Sabitlenmiş Tweet
อดรนทนไม่ไหว
41.4K posts

อดรนทนไม่ไหว retweetledi

EP1 —ทำไมรักมากถึงเกลียดมาก?
(The Fine Line Between Love and Hate)
นี้ไม่ใช่หนัง Hollywood อย่าง The Fine Line Between Love and Hate ที่ Martin Lawrence เคยแสดงเมื่อปี 1996 แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นกับมนุษย์แทบทุกคนบนโลก
หลายครั้ง คนที่เรา “เกลียดที่สุด” กลับไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่คือคนที่เราเคยรักที่สุด เคยไว้ใจที่สุด และเคยคิดว่าจะไม่มีวันทำร้ายเรา
เพราะความเกลียดที่รุนแรงที่สุด มักไม่ได้เกิดจาก “การไม่ชอบ”
แต่มาจาก “ความผิดหวัง” จากคนที่เคยเป็นเซฟโซนของหัวใจ
งานวิจัยของ Prof. Semir Zeki และ John Paul Romaya ที่ตีพิมพ์ในปี 2008 ชื่อว่า “The Neural Correlates of Hate” จาก University College London นักวิจัยให้ผู้เข้าร่วม 17 คน เข้าเครื่องสแกนสมองแบบ fMRI พร้อมดูภาพของ “คนที่พวกเขาเกลียดอย่างรุนแรง” ซึ่งส่วนใหญ่คือแฟนเก่า หรือคนที่เคยหักหลัง เปรียบเทียบกับภาพของคนที่ไม่มีความรู้สึกใดเป็นพิเศษ
ผลที่ค้นพบกลับน่าตกใจ
เมื่อมนุษย์เกิด “ความเกลียด” สมองจะเปิดใช้งานวงจรที่เรียกว่า Hate Circuit (วงจรความเกลียด) โดยเฉพาะในสมองส่วน Putamen และ Insula ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์รุนแรง การตอบโต้ และการเตรียมพร้อมทางร่างกาย
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ…
สมองสองส่วน Putamen และ Insula คือ “ส่วนเดียวกัน” กับที่เวลามนุษย์มี“ความรักแบบโรแมนติก” (Romantic Love)
นั่นหมายความว่า สำหรับสมองมนุษย์แล้ว “ความรัก” และ “ความเกลียด” ไม่ได้อยู่กันคนละขั้วเสมอไป แต่มันอาจอยู่บนเส้นบางๆ เส้นเดียวกัน
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่วันหนึ่งคนที่เราเคยรักที่สุด จะกลายเป็นคนที่เราเจ็บที่สุดได้ในพริบตา
ความแตกต่างที่สำคัญอยู่ตรงนี้—
เวลามนุษย์ “รัก” สมองส่วน Frontal Cortex ซึ่งทำหน้าที่คิด วิเคราะห์ และใช้เหตุผล จะลดการทำงานลง นี่จึงเป็นที่มาของประโยคว่า Love is blind “ความรักทำให้คนตาบอด”
แต่เวลามนุษย์ “เกลียด” สมองส่วนนี้กลับยังทำงานได้ดี เราจึงไม่ได้แค่เจ็บ แต่ยังคิดซ้ำ วิเคราะห์ซ้ำ ทบทวนซ้ำ รวมถึงจินตนาการถึงการเอาคืน หรือคำถามว่า “ทำไมเขาถึงทำกับเราแบบนี้”
และนี่ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ความรักอันรุนแรงจะเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังอันมหาศาลได้ในพริบตา
แล้วสุดท้าย…เราจะลืมได้ไหม?
คำตอบจากทั้งจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์สมองคือ
มนุษย์อาจ “ลบ” ใครบางคนออกจากสมองไม่ได้เหมือนกด Delete ในคอมพิวเตอร์ แต่เราสามารถทำให้ความทรงจำเหล่านั้น “หมดอำนาจ” กับชีวิตเราได้
นั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า “หลุดพ้น”
ไว้มาต่อใน EP2 งานวิจัย “วันแห่งการหลุดพ้น”(Romantic Breakup) เราจะ “ลืม” หรือลดความเจ็บปวดต่อคนรักเก่า นี้ได้อย่างไร?
อ่านเอกสารงานวิจัย The Neural Correlates of Hate ฉบับเต็มที่ลิงก์
journals.plos.org/plosone/articl…

