
Sumet Thongphun
21K posts

Sumet Thongphun
@Sumet_th
อดีตนักข่าวการเมือง ที่ปัจจุบันพึงพอใจกับการติดตามข่าวสาร




ปฏิบัติการ SLAPP เกิดขึ้นในวุฒิสภาแล้ว วันที่ 28 ตุลาคมนี้ วุฒิสภาบรรจุวาระด่วนเรื่อง ให้มีการลงมติการร้องเรียนจริยธรรมของสว.นันทนา นันทวโรภาส เป็นการด่วน สืบเนื่องมาจากในเดือนตุลาคม 2567 ได้มีผู้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา ว่าดิฉันมีพฤติกรรมที่ไม่เคารพสิทธิเสรีภาพ เสียดสีด้อยค่า สว.ท่านหนึ่งในสภา ด้วยคำกล่าวที่ว่า “ดิฉันถูกโหวตออกจากรรมาธิการพัฒนาการเมือง ได้คนขายหมูเข้ามาเป็นกรรมาธิการ .. ซึ่งตรงนี้ขอฟ้องประชาชน ว่ากระบวนการคัดสรรผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งในกมธ. ไม่ได้คำนึงถึงฐานประวัติกลุ่มอาชีพของผู้สมัครเข้ามาเป็นสว. แต่ใช้เสียงข้างมากในการโหวต” ซึ่งคณะกรรมการจริยธรรมประกอบไปด้วยสว.จำนวน 22 คน ในจำนวนนี้มีสว.ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีฮั้วสว.จำนวนทั้งสิ้นถึง 15 คน รวมทั้งพลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการด้วย ซึ่งดิฉันได้ร้องคัดค้านกรรมการทั้ง 15 คนนี้ เนื่องจากดิฉันได้ออกมาต่อสู้ให้สว.เหล่านี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และชะลอการลงมติเพื่อเลือกองค์กรอิสระ จึงถือว่าเป็น “คู่ขัดแย้ง” โดยตรง ย่อมไม่อาจมาทำหน้าที่วินิจฉัยคดีนี้ได้ แต่คณะกรรมการชุดนี้ก็ยังดึงดันที่จะสอบสวนต่อ โดยทุกอย่างดำเนินการโดย “ลับ” และยังกลั่นแกล้งมิให้นำพยานคนสำคัญ ได้แก่ รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว ดร.ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และทนายอนันตชัย ไชยเดชเข้าให้ปากคำต่อคณะกรรมการ ทั้งที่ได้มีหนังสือนัดหมายไว้แล้ว จึงถือว่ากระบวนการสอบสวนจริยธรรมนี้ “มิชอบ” ทั้งตัวคณะกรรมการ 15 คนที่เป็น “คู่ขัดแย้ง” กับดิฉัน และกระบวนการสอบสวนที่ปิดลับ ไม่เปิดโอกาสให้มีการชี้แจงอย่างโปร่งใส เป็นการ “ปิดประตูตีแมว” รวบรัดลงมติกันโดยอคติ กลั่นแกล้ง เพื่อต้องการให้ดิฉันพ้นจากตำแหน่ง สว. การนำมติกล่าวโทษดิฉันเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภานี้ กำหนดให้เป็นการประชุมลับตามข้อบังคับที่ 42 ซึ่งประชาชนจะไม่ได้รับรู้ข้อมูลใดๆเลย และในที่สุดก็จะมีการลงมติ ตามข้อบังคับที่ 43 วรรคสอง โดยใช้เสียงสว. สามในห้า หรือ 120 เสียง เพื่อส่งให้ปปช.ดำเนินคดีต่อไป นี่คือการฟ้อง “ปิดปาก” มิให้ดิฉันออกมาเปิดโปง กระบวนการ “ฮั้วสว” และมิให้ “ยับยั้ง” การลงมติเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระอีกต่อไป หากดิฉันถูกบดขยี้เช่นนี้ได้ ก็จะเป็นกรณีตัวอย่าง มิให้สว.อิสระอื่นๆขัดขืน ต่อสว.สีน้ำเงิน และต้องยอมจำนนต่อการ “กินรวบ” ในวุฒิสภาตลอด 5 ปีนี้ นี่คือกระบวนการ “ปิดหูปิดตาประชาชน” เป็นขบวนการ “กินรวบประเทศไทย” ที่จะเป็นหายนะของประเทศอย่างใหญ่หลวง หากอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ องค์กรอิสระ ตกอยู่ในมือของคนกลุ่มเดียว ด้วยความกล้าหาญ และยึดมั่นในอุดมการณ์ ดิฉันเชื่อว่า เสียงเล็กๆ ในฐานะสว.ของดิฉัน จะสามารถพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนได้ เพราะดิฉันจะเปิดโปงความฉ้อฉลทั้งปวง ที่เกิดขึ้นกับประเทศนี้ ขอประชาชนร่วมเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ต่อสู้กับความบิดเบี้ยวนี้ไปด้วยกัน #สวนันทนา #SLAPP #วุฒิสภา






