร TIME ได้ตั้งคำถามที่สั่นสะเทือนวงการศิลปะและเทคโนโลยีผ่านบทความ "Why A.I. Isn’t Going to Make Art" ว่า ศิลปะหรืองานที่มีความหมาย ไม่ใช่แค่มองผลลัพธ์เป็นภาพที่สวยงามหรือข้อความที่สละสลวย แต่มันคือ "สถาปัตยกรรมของการตัดสินใจ" (Architecture of Choices)
.
หมายถึงอะไร?
.
เมื่อมนุษย์ลงมือเขียนหนังสือสักเล่ม หรือวาดภาพสักภาพ เราต้องผ่านการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ นับหมื่นนับแสนครั้ง เราต้องเลือกคำ ลบเส้น ลังเล สับสน ทิ้งขว้าง นำกลับมาใช้ใหม่ และต่อสู้กับข้อจำกัดของตัวเอง กระบวนการ (Process) เหล่านี้แหละคือสิ่งที่บรรจุ "เจตจำนง" (Intention) และสะท้อนประสบการณ์ชีวิตที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ลงไปในผลงาน
.
ในขณะที่การพิมพ์ Prompt สั้นๆ ไม่กี่ร้อยคำ คุณได้ทำการตัดสินใจไปเพียงหยิบมือ ที่เหลือ AI เป็นคนเติมเต็มและคิดแทนคุณ โดยหยิบยืมค่าเฉลี่ยของข้อมูลจากทั้งอินเทอร์เน็ตมาปะติดปะต่อกัน
.
Chiang สรุปประเด็นนี้ไว้ได้อย่างทรงพลังว่า:
.
"ในการสร้างสรรค์นวนิยายหรือภาพวาด ศิลปินต้องผ่านการตัดสินใจเลือกในสิ่งที่แปลกแยกและอยู่คนละขั้วกับปัญญาประดิษฐ์อย่างสิ้นเชิง... หากเรามองว่าศิลปะคือรูปแบบที่ควบแน่นของเจตจำนง การใช้ Generative AI ก็คือวิธีการเจือจางเจตจำนงนั้นให้เบาบางลง"
.
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ AI มอบให้เราคือ ผลลัพธ์ (Outcome) ที่รวดเร็ว แต่สิ่งที่มันพรากไปจากเราอย่างแนบเนียนคือ กระบวนการ (Process) ที่ยากลำบากแต่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์
.
เราอยู่ในโลกที่หมกมุ่นกับความสำเร็จจนลืมไปว่า คุณค่าของการมีชีวิตอยู่มักซ่อนตัวอยู่ในระหว่างทาง การสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต้องอาศัยความลำบาก ขัดแย้ง แตกต่างและความอดทน การเรียนรู้ทักษะใหม่ต้องแลกมาด้วยความหงุดหงิดและความล้มเหลว ความรู้สึกสับสน คลำหาทางไม่เจอ คือกระบวนการปกติที่สมองมนุษย์กำลังดิ้นรนเพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ๆ
.
เมื่อ AI สามารถเสกกระดาษรายงาน เขียนอีเมลเจรจาธุรกิจ วาดภาพประกอบ หรือแม้แต่แต่งเพลงให้เราได้ในไม่กี่คลิ๊ก เราอาจจะประหยัดเวลาได้มหาศาล แต่เรากำลังทิ้ง "พื้นที่" ที่ให้เราได้หลงทาง ได้ขบคิด และได้ปะติดปะต่อความเข้าใจด้วยสติปัญญาของเราเอง
.
เราต้องอย่าลืมว่าการปล่อยให้ตัวเองสับสนและดิ้นรน คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการตกผลึกทางความคิด
.
