かわいいトラ。

1.2K posts

かわいいトラ。 banner
かわいいトラ。

かわいいトラ。

@Wendy_Stuff

Katılım Kasım 2021
166 Takip Edilen0 Takipçiler
かわいいトラ。 retweetledi
かわいいトラ。 retweetledi
ถือศีล GinJay
ถือศีล GinJay@trendforgl·
อัตราดอกเบี้ย ttb me save เปลี่ยนเงื่อนไขละ -ตอนแรก 1.8% เมื่อฝากมากกว่าถอนในแต่ละเดือน -เดือนนี้ 0.5% ถ้าเข้าเงื่อนไขถึงได้ 1.5% อาจจะได้เวลาหาที่ย้ายเงิน Cr. @Cashury_ หรือทางเพจ facebook.com/share/p/1ETun8…
ถือศีล GinJay tweet mediaถือศีล GinJay tweet mediaถือศีล GinJay tweet media
ไทย
2
1.2K
1.6K
408.9K
かわいいトラ。 retweetledi
Anpanmin •chapter2•
Anpanmin •chapter2•@DAnnnnnanana_eh·
ถ้าหุ้นไทยปันผล ให้ Tisco ด้วยอีกเสียง 🥺 ซื้อเก็บเรื่อยๆ นี่ได้เฉลี่ยที่ 99บาทกว่าๆ แล้วทิ้งไว้แบบไม่ได้ดูกราฟ มาดูตอนยื่นภาษีอีกที ปันผลแสนกว่าบาทพอได้กินขนม มีเครดิตภาษี สุดท้ายได้คืนภาษีด้วย ก็ดีกว่าฝากเงินในบช เฉยๆ
Anpanmin •chapter2• tweet media
Glory💲FIRE🔥@FIREMetotheMoon

ขอหุ้นในใจคนละตัว แชร์ให้นักลงทุนมือใหม่ครับทุกคน 😃

ไทย
6
3.8K
4.5K
414.2K
かわいいトラ。 retweetledi
🐔White chicken🐔on pink background
สำหรับใครที่สนใจการลงทุน สูตรนี้เป็นอะไรที่แนะนำให้ลองศึกษาดูนะ และถ้าเราเข้าใจมากขึ้น อาจจะพลิกนิดพลิกหน่อยได้อีกฮะ
Fun Manager@funxmanager

ขี้เกียจแต่ก็อยากรวย ลงทุนแค่ 3 กองนี้ ถือได้ยาวๆ จนเกษียณ! l New Gen Investor EP.82 กลยุทธ์การลงทุนแบบ "Lazy Portfolio" หรือพอร์ตการลงทุนสำหรับคนขี้เกียจแต่ฉลาด เพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวครับ แนวคิดหลัก: ขี้เกียจอย่างฉลาด (Lazy but Smart) แนวคิดนี้เริ่มต้นจากการยอมรับความจริงที่ว่า ในระยะยาวแทบไม่มีนักลงทุนหรือผู้จัดการกองทุนคนไหนสามารถเอาชนะตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ, ความล้มเหลวส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการเลือกสินทรัพย์ผิด แต่เกิดจากการพยายามเอาชนะตลาดมากเกินไป และการมองข้ามค่าธรรมเนียมที่กัดกินผลตอบแทน ปรัชญาของ John Bogle (ผู้ก่อตั้ง Vanguard) คือ "อย่ามัวเสียเวลาหาเข็มในกองฟาง แต่จงซื้อกองฟางนั้นทั้งกอง" ซึ่งหมายถึงการไม่พยายามเฟ้นหาหุ้นรายตัวที่จะชนะตลาด (เข็ม) แต่ให้ซื้อหุ้นทั้งตลาด (กองฟาง) ผ่านกองทุนดัชนีหรือ ETF แทน องค์ประกอบของ Lazy Portfolio (สูตร 3 กองทุน) หลักการนี้เน้นการกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพในสินทรัพย์ที่เติบโตดีในระยะยาวและมีต้นทุนต่ำ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก 1. หุ้นสหรัฐฯ (Total US Stock Market): เปรียบเสมือน "กองหน้า" หรือเครื่องยนต์หลักในการสร้างการเติบโต (Growth Engine) 2. หุ้นทั่วโลกนอกสหรัฐฯ (Total International Stock Market): เปรียบเสมือน "กองกลาง" เพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก 3. ตราสารหนี้ (Bond Market): เปรียบเสมือน "กองหลัง" หรือเบรกที่ช่วยประคองพอร์ตไม่ให้เสียหายหนักในช่วงวิกฤตและลดความผันผวน ======= การปรับพอร์ตสำหรับนักลงทุนไทย สำหรับคนไทย มีปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมคือ ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และ ความคุ้นเคย (Home Bias) รายการจึงแนะนำดังนี้ - ส่วนที่ 1 หุ้นสหรัฐฯ ยังคงแนะนำให้ลงทุน 100% ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพราะมีแนวโน้มเติบโตดีในระยะยาว ตัวอย่าง ETF ที่น่าสนใจ เช่น VTI, ITOT, SPY หรือ VOO ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 15 ปี อยู่ที่ประมาณ 13-17% ต่อปี - ส่วนที่ 2 หุ้นนอกสหรัฐฯ เพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังยุโรป ญี่ปุ่น จีน หรือตลาดเกิดใหม่ ตัวอย่าง ETF เช่น VXUS หรือ IXUS ซึ่งมีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี - ส่วนที่ 3 ตราสารหนี้ แนะนำให้ปรับมาใช้ ตราสารหนี้ไทย แทนตราสารหนี้สหรัฐฯ เพื่อลดความกังวลเรื่องความผันผวนของค่าเงินบาทและดอลลาร์ แม้ผลตอบแทนช่วงหลังอาจไม่โดดเด่นเท่าสหรัฐฯ แต่ในระยะยาว (10-15 ปี) ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกันที่ประมาณ 2-3% ต่อปี ====== การจัดสัดส่วนและการดูแลพอร์ต - สูตรของ Bogleheads มักแนะนำที่ 40/40/20 (หุ้นสหรัฐฯ 40%, หุ้นนอกสหรัฐฯ 40%, ตราสารหนี้ 20%) - การปรับตามอายุ - คนรุ่นใหม่ (20+ ปี): รับความเสี่ยงได้สูง อาจเพิ่มหุ้นเป็น 90% (45/45) และลดตราสารหนี้เหลือ 10% - วัยใกล้เกษียณ: ควรลดสัดส่วนหุ้นลงเพื่อความปลอดภัย เช่น ปรับเป็น หุ้นสหรัฐฯ 30%, หุ้นโลก 30%, และตราสารหนี้ 40% - การ Rebalancing: หากสัดส่วนเปลี่ยนไปมากเนื่องจากราคาดัชนีที่พุ่งสูงขึ้น ควรขายส่วนที่เกินและซื้อส่วนที่ขาดเพื่อรักษาความสมดุลของพอร์ตตามแผนเดิม ===== บทสรุป - การลงทุนแบบขี้เกียจไม่ได้แปลว่าไม่ใส่ใจ แต่เป็นการยอมรับว่าเราไม่จำเป็นต้องชนะตลอดเวลา - วิธีนี้จะไม่ทำให้เราได้ผลตอบแทนดีที่สุดหรือแย่ที่สุด แต่จะอยู่กลางตารางเสมอ และสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ - คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยได้ประมาณ 7-9% ต่อปี โดยไม่ต้องใช้เวลาหรือฝีมือในการคัดเลือกหุ้นมากนัก สรุป เราควรออมในสินทรัพย์ที่ถูกต้องและปล่อยให้เวลาทำงานครับ ^^ #FunManager