จากที่ผมให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นที่พรรคเพื่อไทย เชิญ ท่านอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร เข้าร่วมประชุมกับทีมไทยแลนด์ ผมเพียงแต่ชี้แจงให้เห็นตัวอย่างว่าในทุกรัฐบาลที่ผ่าน การที่รัฐบาลหรือรัฐมนตรีเชิญบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถจากทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นบุคคลผู้ที่ประสบความสำเร็จ มีประสบการณ์ในการบริหารงานหรือบริหารประเทศ มาร่วมหารือ เพื่อหาหนทางในการแก้ไขปัญหาประเทศนั้น เป็นเรื่องปกติที่ทุกรัฐบาลทำ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะดิสเครดิตต่อพรรคการเมืองใด แค่เพียงยกตัวอย่างให้เห็นเท่านั้น เช่นในกรณี รัฐบาลปี 2541 ครับ

จากที่ผมให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นที่พรรคเพื่อไทย เชิญ ท่านอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร เข้าร่วมประชุมกับทีมไทยแลนด์ ผมเพียงแต่ชี้แจงให้เห็นตัวอย่างว่าในทุกรัฐบาลที่ผ่าน การที่รัฐบาลหรือรัฐมนตรีเชิญบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถจากทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นบุคคลผู้ที่ประสบความสำเร็จ มีประสบการณ์ในการบริหารงานหรือบริหารประเทศ มาร่วมหารือ เพื่อหาหนทางในการแก้ไขปัญหาประเทศนั้น เป็นเรื่องปกติที่ทุกรัฐบาลทำ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะดิสเครดิตต่อพรรคการเมืองใด แค่เพียงยกตัวอย่างให้เห็นเท่านั้น เช่นในกรณี รัฐบาลปี 2541 ครับ