และการตกผลึกแบบนี้ต้องใช้เวลาและต้องให้เวลากับตัวเอง
.
อันตรายที่แท้จริงในยุคนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ AI จะฉลาดกว่ามนุษย์ แต่อยู่ที่มัน "ดูเหมือน" จะฉลาด จนทำให้มนุษย์ตายใจ และยอมส่งมอบสิทธิขาดในการคิดให้กับมันอย่างง่ายดาย
.
Nyholm เปรียบเปรยสถานการณ์นี้ว่า เหมือนเรากำลังจับตัวเองเข้าไปอยู่ใน “Chinese Room” ของนักปรัชญา John Searle ซึ่งในอดีตทฤษฎีนี้ใช้อธิบายเครื่องจักรที่โต้ตอบได้โดยไม่เข้าใจความหมาย
.
ในวันนี้ มนุษย์เรานี่แหละที่กำลังกลายเป็นคนในห้องนั้นเสียเอง เราส่ง Prompt เข้าไป รอรับคำตอบที่เรียบเรียงมาอย่างสวยหรูจากระบบ แล้วส่งต่อให้โลกภายนอก โดยที่เราไม่ได้ทำความเข้าใจ ล้มเหลว หรือเรียนรู้อะไรจากมันเลย
.
เรากลายเป็นเพียง "ท่อผ่านของข้อมูล" ที่ปราศจากร่องรอยของการเติบโต
.
แน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องเดินหันหลังให้กับวิวัฒนาการ หรือปฏิเสธเทคโนโลยี เพราะนั่นเป็นไปไม่ได้
.
กลับกัน เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างมีวุฒิภาวะ ใช้สติ คัดเลือกและค้นหาจุดสมดุลระหว่างความสะดวกสบายกับความหมายของชีวิต
.
ให้ AI รับหน้าที่ในงานที่น่าเบื่อหน่าย งานเชิงระบบที่ไม่ได้สร้างคุณค่าใดๆ กับสติปัญญาของคุณ เพื่อทวงคืนเวลาที่มีค่ากลับมา
.
แต่วาง AI ลงเสียบ้าง เมื่อคุณเผชิญหน้ากับงานที่ท้าทาย งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรืองานที่คุณอยากจะนิยามว่ามันคือ "ตัวตน" และ "ความภูมิใจ" ของคุณ
.
อย่าให้ความรวดเร็วมาหลอกลวงคุณว่าคุณเก่งขึ้น ความเชี่ยวชาญระดับมาสเตอร์ไม่ได้เกิดจากการกดเพียงคลิกเดียว แต่มันเกิดจากเวลา การฝึกฝน และความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้
.
“ความยอดเยี่ยมเติบโตขึ้นจากความพยายาม” Nyholm อธิบาย
.
มีคนเคยพูดกับ Itzhak Perlman นักไวโอลินระดับตำนานว่าอยากจะสละชีวิตเพื่อให้เล่นได้แบบเขา Perlman ตอบกลับไปว่า "ผมได้สละชีวิตของผมไปแล้ว เพื่อให้เล่นได้แบบที่ผมเป็นอยู่"
.
ความสะดวกสบายอาจสร้างผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ แต่ความยากลำบากต่างหากที่สร้าง 'มนุษย์' แบบที่เราเป็น
.
จงหวงแหนความยากลำบากที่คุ้มค่าเอาไว้ อย่าเอาต์ซอร์ซกระบวนการเติบโตไปให้ใครทำแทน เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่ AI แย่งชิงไปจากเราไม่ได้ และเป็นสิ่งเดียวที่พิสูจน์ว่า เรายังคงเป็นสถาปัตยกรรมของการตัดสินใจในชีวิตของเราเอง
.
[ #เก่งแบบเป็ด 🦆]
[ Better, Not Done ]

