𝗕𝗼𝗼𝗸𝘀 • 𝗠𝗼𝗻𝗼 𝗡𝗼 𝗔𝘄𝗮𝗿𝗲
2.4K posts

𝗕𝗼𝗼𝗸𝘀 • 𝗠𝗼𝗻𝗼 𝗡𝗼 𝗔𝘄𝗮𝗿𝗲
@bookmononoaware
โมโน โนะ อะวะเระ แปลว่า ความเศร้าที่งดงามในโมงยามแห่งความเปลี่ยนแปลง 🍁 Goodreads account : MonoNoAware

ริวิวหนังสือ “ชำเรา” ตามธรรมเนียมของสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม หากนักอ่านท่านไหนสั่งหนังสือกับทางสำนักพิมพ์ผ่านช่องทางออนไลน์ (อย่างของผมคือ Shopee) นักอ่านจะได้หนังสือเล่มเล็ก ๆ ให้อ่านฟรีอีก 1 เล่ม ซึ่งบางงานเป็นงานแรร์ หายากในตลาดหนังสือทั่วไป หรือบางครั้งเป็นหนังสือที่ไม่มีใครพูดถึง หล่นหายไปกับกองขนาดใหญ่ที่ยังไม่มีใครค้นพบ และเล่มนี้คือหนึ่งในหนังสือทีผมเพิ่งพบเห็น เมื่ออ่านจนจบเล่ม เล่มนี้ไม่ธรรมดาเลยครับ ชำเรา เป็นงานเขียนของคุณพิราอร กรวีร์ หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือชุดโครงการวรรณกรรมราคาประหยัด จำนวน 8 เล่ม จัดทำขึ้นในเทศกาลหนังสือกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 3 เมื่อปี 2564 (2021) หรือเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ปกหลังของหนังสือได้เขียนไว้ว่า “เรื่องราวของหญิงสาวที่อยู่ในโลกของผู้ถูกกระทำ บางครั้งพวกเธอหาญกล้าที่ลุกขึ้นมาต่อต้าน ขณะเดียวกันพวกเธอก็ค้นพบว่ายังต้องเผชิญหน้าอยู่กับสังคมฟอนเฟะ ชายเป็นใหญ่ ตัวละครผู้ไร้ปากเสียงในสังคม ต่อสู้เพียงลำพังอย่างเจ็บปวด และยังต้องพบกับเจอโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่สามารถเอาชนะได้ นี่คือรวมเรื่องสั้นที่จะพาผู้อ่านพบกับความหวาดกลัวภายในจิตใจ ภาพหลอนจิตเภท ครอบครัวที่แตกสลาย สังคมข่มขืนครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งงดงาม เจ็บปวด ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความเศร้าท่ามกลางแสงสว่างในความมืดสลัว” ความงดงามของเรื่องสั้น หากหยิบมาอ่านในยุคปัจจุบันที่อะไรหลายอย่างรวดเร็วทันเวลาไปหมด การอ่านแต่ละเรื่องมันได้อรรถรสอย่างแปลกประหลาด มันทันตามความต้องการของผู้คนในปัจจุบัน ไม่ต่างจากการดูคลิปสั้นไม่กี่นาที แต่ละเรื่องจบในตอน ไม่ยืดเยื้อ เน้นอ่านเพื่อฆ่าเวลาระหว่างรอบาริสต้าทำกาแฟ หรือรอป้าร้านอาหารตามสั่งทำอาหารตามที่เขียนบนกระดาษจากสมุดฉีก สำหรับนักอ่านที่เพิ่งเข้าวงการหนังสือ การเริ่มอ่านเรื่องสั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ เมื่อผมอ่านจบ ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาในใจ คือความ nostalgia ที่ไม่ได้ปลื้มตื้นตันใจซักเท่าไร เพราะหนังสือเล่มนี้ ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งในช่วงนั้นเป็นยุคที่คนจากรั้วทหารมีอำนาจปกครองประเทศ กระแสทวงคืนอิสรภาพ ฝักใฝ่ประชาธิปไตยที่ถูกต้อง คน Gen Z ตอนต้นที่ยังศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นแกนนำในการชุมนุม ยุคที่ Twitter ยังไม่มีอีลอนเข้าซื้อเป็นเจ้าของและเปลี่ยนชื่อเป็น X ไม่ต่างจากเว็บหนังผู้ใหญ่ และที่สำคัญ เป็นยุคที่โรคระบาดระดับโลกอย่างโควิดยังระบาดอยู่ มันเป็นความหวนคิดคำนึงนึกถึงที่แปลกประหลาด ถ้าจะเรียกความ nostalgia เมื่อ 20 ปีก่อน ยุคที่เราได้เห็นมือถือ Nokia หลากหลายดีไซน์ หรือโลกที่เทคโนโลยีคือความสร้างสรรค์ อันนี้คือ nostalgia จริง แต่กับหนังสือเล่มนี้ ที่เขียนเมื่อ 4 ปีก่อน แต่ให้ความรู้สึกที่หวนนึกถึงวันวานได้อย่างประหลาดใจ ย้ำอีกที แค่ 4 ปีเอง เหตุผลที่ชัดเจนที่สุด คือในยุคนั้น สังคมในโลกออนไลน์ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนที่ไร้พลัง (powerless) อย่างประชาชนทั่วไปที่โดนสังคม, อำนาจรัฐ หรือนายทุนกดขี่อย่างต่อเนื่อง ผมจำได้แม่น การเรียกร้องอะไรก็ตามในยุคนั้นมันเดือดจริง แต่คนที่อยู่แนวหน้าในวันนั้น ปัจจุบันอายุเพิ่มขึ้น หลายคนเป็นผู้ใหญ่วัย first jobber ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรทางสังคมเหมือนเมื่อก่อน หรือบางคนกลายเป็น สส. พรรคการเมือง และมีหน้ามีตาอภิปรายในสภา พร้อมสร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม พลังความเดือดตาลคุกรุ่นของสังคมในปีนั้น มองอีกทีในปัจจุบัน มันเบาบางลง (แต่ประเทศอื่นส่งต่อพลังงานนั้นเรียบร้อยแล้ว) และสภาวะสังคมของเราเอียนเอียงไปทางฝั่งขวามากขึ้น ตรงจุดนี้ทำให้งานเขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้ที่เกิดมากับยุคที่สังคมเอนเอียงมาทางฝั่งซ้าย สามารถสร้างอารมณ์ nostalgia ได้เช่นกัน แม้ว่าจะผ่านมา 4 ปีก็ตาม หากเขียนรีวิวโดยภาพรวม หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงชีวิตของผู้หญิงในแต่ละวัยที่กลายเป็นเหยื่อทางสังคมกดทับ หากผู้ชายได้อ่าน เราจะได้เรียนรู้สิ่งที่ผู้หญิงแต่ละคนต้องเจอในแต่ละวัน ว่ามันหนักหนาขนาดไหน ตั้งแต่การรับภาระท้องก่อนวัยอันควร, การถูกคุกคามในขนส่งสาธารณะ, การเลี้ยงดูพ่อแม่ในวัยชราที่มาพร้อมกับโรคร้าย, ลูกที่เกิดมาไม่มีพ่อและแม่ และอื่น ๆ อีกมากมายที่ใครหลายคนไม่ได้เห็นเรื่องราวอันลำบากผ่านสื่อหลักทั่ว ๆ ไป หนังสือเล่มนี้เหมือนเป็นเสียงที่พยายามส่งออกมา ให้รับรู้ว่าชีวิตที่มีแต่ความอุปสรรค มีอยู่จริง และการเป็นผู้หญิงในประเทศนี้ ก็ไม่ได้ง่าย