nitto-chanitto

4.1K posts

nitto-chanitto banner
nitto-chanitto

nitto-chanitto

@chanittopon

🧵#nittonomemo💬 TH-EN-JA 🌸INTP-A 🇹🇭Satit CMU-🇯🇵APU 💼 Japanese automotive industry 🎁Deep talks, Painting, Reading&Writing

Katılım Şubat 2021
230 Takip Edilen3.7K Takipçiler
Sabitlenmiş Tweet
nitto-chanitto
nitto-chanitto@chanittopon·
อยู่ดีๆก็นึกถึงตอนถูกประเมินพนักงานครั้งแรกในชีวิตโดยนายญี่ปุ่นคนแรก(เป็นหนึ่งในคนที่เราชอบมากๆ) “บอกเลยนะว่าทั้งชีวิตนี้เธอจะไม่เคยได้เจอใครที่ทำอะไรแบบฉันอีกแล้ว“ พูดแล้วก็ยื่นกระดาษประเมินมาวางบนโต๊ะ ”อ่ะนี่ คะแนนที่ฉันประเมินเธอ ฉันให้เธอเท่านี้ มีอะไรจะพูดหรือเปล่า?“ เราก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะมันจริงตามนั้น ”แต่คะแนนที่ฉันให้เธอ มันก็เป็นแค่คะแนนจากฉัน มันไม่ได้หมายความว่าคนทั้งโลกจะให้คะแนนเธอแบบฉัน” —————————— งั้นก็คงสามารถตีความได้ว่า “ไม่ว่าจะจุดสูงสุดบนยอดเขาแห่งความสำเร็จหรือจุดต่ำสุดในเหวลึกของความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในชีวิต มันก็มีส่วนถูกสร้างมาจาก“คะแนน”ที่ได้มาจากคนอื่นใช่ไหม?” “ความสำเร็จ”และ “ความล้มเหลว” ส่วนใหญ่มันก็ต้องมีการถูกประเมินจากอะไรสักอย่าง โลกแห่งความเป็นจริงมันไม่เหมือนการสอบในโรงเรียน มันซับซ้อน ดวงตาของแต่ละคนไม่ได้มองสิ่งเดียวกันด้วยเกณฑ์ที่เหมือนกัน 100% โดยเฉพาะเวลามองคน แต่มีสิ่งหนึ่งที่จริงเสมอ คือความรู้สึกของเราที่มีต่อตัวเอง ตัวเราเรารู้ดีที่สุด ไม่ว่าจะได้คะแนน100ในใบประเมินหรือ0 แต่เราก็ยังเป็นเรา ความจริงข้อนี้ไม่เคยเปลี่ยน ประโยคที่นายคนแรกสอนมันทำให้เราทำงานตามที่อยากทำ ทำแบบไม่เคยหวังว่าหัวหน้าจะให้เราเท่าไหร่ ไม่เคยสนใจเลยด้วยซ้ำมั้ง ดูแค่ผลที่ออกมา ผ่านมา 10ปี มันก็เป็นแบบที่นายคนแรกพูดแบบเป๊ะๆ ไม่มีใครทำแบบนายคนนั้นเลยจริงๆ เราก็แค่เป็นตัวเรา พยายามในแบบเรา เรารู้ดีที่สุด แต่คนที่ให้คะแนนเราจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และแต่ละคนก็ให้คะแนนเราไม่เหมือนกันสักคน ถ้าหนักหน่อยคะแนนต่ำมาก เราก็แค่จากลากัน ถ้าที่ปัจจุบันไม่ใช่ วิธีเดิมไม่เวิร์ค ก็เปลี่ยน เปลี่ยนจนกว่าเราจะได้เจอสิ่งที่ใช่ ไม่ต้องไปพยายามกดดันตัวเองตามไม้บรรทัดของสังคมหรือของใคร เพราะเรามีไม้บรรทัดตัวเองมันดีที่สุด แต่มันก็ไม่ค่อยง่ายหรอก ต้องสังเกตตัวเองดีๆแล้วปรับเอา
ไทย
3
2K
2.4K
416.8K
nitto-chanitto retweetledi
Norasate Prachyakorn
Norasate Prachyakorn@SenateNorasate·
ประเทศไทยกำลังจะเป็น SLAPP STATE หรือเราแค่เริ่มชินกับการที่รัฐฟ้องคนเห็นต่าง? เมื่อช่วงต้นปีนี้ ผมเคยเชิญกกต.มาชี้แจงในกรรมาธิการในกรณีกกต.ฟ้องประชาชนในเหตุเลือกตั้งชลบุรีเขต1 ถ้ายังพอจำกันได้ ด้วยความคิดที่ว่า ”การที่หน่วยงานรัฐฟ้องประชาชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของตนนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง“ และวันนี้ มีอีกข่าวที่ผมเพิ่งเห็นคือข่าวอธิบดีกรมการปกครอง แจ้งความดำเนินคดีอาจารย์สมชัยและผู้เชี่ยวชาญด้าน IT อีก2ท่าน ข้อหาหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต้นเรื่องไม่ซับซ้อน มีการตั้งคำถามว่า “ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านรายชื่อรั่วไหลหรือไม่” คำถามนี้…ถ้าเป็นประเทศประชาธิปไตยแบบอารยะ มันควรจะถูกตอบด้วย “ข้อเท็จจริง” แต่ในประเทศสารขันธ์ มันถูกตอบด้วย “คดี” ผมนึกถึงคำคำหนึ่ง ที่ช่วงหลังสังคมไทยได้ยินบ่อยจนชิน SLAPP มันย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation แปลแบบบ้านๆ คือ “การฟ้องเพื่อให้คนหยุดพูด” ไม่ใช่ฟ้องเพื่อชนะ แต่ฟ้องเพื่อให้เหนื่อย