ไทย

คือมึงจะแสดงออกว่ามึงมี freedom of speech ว่างั้น จะบอกโลกว่ามึงและพวกรัฐพันลึกของมึง liberalism จ๋าเลยว่างั้น จะพูดอะไรทางการแต่ไม่มีบทพูดมาเลย เดี๋ยวกูจะลองความอดทนตัวเองกลั้นใจฟังมึงให้จบๆ นะ จะได้รู้ว่าตัวจริงสมองของมึงมันโง่บรมขนาดไหน 😏
ฮ.นกฮูก(สีส้ม)@skongki2000
เลือกกันมาเองนะพลัส
ไทย

@skongki2000 เรื่องข้อมูล = common โคตรๆ, เรื่องวิธีการแก้ปัญหา = 0%, เรื่องเส้นสาย = รู้ลึกรู้ชัดชิบหายเลย, เรื่องการแต่งกาย = ไอ้สัสมึงไปทำงานอบต.เหอะ.
ไทย

@readswithravi And you... do nothing for everytime. Oh damn guy.
English

@volleyppk ต้องยอมรับว่าคนบีบแตรก็เป็นคนที่สันดานไม่ดีคนนึงด้วยนะครับ แถมถ่ายคลิปไว้อีก
ไทย

@realDonaldTrump I don't accept your more over freedom of speech. Thoughtlessness.
English

@realDonaldTrump "Controlling others is power; controlling oneself is true power." (From the Tao Te Ching)
English
หนุ่มเทสดีหลงรักสาวไอดอล retweetledi
หนุ่มเทสดีหลงรักสาวไอดอล retweetledi

@sopons ทำไมผมจึงต้องเชื่อคุณครับ พูดสับไปสับมา โคตรจะมั่ว ตอนแรกบอกจักรวาลไม่ให้อะไร ตอนหลังบอกจักรวาลเปิดกว้าง เดี๋ยวก็ยกคำคนนั้นคนโน้นมาที แต่เอามาแค่ประโยคเดียว แล้วคุณก็ขยายมันเกินขอบเขต คุณพูดเป็นแค่ทีละประโยค หนึ่งประโยคเป็นความนึง ประโยคต่อไปเปลี่ยนความแล้ว เขียนหนังสือไม่เป็นหนิ
ไทย