ไทย
อดรนทนไม่ไหว retweetledi
อดรนทนไม่ไหว retweetledi
อดรนทนไม่ไหว retweetledi
อดรนทนไม่ไหว retweetledi

“คนเราลืมแฟนเก่าได้จริงไหม?”
คำถามนี้อาจดูเหมือนประโยคธรรมดาในบทสนทนาเรื่องความรัก แต่ในทางจิตวิทยา มันคือคำถามใหญ่เกี่ยวกับ “ระบบความผูกพันของมนุษย์” ว่าความสัมพันธ์หนึ่ง เมื่อสิ้นสุดลงแล้ว มันจบลงจริงหรือเพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบการดำรงอยู่ในใจเราเท่านั้น
งานวิจัยเรื่อง The Long-Term Stability of Affective Bonds After Romantic Separation: Do Attachments Simply Fade Away? ของ Jia Y. Chong และ R. Chris Fraley
ผลการศึกษาพบว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ ความผูกพันหลังการเลิกราจะค่อยๆ ลดลงตามเวลา แต่ไม่ได้หายไปทันที โดยจุดกึ่งกลางของการเปลี่ยนผ่านนี้อยู่ที่ประมาณ 4 ปี หลังความสัมพันธ์สิ้นสุดลง
กล่าวอีกแบบคือ สมองและอารมณ์ของมนุษย์ใช้เวลานานมากในการเปลี่ยนใครสักคนจาก “ศูนย์กลางทางอารมณ์” ให้กลายเป็นเพียง “บุคคลในความทรงจำ”
สิ่งนี้อธิบายได้ว่าทำไมหลายคน แม้จะเลิกกันไปนานแล้ว แต่ยังมีบางช่วงเวลาที่อีกฝ่ายย้อนกลับมาในความคิด บางคนฝันถึงแฟนเก่าโดยไม่ได้ตั้งใจ บางคนเผลอเปรียบเทียบคนใหม่กับคนเดิม หรือบางคนยังรู้สึกใจสั่นเมื่อได้ยินชื่อหรือกลิ่นที่เชื่อมโยงกับอดีต ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าพวกเขา “อ่อนแอ” หรือ “ยังไม่ move on” เสมอไป แต่อาจเป็นเพราะระบบความผูกพันของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ลบใครออกไปได้เหมือนการลบไฟล์ในคอมพิวเตอร์
งานวิจัยยังพบอีกว่า ความผูกพันนี้จะคงอยู่ยาวนานขึ้นในคนที่มีลักษณะ anxious attachment หรือคนที่กลัวการถูกทอดทิ้ง ต้องการความมั่นคงทางอารมณ์สูง รวมถึงในกรณีที่ยังติดต่อกับแฟนเก่า ยังติดตามกันผ่านโซเชียลมีเดีย หรือเคยมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากเป็นพิเศษ
น่าสนใจว่า งานวิจัยชิ้นนี้แยกความแตกต่างระหว่าง “การยังมีความผูกพันทางอารมณ์” กับ “การอยากกลับไปคบ” ออกจากกันอย่างชัดเจน เพราะหลายคนไม่ได้ต้องการรีเทิร์นความสัมพันธ์อีกแล้ว แต่ในระดับลึกของจิตใจ อีกฝ่ายยังคงเป็นบุคคลสำคัญในระบบอารมณ์ของพวกเขาอยู่
ท้ายที่สุด งานวิจัยนี้อาจกำลังบอกเราว่า การเติบโตหลังความสัมพันธ์จบลง ไม่ได้หมายถึงการไม่มีความรู้สึกเหลืออยู่เลย แต่อาจหมายถึงการที่อีกฝ่ายไม่ได้เป็น “ศูนย์กลางของระบบอารมณ์” ของเราอีกต่อไป แม้ร่องรอยบางอย่างจะยังคงอยู่ก็ตาม
งานวิจัยต้นฉบับ: journals.sagepub.com/doi/10.1177/19…

