RIEF retweetledi
RIEF
705 posts

RIEF
@RIEF145
A girl with glasses, talkative, and ห้ะ อะไรนะ ฟังไม่ชัด
Katılım Temmuz 2025
11 Takip Edilen17 Takipçiler
RIEF retweetledi
RIEF retweetledi
RIEF retweetledi

เพิ่มอีกนิด คนที่ดูแมพเก่ง ๆ แบบ หยิบโทรศัพท์มาดูแป๊ปเดียว ซูมเข้าซูมออกห้านาที เก็บใส่กระเป๋ากางเกง พร้อมบอก ป่ะ เค้าจำทางได้ละ ละเราก็เดินดุ๊ก ๆ ตามเค้า คือ โคตรจะเท่บอกเลย
For Fun@Nobody_Knows
ระหว่างนั่งทานข้าว ได้ยินสาวๆ เค้าคุยกัน เค้าบอกว่า ผู้ชายที่ขับรถเก่ง รู้จักเส้นทาง เป็นผู้ชายที่ดูมีเสน่ห์ ได้ยินข้อนี้ แล้วก็แบบ เออเนอะ มุมนี้ผู้ชายไม่คิดว่าเป็นข้อดีด้วยซ้ำ
ไทย
RIEF retweetledi

RIEF retweetledi
RIEF retweetledi
RIEF retweetledi
RIEF retweetledi
RIEF retweetledi
RIEF retweetledi
RIEF retweetledi
RIEF retweetledi

ยานโอไรออนกลับสู่โลก ด้วยความเร็วทะลุ 38,367 km/h พุ่งแหวกความร้อน 2,760 องศา ครั้งเมื่อยานโอไรออน (Orion spacecraft) จากภารกิจอาร์ทีมิส 2 (Artemis 2) เดินทางกลับจากดวงจันทร์และมาสู่อ้อมกอดของแรงโน้มถ่วงโลกอีกครั้ง ในตอนที่ตัวยานแตะขอบชั้นบรรยากาศโลกที่ความสูงประมาณ 120 กิโลเมตร จะพุ่งทะยานลงมาด้วยความเร็วทะลุ 38,367 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว ซึ่งเป็นความเร็วระดับที่สามารถพาเราบินจากนิวยอร์กไปโตเกียวได้ในเวลาไม่ถึง 20 นาทีเท่านั้น
การจะเบรกความเร็วระดับนี้ได้ ยานต้องอาศัยชั้นบรรยากาศของโลกเป็นตัวช่วยชะลอ เมื่อยานพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูงลิ่ว อากาศบริเวณด้านหน้ายานจะหลบไม่ทันและถูกบีบอัดเข้าหากันอย่างรุนแรง หรือที่ในทางฟิสิกส์เรียกว่าการบีบอัดของคลื่นกระแทก (shock wave compression)
แรงบีบอัดนี้จะสร้างความร้อนมหาศาลทะลุ 2,760 องศาเซลเซียส จนก๊าซรอบๆ แตกตัวกลายเป็นพลาสมา (plasma) ห่อหุ้มตัวยานเอาไว้ และบล็อกสัญญาณสื่อสารทั้งหมดจนศูนย์ควบคุมภาคพื้นดินไม่สามารถติดต่อกับยานได้ไปชั่วขณะ
เพื่อปกป้องชีวิตนักบินอวกาศจากความร้อนสุดขั้วนี้ ใต้ท้องยานจึงมีการติดตั้งแผ่นกันความร้อน (heat shield) ที่สร้างจากโครงไทเทเนียมและบุทับด้วยวัสดุทนความร้อนที่เรียกว่า แอฟโคต (Avcoat) หนา 3.8 เซนติเมตร จำนวน 186 บล็อกประกอบเข้าด้วยกัน ความน่าสนใจคือระบบนี้ทำงานผ่านกลไกการหลุดลอก (ablation) โดยบล็อกวัสดุเหล่านี้จะค่อยๆ เผาไหม้และหลุดลอกออกไป เพื่อดึงเอาความร้อนให้ลอยทิ้งออกไปกับเศษซากเหล่านั้น และป้องกันไม่ให้ความร้อนทะลวงเข้าไปถึงห้องโดยสารด้านในได้นั่นเอง
ถึงอย่างนั้น ด้วยการทดสอบบินจริงของภารกิจอาร์ทีมิส 1 (Artemis 1) แบบไร้คนขับเมื่อปลายปี ค.ศ. 2022 ก็ได้มอบบทเรียนสำคัญที่อยู่นอกเหนือการคำนวณเอาไว้อยู่ เมื่อทีมวิศวกรพบว่าความร้อนที่สูงจัดที่เกิดขึ้น จะไปทำให้ก๊าซที่ซ่อนตัวอยู่ใต้แผ่นกันความร้อนเกิดการขยายตัว และดันเอาวัสดุแอฟโคตที่ไหม้เกรียมให้หลุดลอกออกเป็นชิ้นๆ ได้มากกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อน
จากหลักฐานชิ้นนี้ นาซา จึงต้องปรับแผนการบินใหม่ในช่วง 8 นาทีสุดท้ายก่อนถึงพื้นโลก แผนเดิมที่ตั้งใจจะให้ยานแตะชั้นบรรยากาศแล้วเด้งออกสลับกันไปเหมือนการร่อนหินบนผิวน้ำ (skipping stone) เพื่อค่อยๆ แตะเบรก ถูกเปลี่ยนเป็นการบังคับยานให้พุ่งฝ่าชั้นบรรยากาศลงมาด้วยมุมที่ชันขึ้น การทำแบบนี้จะช่วยร่นระยะเวลาที่ตัวยานต้องเผชิญหน้ากับความร้อนและความเร็วระดับวิกฤตให้สั้นลง และเซฟแผ่นกันความร้อนไม่ให้รับภาระหนักจนเกินไป
เมื่อทะลวงผ่านช่วงเวลาสุดหฤโหดนี้มาได้ ระบบกลไกดินระเบิด (pyrotechnics) จะถูกสั่งการให้ยิงร่มชูชีพ (parachutes) ชุดต่างๆ ออกมาตามระดับความสูงเพื่อกระตุกดึงยานเอาไว้ จนความเร็วลดลงเหลือไม่ถึง 32 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พานักบินอวกาศกลับมาแตะผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก นอกชายฝั่งเมืองซานดิเอโกได้อย่างนุ่มนวลและปลอดภัย

ไทย
RIEF retweetledi
RIEF retweetledi
RIEF retweetledi

คือคนชอบบอกว่าสำรวจอวกาศมันเปลืองงบประมาณ แต่นี่ก็รู้สึกทุกทีว่าสิ่วที่แสดงศักยภาพมนุษย์ได้ดีที่สุดคือเรื่องการสำรวจอวกาศเนี่ยแหละ ทุกคนกลับมา space race เถอะ กุเบื่อสงครามแล้ว 😭😭😭😭😭
นายอาร์ม 🙋@castby9arm
เราคำนวณวงโคจรดวงจันทร์ ส่งยานใส่จรวดไปดักเจอ แล้วก็ให้ดวงจันทร์เหวี่ยงกลับมา ลงจอดบนน้ำนิ่มๆ ตามตำแหน่งที่คิดไว้เป๊ะ นะเว้ยๆๆๆๆ
ไทย
RIEF retweetledi

ขึ้นบีทีเย้ดแล้วใจชื้นมาก มีคนยังต้องทำงานเหมียนเราอีกแสนล้านคน
ไม่เชื่อครับ โม้🤗@reno____o
กรุงเทพที่ควรจะเป็นกลับมาวันนี้มั้ยคับ
ไทย