ไทย
1
2.4K
3.5K
146.7K
かわいいトラ。 retweetledi
Friday1001-06042026
Friday1001-06042026@Fridaynight1001·
*ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน -SCB - RKLB -NVDA -MANU -XOM 5 ตัวนี้ไม่เคยดอย ไม่เคยขึ้นสีแดง เขียวขจีตลอด (ในใจภาวนาให้แดงบ้าง อยากเติม) ที่ไม่แดง อาจจะเพราะกะจังหวะเข้าซื้อ สำรองเงินสดรอแบบเต็มกำลังตามที่หลาย ๆ ท่านแนะนำ พอราคาย่อลงเลยเติมได้แบบเต็มที่
Glory💲FIRE🔥@FIREMetotheMoon

ขอหุ้นในใจคนละตัว แชร์ให้นักลงทุนมือใหม่ครับทุกคน 😃

ไทย
16
8.7K
13K
758.9K
かわいいトラ。 retweetledi
HQnn65
HQnn65@HQuin801·
หุ้นไทยอันดับ 1 ในใจ Tisco > kbank> scb> tcap มีหมดนี่นอนกินสบายๆทั้งปีไม่ต้องทำงาน *นี่เก็บสะสมมานานแล้ว* ส่วนตอนนี้หาจังหวะเข้ากันเอง 😂✌️
Glory💲FIRE🔥@FIREMetotheMoon

ขอหุ้นในใจคนละตัว แชร์ให้นักลงทุนมือใหม่ครับทุกคน 😃

ไทย
8
11.2K
15K
1.1M
かわいいトラ。 retweetledi
〰️🤎🛋️ ouummuu อุ้มมุ
ไปอ่านมาละ สรุปคร่าว ๆ คือ นักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 12 คน มีทั้งคนที่อยู่ ๆ หายตัวไป มีทั้งโดนยิง มีโดนเผาในรถ ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิจัยเกี่ยวกับเอเลี่ยน ดาวเคราะห์ อวกาศ พลังงาน มีคนนึงเป็นคนที่ค้นพบน้ำบนดาวอื่นด้วย ฟังมาจากตต เค้าบอกว่าอเมริกา นอกจากจะมีทหารหน่วยปกติ เค้ามี space force ด้วย แต่เพิ่งจะเอาทัพนี้ออกไป ซึ่งก็ยังไม่มีใครสรุปได้ว่าเกิดอะไรขึ้น บางคนเลยคิดว่าเพราะ UFO รึเปล่า เพราะเอเลี่ยนรึเปล่า ประมาณนี้
〰️🤎🛋️ ouummuu อุ้มมุ tweet media
〰️🤎🛋️ ouummuu อุ้มมุ@ouummuu

เห็นอยู่ นักวิทยาศาสตร์ที่เมกาหายไปเป็น 10 คน ยังไม่ได้ไปอ่านต่อเลยว่าสรุปเกิดอะไรขึ้น

ไทย
22
22.4K
10.6K
1.7M
かわいいトラ。 retweetledi
ฮะหมีง์ ft. ติดซีรีส์
จากใจคนที่เรียนวนเกือบจะครบทุกวิชาแล้ว อยากจะบอกว่าสอนดีมากจริง ๆ ค่ะ ถ้าเป็นดินแดง 1 กับ ดินแดง 2 ห่างกันหนึ่งช่วงตึก บาริสต้า ทำขนม อาจจะต้องแย่งชิงเพราะเต็มเร็วมาก แล้วก็ครูสอนจีนที่นี่ก็เก่งมากด้วยเช่นกัน เขาสามารถสอนคุณยายอายุ 70 กว่าให้พูดจีนคล่องได้
กะลาแลนด์นะแหละ@kalaland13

ศูนย์ฝีกอาชีพกทม ตรงดินแดงมีสอน ราคาแค่ 105 บาทตลอดหลักสูตร เคยเจอคนรีวิวบอกสอนเกินราคาแบบคุ้มสุด วิชาอื่นก็ด้วย เห็นมีคนไปเรียนตัดขนหมาไว้ตัดลูกตัวเอง

ไทย
26
15.4K
13K
1.1M
かわいいトラ。 retweetledi
iwhale
iwhale@iwhale·
🎉 เปิดสูตรลับ ใช้ Claude Cowork ฟรี! ที่ Anthropic ไม่ได้บอกใคร Claude Cowork ช่วยงานได้โหดมาก จัดการโปรเจกต์ เขียนโค้ด แก้บั๊ก วิเคราะห์ไฟล์ทั้งหมดได้อย่างดี แต่พอเจอบิล Token เดือนละหลายพันบาทก็ เกิดอาการวิงเวียน 😵‍💫 ดีจริงแต่แพงจัง วันนี้ผมมาแจกสูตรลับที่ Anthropic ซ่อนไว้ใน “Developer Mode” ให้คุณใช้ Claude Cowork แบบฟรีจริงๆ ผ่าน OpenRouter มาทำตามกันได้เลยแบบ Step by Step 1. ก่อนอื่นคุณต้องมีบัญชี OpenRouter ก่อนนะครับ ไปสมัครได้เลยฟรี แต่ถ้าอยากใช้โมเดลได้หลากหลายแถมยังปลดล็อคโควต้าการใช้โมเดลฟรีอีกหลายตัวก็เติมเงินไปสัก $10 ก่อนครับ (มีต่อ)
iwhale tweet media
ไทย
8
753
1.2K
47.7K
かわいいトラ。 retweetledi
カピバラボーイ, น้องคาปิบาร่า 🌿♎
คอสฟรีครับ เหมาะกับคนที่อยากเริ่มใช้ AI มาทำงาน, ช่วยงาน และสร้างเครื่องมือ น่าสนใจมาก เดี๋ยวผมว่าจะหาเวลาว่างหลังสอบ license ไปลองทำบ้าง Use case ที่น่าสนใจคือ html กับ json นี่แหละ ถ้าคนที่เขียนไม่เก่งแต่พออ่านรู้เรื่องคือสบายเลย เพราะมันเอาไปคุยกับ ai ได้ง่ายสุด ลองมองหา pattern การอ่านดู เช่น ใน 1 คำสั่งจะมีส่วนแบ่งของรูปประโยคอยู่ แบบ เริ่มด้วยประกาศคำสั่ง ตามด้วยตัวแปร ตามด้วยชุดคำสั่ง เป็นต้น อยากให้จำแบบนี้เพราะเวลาเราเอาไปสั่ง ai เราจะเห็นภาพมากขึ้นว่ามันพ่นอะไรออกมาแบ่งเป็นชุดๆ เราจะได้แก้ถูก ส่วนคนที่อ่านโค้ดออกอยู่แล้วก็สบายครับ นั่งตรวจอย่างเดียว ใครลองเรียนแล้วเป็นยังไงมาแชร์กันได้นะครับ
Aran@0xaranz