ให้เสียเวลา ให้เสียเงิน และที่สำคัญ…ให้ “กลัว” คำถามคือ กรณีนี้เข้าข่ายไหม? ผมคิดว่า อย่างน้อยที่สุดมัน “หน้าตาเหมือน” เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนตั้งคำถามในประเด็นสาธารณะ กลับกลายเป็น “จำเลย” ในขณะที่คำถามสำคัญจริงๆ ยังไม่มีคำตอบ ข้อมูลรั่วจริงหรือไม่? ถ้ารั่ว รั่วอย่างไร? ใครต้องรับผิดชอบ? คำถามพวกนี้ หายไปจากวงสนทนา แล้วอาจถูกแทนที่ด้วยอีกคำถามหนึ่ง “ใครจะโดนฟ้องต่อ” เรื่องนี้น่ากลัวตรงไหนครับ น่ากลัวตรงที่ไม่ได้อยู่ที่คดีเดียว แต่อยู่ที่ “บรรยากาศ” เมื่อคนเริ่มเห็นว่า การพูดเรื่องสาธารณะมีต้นทุนสูง มีโอกาสโดนคดี มีโอกาสต้องขึ้นศาล คนจะเริ่ม “คิดก่อนพูด” แล้วจากคิดก่อนพูด จะกลายเป็น “ไม่พูดดีกว่า” สังคมแบบนี้ ไม่ได้เงียบเพราะไม่มีปัญหา แต่เงียบเพราะ “ไม่มีใครกล้าพูดถึงปัญหา” ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเข้มแข็งเวลามีข้อสงสัยเรื่องข้อมูลขนาดใหญ่แบบนี้ รัฐจะรีบทำ 3 อย่าง หนึ่ง ตรวจสอบ สอง เปิดเผย สาม อธิบาย แต่ถ้ารัฐเลือก “ฟ้อง” มันกำลังส่งสัญญาณอีกแบบหนึ่ง “ไม่ใช่สัญญาณเรื่องข้อเท็จจริง แต่เป็นสัญญาณเรื่อง “อำนาจ” ผมไม่ได้บอกว่า ใครถูก ใครผิด เพราะเรื่องข้อมูลรั่ว สุดท้ายต้องพิสูจน์กันด้วยหลักฐาน แต่สิ่งที่เราควรถามคือ ทำไมคำถามถึงต้องจบที่ศาล แทนที่จะจบที่ความจริง? ประเทศไทยอาจจะยังไม่ใช่ SLAPP STATE เต็มตัว แต่ถ้าเรายังเห็นภาพแบบนี้ซ้ำๆ หน่วยงานรัฐฟ้องคนที่ตั้งคำถาม ใช้กฎหมายที่มีโทษรุนแรงกับเรื่องที่ควรเป็นการตรวจสอบสาธารณะ วันหนึ่ง เราจะไม่ต้องถามแล้วว่า “ใช่หรือไม่” เพราะมันจะกลายเป็นเรื่องปกติไปเอง และวันที่การฟ้องกลายเป็นเรื่องปกติ ความจริง จะกลายเป็นเรื่องที่หายากที่สุดในสังคมนี้ครับ #ขอบคุณรูปจากเพจข่าวไทยรัฐครับ
Norasate Prachyakorn tweet media
ไทย
7
381
275
4.6K
nitto-chanitto
nitto-chanitto@chanittopon·
ไม่ใช่แค่เกิดน้อย การรักษาให้เติบโตดีๆก็ลำบากมานานละ รุ่นพี่ญี่ปุ่นในชมรมอุปการะเด็กในชุมชน 10 กว่าคน เรียบจบมหาลัยมีงานทำแค่ 2-3 คน ที่เหลือคือมีลูกไปก่อนบ้าง ติดคุกบ้าง เราสูญเสียทรัพยากรไปเยอะอ่ะ ตอนนั้นก็ take action อะไรมากไม่ได้ เพราะทุกคนเป็นเด็กมหาลัย power ไม่ค่อยมี
THAI PRESS@ThaiPressCC

วิกฤตเด็กเกิดน้อย โรงเรียนปิดตัวปีละ 200 แห่ง แนะรัฐเร่งปฏิรูปแก้เหลื่อมล้ำ . . วิกฤตประชากรเด็กเกิดน้อยส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบการศึกษาไทย โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนนักเรียนในสังกัด สพฐ. ลดลงเกือบ 1 ล้านคน หรือราวร้อยละ 10 จากเดิมที่มีกว่า 7 ล้านคน ปัจจุบันเหลือเพียง 6 ล้านคนเศษ ส่งผลให้โรงเรียนขนาดใหญ่ลดระดับลงเป็นโรงเรียนขนาดกลาง และสถานศึกษาขนาดเล็กต้องปิดตัวลงถาวรไปแล้วกว่า 2,000 แห่ง หรือเฉลี่ยปีละ 200 แห่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาที่ไม่สามารถต้านทานการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่องได้ . รศ.ดร. มนสิการ กาญจนะจิตรา จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักอยู่ที่การบริหารจัดการงบประมาณแบบ "รายหัว" เมื่อจำนวนเด็กลดลง งบประมาณอุดหนุนย่อมลดตาม แต่ต้นทุนคงที่ทั้งค่าบุคลากรและค่าสาธารณูปโภคกลับไม่ได้ลดลงตามสัดส่วน โรงเรียนขนาดเล็กจึงแบกรับภาระหนักจนเกิดภาวะขาดแคลนครู ไม่ครบชั้น ไม่ครบวิชา ซ้ำร้ายครูยังต้องรับภาระงานนอกเหนือการสอน เช่น งานเอกสารหรืองานภารโรง บั่นทอนคุณภาพการเรียนการสอนและขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำให้กว้างขึ้นอย่างน่ากังวล ส่งผลให้เด็กบางส่วนเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา . สถานการณ์นี้ทำให้เกิดวงจร "ยิ่งเกิดน้อย ยิ่งเหลื่อมล้ำ" เนื่องจากครอบครัวที่มีความพร้อมมักเลือกส่งบุตรหลานเข้าสู่โรงเรียนนานาชาติ ซึ่งมีอัตราการเติบโตร้อยละ 5 ต่อปี สวนทางกับจำนวนนักเรียนในโรงเรียนไทยที่ลดลง พ่อแม่ยุคใหม่มุ่งหวังให้บุตรหลานเป็น "พลเมืองโลก" (Global Citizen) จนโรงเรียนอินเตอร์กลายเป็นค่านิยมสูงสุด ขณะที่เด็กจากครอบครัวที่ขาดแคลนกลับต้องเผชิญกับคุณภาพการศึกษาที่ถดถอย กลายเป็นปัจจัยลบที่ทำให้คนรุ่นใหม่ยิ่งไม่อยากมีบุตรเพราะกังวลเรื่องคุณภาพชีวิตและความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้นในสังคม . อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าวิกฤตนี้คือโอกาสสำคัญในการ "ปฏิรูปการศึกษา" ครั้งใหญ่ เมื่อจำนวนเด็กน้อยลง รัฐควรปรับเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณอุดหนุนต่อหัวให้สูงขึ้นเพื่อเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนรายบุคคล ปรับปรุงสัดส่วนครูให้เหมาะสมและกระจายสู่พื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นธรรม ส่วนระดับมหาวิทยาลัยต้องเร่งปรับตัวจากการเน้นปริมาณสู่การพัฒนาคุณภาพหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อหยุดวงจรความเหลื่อมล้ำและขับเคลื่อนให้เด็กไทยเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพในอนาคต แม้ในวันที่จำนวนประชากรจะลดน้อยลงก็ตาม . . [Thai Press | ไทยเพรส] - ข่าวคั่วเข้ม —————— #ThaiPress #ไทยเพรส #ข่าวคั่วเข้ม

ไทย
0
0
0
307
nitto-chanitto
nitto-chanitto@chanittopon·
ลองเล่นแอพ Vocal Image สนุกดี แอพสอนพูด ปรับปรุงการพูด introvert แบบฉันคือค่อนข้างทรมานเวลาต้องเปิดบทสนทนากับคนไม่ค่อยสนิท วันนี้ session แรก สอนเปิดบทสนทนากับคนแปลกหน้า ทำยังไงก็ได้ 7/10 555 ยังดีมันแทรคสำเนียงอังกฤษฉันได้ ข้อความที่ขึ้นเหมือนที่ต้องการพูดอยู่ เลยไปต่อกันได้55
nitto-chanitto tweet media
ไทย
0
26
42
2.3K
nitto-chanitto
nitto-chanitto@chanittopon·
อ่านไปแค่บทนำ แต่รู้สึกว่า เห้ย เหมือนเราจะฉลาดขึ้นถ้าอ่านจบ เป็นความรู้แนวใหม่ที่ไม่เคยเจอ วันนี้อ่านให้จบเลยละกัน😂
nitto-chanitto tweet media
ไทย
0
12
24
1.1K
nitto-chanitto
nitto-chanitto@chanittopon·
กฎหมายไทยมันอ่อนแอ เรื่องเมาแล้วขับมันเลยสภาพงี้ไง จริงๆคือทุกเรื่องอ่ะ เคยเจอคนขับปาดหน้าเด็กนักเรียนข้ามถนนบนทางม้าลาย ละเปิดกระจกมาด่าเด็ก ทำแบบญี่ปุ่นดิ ใบขับขี่ราคาเท่าเงินเดือน ต้องไปเรียนประมาณ1-3เดือน มีแต้มให้ตัด โดนตัดหมดไปทำใหม่เท่านั้น
ไทย
0
0
3
146
nitto-chanitto
nitto-chanitto@chanittopon·
จริงมาก แล้วก็ไม่ชอบเลยเวลามีคนบอก “ก็แค่วาดๆเขียนๆจะคิดอะไรแพงนักหนา” เอ้า ก็มันคือความสามารถเขาอ่ะ ทำไมจะคิดเงินให้มันสมราคาความสามารถไม่ได้อ่ะ อีกอันคือพวกลอกไอเดียบทความคนอื่นในโซเชี่ยล มีทั้งลอกมาเป๊ะๆกับแบบเอามาปรับนั่นนี่นิดหน่อยละลงเป็นของตัวเอง ไม่ให้เครดิตต้นทางเขา
. ..𓂃 ࣪ ִֶָ babevardiaִֶָ🪽་༘࿐@favuvery

จารย์ศิลป์ถึงบอกไงครับว่าพวกเธอต้องเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ก่อน แล้วจึงเรียนศิลปะ พื้นฐานของคนคือควรมีความเคารพต่อเพื่อนมนุษย์แล้วคุณจะเข้าใจเองว่าทำไมคุณถึงไม่ควรขโมยผลงานใคร แม้จะเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ มาก็ตาม เพราะมันคือผลงานที่ได้มาด้วยการไม่เคารพผู้สร้างสรรค์อย่างแท้จริง

ไทย
0
1
5
658
nitto-chanitto retweetledi
Tarot to youuuu
Tarot to youuuu@TarotYouuuu·
มึง พี่เขาขับรถผ่านมา เจอป้ายหาเสียงเทศบาลโคตรเท่ ป้ายทวงบุญคุณประชาชนไปเลยจ้า ใครทำจำได้ไหม โปรดเลือกลูกชายผมด้วยนะครับ คิดได้ยังไงกัน ทุเรศมากจริงๆ !!!!!!
