ข้าวโพด
700 posts

ข้าวโพด retweetledi
ข้าวโพด retweetledi
ข้าวโพด retweetledi

- อย่าเชื่อคำพูด ว่าตรวจแล้วไม่พบเชื้อ จนกว่าจะได้เห็นผลตรวจ
- PrEP ป้องกันได้แค่ HIV เท่านั้น ถ้าไม่ใส่ถุงก็ยังเสี่ยง ซิฟิลิส หนองในแท้/เทียม เริม HPV
- ถ้าเสี่ยงแล้วภายใน 72 ชม ให้มารับ PEP (กินยา 28วัน)
- รักตัวเอง ให้ตัวเราเองเป็นที่ 1 เสมอ จะได้ไม่เสียใจค่ะ
🦭@RedmiMeme54267
ตต.ช่วงนี้มีคลิปชวนไม่ใส่ถุงอ่ะ ฉันยังแคปไปคุยกับเพื่อนอยู่เลยว่าประเทศไหนมันส่งคนมาล้างสมองเด็กไทยเล่นตต.วะ แล้วใช้คำผิดกฎเยอะมากแต่คลิปไม่บิน คือ งง
ไทย
ข้าวโพด retweetledi

#โหนกระแส 💥💥 วันนี้เป็นเรื่องราวของเจ้าแม่เงินกู้ มาติดพันผัวผู้หญิงคนนึง โดนยื่นข้อเสนอจะให้ 5 แสน เพื่อแลกกับหย่า
คริบครัสเธอมีลูกด้วยกัน 2 คน วันนึงพฤติกรรมผัวเริ่มเปลี่ยนไป ไม่กลับบ้านไม่รับโทรศัพท์ พอถามผัวๆบอกว่าขอมีเมียอีกคนได้มั้ย😳
ด้วยความตกใจ เมียเลยแกล้งบอกผัวว่า ถ้าอยากมีเมียน้อยให้จ่ายมา 5 แสนละกัน หลังจากนั้นเจอกันทุกครั้งผัวก็จะถามเรื่องขอมีเมียน้อยทุกครั้ง ผัวบอกย้ำด้วยว่า เดี๋ยวจะหามาให้ 5แสนจริงๆ
หลังจากนั้น คุยกัน 3 แสนกับชู้เจ้รแม่เงินกู้ และนัดว่า 10 เมษานี้จะหย่า
ซึ่งพอคุยกันเสร็จ สามีกับชู้รีบไปจองร้านอาหารเลย
เธอขอร้องให้สามีรับปากว่าตอนอยู่บ้านอย่าโทรคุย หรือต่อหน้าลูกห้ามรับสายหรือคุยกับชู้ แต่สาาีทำไม่ได้ เธอเปลี่ยนใจไม่รับแล้ว ผ5 แสน แต่จะฟ้องชู้แทน ‼️
ไทย
ข้าวโพด retweetledi
ข้าวโพด retweetledi
ข้าวโพด retweetledi
ข้าวโพด retweetledi
ข้าวโพด retweetledi
ข้าวโพด retweetledi
ข้าวโพด retweetledi

เห็นตั้งแต่สมัยโควิด คือพอมีเหตุการณ์คนตื่นทอง สักพักมันจะลงมา 20-30% รอบนี้ตอนพีคคือ 80,000 บาท ก็น่าจะลงมา ประมาณ 65,000-58,000 แล้วราคาก็จะวนเวียนอยู่แถวๆ นั้นไปอีก 3-4 ปี ใครดอยก็ทนๆ เอาหน่อย
ตอนช่วงโควิดหลังพุ่ง มันลงมาวนๆ อยู่ที่ 22,000 เองนะ แถวๆ 1,800 US/OZ
ลงทุนแมน@longtunman
ราคาทองคำไทย วันนี้ -1,900 บาท จนทองคำแท่ง ขายที่ 70,450 บาท หลังราคาทองคำโลก ร่วง -3% จนต่ำกว่า 4,500 ดอลลาร์
ไทย
ข้าวโพด retweetledi