Roadmap เรียนฟรี จาก Designer → UX/UI Engineer เรียบร้อยแล้วครับ ใครที่เคยเห็นโพสต์ก่อนหน้านี้ที่บอกว่า “UX/UI ปี 2026 ต้องรู้โค้ดฝั่ง Frontend” นี่แหละคือคำตอบที่รอคอย 😎 ✅ เรียนฟรี 100% ✅ ไม่ต้องมีพื้นฐาน Programming ✅ 6 บทเรียน + 6 โปรเจกต์จริง (ทำแล้ว Deploy ได้เลย) ✅ เรียนรู้ HTML, CSS, JavaScript, Tailwind + shadcn/ui, React, Framer Motion ✅ เน้น “เข้าใจโค้ดพอใช้งานจริง” + ใช้ AI ช่วยเขียนโค้ด ✅ เราจะ Vibe Coding แล้วต่อยอดงานจาก AI ได้ ✅ เรียนจบ = สื่อสารกับ Dev Team ได้ลื่นไหล เข้าใจ limitation ของทั้ง Tech และ Design เหมาะมากสำหรับ • Graphic Designer / UX/UI Designer ที่อยากอัปสกิล • คนที่อยากทำ Prototype เอง ไม่ต้องรอ Dev • คนที่อยากเพิ่มมูลค่าให้ตัวเองในตลาดงานปี 2026 ลองเข้าไปดู Roadmap ได้เลยครับ 👇 #UXUIEngineer #เรียนฟรี #DesignerToEngineer #FrontendForDesigner #Upskill

ไทย
1
1.1K
1.7K
113.3K
かわいいトラ。 retweetledi
.◜◡◝
.◜◡◝@februatory·
เปนที่รุ้กันตอนทำงานมหาลัยว่าถ้าจะหาสปอนให้ลองขอโก๋แก่ แลคตาซอย ดับเบิ้ลเอ จะเปนสามบอที่ช่วยคุรได้ 🥹
ไทย
75
55.2K
45K
2.7M
かわいいトラ。
かわいいトラ。@Wendy_Stuff·
อันนี้ก็คงแล้วแต่บ้าน แต่คอนเทนท์เลเซอร์ คือกุอึ้ง พ่อพี่ชายเห็นกีแม่กีน้องสาวกันทั้งบ้าน ละขำๆกัน เออเริ่ด แต่ละบ้านไม่เหมือนกันอ่าเนาะ
(mute🔕) mylittlegrizzly 🩰@mylittlegrizzzl

จะหาว่ากุไร้มารยาทก้ได้ แต่ไม่เคยตลกตั้งแต่คอนเท้นแรก

ไทย
0
0
2
1.3K
かわいいトラ。 retweetledi
Galadriel
Galadriel@Galadriel_TX·
ห้ามพลาดโพสต์นี้ค่ะ
JRT@JRTDesk