ๆ อย่างที่คิด เรื่องความอินของเรื่อง ผมให้เต็มเลย เพราะมุมมองการเล่าเป็นแบบบุคคลที่หนึ่ง คือนักอ่านสวมวิญญาณเข้าไปในร่างของตัวละครที่ดำเนินเรื่อง มันใช่เลยครับ เหมือนได้เรียนรู้ชีวิตของตัวละครในนั้น สำหรับผู้ชายที่อยากรู้ว่าชีวิตของผู้หญิงที่เค้าเรียกร้องอะไรต่าง ๆ เป็นยังไง หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องราวตัวอย่างได้เป็นอย่างดีเลยครับ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกขาดอย่างชัดเจน คือมุมมองของตัวละครชนชั้นกลางค่อนบนขึ้นไป ที่ไม่เผยให้เห็นผ่านเรื่องสั้นในหนังสือเล่มนี้ เพราะในปัจจุบัน เรื่องราวของสาว ๆ ลูกคุณ ที่ใช้ชีวิตแบบ that girl พบเห็นตาม TikTok หรือ IG ในปัจจุบัน ไม่มีให้เห็นผ่านงานเขียนของไทยเลย ผมเชื่อว่า ผู้หญิงกลุ่มนี้คงมี conflict อะไรสักอย่าง ภายนอกดูเพียบพร้อม แต่ภายในอาจจะมีอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยรู้มาก่อน แต่จะเขียนแบบนี้ก็ไม่ถูกต้องซะทีเดียว เพราะเทรนด์ that girl อะไรนั่นมันมาหลังโควิดหายไปแล้ว ได้เวลาออกไปใช้ชีวิต งานเขียนเล่มนี้เผยแพร่ในช่วงโควิดด้วย ซึ่งบริบทสังคมในยุคนั้น ยังจำกันได้มั้ย ปัญหาเรื่องการจัดการวัคซีน ปัญหาเรื่องสาธารณสุข ปัญหาเรื่องโควิด ปัญหาการใช้ชีวิตที่เวลาไปที่ไหนต้องเอาไม้มาแหย่จมูก ปัญหาเรื่องนายพลปกครองประเทศ ชุมนุม เรียกร้องกันอย่างต่อเนื่อง เมื่อเสียงของประชาชนระดับกลางลงมากึกก้อง คนชนชั้นบนคือชนกลุ่มน้อยที่กลายเป็นตัวร้าย เมื่ออำนาจการเรียกร้องให้ความสำคัญกับเสียงของคนตัวเล็กตัวน้อยหรือคนไร้อำนาจ การนำเสนอเรื่องราวของคนกลุ่มดังกล่าวคือสิ่งที่พอเหมาะพอเจาะในยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี ถ้าถามผม เรื่องที่ผมชอบและต้องโฟกัสทีละประโยค คงเป็นเรื่อง “ชำเรา” เรื่องสั้นเรื่องแรกที่จบแบบงง ๆ แบบว่า เฮ้ย โยงอย่างงี้เลยหรอ แต่ช่วงต้นเรื่องถึงกลางเรื่อง เป็น POV ของเด็กผู้หญิงที่เติบโตแล้วถูกล่วงละเมิดตั้งแต่เด็ก เกิดคำถามสงสัยต่าง ๆ นา ๆ ที่ผู้ใหญ่อย่างนักอ่าน อ่านแล้วอยากจะต่อยหน้าผู้ชายที่กล้าทำอะไรไม่ดีสักครั้ง แต่เรื่องสั้นหลาย ๆ เรื่องในเล่ม จบแบบ หา? เอางี้เลยเหรอ อารมณ์แบบ จบดื้อ ๆ อย่างงั้น แล้วเริ่มเรื่องใหม่ มันเป็นการจบปลายเปิดเพื่อให้นักอ่านคิดกันเอาเอง แต่บางเรื่องไม่อยากให้จบแบบปลายเปิดซะเท่าไร เพราะบางเรื่องสามารถจบแบบได้ดั่งใจได้ แต่สิ่งที่ทดแทนความรู้สึกผิดหวังจากการจบในแต่ละเรื่อง คือบรรยากาศที่เล่า อย่างเช่นเรื่องสั้น “หลอน” อันนี้ผมชอบ คืออ่านแล้วเห็นเป็นภาพที่ชัดเจน ชวนให้นักอ่านเกิดการโฟกัสอย่างต่อเนื่อง ส่วนของการบรรยายฉาก ทำได้ดี ถ้าสรุปโดยรวม หนังสือเล่มนี้จะซื้อมาอ่านก็ย่อมซื้อได้ เปิดมุมมองของชีวิตผู้หญิงที่ถูกกดทับโดยสิ่งรอบ ๆ ตัว เรียนรู้ความเห็นอกเห็นใจผ่านเรื่องราวในหนังสือ แต่ไม่รู้ว่าปัจจุบันวางขายหรือเปล่านะครับ เพราะเป็นงานอินดี้แบบอินดี้จริง ๆ ผลิตเฉพาะโอกาสใดโอกาสหนึ่งและไม่ได้คิดว่าจะแมส และที่ผมได้มา น่าจะเพราะผมสั่งเรื่องสั้น “เธอทำลาย, เธอกล่าว” ที่เขียนถึงเรื่องราวของชีวิตผู้หญิงที่เจอจากนักเขียนหญิง เนื้อหาน่าจะ relate กัน ไม่มากก็น้อย #campzzzread














รวมเรื่องสั้นจากหน้าต่างบานเดียวกันของนักเขียนหญิง 10 คน ที่จะชวนคุณไปหลบพัก และซ่อนตัวในป่าเขา ให้ฝนพรำโอบล้อมที่โรงแรม PRY1⛰️🌳📚 . 𝐍𝐞𝐰 𝐑𝐞𝐥𝐞𝐚𝐬𝐞 📚 ฝนพรำ—DAY&NIGHT—มีเขาใหญ่เป็นฉากหลัง . จะเป็นยังไงถ้าคุณได้เล่นเกมนั้นด้วยกันอีกครั้ง แต่งเรื่องจากภาพ กิจกรรมเด็กประถมที่คุณรักตั้งแต่เด็กจนโต เกมที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ แค่มองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วก็ตั้งชื่อให้คู่รักที่กำลังวิ่งหลบฝน คิดถึงบทสนทนาที่ไม่มีจริง โลเคชั่นวันนี้คือโรงแรมกลางป่า วินาทีนั้น คุณทั้งคู่คือนักเขียนที่มีคำชมจากอีกฝ่ายเป็นรางวัลใหญ่ในชีวิต . โรงแรมแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ริมทางหลวงจังหวัดปราจีนบุรี มีลมเย็นเป็นพนักงานต้อนรับ มีฝนพรำเป็นเมนคอร์ส มีนก หอยทาก และผีเสื้อเป็นเพื่อนบ้าน มีหนังสือมากมายคอยพบใครบางคนที่ห้องสมุด นอกระเบียงทุกห้อง เมื่อมองออกไป มีเขาใหญ่เป็นฉากหลัง . นี่คือ 10 เรื่องสั้นจากหน้าต่างบานเดียวกัน—3 วัน 2 คืนในพำนัก—โดย 10 นักเขียนหญิง จิตจงกล, ฉัตรรวี เสนธนิสศักดิ์, ตินกานต์, นิชาภาพ, โบนิตา อาดา, รติพร ชัยปิยะพร, สิลิ, อุรุดา โควินท์, Marry D. Minor และ September’s blue . ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากที่คุณวางเล่มนี้ลง ในวันหยุดถัดไป คุณจะคิดถึงเขาใหญ่ และฝนพรำ . พบกันครั้งแรกในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 ที่บูธสำนักพิมพ์ P.S. (K16) ราคาพิเศษ ลด 10% จากปก . 𝐑𝐄𝐀𝐃𝐈𝐍𝐆 𝐈𝐒 𝐉𝐎𝐔𝐑𝐍𝐄𝐘 . 📍 งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 • วันที่ 26 มี.ค. - 6 เม.ย. 2569 • เวลา 10.00 - 21.00 น. • ที่บูธ P.S. (K16) ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 6 #PSPublishing #PSJourney #สัปดาห์หนังสือ69 #งานหนังสือ #Thaibookfair