ข้าวโพด retweetledi

🚨 วิกฤตอสังหาฯ สหรัฐฯ ทุบสถิติ! คนอเมริกันเกือบครึ่งกระอัก ผ่อนบ้านไม่ไหว Gen Z อ่วมสุดต้องขายของทิ้ง-หนีกลับไปพึ่งพ่อแม่! 🚨
สัญญาณอันตรายทางเศรษฐกิจกำลังส่งเสียงเตือนดังขึั้นเรื่อยๆ! ใครจะไปเชื่อว่าประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาจะเผชิญกับ "วิกฤตที่อยู่อาศัย" (Housing Affordability Crisis) ที่เลวร้ายลงอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุด! ข้อมูลล่าสุดชี้ชัดว่า "American Dream" หรือความฝันที่จะมีบ้านสักหลัง กำลังกลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนคนทั้งประเทศ!
📊 ตัวเลขสุดช็อก: ครึ่งประเทศกำลังจะไร้ที่อยู่?
อ้างอิงจากผลสำรวจล่าสุดของ Redfin เผยสถิติที่น่าตกตะลึงว่า ปัจจุบันชาวอเมริกันถึง 49% กำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเช่าหรือค่าผ่อนบ้านในแต่ละเดือน ซึ่งตัวเลขนี้พุ่งทะยานขึ้นจาก 44% ในช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2025 (จากภาพกราฟิกชี้ให้เห็นว่าในกลุ่มรวม: มีคนที่ตึงมือบ้าง 33%, ตึงมือเป็นประจำ 10% และลำบากแสนสาหัสถึง 6%)
💥 เจาะลึกรายเจเนอเรชัน: Gen Z คือเหยื่อที่บาดเจ็บหนักที่สุด!
วิกฤตนี้ไม่ได้โจมตีทุกคนเท่าๆ กัน กลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวอย่าง Gen Z กลายเป็นกลุ่มที่บอบช้ำที่สุด โดยมีสัดส่วนผู้ที่แบกรับภาระไม่ไหวพุ่งสูงถึง 67%!
รองลงมาคือ:
* Gen X: ดิ้นรนอยู่ที่ 54%
* Millennials: สาหัสไม่แพ้กันที่ 53%
* Baby Boomers: แม้จะเป็นรุ่นใหญ่ที่มีฐานะมั่นคงกว่า แต่ก็ยังได้รับผลกระทบไปถึง 36%
ตัดใจทิ้งเพื่อเอาชีวิตรอด: น้ำตาและหยาดเหงื่อเพื่อแลกที่ซุกหัวนอน
เพื่อรักษากระท่อมหรือห้องเช่าเอาไว้ คนอเมริกันต้องยอม "เฉือนเนื้อ" และลดทอนคุณภาพชีวิตลงอย่างน่าสลดใจ! การเสียสละยอดฮิตคือ การงดทานอาหารนอกบ้าน, ยกเลิกทริปพักผ่อนหย่อนใจ และที่อันตรายที่สุดคือ "การยอมเลื่อนรับการรักษาพยาบาล" ออกไป!
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับชาว Gen Z พวกเขาถูกต้อนให้จนตรอกถึงขั้นต้องนำข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวมาประกาศขาย, ต้องทำงานเสริม (Side Hustles) แบบหามรุ่งหามค่ำ และท้ายที่สุดเมื่อไปต่อไม่ไหว พวกเขาต้องกลืนน้ำลายตัวเองและ "ย้ายกลับไปซุกปีกพ่อแม่" เพื่อประคองชีวิตให้อยู่รอดไปวันๆ!
💸 กำแพงรายได้ที่สูงลิบลิ่ว: ทำงานแทบตายก็ซื้อบ้านไม่ได้!
ต้นตอของฝันร้ายนี้คืออะไร? ปัจจุบันหากคุณอยากครอบครองบ้านสักหลังในอเมริกา คุณจำเป็นต้องมีรายได้สูงถึง 111,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (ราวๆ 4 ล้านบาท) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่ารายได้เฉลี่ยของครัวเรือนอเมริกันโดยทั่วไปถึง 25,000 ดอลลาร์! บทสรุปของเรื่องนี้ชัดเจนเจนว่า... "ที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ ไม่เคยแพงหูฉี่และจับต้องยากขนาดนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์!"
🔍 วิเคราะห์เจาะลึก (In-Depth Analysis): ทำไม "American Dream" ถึงพังทลาย?
* พายุสมบูรณ์แบบทางอสังหาฯ (The Perfect Real Estate Storm): วิกฤตนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการผสมโรงกันระหว่าง "อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่พุ่งสูง" และ "ภาวะเงินเฟ้อที่กัดกินค่าครองชีพ" แม้คนจะมีรายได้เท่าเดิม แต่กำลังซื้อกลับลดฮวบ
* ปรากฏการณ์ Lock-in Effect: เจ้าของบ้านรุ่นเก่า (โดยเฉพาะ Boomers) ที่เคยล็อกอัตราดอกเบี้ยบ้านไว้ต่ำมากในช่วงหลายปีก่อนหน้า เลือกที่จะ "ไม่ขายบ้าน" เพราะหากย้ายบ้านใหม่จะต้องเผชิญกับดอกเบี้ยมหาโหดในยุคปัจจุบัน ส่งผลให้ปริมาณบ้านในตลาด (Supply) ขาดแคลนอย่างหนัก เมื่อของมีน้อยแต่คนต้องการเยอะ ราคาจึงพุ่งทะยานจนทะลุเพดาน
* ผลกระทบลูกโซ่ระดับมหภาค: การที่ Gen Z และ Millennials ไม่สามารถเข้าถึงการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้ จะทำลายโครงสร้างการสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Building) ของพวกเขาในระยะยาว เมื่อพวกเขาต้องนำรายได้กว่าครึ่งไปจ่ายค่าเช่าทิ้งไปเปล่าๆ พวกเขาจะไม่มีเงินออม ไม่กล้าแต่งงาน ไม่กล้ามีลูก ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจซบเซาและวิกฤตโครงสร้างประชากรในอนาคตอันใกล้ หากรัฐบาลและระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ไม่สามารถปรับสมดุลนโยบายการเงินและเพิ่มอุปทานที่อยู่อาศัย (Housing Supply) ได้ทันท่วงที นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของรอยร้าวครั้งใหญ่ในเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลก!
#USHousingCrisis #GenZStruggles #วิกฤตอสังหาสหรัฐ #AmericanDreamDead #เศรษฐกิจอเมริกา #RedfinSurvey #ค่าครองชีพพุ่ง #คนไร้บ้าน