ไทย
9
474
650
87K
nitto-chanitto
nitto-chanitto@chanittopon·
ไปเจอญาติมา แล้วชอบตรงที่เขาบอกว่า “พี่อยากไปไหนก็ไป เนี่ยคืนนี้จะไปเกาะล้าน ไม่รู้ไปไงจาก กทม เดี๋ยวหาทางก่อน นอนไหนก็นอน คราวที่แล้วที่พักเต็ม เลยนอนในร้านเสื้อของเพื่อนแทน ต้องรีบตื่นเพราะเขาจะเปิดร้าน ตื่นมาก็ช่วยขายเสื้อเลย“ เริ่ต้นคือบินมา กทม จากเชียงใหม่ แล้วแวะไปนครพนมมา จะไปเกาะล้านต่อ พี่ชิลไปไหน พี่เป็นขั้วตรงข้ามกับเราเลย ชอบที่พี่เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆแล้วหาทางเอานี่แหละ อิสระของแท้ แล้วลุงก็จะส่งข้อความมาหา ถามเป็นระยะว่า ”วันนี้อยู่ที่ไหน?“ พี่บอกจริงๆก็คือตามกลับบ้านแหละ เพราะออกบ้านมาเกือบครึ่งเดือนละ เพิ่งรู้ลุงก็มีนิสัยคล้ายแม่เรา คิดถึงลูกแต่จะไม่ตาม ปล่อยให้ไปใช้ชีวิต ขอแค่ให้ได้รู้ว่ายังสบายดีอยู่ก็พอ
ไทย
0
0
1
477
nitto-chanitto
nitto-chanitto@chanittopon·
เหมือนจะไม่ได้พัก แต่ทุกวันมันจะมีเวลาลั้นลาประมาณ1-2ชม. อยู่แล้ว มันเลยไม่ได้มีฟีลเห้ย วีคนี้หยุดยาวๆโลดๆ ต้องไปนั่นนี่ มันถูกแบ่งแต่แรกแล้ว แต่ถ้ามีครอบครัวอาจจะเป็นอีกแบบ ตอนนี้ไม่มี ยังไม่รูั5555
ไทย
0
0
0
88
nitto-chanitto
nitto-chanitto@chanittopon·
ปีหน้าค่อยกลับบ้านสงกรานต์ละกัน ปีนี้นั่งทำงาน งานที่ให้อะไรทางใจต้องทำเวลาว่าง สรุปคือไม่ได้พัก55 ตอนเด็ก ส. ก็ไปเรียนอังกฤษเช้า ศิลปะบ่าย อา.ทำการบ้าน มหาลัย ถ้าไม่มีเรียน ก็ไปทำงานพิเศษ ปิดเทอม 2 เดือน กลับไทยอยู่บ้าน 1 วีค ลงพื้นที่อาสา 2 วีค แล้วกลับญี่ปุ่นไปทำงานพิเศษ
ไทย
1
0
5
548
nitto-chanitto
nitto-chanitto@chanittopon·
วันก่อนเมเนสอนว่า “ถ้าเราเห็นอะไรที่มันแปลกๆ ก็สืบและรวมหลักฐานแจ้งหัวหน้าให้เขาพิจารณา ตัวเราก็คือส่วนหนึ่งที่จะช่วยทำให้องค์กรอยู่ในร่องในรอย คอยช่วยตรวจสอบ ถ้าเราเห็นสิ่งที่แปลกแต่กลับปล่อยผ่าน มันก็คือการปิดตาปล่อยปัญหาไป” พนักงานวิญญาณโคนันของแทร่
ไทย
0
2
2
173
nitto-chanitto retweetledi
ข้าวหมูกรอบจานข้าวหมูแดงจาน
นี่บอกน้องคนรอบตัวที่นี่ตลอดว่าอย่าหัวหมอโกยรายได้เข้าตัวเองไม่รู้สี่รู้แปด คิดว่าทำได้ก็ทำ อีกแบบคือสายแม่บ้านใช้บัตรเครดิตสามี เรื่องเข้าที่ทำงานสามีเมื่อไหร่ก็ขนรุ้กกก รายได้้เอยใดไม่ใช่เรื่องสาวนตัวในญี่ปุ่นค่ะ ยิ่งเป็นต่างชาติ จนท.ซิตี้ฮอลล์เคาะ2-3ทีเค้ารู้ประวัติเข้าออกปท.
