น้องกล้าไงจะใครล่ะ 😛
20.3K posts

น้องกล้าไงจะใครล่ะ 😛
@Thanarojrt
วันๆไม่ทำอะไร นั่งทำหน้าง่วงไปวันๆ ใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะกลายร่างเป็นหมีได้



มาปีนังเหมือนไม่ได้มาเที่ยวอะ ทั้งวันคือกินวันละ 8 มื้อ literally หวานคาวสลับวนลูปไปเรื่อยๆตั้งแต่ออกจากโรงแรมจนกว่าจะกลับถึงโรงแรม

คนเงินเดือน 12-15 k อยู่กรุงเทพกันยังไงอ้ะ นี่60-70k ยังไม่ค่อยจะเหลือ 🥹

เห็นเงินเดือนคนอื่น แล้วได้แต่ถามกับตัวเองว่า กูทำอะไรอยู่ว่ะเนี่ย 🥲

cc หัวหน้ามัน เพื่อนร่วมทีมมัน และหัวหน้าเรา ลากให้มาดูนี่ ส่งแล้ว เราทำงานต้องมีคนเห็น ยิ่งทำดีก็ต้องให้คนเห็น เท่านั้น!

แนะนำคนสนใจทำเลสิค - ถ้าพอมีกำลังและจ่ายได้ ทำเถอะ - เลือกรพ.ที่เราเดินทางสะดวกจะดีที่สุด ทำดีเหมือนกันทุกที่แหละ ราคาก็พอกัน (สำหรับ Lasik นะ) - ถ้างดใส่คอนแทคเลนส์ก่อนทำได้นานเท่าไหร่ยิ่งดี หลังทำตาจะไม่แห้งเป็นทะเลทราย (เรางดใส่ 2 ปีครึ่ง) - ทำตอนอายุยังไม่เกิน 35 จะดีกว่า

一目惚れで好きになった人って、どんなに時間経っても結局好きらしいよ。直感で惚れたら一生ものだとか。

เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า บางทีที่เขาไม่จด ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ทำงานนะ เด็กรุ่นใหม่โตมากับช่วงเวลาที่เทคโนโลยีและโซเชียลเข้ามา การรับข้อมูลของเขามันมีหลายทางมาก ประกอบกับยุคสมัยนี้มันมีอุปกรณ์และเทคโนโลยีมากมายที่ทำให้เขายกข้อมูลทั้งหมดที่เราพูดไปใช้ทีหลังได้ ลองนึกภาพว่าเด็กกลุ่มนี้โตมากับสมาร์ทโฟนที่ทำได้ทุกอย่าง การที่เขาถ่ายรูปแล้วข้อมูลทั้งหมดที่พูดออกมาทั้งชั่วโมงมันถูกเซฟลงเครื่องเขาแบบข้อมูลครบ 100% ในวินาทีเดียวเลย การหยิบสมุดขึ้นมาจดแล้วต้องไปพิมพ์ซ้ำลงคอมอีกรอบเลยเป็นกระบวนการที่ซ้ำซ้อนและไม่มีประสิทธิภาพ เขาเลยเลือกวิธีที่สามารถนำข้อมูลไปใช้งานต่อได้เร็วและครบถ้วนที่สุดในแบบของเขา ส่วนเรื่องที่เขาไม่ค่อยถามในที่ประชุม จากที่สอนและดูแลเด็กยุคนี้มา เขามี social anxiety สูงมากประมาณหนึ่ง หลายคนมีความกังวลว่า ถ้าเขาถามสิ่งที่คนอื่นรู้กันอยู่แล้ว จะเป็นการเสียเวลาคนอื่นมั้ย หรือถ้าเราต้องมาอธิบายซ้ำเพราะเขาเข้าใจช้า เราจะเบื่อเขามั้ย เขาจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่นมั้ย เพราะฉะนั้นเขาเลยเลือกที่จะกลับไปนั่งทบทวนรูปที่ถ่ายไป ดูข้อมูลที่บรีฟ แล้วค่อยทักแชทมาถามแบบเจาะจงเป็นจุด ๆ ไป ซึ่งการแชทถามคือ safe zone ของเด็กยุคใหม่เลย เพราะเขาสามารถเรียบเรียงคำพูดให้ดูเป็นมืออาชีพได้ และเขามองว่าการส่งข้อความทิ้งไว้ เราสามารถเลือกเปิดอ่านและตอบในตอนที่เราสะดวกที่สุดได้ ไม่เหมือนการถามต่อหน้าในห้องประชุมที่ทำให้เขารู้สึกกดดัน อะไรแบบนั้น จริง ๆ การทำงานกับเด็กยุคใหม่ เราต้องเปลี่ยน mindset เนอะ จากสมัยก่อนที่เราจะเน้นการ command, control สั่งเสร็จแล้วมาดูว่าน้องจดมั้ย จดแล้วต้องทำตามที่บอกทุกอย่างเลย มาเป็นการ guide และ support แทนค่ะ เราวางเป้าหมาย บอกผลลัพธ์ที่อยากได้ แล้วปล่อยให้เขาเลือกวิธีทำงานที่เขาถนัดเอง ถ้าผลงานมันออกมาดีตามที่ตกลงกันไว้ ก็คือจบ ลองเปลี่ยนบทบาทจากหัวหน้ามาเป็นพี่เลี้ยงที่คอยดูแลเขา จะช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกปลอดภัยและกล้าใช้ความสามารถออกมาได้เต็มที่มากกว่าการไปคอยตีกรอบให้เขาต้องใช้วิธีแบบเดิม ๆ เยอะเลยค่ะ