ถ้าให้เตือน.. จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมากับตัว และจากที่เห็นตัวอย่างของคนอื่นๆ ในชีวิต.. สิ่งที่จะเตือนคงไม่ใช่พวกเรื่องจิตวิทยา ไม่ใช่เรื่อง FOMO ไม่ใช่เรื่อง cut loss ที่หลายๆ คนคงได้เรียนรู้กันมาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว.. แต่อยากเตือนเรื่องที่นักลงทุนบางทีไม่รู้ตัวเองว่าไม่รู้... . . 📖 กำไรจากโชค vs กำไรจากฝีมือ บางทีคนเราแยกมันกันไม่ออก.. ปี 2003, 2009, 2013, 2019, 2020, 2021, 2023, 2024 เป็นปีที่ทุกคนได้กำไรมาง่ายๆ แล้วทุกคนก็คิดว่าตัวเองเก่ง ซึ่งความจริงคือในตลาด bull แบบนั้นให้ลิงมาหลับตาเลือกหุ้นมั่วๆ ก็ยังกำไรได้ วิธี check ตัวเองแบบที่ sophisticated investors ใช้คือดู risk-adjusted return ไม่ใช่ absolute return ทำได้ 30% แต่ตลาดขึ้น 40% และ drawdown 50% ระหว่างทาง… ถือว่าแพ้ลิง กำไรที่ทำซ้ำไม่ได้ในสภาพตลาดต่างกัน คือโชค.. ไม่ใช่ทักษะ.. ทักษะคือสิ่งที่ยังทำงานได้ในตอนที่ตลาดที่ไม่เป็นใจ เช่น... คนที่ short ตลาดได้กำไรตอน 2008 ทั้งๆ ที่ทุกคนรอบข้างบอกว่าบ้า นั่นคือทักษะ.. คนที่ hedge ตอน COVID แล้วยัง positive return ช่วงนั้น นั่นคือทักษะ.. คนที่ทำ 15% ต่อปีสม่ำเสมอ 10 ปีติด ทั้งปีที่ตลาดขึ้นและปีที่ตลาดลง.. นั่นคือทักษะ เทียบกับคนที่ทำ 80% ในปี 2020 แล้วติดลบ 60% ในปี 2022... average ออกมาอาจยังบวกอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ทักษะ นั่นคือ beta ที่ leverage สูงกลายมาเป็น alpha ปลอมๆ . . 📖 Transaction Cost กิน portfolio แบบที่ไม่รู้ตัว... ทุกคนรู้ค่า commission แต่ commission คือส่วนที่เล็กที่สุดของต้นทุนจริงๆ บางคนอาจจะคิดว่ 「เฮ้ย! ผมไม่ใช่ trader นะ..ไม่ได้ trade บ่อย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผม..」 ลองนึกดูว่าปีที่ผ่านมา rebalance กี่ครั้ง ขายตัวที่ไม่ชอบแล้วซื้อตัวใหม่กี่ครั้ง เห็นข่าว แล้วขยับ position กี่ครั้ง? คนที่คิดว่าตัวเองเป็น investor ไม่ใช่ trader บางที trade บ่อยกว่าที่คิด.. แค่ไม่ได้นับเพราะแต่ละครั้งมี「เหตุผล」ที่ดูดี ซึ่ง transaction cost ไม่ได้เกี่ยวกับความถี่ในการ trade... มันเกี่ยวกับทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวเงินใน portfolio สิ่งที่ใหญ่กว่า commission และบางทีคนมองไม่เห็นคือ implementation shortfall.. ราคาบนจอคือราคาก่อนที่เราจะกด execute... พอกด order จริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ... ถ้า order เล็ก ได้ราคาใกล้เคียงจอ แต่ถ้า order ใหญ่... ตลาดขยับหนีระหว่างที่ order กำลัง fill ราคาที่ได้จริงคือค่าเฉลี่ยของทุก partial fill ที่แย่ลงเรื่อยๆ ตามขนาด order และยังมีต้นทุนที่ไม่มีใครนับคือ bid-ask spread หุ้นที่ spread 0.5% ดูเหมือนไม่มาก แต่ถ้า trade เข้าออก 20 ครั้งต่อปี ลองคูณดูครับ กี่ % ก่อนที่จะนับ commission.. นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เคยนั่งคำนวณ all-in cost per trade จริงๆ commission + spread + slippage + opportunity cost ของเงินที่จมระหว่าง settle บางคนพอนับครบแล้วพบว่าจ่ายค่า cost of activity ปีละ 3-5% โดยไม่รู้ตัวมาหลายปี.. แนะนำว่าก่อนจะ trade ถามตัวเองว่า edge ของ trade นี้มากกว่า all-in (ไม่ใช่ all-in แบบนั้นนะ) cost ไหม ถ้าตอบไม่ได้... นั่นคือคำตอบแล้ว และถ้าคิดว่า limit order แก้ปัญหานี้ได้... มันแก้ได้แค่ครึ่งเดียว.. limit order แก้เรื่อง slippage ตอนเข้า แต่ยังมีเรื่อง adverse selection ที่ผมเคยพูดถึงอยู่ limit order ที่ fill มี performance แย่กว่า limit order ที่ไม่ fill โดยเฉลี่ย.. และ limit order ไม่ได้แก้เรื่อง spread ตอนออก ไม่ได้แก้เรื่อง bid-ask ตอน rebalance ไม่ได้แก้เรื่องต้นทุนรวมทั้งปี การได้ราคาเข้าที่ต้องการเป๊ะๆ ไม่ได้แปลว่า trade นั้นถูก มันแค่แปลว่าจ่ายน้อยลงในขั้นตอนเดียวของกระบวนการที่มีต้นทุนหลายชั้น . . 📖 กำไรที่หายไปมากที่สุดในชีวิตนักลงทุนไม่ได้หายเพราะตลาด... แต่มักจะหายเพราะสมองสั่งให้ทำอะไรบางอย่าง DALBAR ศึกษาพฤติกรรมนักลงทุนในอเมริกาย้อนหลัง 20 ปี (ตัวเลขในบางช่วงเวลา จาก report ตอนราวๆ 2015~2016) พบว่า S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10.35% ต่อปี แต่นักลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มเดียวกันได้เฉลี่ยแค่ 4.25% ต่อปี ไม่ใช่เพราะเลือก fund ผิด... แต่เพราะซื้อหลังจากตลาดขึ้นแล้ว และขายหลังจากตลาดลงแล้ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. ทุกรอบ . . ช่องว่าง 6% ต่อปีเรียกว่า behavior gap และมันเกิดจาก mechanism เดียวกันหมดทุกคน... เหมือนที่มีคนเคยวิจัยพบว่าการเตะประตูลูกโทษ..พบว่าผู้รักษาประตูที่เก่งๆ ระดับโลกมักจะพุ่งไปซ้ายหรือขวา 94% ทั้งที่ข้อมูลชัดเจนว่าการยืนอยู่กลางประตูให้ผลดีกว่าทางสถิติ เหตุผลคือ..การยืนเฉยๆ แล้วโดนยิง รู้สึกแย่กว่า.. การที่พุ่งไปผิดทิศทางแล้วโดนยิง ทั้งที่ผลเหมือนกัน... แต่ action ทำให้รู้สึกว่า「กูทำหน้าที่แล้ว」 สมองนักลงทุนมักทำแบบเดียวกันทุกครั้งที่ตลาดผันผวน ความรู้สึกไม่สบายใจทำให้ครั่นเนื้อครั่นตัวสั่งสมองว่า「ต้องทำอะไรสักอย่าง」เพื่อลดความรู้สึกนั้น ผลคือขายตอนพัง ซื้อตอนฟื้นแล้ว และเสีย 6% ต่อปี ทุกปี ไม่รู้ตัว การไม่ทำอะไรคือการตัดสินใจที่ยาก.. เพราะมันสู้กับธรรมชาติของมนุษย์โดยตรง ⚠️แต่นั่นไม่ได้แปลว่าห้ามทำอะไรทั้งนั้น… นักลงทุนที่ดีทำน้อยกว่า แต่ทำตาม rule ตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า.. ไม่ใช่ตาม feeling ที่เกิดขึ้นตอนนั้น hedging ที่ดีถูก setup ก่อนที่ตลาดจะพัง rebalancing ที่ดีถูก trigger โดย threshold ไม่ใช่โดยความกลัว.. ถ้าตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพราะ「ตอนนี้รู้สึกว่าควรทำ」... นั่นแหละคือ 6% ที่หายไปทุกปี . . . และที่อยากจะเตือนอีกอย่าง.. คือเตือนสำหรับ AUM ในแต่ละ bracket.. 📖 ต่ำกว่า 500,000 บาท ศัตรูไม่ใช่ตลาด... ศัตรูคือ opportunity cost ของเวลา portfolio 300,000 บาท research ทำการบ้าน due diligence อย่างหนัก 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (จริงๆ น้อยมากสำหรับผม แต่กับคนส่วนใหญ่ ผมว่าเยอะ..) ทำได้ดีมากคือ 25% ต่อปี กำไร 75,000 บาท ค่าแรงชั่วโมงละ 96 บาท ต่ำกว่า minimum wage บางประเทศ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เดียวกัน ถ้าเอาไปพัฒนาทักษะอาชีพ เรียนภาษา สร้าง side income... โอกาสที่ income จะขึ้น 100,000-300,000 ต่อปีมีสูงกว่ามาก.. ใครที่อยู่ bracket นี้.. portfolio management ไม่ใช่เรื่องสำคัญสุดที่ต้องทำในชีวิต แต่คนชอบทำผิดพลาดเดียวกันแทบทุกคน... เพราะการดู portfolio ทำให้รู้สึก productive กว่าการพัฒนาตัวเอง ทั้งที่ผลตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง แนะนำว่า.. ลงทุนใน index แล้วไปเพิ่ม income ก่อน แล้วค่อยกลับมาเรียนรู้เรื่องการลงทุนอย่างจริงจัง ตอนที่มันจะ matter จริงๆ . . 📖 500,000 ถึง 5,000,000 บาท ผมคิดว่าปัญหาคือเรายังไม่รู้หรอกว่าตัวเองมี edge จริงหรือเปล่า.. และเราจะไม่มีทางรู้... จนกว่าจะผ่านไปอย่างน้อย 5~7 ปีในสภาพตลาดหลายรูปแบบ ใน statistics ถ้าเรามี edge จริง 55% ต่อ trade ซึ่งถือว่าดีมากแล้ว.. เราต้องการ trade อย่างน้อย 200~300 ครั้งในสภาพตลาดที่หลากหลาย เพื่อให้ค่าสถิติมีนัยสำคัญพอที่จะแยก skill ออกจาก luck ได้ คนที่ทำได้ดีใน 1~2 ปี แล้วคิดว่าตัวเองมี edge... กำลังสับสน noise กับ signal สถาบันส่วนใหญ่ต้องการ track record 3~5 ปีก่อนที่จะเชื่อ manager คนไหน แต่นักลงทุนรายย่อยมักใช้เวลาแค่ 6 เดือน ก่อนจะ size up และยังมีปัญหาอีกชั้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่... research มากขึ้น ทำให้ความมั่นใจเพิ่ม แต่ accuracy ไม่ได้เพิ่มตาม Philip Tetlock ศึกษา expert predictions มากกกว่า 20 ปี พบว่า ยิ่ง expert มีข้อมูลมากขึ้น.. ยิ่งมั่นใจมากขึ้น.. แต่ความแม่นยำแทบไม่เปลี่ยนเลย นักลงทุนรายย่อยก็เหมือนกัน... ยิ่ง research หนัก ยิ่ง overconfident ยิ่ง size ใหญ่ขึ้น และยิ่งเจ็บหนักขึ้นตอนที่ผิด ลองดู portfolio ตัวเองตอนนี้... trade ที่ size ใหญ่ที่สุดคือ trade ที่ research มากที่สุดใช่ไหม? แล้วมันเป็น trade ที่ดีที่สุดด้วยไหม? ถ้าคำตอบคือไม่เสมอ นั่นคือตัวพิสูจน์ว่า confidence กำลัง override judgment ทางออกที่ใช้ได้จริงคือ rule-based position sizing ที่ไม่ขึ้นกับว่าวันนั้น「มั่นใจ」แค่ไหน เพราะวันที่มั่นใจที่สุดสามารถเป็นวันที่การตัดสินใจแย่ที่สุด . . 📖 5,000,000 ถึง 30,000,000 บาท Sequence of Returns (เคยพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้ว..) คือระเบิดเวลาที่เราอาจจะไม่รู้ตัว.. portfolio 20 ล้าน ถอนปีละ 1 ล้านเพื่อใช้ชีวิต average return 7% ต่อปี คนที่โชคร้าย ปีแรกตลาดพัง 40%... เหลือ 12 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 11 ล้าน ปี 2 ฟื้น 67%... กลายเป็น 18.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 17.4 ล้าน คนที่โชคดี.. ปีแรกได้ 67%... portfolio โตไปเป็น 33.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 32.4 ล้าน ปีสองพัง 40%... เหลือ 19.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 18.4 ล้าน return เดียวกันทุกปี แค่ลำดับต่างกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันเกือบ 1 ล้านในแค่ 2 ปี... ในระยะ 20 ปี ความต่างนี้กำหนดว่า portfolio จะอยู่รอดหรือหมดก่อนตาย.. แนะนำ ให้มี cash buffer 2~3 ปีแยกออกมาต่างหาก.. ไม่ใช่เพราะกลัวตลาด แต่เพราะกลัว timing ที่ดวงซวย.. . . 📖 30,000,000 ถึง 100,000,000 บาท พอถึงจุดนี้ คนรอบข้างเริ่มได้ประโยชน์จากเงินของเรามากกว่าที่เราคิด.. fee ที่จ่ายอยู่ไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว...และไม่ได้มาในรูปแบบที่เห็นได้ชัดเจนเสมอไป... กองทุนที่ผู้จัดการเลือกหุ้นให้.. management fee 1-2% ต่อปี ก่อนที่จะได้กำไรบาทแรก กองทุนที่ไปลงทุนใน fund อื่นอีกที.. fee ซ้อน fee โดยที่เอกสารไม่ได้บอกตรงๆ ว่ารวมกันแล้วเท่าไหร่ structured product ที่ธนาคารหรือสถาบันเสนอ.. margin ซ่อนอยู่ใน pricing ตั้งแต่วันแรก ตอนที่ธนาคาร structure มันขึ้นมา insurance-linked investment.. fee ซ่อนในรูป mortality charge, admin charge และ surrender period ที่ทำให้ออกไม่ได้หลายปี ที่ปรึกษาการลงทุนทั่วไป.. retainer รายปีบวก commission จากสิ่งที่แนะนำให้ซื้อ ซึ่ง incentive มันไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับเราเสมอไป และที่ซับซ้อนที่สุดคือ private bank... นอกจาก advisory fee รายปีแล้ว ยังมี retrocession fee.. เวลา private banker แนะนำ fund A แทน fund B... บางครั้งไม่ใช่เพราะ fund A ดีกว่า แต่เพราะ fund A จ่าย retrocession ให้ bank สูงกว่า retrocession คือเงินที่ fund house จ่ายกลับให้ bank ทุกครั้งที่ลูกค้าซื้อ fund นั้น หักจาก management fee ของ fund โดยอัตโนมัติ ลูกค้าไม่เห็นตัวเลขนี้ในเอกสารไหนเลย.. บวกกับ spread จาก FX ที่ทำผ่าน bank บวกกับ margin จาก structured note ที่ bank ออกเอง ⚠️ Switzerland บังคับให้ disclose retrocession ต่อลูกค้าตั้งแต่ปี 2012?? (ถ้าผมจำปีไม่ผิด แต่ประมาณแถวๆ นั้นแหละ) แต่หลายประเทศใน Asia ยังไม่บังคับ... พอรวมทุกทางแล้วคำนวณจริงๆ... AUM 50 ล้าน จ่าย fee รวมทุกรูปแบบ 2% ต่อปี คือ 1,000,000 บาทต่อปี ใน 20 ปีคือ 20 ล้านบาทที่ออกจาก portfolio บวก compounding ของเงิน 20 ล้านนั้นที่หายไปด้วย.. Morningstar ศึกษาพบว่า expense ratio คือ single best predictor ของ future performance ในทุก category ทุก time horizon ไม่ใช่ manager เก่งแค่ไหน ไม่ใช่ strategy ดีแค่ไหน เพราะ fee คือ return ที่แน่นอน... alpha คือ return ที่ไม่แน่นอน คำถามที่ต้องถามก่อนลงทุนใน product ไหนก็ตาม.. 「ใครได้เงินจาก product นี้บ้าง และได้เท่าไหร่ ก่อนที่เราจะได้อะไร」 ถ้าตอบไม่ได้ชัดๆ... อย่าเพิ่งลงนาม และสำหรับ private banker โดยเฉพาะ.. ถามตรงๆ เลยว่า.. 「ธนาคารได้ retrocession หรือ referral fee จาก product ที่แนะนำให้ฉันซื้อไหม? และเท่าไหร่?」 