ข้าวหมูกรอบจานข้าวหมูแดงจาน tweet mediaข้าวหมูกรอบจานข้าวหมูแดงจาน tweet media
ไทย
3
101
28
6.9K
nitto-chanitto retweetledi
p3ddr0 FIRE🔥
p3ddr0 FIRE🔥@p3ddr0x1·
recap ใน 3 2 1 ทำไม "พร้อมเพย์" ถึงสำคัญมาก ๆ กับประเทศไทย ทำลายกำแพงค่าธรรมเนียม (Zero-Fee Revolution) ก่อนปี 2560 การโอนเงินข้ามธนาคารหรือข้ามเขตต้องเสียค่าธรรมเนียม 25-35 บาท พร้อมเพย์เข้ามาทำให้ต้นทุนตรงนี้กลายเป็นศูนย์ (สำหรับธุรกรรมทั่วไป) สิ่งนี้ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้นและถี่ขึ้นมหาศาล ตัวเร่งสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ด้วยระบบ QR Code มาตรฐาน (Thai QR Payment) ทำให้ตั้งแต่ร้านอาหารบนห้างไปจนถึงร้านหมูปิ้งข้างถนน หรือวินมอเตอร์ไซค์ สามารถรับเงินดิจิทัลได้ทันที ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) จัดการบัญชีง่ายขึ้น และลดความเสี่ยงจากการโดนขโมยเงินสด ช่องทางเชื่อมต่อระหว่าง "รัฐ" กับ "ประชาชน" การผูกบัญชีกับเลขบัตรประชาชนทำให้รัฐบาลสามารถจ่ายเงินสวัสดิการ เงินเยียวยา หรือคืนภาษีได้ตรงตัว รวดเร็ว และลดการคอร์รัปชันหรือเงินรั่วไหลผ่านคนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนระดับประเทศการพิมพ์ธนบัตร การขนส่งเงินสดด้วยรถนิรภัย และการบำรุงรักษาตู้ ATM มีต้นทุนสูงมาก การที่คนใช้เงินสดลดลง ช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศและธนาคารพาณิชย์ไปได้มหาศาล และคำถามที่ผมสงสัย พร้อมเพย์จะกลายเป็นการเงินระดับโลกได้หรือไม่ คำตอบแบบตรงไปตรงมาคือ คงเป็นในลักษณะนี้มากกว่า ตัวชื่อระบบ PromptPay เองคงไม่ได้ไปแทนที่ SWIFT, VISA หรือ Mastercard แบบเบ็ดเสร็จ แต่ โมเดลการทำงาน ของมันกำลังจะเป็นมาตรฐานใหม่ของการเงินโลก แต่เหตุผลที่พร้อมเพย์มีศักยภาพในการเขย่าวงการการเงินระดับโลก มีดังนี้ ☑️การเชื่อมโยงข้ามพรมแดน (Cross-border Payments): ปัจจุบันพร้อมเพย์ไม่ได้ทำงานแค่ในไทย แต่ได้ไปจับมือกับระบบ Fast Payment ของประเทศอื่น ๆ แล้ว เช่น -สิงคโปร์ เชื่อมกับระบบ PayNow (โอนเงินข้ามประเทศได้ทันทีผ่านเบอร์โทรศัพท์) -มาเลเซีย (DuitNow), อินโดนีเซีย (QRIS), เวียดนาม, กัมพูชา, ญี่ปุ่น และอินเดีย (UPI) สามารถใช้แอปฯ ธนาคารไทยสแกนจ่าย QR Code ที่ร้านค้าในประเทศเหล่านั้นได้เลย และนักท่องเที่ยวชาตินั้นก็สแกนจ่ายที่ไทยได้ ☑️หลีกเลี่ยงระบบตัวกลางแบบดั้งเดิม ปกติการโอนเงินข้ามประเทศต้องผ่านระบบ SWIFT ซึ่งใช้เวลา 1-3 วันและค่าธรรมเนียมแพงมาก แต่การเชื่อมโยงของระบบแบบพร้อมเพย์ ทำให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศ คุยกันโดยตรง เงินถึงทันทีในเสี้ยววินาทีด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่ามาก ☑️Project Nexus ของโลกปัจจุบันธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) กำลังผลักดันโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Nexus เพื่อเชื่อมระบบชำระเงินของแต่ละประเทศเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายเดียว ซึ่งโครงข่ายในอาเซียนที่ไทยเป็นหัวหอกอยู่นี้ ถือเป็น ต้นแบบ ที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง นั้นละครับ อนาคตของการเงินโลกอาจไม่ใช่แอปฯ เดียวที่ทุกคนใช้ แต่คือการที่ระบบพร้อมเพย์ของไทย ไปเสียบเข้ากับ "ปลั๊กกลาง" ของโลก ทำให้เราโอนเงินไปอเมริกาหรือยุโรปได้ง่ายเหมือนโอนไปซื้อข้าวปากซอยครับ