ไทย
ข้าวโพด retweetledi

จับตา Fed ประชุมดอกเบี้ยนัดแรกหลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง 3 สำนักวิจัยเห็นพ้อง ‘คงดอกเบี้ย’
.
ในการประชุม FOMC นัดแรกหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง สำนักวิจัยธนาคาร 3 แห่งมองตรงกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17-18 มีนาคมนี้ ท่ามกลางการคาดการณ์ของตลาดที่มองว่า โอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยมีน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากภาวะที่ราคาพลังงานสูงขึ้นต่อเนื่อง
.
KResearch คาด Fed คงดอกเบี้ยนัดนี้ มองช่วงที่เหลือของปีไม่แน่นอนสูง
.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุม FOMC วันที่ 17-18 มีนาคมนี้ เพื่อรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
.
ขณะที่ ในช่วงที่เหลือของปี 2569 KResearch ประเมินว่าทิศทางการลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะมีความไม่แน่นอนสูง โดยขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก และเงินเฟ้อ
.
หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ KResearch ประเมินว่า Fed อาจจำเป็นต้องชะลอการปรับลดดอกเบี้ยออกไปก่อน โดย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 ตลาดส่วนใหญ่มองว่า Fed อาจไม่ปรับลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้ แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงก็ตาม ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างยิ่งในการดำเนินนโยบายแบบประคับประคองทั้งสองด้าน (Dual Mandate) ไปพร้อมกัน
.
ทั้งนี้ KResearch ชี้ว่าตัวเลขตลาดแรงงานและเงินเฟ้อล่าสุดยังไม่ได้สะท้อนภาพความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดแรงงานในสหรัฐฯ ชะลอลงชัดเจนขึ้น โดยมีสัญญาณจาก
.
อัตราการว่างงานปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จาก 4.3% ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับในอดีต
อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานลดลงมาอยู่ที่ 62.0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปี
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payrolls) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ลดลง 92,000 ตำแหน่ง สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 55,000 ตำแหน่ง
ตัวเลขการจ้างงานของเดือนธันวาคม 2568 และมกราคม 2569 ยังถูกปรับลดลงรวม 69,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยการจ้างงานในช่วง 3 เดือนล่าสุดลดลงเหลือไม่ถึง 6,000 ตำแหน่งต่อเดือน
.
ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในภาพรวมยังมีความยืดหยุ่น (Resilient) แต่เป็นในลักษณะขยายตัวไม่ทั่วถึง โดยแรงหนุนหลักของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มาจากการลงทุนในอุตสาหกรรม AI และการบริโภคของกลุ่มรายได้สูง
.
อย่างไรก็ตาม KResearch มองว่า การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความเสี่ยงจากปัจจัยด้านภาษีนำเข้าและความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือน ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำภาพเศรษฐกิจแบบ K-shaped โดยกลุ่มรายได้น้อยถึงปานกลางจะได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น
.
สำหรับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานในตลาดโลก โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ของสหรัฐฯ ทรงตัวอยู่ที่ 2.4% YoY ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก่อนเกิดเหตุโจมตีในตะวันออกกลาง
.
ราคาน้ำมันขายปลีกในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 20.8% ภายในเวลาเพียง 12 วัน หลังเกิดเหตุโจมตี โดยในช่วงวันที่ 3-11 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบ WTI ซึ่งเป็นน้ำมันอ้างอิงของตลาดสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นมาเฉลี่ยสูงกว่า 80
ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จากค่าเฉลี่ยเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่อยู่ที่ราว 65 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.98 ดอลลาร์ฯ ต่อแกลลอน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็น 3.60 ดอลลาร์ฯ ต่อแกลลอน ณ วันที่ 12 มีนาคม 2569