ถ้าตอบไม่ได้ หรือตอบแบบ deflect เลี่ยงๆ... นั่นคือคำตอบแล้ว และ deal ที่คนเสนอมาให้ที่ bracket นี้... กฎที่ใช้เสมอโดยไม่มีข้อยกเว้น ถ้า deal ต้องการคำตอบเร็ว ตอบว่า「ไม่」เสมอ.. deal ที่ดีจริงๆ ไม่มีวันหมด deadline มันรอเราได้ครับ... จุดนี้ถูกต้องเลย... ต้องเปลี่ยน angle ทั้งหมด ถ้ามี access อยู่แล้ว ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เรื่อง tool แต่คือเรื่องที่ลึกกว่า เขียนใหม่แบบนี้... . . 📖 100,000,000 ถึง 1,000,000,000 บาท ถือหุ้น mid-cap ไทย market cap 3,000 ล้าน และถือ position 300 ล้าน คือ 10% ของ market cap ตอนที่อยากขาย เราไม่ได้ขายกับตลาด.. เราขายให้ตลาด.. นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ แม้จะใช้ Big Lot หรือ algorithm execution แล้วก็ตาม... ปัญหา 1.. Information Leakage ทุกครั้งที่โทรหา broker เพื่อจัด Big Lot trade... มีคนบน desk นั้นรู้ว่าเรากำลังจะขาย และ desk นั้นอาจมี position เองด้วย หรือมีลูกค้าอื่นที่อยากรู้ข้อมูลนี้.. ทางฝั่งผมที่อยู่อเมริกาเรียกว่า「getting shopped」ข้อมูลว่ามีคนต้องการขาย block ใหญ่รั่วออกไปตลาดก่อนที่ deal จะเสร็จ.. ราคาขยับลงก่อน เราขายได้ในราคาที่แย่กว่าที่ควร ซึ่งไม่แน่ใจว่าที่ไทยมีคำเรียกมั๊ย? solution คือ เลือก broker ที่มีกำแพงจริงๆ ระหว่าง execution desk กับ proprietary trading และไม่บอกรายละเอียดทั้งหมดให้ broker รู้ล่วงหน้ามากเกินจำเป็น.. ปัญหาที่ 2.. Adverse Selection ใน Big Lot Big Lot แก้เรื่อง market impact ได้... แต่สร้างปัญหาใหม่ counterparty ที่ยอมรับซื้อ block ใหญ่จากเรา... เค้าต้องการอะไรจาก trade นี้? ถ้า position นี้ดีจริง เค้ายินดีซื้อในราคาตลาด.. แต่ถ้าเค้าเป็น sophisticated buyer เค้ารู้ว่าเรากระตือรือร้นอยากขาย.. และจะ negotiate ต่อรองราคาให้ต่ำกว่าตลาดเสมอ.. พูดง่ายๆ คือ.. คนที่เต็มใจเป็น counterparty ใน Big Lot มักรู้บางอย่างที่เราไม่รู้ หรือเห็น value ต่างจากเรา ใน options pricing มีคำสำหรับเรื่องนี้เรียกว่า adverse selection premium และมันแพงกว่า slippage ปกติมาก ปัญหาที่ 3.. Liquidity Illusion หุ้นที่ trade วันละ 50 ล้านบาทดูมีสภาพคล่องดี แต่ถ้าถือ position 300 ล้าน... true liquidity ของเราคือกี่วันกว่าจะออกได้โดยไม่กระทบราคา? คำตอบคือนานกว่าที่คิดมาก.. โดยเฉพาะถ้าตลาดกำลังพัง.. เพราะในวันที่อยากขายที่สุด volume มักหดลงพร้อมกัน.. position ที่ดูเหมือน liquid บน spreadsheet กลายเป็น illiquid ตอนที่ต้องการ exit จริงๆ ยิ่งถือมาก ทางออกยิ่งยาก แต่ตอนเข้าซื้อ ตลาดยินดีขายให้ทุกบาท ความสะดวกในการเข้า... ซ่อน pain (in the ass) ของการออกไว้เสมอ และ tool ที่มีอยู่แก้ได้แค่บางส่วน... ส่วนที่แก้ไม่ได้คือการที่ position ใหญ่เกินไปตั้งแต่แรก . . 📖 1,000,000,000 ถึง 10,000,000,000 บาท 94% ของ family wealth จะหายไปในรุ่นลูกรุ่นหลาน.. ไม่ได้หายเพราะ investment Family wealth ข้ามรุ่น 70% จะหายไปใน generation 2 และ 90% หายไปใน generation 3 (จากที่เคยมีการ research โดย Williams Group ที่อ้างถึงกันบ่อย.. แต่ก็ไม่ได้ publish peer-reviewed research) ซึ่งพอดูว่าหายเพราะอะไร... มีแค่ 3% ที่เป็น financial planning ผิดพลาด และ 3% เป็น investment ผิดพลาด ที่เหลืออีก 94% มาจากการสื่อสารที่ล้มเหลวในครอบครัว ทายาทที่ไม่ได้รับการเตรียมความพร้อม และ lack of trust และ shared mission.. ภาษาไทยมีคำว่า「ไม่เกินสามชั่วคน」 ภาษาอังกฤษมีคำว่า「shirtsleeves to shirtsleeves in three generations」 ภาษาจีนมีคำว่า「富不过三代」 ทุกวัฒนธรรมมีสุภาษิตเรื่องนี้... เพราะมันเกิดขึ้นซ้ำๆ มาตลอดประวัติศาสตร์ กับทุกๆ วัฒนธรรมสังคม.. แล้ว solution จริงๆ คืออะไร? คนส่วนใหญ่ได้ยินคำตอบสามอย่างคือ ธรรมนูญครอบครัว.. trust.. family office.. ทั้งสามอย่างมีประโยชน์... แต่ทั้งสามอย่างเป็น structural solution สำหรับปัญหาที่แท้จริงซึ่งเป็น human problem คือ… structure ช่วยได้ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด สิ่งที่ได้ผลจริงมีห้าอย่าง.. (ที่ผมนึกออกคร่าวๆ ตอนนี้นะ). - หนึ่ง.. ให้ทายาทจัดการเงินจริงๆ ตั้งแต่ผู้ก่อตั้ง (ผู้นำตระกูล) ยังอยู่.. วิธีที่ล้มเหลวที่สุดคือการให้ลูกหลานรับเงินก้อนใหญ่โดยไม่เคยจัดการอะไรจริงๆ จังๆ มาก่อน วิธีที่ได้ผลคือแบ่งเงินส่วนหนึ่งออกมาตั้งแต่เนิ่นๆ ให้ทายาทบริหารจริงๆ เจ็บจริงๆ ผิดพลาดจริงๆ ในขณะที่ผู้ก่อตั้งยังอยู่และยังแก้ไขได้ เพราะ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นตอน portfolio 10 ล้านสอนได้มากกว่าคำแนะนำทุกอย่างรวมกัน และดีกว่าปล่อยให้ทายาทเรียนรู้ด้วย portfolio 1,000 ล้านหลังจากที่ไม่มีใครแก้ไขได้แล้ว - สอง.. พูดเรื่องเงินในครอบครัวให้เร็ว.. ดีกว่ารอพูดตอนที่รู้สึกสบายใจ ครอบครัวใน Asia ส่วนใหญ่เก็บเรื่องความมั่งคั่งเป็นความลับจากลูกหลาน.. เจตนาดี.. กลัวลูกเสีย.. กลัวลูกไม่ตั้งใจเรียน.. กลัวลูกรู้สึกว่าไม่ต้องพยายาม.. แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงคือลูกหลานได้รับเงินโดยไม่มี context ไม่รู้ว่าเงินมาจากไหน.. ไม่รู้ว่ามันใช้เวลากี่ปี ไม่รู้ว่ามีภาระอะไรติดมาด้วย และไม่มีเวลาเตรียมตัวรับมัน.. การพูดถึงความมั่งคั่งของครอบครัวอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงที่มา มูลค่าโดยประมาณ structure และ expectation คือสิ่งที่ทำให้ทายาทกลายเป็น steward ไม่ใช่แค่ผู้รับมรดก.. - สาม.. แยกให้ออกระหว่าง ownership, management และ benefit ปัญหาใหญ่ที่สุดของ family business คือการที่สามอย่างนี้ปนกันผสมกันมั่วไปหมด.. ทุกคนที่เป็นเจ้าของรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์จัดการ.. ทุกคนที่จัดการรู้สึกว่าตัวเองควรได้รับผลประโยชน์มากกว่า.. ทุกคนที่ได้รับผลประโยชน์รู้สึกว่าตัวเองควรมีสิทธิ์ออกเสียงในการจัดการ.. สามอย่างนี้ต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น และต้องทำตั้งแต่ผู้ก่อตั้งยังอยู่ เพราะหลังจากไม่อยู่แล้ว ไม่มีใครที่ทุกคนเคารพพอที่จะ enforce ได้ - สี่.. Trust ที่ดีไม่ใช่แค่ภาษีและมรดก... มันคือ governance tool คนส่วนใหญ่ set up trust เพื่อประหยัดภาษีหรือเพื่อส่งต่อมรดก แต่ trust ที่ทำหน้าที่ได้จริงในระยะยาวคือ trust ที่มี clear mandate ว่าจะบริหาร wealth เพื่ออะไร เพื่อรักษา lifestyle ของทายาท? เพื่อสนับสนุน education เท่านั้น? เพื่อการกุศล philanthropic purpose? เพื่อรักษา business ให้อยู่ในครอบครัว? trust โดยไม่มี mandate ที่ชัดเจนคือแค่ภาชนะที่ใส่ความขัดแย้งไว้ข้างใน.. และปล่อยให้ลูกหลานแม่งถกเถียงทะเลาะกันในรุ่นต่อไป - ห้า.. Family Office และความเชื่อที่ว่า「เราทำเองได้」 family office ที่ run ได้ดีต้องการงบดำเนินการปีละ 30~50 ล้านบาทขึ้นไป (ผมประเมินคร่าวๆ สำหรับขั้นต่ำ สุดๆ นะครับ..) เพราะต้องการ CIO, legal, tax, accounting, reporting และ compliance จริงๆ ไม่ใช่แค่คนช่วย admin ถ้า AUM ต่ำกว่า 500-700 ล้าน cost อาจกิน return ไปมากกว่าที่ประหยัดได้ ทางเลือกที่ดีกว่าคือ multi-family office ที่ share ต้นทุนกับครอบครัวอื่น.. แต่ปัญหาที่พบบ่อยกว่าคือ... คนที่ลงทุนเก่ง มักคิดว่าตัวเองไม่ต้องการ structure อะไรเลย logic ฟังดูสมเหตุสมผล ..「กูสร้างความมั่งคั่งนี้ขึ้นมาเองได้ แสดงว่ากูรู้เรื่องการลงทุนดีกว่าคนที่จะมา manage ให้」(ผมเองก็มี logic นี้) และ logic นั้น... ถูกบางส่วน แต่มีสิ่งที่ logic นั้นมองข้ามไปสามเรื่อง เรื่องแรก… ทักษะในการสร้างความมั่งคั่ง ≠ ทักษะในการรักษามัน การสร้างความมั่งคั่งต้องการ concentrated bet, high conviction, risk tolerance สูง… การรักษาความมั่งคั่งต้องการ diversification, governance, downside protection… สองอย่างนี้ไม่ใช่แค่ต่างกัน... มันขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ คนที่รวยจากการ concentrate ใน position เดียวหรือไม่ก่ตัว.. มักเจ็บสุดตอนที่ต้อง diversify ออก.. เพราะสมองมันบอกว่านี่คือสิ่งที่ทำให้รวย ทำไมต้องขาย.. แต่ position ที่สร้างความมั่งคั่งได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น position ที่รักษาความมั่งคั่งได้.. เรื่องสอง… ไม่มีใคร check bias ของเราเลย.. ทุก fund manager ระดับโลกมีคนที่บอกว่า「คิดผิดแล้ว」ได้ investment committee, board, LP ที่ถามคำถามยากๆ.. คนที่ run เองมักไม่มีสิ่งนี้.. และยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ คนรอบข้างยิ่ง push back น้อยลงเท่านั้น.. นั่นไม่ใช่สัญญาณว่าเราถูกเสมอ มันคือสัญญาณว่าคนรอบข้างเลิกพยายามบอกเราแล้ว (ผมเองก็เจอปัญหานี้) solution จริงๆ คือสร้าง investment committee ที่มีคนนอกครอบครัวอย่างน้อยหนึ่งคน ที่ได้รับอนุญาตให้ไม่เห็นด้วยกับเรา และไม่กลัวที่จะทำ.. เรื่องสาม… Key Person Risk.. ถ้าเราคือคนที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ portfolio... รู้ว่าเงินอยู่ที่ไหน structure เป็นยังไง relationship กับใครบ้าง.. แล้ววันนึงเราไม่อยู่หรือไม่สามารถสื่อสารได้กะทันหัน.. ครอบครัวจะรู้ได้ยังไงว่าต้องทำอะไร? นี่คือ single point of failure ที่โหดกว่าการลงทุนผิดพลาด.. solution คือมี documented investment policy statement ที่ละเอียดพอที่คนอื่นจะ run ต่อได้ และ update ทุกปี ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วลืม.. แต่ไม่ว่าเนาจะเลือก structure ไหน... สิ่งที่สำคัญกว่า structure เสมอคือ คนที่นั่งอยู่ในนั้น มี incentive ตรงกับคุณไหม รวมถึงตัวเราเองด้วย... เพราะบางทีคนที่ incentive ไม่ตรงกับ long-term wealth preservation มากที่สุด คือคนที่สร้างมันขึ้นมา และยังอยากเล่นเกม offensive ต่อไป . . 📖 10,000,000,000 บาทขึ้นไป ที่ bracket นี้มีปัญหาที่ไม่เหมือน bracket ไหน... คือไม่มีใคร push back เรา.. ไม่ใช่เพราะทุกคนเห็นด้วยจริงๆ แต่เพราะทุกคนที่เข้าถึงเราได้มักกลัวว่าจะมีบางอย่างที่จะเสียถ้าเราไม่พอใจ ที่ปรึกษาเห็นด้วยเพราะ retainer.. ลูกน้องเห็นด้วยเพราะ bonus.. ครอบครัวเห็นด้วยเพราะมรดกที่รอรับ.. ผลคือข่าวร้ายมาถึงเราช้าลงเรื่อยๆ good news วิ่งมาหาเราเร็วขึ้นเรื่อยๆ และเราตัดสินใจจากข้อมูลที่ถูก filter มาหลายชั้นแล้ว โดยที่รู้สึกว่ากำลัง well-informed อยู่ นี่คือ echo chamber ที่สร้างขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และมันอันตรายกว่า market crash และยังมีอีกเรื่อง... ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 13,000 ล้าน เปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ อีกเท่าไหร่? แต่ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 3,000 ล้าน เปลี่ยนได้มาก ไม่ใช่แค่ตัวเลข asymmetry นี้หมายความว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ maximize return อีกต่อไป มันคือ minimize catastrophic downside แต่คนส่วนใหญ่ยัง play offensive เพราะนั่นคือสิ่งที่พาพวกเขามาถึงตรงนี้ สมองมันจำไม่ได้ว่าเกมเปลี่ยนแล้ว.. นั่นคือ sunk cost fallacy version ที่รวยที่สุด . . 📚คำเตือนพวกนี้.. ส่วนหนึ่งมาจากหนังสือ.. งานวิจัย.. data.. จากการทำพลาดเองด้วยตัวเองในบาง bracket ที่พูดถึง.. และจากประสบการณ์ของคนบางคนที่รู้จัก.. ไม่มีใครเรียนรู้เรื่องพวกนี้จากการอ่านอย่างเดียว บางทีมันต้องเจ็บก่อน.. เจอก่อนถึงจะรู้.. แต่ให้ดีสุด พยายามเรียนรู้ให้ได้จากประสบการณ์ของคนอื่น ดีกว่าเจอเองเจ็บเอง.. เงิน 500,000 พังเพราะ stock picking ผิด เงิน 5,000,000 พังเพราะ sizing ผิด เงิน 50,000,000 พังเพราะ sequence ผิด เงิน 500,000,000 พังเพราะ structure ผิด เงิน 5,000,000,000 พังเพราะ governance ผิด เงิน 50,000,000,000 พังเพราะ... ลืมว่าตัวเองกำลังเล่นคนละเกมแล้ว แต่สิ่งที่เหมือนกันทุก bracket.. ความผิดพลาดที่แพงในชีวิตนักลงทุนทุกคน คือไม่เคยรู้สึกว่ากำลังทำความผิดพลาดตอนที่กำลังทำมัน.. มันรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดด้วยข้อมูลที่มีอยู่ตอนนั้น.. ด้วยความมั่นใจที่สุด นั่นแหละคือ「สิ่งที่ไม่รู้ว่าไม่รู้」😅 P.S. คำเตือนสุดท้ายคือ..『อย่าติดหี…』 facebook.com/funxmanager/po…