p3ddr0 FIRE🔥@p3ddr0x1

สาระ "ต้องทราบไหม" เรื่องที่เราอาจไม่ได้สนใจมันอยู่ก็ได้นะ แต่รู้หรือไม่ว่าไอ้เจ้า "PromptPay" เนียที่ถูกสร้างโดยบ้านเรา แม่งสุดยอดนวัตกรรม ในใจพวกคุณกำลังคิดว่า ✅อาจจะยังนะ ☑️ใช่หรอ ตามมาดูกัน ทุกวันนี้ จะเห็นว่า หลังจากผ่านช่วง covid-19 มาแล้วนั้น การใช้งาน พร้อมเพย์ นั้น กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้วก็ว่าได้ ยกตัวอย่างเช่น ทุกวันที่ 1 ,15 ของทุกเดือน ใช่ไหม ใช่แหละ ที่ทุกคนคิด นั้นคือการ เข้าไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ใคร ๆ หลายคนก็ อยากปังแน่นอน ที่นี้เรามาดูเบื้่องหลังมันบ้างดีกว่า หลาย ๆ คน อาจเข้าใจว่า พร้อมเพย์ นี้ ก็แค่แอพที่ทางรัฐสร้างขึ้นมาเป็นแอพพลิเคชั่นหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือ "โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัลระดับชาติ " (Digital Public Infrastructure - DPI) ฟังดูแล้วแบบขนาดนั้นเลยหรอ ใช่ครับฟังไม่ผิด อย่างแน่นวล หมายเหตุ เรื่องที่เล่านี้ อาจมีการความคิดเห็นส่วนตัว จากการไปทำค้นคว้าหาข้อมูลมานะครับ ผิดพลาดประการใด หรืออยากเสริม เพิ่มเติม แนะนำกันได้เลยครับ

ไทย
15
8.1K
5.2K
1.5M
nitto-chanitto
nitto-chanitto@chanittopon·
คนจีนคือโหดจริง นายเล่าว่าในบริษัทจะแบ่ง tier พนักงาน เทพอังกฤษ> ส่งไปประจำเมกาไม่ก็ยุโรป อังกฤษพอถูไถ> ส่งไปอาเซียน ไม่ได้อังกฤษเลย> ส่งไปจีน เพราะโรงงานที่จีน คนจีนได้ญี่ปุ่นกันทุกคน 🫠
Carlibu⚾@enlqblue

คนจีนได้เปรียบกับภาษาญปขนาดไหน ก็ขนาดที่เพื่อนนี่คนเซียงไฮ้แท้ ๆ อ่านหนังสือเดือนครึ่งแม่งสอบผ่านN3 ในครั้งเดียว แต่แม่งแทบพูดไม่ได้เลยอะนะ มันบอกใช้วิธีเดาใจเอาเป็นหลัก ไม่ได้เข้าใจทั้งหมด พาร์ทการฟังกับเรื่องไวยากรณ์ก็เลยได้ไม่สูงแต่ก็ผ่านอะ

ไทย
2
12K
7.4K
938K
nitto-chanitto retweetledi
Tarot to youuuu
Tarot to youuuu@TarotYouuuu·
มึง กรุงเทพเรามี Hawker Center เป็นของตัวเองแล้วนะ อยู่ที่สวนลุมพินี ทำเหมือนที่สิงคโปร์เลย รวมร้านอร่อยๆ ไว้ด้วยกัน ค่าเช่าคิดถูกมาก วันละ 60 บาทเอง อยากให้มีศูนย์อาหารแบบนี้เยอะๆ เลยนะ ดีมากจริงๆ !!!!!!!
ไทย
15
871
833
80.6K
nitto-chanitto retweetledi
Sopon Supamangmee
ทักษะที่สำคัญที่สุดในชีวิตไม่ใช่การตัดสินใจให้เร็ว แต่เป็นการ ‘อดทนที่จะยังไม่ด่วนตัดสินใจ’ มากกว่า . ลองนึกถึงครั้งสุดท้ายที่พวกเราทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ ดูสิครับ . เราใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะตัดสินใจว่า "ชอบ" หรือ "ไม่ชอบ" คนคนนั้น? . สามสิบวินาที? หนึ่งนาที? หรือแค่เห็นหน้าแวบแรกก็รู้แล้ว? . ธรรมชาติของเรามักจะตัดสินทุกอย่างรวดเร็วมากครับ เจอไอเดียใหม่ในที่ประชุม พวกเราก็มักจะตัดสินใจภายในสิบวินาทีว่ามันจะได้ผลหรือไม่ เจอคนที่พูดไม่ตรงกับสิ่งที่เราเชื่อ เราก็ตัดสินทันทีว่าเขาคิดผิด เจอทักษะที่ไม่คุ้นเคย เราก็รีบตัดสินว่า "นี่ไม่ใช่ทางของเรา" . ผมต้องเตือนตัวเองอยู่บ่อยครั้งในเรื่องนี้ . การตัดสินใจอย่างรวดเร็วให้ความรู้สึกที่ดีครับ เพราะมันมอบ "ความแน่นอน" ให้กับเรา รู้สึกว่าเรารู้แล้ว เข้าใจแล้ว แต่ความแน่นอนนั้น มักมาพร้อมกับต้นทุนที่มองไม่เห็น . ย้อนกลับไปในเดือนธันวาคม ปี 1817 จอห์น คีตส์ (John Keats) กวีชาวอังกฤษวัย 22 ปี ได้เขียนจดหมายถึงน้องชายของเขา