.
หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อและราคาน้ำมันดิบทรงตัวสูงกว่า 80 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลต่อเนื่องตลอดปี เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่สูงกว่า 3% ในปีนี้
.
โดยสัดส่วนน้ำมันในตะกร้า CPI อยู่ที่ราว 3% และการปรับขึ้นของราคาพลังงานยังสามารถส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการอื่นๆ เช่น ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ราคาอาหารสด และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีหรือพลาสติก ซึ่งโดยทั่วไปการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ 10 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล คาดว่าจะทำให้เงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว 0.2%
.
มองทิศทางดอกเบี้ย ขึ้นกับสถานการณ์ในอิหร่าน
.
ทิศทางดอกเบี้ยในระยะต่อไปขึ้นกับสถานการณ์ในอิหร่าน ที่มีผลต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ทั้งนี้ Kevin Warsh ที่ได้รับการเสนอชื่อให้สืบทอดตำแหน่งประธาน Fed ต่อจาก Jerome Powell ในเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นที่รู้จักในฐานะสายเหยี่ยวที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อและมีจุดยืนเข้มงวดต่อขนาดงบดุลของ Fed ทำให้มีแนวโน้มลังเลต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ราคาน้ำมันยังมีความผันผวนสูง ซึ่งอาจทำให้ทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยชะลอออกไปก่อน โดยตลาดปรับมุมมองการลดดอกเบี้ยของ Fed ชะลอ ออกไปถึงปี 2570
.
กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์คาด Fed คงดอกเบี้ย จับตาความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
.
กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ มองว่า ตลาดจะติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ(Fed) ธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ) ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยคาดว่า Fed จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17-18 มีนาคม
.
แม้ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงานท่ามกลางความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ประเมินว่า Fed อาจกังวลเรื่องเงินเฟ้อน้อยกว่าฝั่งยุโรป เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯในปัจจุบัน โดยคาดว่าวงจรดอกเบี้ยขาลงของ Fed จะยังดำเนินต่อไปในระยะข้างหน้า สวนทางกับ ECB ซึ่งอาจสิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ยไปแล้ว บริบทนี้อาจช่วยจำกัดแรงซื้อเงินดอลลาร์ ตราบใดที่ราคาพลังงานไม่ทะยานขึ้นจากระดับปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ
.
กรุงไทยจับตา Fed อาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้งปีนี้
.
Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า Fed อาจมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ให้คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50%-3.75% ตามเดิม เพื่อรอประเมินสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า Fed อาจมีการปรับคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจบ้าง อาทิ ปรับลดอัตราการเติบโตเศรษฐกิจปี 2026 ลงเล็กน้อย พร้อมกับปรับเพิ่มอัตราการว่างงานเล็กน้อย และปรับเพิ่มอัตราเงินเฟ้อ PCE (ตามผลกระทบของราคาพลังงาน)
.
ส่วนคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot อาจไม่ได้แตกต่างจาก Dot Plot ในเดือนธันวาคม อย่างมีนัยสำคัญ ทว่า อาจเห็นจำนวนเจ้าหน้าที่ Fed มากขึ้น ที่อาจสนับสนุนการคงดอกเบี้ยในปี 2026 ได้ โดย Dot Plot ล่าสุด อาจสอดคล้องกับมุมมองของบรรดาผู้เล่นในตลาดที่มองว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ จากเดิมเคยมองไว้ราว 2-3 ครั้ง ในช่วงก่อนเกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของประธาน Fed Jerome Powell ในช่วง Press Conference อย่างใกล้ชิด
.
#TheStandardWealth