ไทย
1
1.6K
2.5K
197.5K
かわいいトラ。 retweetledi
ซ้อขอเล่า
ซ้อขอเล่า@sorkorlao·
หุ้นที่น่าซื้อคือ advance เพราะจะปันผลออกตลอด เค้าจะเอาเงินส่วนนี้ไปลงทุนต่อ พอ gulf ซื้อ ais ตอนนี้ ais คือ data center ที่โคตรแข็งแกร่ง เพราะมีโรงไฟฟ้าคอย support และ ais รายได้เติบโตขึ้นทุกปี และปันผล เกือบ 100% หรือ 100% มาตลอด บริษัทมีความมั่นคงสูง และเป็น core ที่ทุกคนต้องใช้ มันคือ telecommunications ที่จำเป็นต่อทุกคน
benjacker@BeNJ4cker_

หุ้นธนาคารกสิกรน่าซื้อ เพราะกลุ่ม gulf น่าจะซื้อเรื่อยๆ และมีปันผลที่ดี ซึ่งกลุ่ม gulf ผมคิดว่าเงินสดในมือเยอะมาก สภาพคล่องโคตรดี ที่เข้าถือหุ้นกสิกร เพราะไทยจะทำ Programable Payment รึเปล่า มี Binance TH ในมือแล้ว แล้ว Kplus เป็นแอพธนาคารอันดับ 1 Synergy กับ Binance TH ได้จะดีมาก ตอนนี้มีหลายกลุ่มมาก ของ BITKUB-CP (Ascend) และอื่นๆแต่จำไม่ได้ Kbank ปันผล 5-7% ผมว่าน่าซื้อ น่าจะเห็นการ Tokenized THB เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว แล้วออกบัตรคริปโต โดยกลุ่มธนาคาร