หากคุณคิดว่า “จักรวาลกำลังร่วมมือกลั่นแกล้งคุณ”
.
ผมมีข่าวดีมาบอกครับว่า “จักรวาลไม่ได้สนใจคุณขนาดนั้น”
.
หากคุณคิดว่า “จักรวาลต้องมีคำตอบว่าความหมายของชีวิตคุณคืออะไร ที่ไหนสักแห่ง”
.
ผมมีข่าวร้ายมาบอกครับว่า “จักรวาลไม่ได้สนใจคุณขนาดนั้น”
.
ที่จริงแล้ว จักรวาลไม่ได้เกลียดคุณ และจักรวาลก็ไม่ได้รักคุณ
.
มันแค่ไม่สนใจคุณเลยต่างหาก
.
ฟังดูหดหู่ แต่ถ้าใช้เวลาคิดเรื่องนี้ให้ดี มันคือสิ่งที่ทำให้โล่งใจที่สุดในโลกเลยละครับ
.
เพราะนั่นหมายความว่าจักรวาลไม่ได้ตั้งใจให้ชีวิตคุณยากลำบาก ไม่ได้ทดสอบคุณ ไม่ได้รอให้คุณ “พิสูจน์” ตัวเอง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ผลของกฎที่ดำเนินไปตามปกติ ไม่มีมากไม่มีน้อย
.
และถ้าจักรวาลไม่ได้มอบความหมายอะไรไว้ให้คุณตั้งแต่ต้น คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ แล้วความหมายชีวิตที่เรารอให้จักรวาล “เผย” ให้ มันซ่อนอยู่ที่ไหนกัน?
.
ไม่รู้ว่าแปลกไหม แต่ผมเริ่มถามคำถามพวกนี้ตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุน อยากรู้ว่า ‘เราเกิดมาทำไมเหรอ?’
.
ชีวิตมีความหมายอะไร? ในเมื่อสุดท้ายเราก็ต้องจากโลกนี้ไปอยู่ดี? ทำไมทุกวันเราต้องลุกขึ้นมาเพื่อเผชิญหน้ากับปัญหามากมาย ตะเกียกตะกายทำงานเพื่อให้มีเงินมาซื้อปัจจัยสี่ แล้วทำไมคนมากมายถึงขวนขวายสิ่งที่เรียกว่าอำนาจหรือความสำเร็จกันด้วย
.
คำถามเหล่านี้ตอบได้หมดหรอกในโพสต์เดียว หรือหนังสือสักเล่ม หรือบางทีใช้ทั้งชีวิตก็ยังหาคำตอบไม่ได้
.
มีหลายช่วงเวลาในชีวิตที่ผมกลับมานั่งอยู่เงียบๆ แล้วคิดกับคำถามแบบนี้
.
รู้สึกว่าชีวิตยังขาดอะไรบางอย่าง
.
ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่เวลา ไม่ใช่คนรัก
.
แต่เป็นความรู้สึกที่อธิบายยากว่า “ยังไม่เจอสิ่งที่ใช่”
.
ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร รออยู่ว่าวันหนึ่งชีวิตจะ “บอก” ให้รู้เองว่าควรเดินไปทางไหน
.
และระหว่างที่รออยู่นั้น วันก็ผ่านไปทีละวัน
.
จนกระทั่งวันหนึ่งผมลองพลิกคำถามกลับด้าน “หากจักรวาลไม่ได้วางแผนชีวิตคุณไว้เลยละ?” “ชีวิตอาจจะไม่ได้มีความหมายอะไรเลย เพียงแค่เกิดขึ้นเท่านั้น”
.
P.Z. Myers นักชีววิทยาจาก University of Minnesota เขียนไว้ในหนังสือ This Will Make You Smarter ว่าสิ่งที่มนุษย์ควรเข้าใจมากที่สุดอย่างหนึ่งคือ Mediocrity Principle หรือ “หลักการที่บอกว่าคุณไม่ได้พิเศษ”
.
เรียกอีกอย่างคือ เราก็แค่มีอยู่ตรงนี้
.
มันไม่ใช่การดูถูกคุณค่าความเป็นมนุษย์นะครับ แต่เป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์
.
ดวงอาทิตย์ไม่ได้ถูกวางไว้ในตำแหน่งนี้เพื่อโลก มันแค่เกิดขึ้นจากการกระจายตัวของก๊าซและฝุ่นในอวกาศตามโอกาส คุณเองก็เกิดมาจากการสุ่มทางพันธุกรรม จากการแข่งขันของเซลล์สืบพันธุ์นับล้านตัว ไม่ใช่เพราะจักรวาลเลือกคุณ
.
ทุกสิ่งดำเนินไปตามกฎของธรรมชาติและความบังเอิญ ไม่มีเจตนาแอบซ่อนอยู่ข้างหลัง
.
Myers สรุปไว้ตรงๆ ว่า
.
“The universe lacks both malice and benevolence, but that everything does follow rules”
.
“จักรวาลไม่มีความร้ายและไม่มีความดีงามใดๆ สิ่งที่มีอยู่คือกฎ — และทุกสิ่งดำเนินไปตามนั้น”
.
งั้นแสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่คำตอบ แต่อยู่ที่ตัวคำถามเอง
.