เล่าว่ามีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในแวดวงงานสร้างสรรค์ เป็นคุณสมบัติที่ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) มีอยู่อย่างมหาศาล เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “Negative Capability” หรือ ความสามารถในการดำรงอยู่กับความไม่แน่นอน ความลึกลับ และความสงสัย โดยไม่ปล่อยให้ ‘ความกระวนกระวาย’ เข้าครอบงำเพื่อรีบเร่งหาข้อเท็จจริงหรือเหตุผลมารองรับ . คีตส์ ใช้คำนี้เพียงครั้งเดียวในจดหมายส่วนตัว และไม่เคยเขียนถึงมันอีกเลย แต่แนวคิดนี้กลับกลายเป็นหนึ่งในไอเดียที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ของความคิดสร้างสรรค์ . คำว่า "Negative" ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าด้านลบหรือย่ำแย่นะครับ แต่หมายถึง "การละทิ้ง" ครับ . เป็นการละทิ้งความกระวนกระวาย ละทิ้งแรงกดดันที่จะต้องรีบด่วนสรุป และละทิ้งความจำเป็นที่จะต้องมีคำตอบในทันที มันคือการทำตัวเป็น "พื้นที่ว่าง" ที่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่เข้ามา . คีตส์ เปรียบคนที่มี Negative Capability ว่าเหมือนกับ "กิ้งก่า" ครับ พวกมันไม่มีสีเป็นของตัวเอง แต่สามารถเปลี่ยนสีไปตามสภาพแวดล้อมได้ กวีที่เก่งกาจก็เช่นกัน พวกเขาไม่ยึดติดกับตัวตนที่ตายตัว แต่สามารถดำดิ่งเข้าไปอยู่ในมุมมองของตัวละครทุกตัวได้อย่างเต็มที่ เฉกเช่นที่ เชกสเปียร์ ทำ . ดั่งที่คีตส์เคยเขียนไว้ว่า “…มันไม่ใช่ตัวมันเอง — มันไม่มีตัวตน — มันเป็นได้ทุกสิ่งและไม่เป็นอะไรเลย — มันไม่มีบุคลิกตายตัว — มันเพลิดเพลินกับทั้งแสงสว่างและเงามืด มันดำรงอยู่อย่างเต็มอิ่มในทุกรสชาติ ไม่ว่าจะสวยงามหรือน่ารังเกียจ สูงส่งหรือต่ำต้อย ร่ำรวยหรือยากจน ต่ำทรามหรือสง่างาม…" . แต่เรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กวีหรือนักเขียนเท่านั้น . โรเบิร์ต กรีน (Robert Greene) ได้นำแนวคิด Negative Capability มาขยายความในหนังสือ The Daily Laws ว่ามันคือคุณสมบัติหลักของ "ปรมาจารย์" ในทุกสาขาอาชีพ เพราะมันเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดทางให้พวกเราได้สำรวจไอเดียที่กว้างไกลขึ้น กล้าทดลองกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคย และสร้างสรรค์ผลงานที่มีมิติลึกซึ้งกว่าเดิม . กรีน ยกตัวอย่างเรื่องของ โมซาร์ท (Mozart) ในปี 1782 โมซาร์ทในวัย 26 ปี ได้สัมผัสกับดนตรีของ โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) ที่แตกต่างจากแนวทางของตนเอง . ดนตรีของ บาค ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Counterpoint หรือการสอดประสานทำนองอันสลับซับซ้อน ปล่อยให้หลายแนวเสียงดำเนินไปพร้อมกันอย่างอิสระ ซึ่งขัดแย้งกับสไตล์ดนตรีของ โมซาร์ท โดยสิ้นเชิง . หากเป็นศิลปินส่วนใหญ่ (ยิ่งคนที่ประสบความสำเร็จมากๆ) เมื่อเจอสิ่งที่ฉีกไปจากแนวทางของตัวเองขนาดนี้ ก็คงเลือกที่จะสร้างกำแพงป้องกันตัวเอง แล้วบอกว่า "นั่นไม่ใช่ทางของฉัน" . แต่ โมซาร์ท ไม่ตัดสิน . เขาเปิดรับและศึกษาแนวทางของ บาค อย่างจริงจัง ถอดโน้ตจากเปียโนมาเรียบเรียงใหม่สำหรับเครื่องสาย แม้จะต้องล้มเหลวหลายครั้ง ผลงานในช่วงแรกถูกวิจารณ์ว่าแห้งแล้งและสูญเสียความเป็น โมซาร์ท แต่เขาก็ไม่หยุด จนในที่สุดเทคนิค Counterpoint ของ บาค ก็ซึมซาบกลายเป็นส่วนหนึ่งในแก่นแท้ทางดนตรีของเขา . ผลลัพธ์ที่ได้คือผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงบั้นปลายชีวิต . เรื่องของ โมซาร์ท สอนอะไรพวกเราบ้าง? . มันสอนเราว่า การไม่ตัดสิน ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีจุดยืน . โมซาร์ท ไม่ได้ละทิ้งตัวตนของเขา เขาไม่ได้กลายร่างเป็น บาค เขาเพียงแค่ปฏิเสธที่จะปิดประตูใส่สิ่งที่แตกต่าง และปล่อยให้กระบวนการเรียนรู้ค่อยๆ ทำงานของมัน . มีการวิเคราะห์ว่าการซึมซับดนตรี บาค ของ โมซาร์ท แบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกคือการเลียนแบบ เขาเขียนเพลงสไตล์ บาค ซึ่งดูคล้ายแบบฝึกหัดมากกว่าผลงานศิลปะ แต่ช่วงหลังต่างหากที่สำคัญที่สุด เมื่อเทคนิคเหล่านั้นหลอมรวมเข้ากับตัวตนของเขาอย่างแนบเนียนจนแยกไม่ออก . ช่วงเวลาที่ดูเหมือน "ล้มเหลว" แท้จริงแล้วคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะมันคือช่วงที่เขา "ทนอยู่กับความไม่รู้" ได้นานพอ . ปัญหาของพวกเราส่วนใหญ่คือ เรามักจะทนรับช่วงเวลานั้นไม่ได้ครับ . เราอยากรู้ให้เร็วที่สุดว่าสิ่งนี้ดีหรือไม่ดี ใช่หรือไม่ใช่ จะรอดหรือไม่รอด พอเราด่วนตัดสิน ประตูก็จะปิดลง และจะไม่มีอะไรใหม่ๆ เล็ดลอดเข้ามาได้อีก . กรีน ได้เขียนประโยคหนึ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่งเอาไว้ว่า: . "ความต้องการความแน่นอน คือโรคร้ายที่สุดของจิตใจ" . ลองทบทวนดูสิครับว่า ในชีวิตประจำวัน มีอะไรบ้างที่เราเผลอตัดสินมันเร็วเกินไป? (สารภาพตามตรงอย่างที่บอกว่าต้องคอยเตือนตัวเองบ่อยๆ เรื่องนี้) . เราอาจจะตัดสินคนจากภาพลักษณ์ที่เห็นครั้งแรก ตัดสินไอเดียจากความรู้สึกชั่ววูบ ตัดสินโอกาสจากกรอบความคุ้นเคยเดิมๆ หรือแม้แต่ตัดสินตัวเองจากสิ่งที่เคยทำได้หรือทำไม่ได้ในอดีต . ทุกครั้งที่เราด่วนตัดสิน เรากำลังปิดประตูลงหนึ่งบาน และเราจะไม่มีวันรู้เลยว่า หลังประตูบานนั้นซ่อนอะไรเอาไว้บ้าง . คีตส์ ไม่ได้บอกให้พวกเราเลิกคิดหรือเลิกใช้เหตุผลนะครับ คีย์เวิร์ดที่สำคัญที่สุดในจดหมายของ คีตส์ ไม่ใช่คำว่า "ข้อเท็จจริง" หรือ "เหตุผล" แต่คือคำว่า "กระวนกระวาย" (Irritable) เพราะปัญหาไม่ใช่การแสวงหาความจริง แต่คือความร้อนรนที่จะต้องได้คำตอบในทันทีต่างหาก . คีตส์ ต้องการให้พวกเราเปิดรับมากกว่าการรีบค้นหา ปล่อยให้สิ่งต่างๆ ค่อยๆ เผยตัวตนออกมาตามจังหวะเวลาของมัน แทนที่จะรีบไปขีดเส้นกำหนดว่ามันคืออะไร . เป็นความตั้งใจที่จะไม่รีบเร่ง นั่นเอง . ฟังดูเหมือนง่าย แต่พอลองเอาไปทำเราจะรู้ว่าตรงกันข้ามเลย . • ครั้งต่อไปที่เราเจอคนที่คิดต่าง อย่าเพิ่งรีบตัดสิน ลองฟังเขาให้จบก่อน แล้วดูว่าเขามองเห็นอะไรในจุดที่เรายังไม่เห็น . • ครั้งต่อไปที่เจอไอเดียที่ฟังดูแปลกประหลาด อย่าเพิ่งปัดทิ้ง ลองอยู่กับมันสักพัก แล้วดูว่ามันจะพาความคิดของเราเดินทางไปถึงไหน . • ครั้งต่อไปที่เจอสิ่งที่ไม่คุ้นเคย อย่ารีบสรุปว่า "นี่ไม่ใช่ทางของเรา" ลองแง้มประตูทิ้งไว้ก่อน . โมซาร์ท ไม่ได้เปิดรับ บาค เพราะเขาเป็นคนไร้จุดยืน . แต่เขาเปิดรับ เพราะ เขามีจุดยืนที่แข็งแรงพอ ที่จะไม่หวาดกลัวว่าจะสูญเสียความเป็นตัวเองไป . และนั่นอาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดสำหรับผมเอง (หรือทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้) . คนที่กล้า "ไม่ตัดสิน" ไม่ใช่คนที่อ่อนแอ . แต่เป็นคนที่มั่นคงในตัวเองมากพอ ที่จะอนุญาตให้ความไม่แน่นอนก้าวเข้ามา โดยไม่เกรงกลัวว่ามันจะทำลายสิ่งที่ตัวเองเป็น . - โสภณ ศุภมั่งมี
ไทย
3
150
194
9K