ไทย
5
3K
3.3K
281.5K
かわいいトラ。 retweetledi
NASA Artemis
NASA Artemis@NASAArtemis·
"Planet Earth: You. Are. A. Crew." Artemis II mission specialist Christina Koch reflects on what it means to be a "crew."
English
421
6.8K
29.4K
1.5M
かわいいトラ。 retweetledi
Nelly;
Nelly;@nrqa__·
Top YouTube Channels to Master Tech Skills 1. SQL 👉 @joeyblue1" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@joeyblue1 2. Excel 👉 @excelisfun" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@excelisfun 3. Statistics 👉 @statquest" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@statquest 4. Math 👉 youtube.com/results?search… 5. Python 👉 @BroCodez" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@BroCodez 6. Data Analysis 👉 @AlexTheAnalyst" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@AlexTheAnalyst 7. Machine Learning 👉 @campusx-official" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@campusx-offic… 8. Deep Learning 👉 @deeplizard" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@deeplizard 9. Java 👉 @Telusko" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@Telusko 10. Big Data 👉 @thedatatech" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@thedatatech 11. Data Engineering 👉 @dataengineeringtamil" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@dataengineeri… 12. NLP (Natural Language Processing) 👉 @codebasics" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@codebasics 13. Computer Vision & AI 👉 @murtazasworkshop" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@murtazasworks… 14. Generative AI 👉 @sunnysavita10" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@sunnysavita10 15. University-Level Courses 👉 @stanfordonline" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@stanfordonline 👉 @mitocw" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@mitocw 16. All-in-One Learning 👉 @freecodecamp" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@freecodecamp
Nelly; tweet media
Nelly;@nrqa__