เมื่อถามว่า “เราเกิดมาเพื่ออะไร?” นั่นหมายถึงคาดหวังและตั้งสมมติฐานไว้แล้วว่ามีคำตอบอยู่แล้วที่ไหนสักที่ รอให้เราไปค้นพบ เหมือนสมบัติที่ฝังอยู่ใต้ดิน รอแต่คนที่ขยันขุดพอ
.
Jean-Paul Sartre นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเสนอแนวคิดที่พลิกความเข้าใจนี้ไปโดยสิ้นเชิง ในงานบรรยายปี 1945 ที่ต่อมาตีพิมพ์ในชื่อ Existentialism Is a Humanism เขาบอกว่า
.
“Existence precedes essence”
.
มนุษย์ไม่เหมือนค้อน ค้อนถูกผลิตขึ้นมาพร้อมจุดประสงค์ตายตัว เพื่อตอกตะปู ส่วนมนุษย์ไม่มีจุดประสงค์อะไรแบบนั้น เราเกิดมาก่อน แล้วค่อยสร้างความหมายทีหลังผ่านการเลือกและการกระทำ
.
ไม่มีสาระสำคัญสำเร็จรูปรออยู่ในตัวคุณ ไม่มีพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่รอให้ค้นพบ ไม่มีเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้แล้วโดยจักรวาล
.
มีแค่ตัวคุณ และการเลือกของคุณเท่านั้น
.
Sartre เรียกสิ่งนี้ว่า “condemned to be free” หรือการถูกตัดสินให้เป็นอิสระ
.
มนุษย์แต่ละคนต้องรับผิดชอบต่อทุกการกระทำของตัวเองอย่างเต็มที่
.
ในจักรวาลที่ไม่มีความหมายกึ่งสำเร็จรูปแบบเทน้ำร้อนรอสามนาทีแล้วพร้อมรับได้เลย คำว่า ‘ถูกตัดสิน’ ในที่นี้ไม่ใช่การลงโทษ แต่หมายถึงการที่เราไม่ได้เลือกที่จะเกิดมา
.
เราถูกโยนเข้ามาในการมีชีวิตอยู่แบบไม่มีคู่มือประกอบร่างเหมือนตู้หนังสือ IKEA แล้วถูกบังคับให้เลือก พร้อมแบกรับน้ำหนักของอิสรภาพและความรับผิดชอบนั้นไว้คนเดียว
.
นี่คือสิ่งที่น่ากลัวและน่าตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน
.
น่ากลัว เพราะไม่มีใครมารับผิดชอบแทน
.
น่าตื่นเต้น เพราะหมายความว่าทุกอย่างยังเปิดกว้างอยู่เสมอ
.
แน่นอนแต่ละคนไม่เหมือนกัน เจอปัญหาแตกต่างกัน ยากง่ายไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายไม่ว่ายังไงก็ต้องรับผิดชอบกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วยตัวเองทั้งสิ้น
.
แล้วถ้าความหมายต้องสร้าง ไม่ใช่ค้นหา คำถามใหม่คือ สร้างอย่างไร?
.
สิ่งที่ Sartre เน้นซ้ำๆ คือ ความหมายไม่ได้เกิดจากการคิด แต่เกิดจากการลงมือ คนส่วนใหญ่ทำแบบกลับกัน รอให้รู้สึกก่อนแล้วค่อยทำ รอให้ชัดเจนก่อนแล้วค่อยเริ่ม
.
แต่ความชัดเจนมักมาหลังการลงมือ ไม่ใช่ก่อน
.
ลองเปลี่ยนลำดับแบบนี้ครับ
.
1. เริ่มจากสิ่งที่ดึงดูดความสนใจคุณในวันนี้ ไม่ต้องรู้ว่ามันจะนำไปที่ไหน แค่ทำมัน สังเกตว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรระหว่างทาง
.
2. สะสมการกระทำซ้ำๆ แล้วมองย้อนกลับไป ความหมายมักปรากฏชัดขึ้นเมื่อมองย้อนหลัง ไม่ใช่เมื่อมองหน้า Steve Jobs เคยพูดในสุนทรพจน์ที่ Stanford ปี 2005 ว่า “You can’t connect the dots looking forward; you can only connect them looking backward” — จุดต่างๆ เชื่อมกันได้เมื่อมองย้อนกลับไปเท่านั้น
.
3. ยอมรับว่าความหมายเปลี่ยนได้ ไม่มีกฎว่าสิ่งที่สร้างไว้ในวัย 25 ต้องเป็นคำตอบตลอดชีวิต Sartre เองก็บอกว่ามนุษย์คือสิ่งที่ตัวเองทำให้กลายเป็น และนั่นหมายความว่าเราสร้างใหม่ได้เสมอ
.
จักรวาลไม่ได้โหดร้ายที่ไม่มอบความหมายสำเร็จรูปให้คุณ
.
มันแค่เปิดพื้นที่ว่างเป็นกระดาษโล่งๆ ไว้ให้
.
แล้วยัดปากกาไว้ในมือให้คุณถือเอง
.
- โสภณ ศุภมั่งมี

ไทย






