ไทย
อดรนทนไม่ไหว retweetledi

ดีใจมากที่นาคาไททันทำให้คนไทยกลับมาสนใจเรื่องไดโนเสาร์อีกครั้ง 😭😭 แกก จากใจคนในพื้นที่ภาคอิสาน จริง ๆ แล้วไทยเราไม่ได้น้อยหน้าใครเลยนะ 🥹 ถ้าพูดถึงดินแดนจูราสิคก็อยากให้คนไทยยืดอกไว้เยอะ ๆ 🤍 มันน่าภาคภูมิใจมากจริง ๆ
ด้วยความที่พื้นที่ทางธรณีวิทยาของภาคอิสานอยู่ในมหายุคมีโซโซอิก (ช่วงที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่) ที่คนแก่สมัยก่อนจะเรียกว่าแอ่งโคราชอ่ะ พื้นที่ตรงนี้เป็นที่ราบสูงที่อุดมสมบูรณ์มาก ๆ และส่วนใหญ่เป็นแผ่นหินตะกอน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ไดโนเสาร์ครองโลก (130-150 ล้านปีก่อน) ทำให้สภาพแวดล้อมมันเอื้อต่อการกลายเป็นหิน (Fossilization) สภาพโครงกระดูกก็เลยยังคงสมบูรณ์ หลงเหลือให้เราได้เห็นจนถึงทุกวันนี้
และสิ่งที่เราอยากจะบอก คือ ไทยเราอ่ะขึ้นชื่อการขุดค้นพบซากกระดูกไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์และใหญ่ที่สุดเลยนะ อย่างที่หลาย ๆ คนคุ้นหูว่าไดโนเสาร์ “ภูเวียง” ไม่ก็ “สิรินธรเน่” ที่ขอนแก่น ตรงนั้นก็ขึ้นชื่อว่าเป็นที่ค้นซากกระดูกไดโนเสาร์แห่งแรกของประเทศไทย
แต่ยังมีอีกที่นึงที่อยากให้แมสมาก ๆ คือ ภูกุ้มข้าว จังหวัดกาฬสินธุ์ 🤍 ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งที่พบซากฟอสซิลไดโนเสาร์ที่หนาแน่นที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดในเอเชียอาค์เนย์เลย และถือเป็นแหล่งค้นพบที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อายุประมาณ 150 ล้านปี) เพราะมีการขุดพบกระดูกไดโนเสาร์กินพืชคอยาว (โซโรพอด) มากกว่า 7 ตัว รวมกระดูกมากกว่า 700 ชิ้น
ยังมีมินิโมเคอร์เซอร์ ภูน้อยเอนซิส, สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส, ไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดเล็กกลุ่มอื่น ๆ ที่ยังระบุสายพันธุ์ไม่แน่ชัด รวมถึงรอยเท้าไดโนเสาร์ด้วย
ในแง่ของขนาดซากของโครงกระดูกที่ค้นพบในประไทย อาจจะไม่ใช่ไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ก็ถือเป็นแหล่งขุมทรัพย์ที่มีจำนวนโครงกระดูกสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเลย 🥹🤍 จั๊นดีใจที่มันกลับมาแมส อยากให้บ้านเราส่งเสริมเรื่องทุนวิจัยในเรื่องนี้อีกเยอะ ๆ ไม่แน่เราอาจจะพบซากไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ ๆ เพิ่มอีกเยอะเลยก็ได้


คุณเอิร์นนนนนนนนน@yyN_Zutl
แปะข่าวใหม่ ประเทศไทยมีไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ของโลกตัวที่ 14 ละค้าบบ 🎉🎉🎉 ไดโนเสาร์ไทยลำดับที่ 14 นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส Nagatitan chaiyaphumensis 🎉🎉🎉🎉 #projectthaitan #ไดโนเสาร์ไทย #Dinosaur
ไทย
อดรนทนไม่ไหว retweetledi

national geographic society เป็นคนให้ทุนวิจัยในครั้งนี้ค่ะ
💕 Carร์mencita 💕🧸🧁@carmen167057816
โด่งดังนะ ลง Nat Geo ด้วย ❤️❤️❤️
อดรนทนไม่ไหว retweetledi

เป็นกำลังใจให้น้องด้วย
#นาคาไททัน
#นาคาไททันชัยภูมิเอนซิส
#Nagatitan
#การูแดปเทอรัส
#Garudapterus

ไทย
อดรนทนไม่ไหว retweetledi

เฉลยแล้วจ้าาาทุกคนนน 🥰
น้องตัวตึงที่อยู่ในตู้ฟัก ก็คือ “ลูกนกตะกราม” (Greater Adjutant) ยักษ์ใหญ่ในตระกูลนกกระสาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งของภูมิภาคและของโลก
จุดพีคของเรืองนี้ คือ งานนี้พ่อแม่ไม่ต้อง.... น้องเกิดจากตู้ ✨ดูแลโดยการเลี้ยงมือ
และสตอรี่ของน้องลูกนกตัวนี้ไม่ธรรมดา เพราะน้องมาจากพ่อแม่นกตะกรามคู่เดียวที่หลงเหลืออยู่ในสภาพเพาะเลี้ยงของสวนสัตว์เปิดเขาเขียว! 🐣✨
ซึ่งปกติแล้วพ่อแม่นกคู่นี้เขาจะเป็นสายสบายๆนิดนึง ออกไข่ปีละใบสองใบ แต่ก็ฟักบ้างไม่ฟักบ้างจนเจ้าหน้าที่ทีมงาน ลุ้นกันตัวโก่ง ตัวบิด... รอบนี้เลยขอเปิดปฏิบัติการเซฟชีวิต นำไข่มาช่วยฟักในตู้ฟัก...จนรอดชีวิตมาได้สำเร็จ
☺️🙏และนี่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยฯ เลยที่สามารถเพาะฟักนกตะกรามด้วยตู้ได้สำเร็จ
…เพราะในธรรมชาติของเมืองไทย เจ้านกยักษ์ชนิดนี้ได้สูญพันธุ์ไปนานกว่า 40 ปีแล้ว!
“ ฝากเอ็นดูน้องลูกนกตะกราม ตัวน้อยๆด้วยน๊า 💚
แล้วจะอัพเดรสความน่ารัก ข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญของน้องให้ทุกคนได้ดูกันเรื่อยๆคร้า 🙂
#องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย
#ZPOT
#สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
#นกตะกราม




ไทย
อดรนทนไม่ไหว retweetledi
อดรนทนไม่ไหว retweetledi

"รู้ไหมครับ? สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ไม่ได้มีดีแค่ความน่ารักของเหล่าสัตว์ แต่ที่นี่คือ 'Safe Zone' ระดับโลกในการช่วยไม่ให้เสือลายเมฆสูญพันธุ์! 🌏✨
วันนี้จะพาไปดูภารกิจลับของทีมพี่เลี้ยงที่ดูแล น้องหนึ่ง และผองเพื่อนเสือลายเมฆอย่างใกล้ชิด
#น้องหนึ่ง #สวนสัตว์เปิดเขาเขียว #KhaoKheowZoo"
สวนสัตว์เปิดเขาเขียว Khao Kheow Open Zoo@KhaokheowZoo
หวัดดี ตื่นเต้นนิดนุง ได้ออกโซเชี่ยววววววว #สวนสัตว์เปิดเขาเขียว #khaokheowopenzoo
ไทย
อดรนทนไม่ไหว retweetledi
อดรนทนไม่ไหว retweetledi

โตขึ้นเข้าใจเลยว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะถูกออกแบบมาให้อยู่ในชีวิตเราตลอดไป บางคนเข้ามาเพื่อสอน แล้วก็ถึงเวลาที่เราต้องปล่อยเขาไปค่ะ
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก@kidmakk
ชอบทัศนคติที่ว่า “บางครั้ง การที่เรา ‘ตัด’ คนบางคนออกไปจากชีวิต คือ ส่วนนึงของ ‘การเติบโต’” ไม่ใช่เพราะเราเห็นแก่ตัว แต่เป็นเพราะเรารักตัวเองมากพอ ที่จะไม่ยอมให้ความสัมพันธ์ที่ Toxic กัดกร่อนตัวเรา เพราะเรารู้แล้วว่า ความสุขของเรามีได้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพา หรือว่า ร้องขอจากใคร
ไทย
อดรนทนไม่ไหว retweetledi
อดรนทนไม่ไหว retweetledi
อดรนทนไม่ไหว retweetledi
อดรนทนไม่ไหว retweetledi