เรียน พี่น้องประชาชนที่เคารพ วันที่ 22 พฤษภาคมปีนี้ เป็นวันครบรอบ 11 ปี รัฐประหาร ซึ่งถือเป็นการยึดอำนาจอธิปไตยของประชาชนทั้งประเทศ และเป็นวันที่ศาลปกครองสูงสุด อ่านคำวินิจฉัยให้ดิฉันต้องชดใช้หนี้กว่า 10,000 ล้านบาท จากคดีระบายข้าว ทั้งที่ดิฉันไม่ได้เป็นจำเลยในคดีนี้ และศาลปกครองกลางได้เคยวินิจฉัยว่าดิฉันไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายในกรณีดังกล่าวมาแล้ว จากคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดในวันนี้ ทำให้ดิฉันต้องชดใช้หนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ความเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารที่ต้องมารับภาระหนี้ที่เกิดจากการระบายข้าวของฝ่ายปฏิบัติ โดยที่ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการเหล่านั้นแต่อย่างใด และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็พิพากษาในคดีของดิฉันว่า ปล่อยปละละเลยในการบริหารโครงการรับจำนำข้าวเท่านั้น นโยบายรับจำนำข้าว เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย และเป็นนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องปฏิบัติ มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศจากฐานราก ผ่านการจับจ่ายใช้สอยของครอบครัวชาวนา กว่า 20 ล้านคน มีเจตนาช่วยเหลือให้พี่น้องชาวนาได้ลืมตาอ้าปาก สามารถยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น รัฐบาลของดิฉันมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือชาวนาที่อยู่อย่างยากจนแร้นแค้น ให้ขายผลผลิตได้ในราคาสูง มีกิน มีใช้ มีเงินเหลือส่งลูกหลานเรียนหนังสือจนจบ ซึ่งที่ผ่านมามีครอบครัวชาวนาได้ประโยชน์จากโครงการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก แต่หากการดำเนินนโยบายแบบนี้ กลับถูกกล่าวหาว่าทำให้เกิดความเสียหาย ต่อไปใครจะกล้าคิดนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เข้าไม่ถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้อีก ดิฉันไม่มีเจตนาจะทำให้โครงการเสียหาย การดำเนินโครงการแต่ละขั้นตอน เกี่ยวข้องกับหน่วยงานและบุคลากรหลายฝ่าย มีลำดับขั้นการบังคับบัญชาตามระบบราชการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่หัวหน้าฝ่ายบริหารจะไปก้าวก่ายแทรกแซงในรายละเอียดได้ แต่ดิฉันกลับต้องรับผิดชอบกับความเสียหายเพียงลำพัง หากจะบอกว่าสิ่งนี้คือความเป็นธรรม ก็เป็นเรื่องยากเย็นอย่างยิ่งที่ดิฉันจะเข้าใจและยอมรับได้ หนี้ 10,000 ล้านบาท ชดใช้ทั้งชีวิต ยังไงก็ไม่มีวันหมดค่ะ การทุ่มเททำงาน แบกรับแรงเสียดทานทั้งทางการเมืองและอีกหลายรูปแบบ เพื่อค้ำยันราคาข้าวให้สูงและมีเสถียรภาพ เพื่อพี่น้องชาวนาได้มีชีวิตที่ดีกว่า พลิกผืนนาเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของครอบครัว กลับมีบทสรุปที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับดิฉัน โครงการรับจำนำข้าวเป็นการกระทำทางการบริหารร่วมกันเป็นคณะกรรมการ การตัดสินให้ดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรี ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ยังมีคำถามว่ามีอยู่จริงหรือไม่ เพราะหลังรัฐประหารก็มีข่าวว่ารัฐบาลเวลานั้นเอาข้าวดีไปขายเป็นข้าวเน่า ข้าวที่เหลือในโกดัง 18.9 ล้านตัน ถูกขายในราคาต่ำกว่าที่ควรจะได้รับ คิดเป็นมูลค่าส่วนต่างนับ 100,000 ล้านบาท แต่ไม่ปรากฏความคืบหน้าของการตรวจสอบ และหาคนรับผิดชอบไม่ได้จนปัจจุบัน ตลอดเวลา 11 ปี นับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 สิ่งที่ดิฉันจำต้องพบเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ยึดอำนาจ ยัดคดี อายัดทรัพย์ และเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องมาบังคับให้ใช้หนี้ ความรู้สึกแบบนี้ไม่เกิดขึ้นกับตัวเองก็คงไม่มีใครรู้ แต่ถึงกระนั้นดิฉันก็จะเรียกร้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในชีวิต จนถึงที่สุดตามกฎหมายที่พึงกระทำได้ ถ้านายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ยังไม่อาจเข้าถึงความยุติธรรมที่แท้จริง ก็ไม่มีหลักประกันใดๆ สำหรับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเช่นกันค่ะ
