ไทย
ข้าวโพด retweetledi

“ทรัมป์เป็นนักธุรกิจ สิ่งที่เขาชอบทำที่สุดคือ 'คัทลอส' (Cut Loss) ถ้าประเมินแล้วไม่คุ้ม เขาจะตัดจบแล้วประกาศชัยชนะแบบงงๆ”
คุณกวี ชูกิจเกษม Chief Portfolio Advisory ประธานเจ้าหน้าที่ สายการบริหารพอร์ตการลงทุน Pi Securities PCL บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) - กล่าวไว้ ในรายการ Business tomorrow เมื่อวันพุธที่ 4 มี.ค. 2569
#BusinessTomorrow #Trump #การเมืองโลก #เศรษฐกิจโลก #สงคราม #อิหร่าน #ตะวันออกกลาง #สหรัฐ

ไทย
ข้าวโพด retweetledi
ข้าวโพด retweetledi

อนุทินบอก โควิดกระจอก = คนเสียชีวิตเต็ม
อนุทินบอก maskเพียงพอ = ขาดตลาด
อนุทินบอก น้ำมันมีพอ ไม่ขาด = ...
5 หน่วยงานรัฐ บุรีรัมย์วุ่น! ปั๊มน้ำมันคู่สัญญา ดีเซลหมดมา 3 วัน ประกาศ รถดับเพลิง-กู้ภัย-ขยะ หยุดบริการ
อ่านข่าว - matichon.co.th/region/news_56…

ไทย
ข้าวโพด retweetledi

คนกทม. กลัวเหี้ยไรครับ
แดกมาม่าเกาหลีซองละ 55 บาท
แดกไอติมเจลลาโต้ถ้วยละ 300 บาท
จะกลัวห่าไร มาม่าไวไวขึ้นราคาถุงละสองสามบาท
Matichon Online@MatichonOnline
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไวไว ราคาเดิม แค่ปลายเม.ย. ราคาขยับหรือไม่รอ ก.พาณิชย์ พิจารณา #มติชนออนไลน์ อ่านข่าวในคอมเมนต์
ไทย
ข้าวโพด retweetledi



