Breaking: A 30B-parameter AI can now make real-world predictions like a human researcher showing its reasoning, sources, and uncertainty in real time. You can verify every answer instead of trusting a black box 4 real use cases (tested): 1. Politics & Policy

English
21
871
2.9K
206.9K
かわいいトラ。 retweetledi
MT 🟧
MT 🟧@0xMt_·
ในที่สุด Claude ก็ support Word แก้เอกสาร, อ่านรีวิว, ลองดราฟ ทำทุกอย่างผ่าน sidebar ข้างๆได้เลย ทำให้ตอนนี้ Claude เป็น AI ที่ช่วย office work ได้ครบทุก function แล้วตั้งแต่ Excel, Powerpoint, Word ครบจบในตัวเดียว
Claude@claudeai

Claude for Word is now in beta. Draft, edit, and revise documents directly from the sidebar. Claude preserves your formatting, and edits appear as tracked changes. Available on Team and Enterprise plans.

ไทย
0
773
743
54.2K
かわいいトラ。 retweetledi
Haruya | 🦇
Haruya | 🦇@HolAyau·
ผมให้รายการ New Gen Investor จาก @Standard_Wealth ทั้งใจครับ ได้ความรู้ในการลงทุน + ดูเพลินมาก ใครเป็นมือใหม่แล้วอยากเริ่มลงทุน ผมแนะนำมากๆครับ มือใหม่ฟังแล้วเข้าใจง่ายครับ เนื้อหาไม่ลึก แค่ลองเปิดใจดูสักคลิปนึง แล้วจะติดใจแบบผม 56555555 มาเป็น Playlist จัดเต็ม 97 Episodes + session พิเศษ youtube.com/playlist?list=…
Haruya | 🦇 tweet media
ᴛᴀᴋᴋᴜɴɢ 𓏰˙Ⱉ˙@iTakkung

มีแนะนำมั้ยครับ เอาไว้แก้เหงาตอนกินข้าว

ไทย
3
728
1.1K
52.5K
かわいいトラ。 retweetledi
phoenix
phoenix@NarongAccord·
phoenix tweet media
ZXX
8
30.8K
34.1K
698.6K