Julian P.
3.4K posts


อยากลาออก เหนรอยยิ้ทคนทำงาน last day ละมันแบบ


ผิดหวัง ร้องไห้กับงานแล้ว เหลือได้ 110k 😓

ผมไม่จ้าง junior ตั้งแต่แรกเลย (ตั้งแต่ก่อนยุค AI) เพราะ setup, structure การทำงานมันไม่มีที่ให้ junior ยืนอยู่แต่แรก... ไม่มี training program ไม่มี rotation ไม่มีใครมีเวลาสอน.. คนที่เข้ามาต้องทำงานได้เลยวันแรก.. ไม่มีการอุ่นเครื่อง... งานกว้างมากแต่คนน้อย.. คนเดียวต้อง cover ทั้ง macro, credit, equity, ops, reporting บางทีคุยกับ lawyer ด้วย... junior จบใหม่จะมานั่งตรงไหนของ setup แบบนี้... พอไม่มี junior ก็ไม่มีใครเสียเวลา review งานคนอื่น.. ทุกคนคิดเองได้ ตัดสินใจเองได้... ไม่มีการส่งต่อข้อมูลผ่านหลายชั้นจนความหมายเพี้ยนที่ insight ดีๆ ถูก dilute ผ่านหลายชั้นก่อนถึง decision maker... และที่สำคัญ conversation มันไปได้เร็ว เพราะทุกคนในห้องอยู่ระดับเดียวกัน ไม่ต้องหยุดอธิบายพื้นฐาน ไม่ต้องรอใครตาม.. ownership ก็ชัด.. ทุกคนรับผิดชอบงานตัวเองเต็มๆ ไม่มีการโยนความผิดข้ามชั้น.. แล้วยังมีอีกเรื่อง.. senior ทำผิดได้ แต่รู้ว่าผิดตรงไหน.. junior ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองไม่รู้อะไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนทำผิดเลย.. ซึ่งเป็นจุดบอดที่อันตรายในงานสายนี้.. พอ AI เข้ามายิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย... งานพื้นฐานที่ junior เคยทำมาตลอด AI ทำได้เช่นกัน.. data pulling, screening, summarizing, drafting, modeling.. เร็วกว่า ถูกกว่า ไม่มาสายด้วย.. ตำแหน่ง junior จะหายไปไม่ใช่เพราะ firm ใจร้าย.. แต่เพราะ output ที่ junior ทำได้ ไม่มีคนต้องการแล้ว... และถ้าไม่มี junior years แล้วใครจะได้เป็น senior? senior ไม่ได้เกิดมาเป็น senior... ต้องเคยทำผิดใน context จริงๆ ต้องเคยผิดพลาดสั่งสมประสบการณ์มาก่อน.. เส้นทางเดิมที่.. เรียนจบ.. junior.. senior.. มันกำลังหายไปแล้ว คนที่จะรอดคือคนที่ไม่รอไต่เต้าด้วยระบบเดิม.. แต่ build track record ด้วยตัวเอง ผ่าน independent research, personal fund, หรือ content ที่แสดงให้เห็น thinking จริงๆ... ใช้ AI compress สิ่งที่ปกติต้องใช้ 5 ปีให้เหลือ 2 ปี... entry point ไม่ได้หายไปไหน... แค่ย้ายออกนอก traditional system แล้ว... คนที่ยังนั่งรอ offer letter จาก firm ใหญ่ๆ อยู่.. ถึงเวลาคิดใหม่แล้ว..


หลีกหนี Toxic ในออฟฟิศ ด้วยวิถี Capybara mode เป็นมิตร ทำงานตัวเองเต็มที่ แต่ไม่ขอแบกงานใครเพิ่มอีก! เมื่อโลกการทำงานเปลี่ยนไปจากเดิม จนเกิดเทรนด์การทำงานใหม่ๆ มากมายในยุคนี้ หนึ่งในนั้นก็คือเทรนด์ทำงานแบบ Capybara mode เทรนด์นี้เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในโซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ของมนุษย์เงินเดือน ที่รู้สึกเหมือนตัวเองทำงานหัวหมุนอยู่ตลอดเวลา แต่กลับไม่มีช่วงไหนที่รู้สึกว่างานจบจริงๆ สักที จนต้องขออยู่แบบสงบๆ แบบเจ้าคาปิบาราบ้าง Capybara .mode ไม่ได้หมายถึงการทำงานแบบปล่อยผ่าน แต่คือการทำงานแบบนิ่งและมีขอบเขต ทำเฉพาะสิ่งที่เป็นหน้าที่ ไม่รับทุกงานที่ถูกโยนมา ไม่เข้าไปอยู่ในทุกวงประชุม และไม่ปล่อยให้เวลาชีวิตถูกกินไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น โดยแนวคิดนี้ถูกเปรียบกับคาปิบารา (Capybara) สัตว์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความใจเย็น อยู่ร่วมกับใครก็ได้ แต่ไม่วุ่นวายเกินจำเป็น และไม่ใช้พลังเกินเหตุ ส่วนสาเหตุที่ทำให้เทรนด์นี้กำลังมาแรง ก็เพราะว่าการเผชิญหน้ากับ "ปริมาณงานล้นมือ" กลายเป็นประสบการณ์ร่วมของชาวออฟฟิศจำนวนมาก และงานวิจัยด้านองค์กรก็ชี้ไปทิศทางเดียวกันว่า ภาระหน้าที่การงานของพนักงานหนึ่งคน กำลังเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนทำงานรู้สึกเหนื่อยล้าและหมดไฟ ร็อบ ครอส (Rob Cross) ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำ เผยข้อมูลงานวิจัยผ่าน Harvard Business Review ระบุว่า ในองค์กรส่วนใหญ่ พนักงานจำนวนน้อย ประมาณ 3-5% กลับต้องแบกรับภาระงานที่เกี่ยวข้องกับงานของผู้อื่น (Collaboration) มากถึง 20-35% ของทั้งองค์กร ภาระที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากงานของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการต้องเข้าประชุม ตอบอีเมล โทรคุย แก้ปัญหา และช่วยงานคนอื่นอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ผู้จัดการและพนักงานสายความรู้จำนวนมากต้องใช้เวลากว่า 85% ของสัปดาห์ไปกับการสื่อสารและการประสานงาน ขณะที่เวลาสำหรับการทำงานของตัวเองจริงๆ กลับเหลือน้อยมาก แนวคิด Capybara mode จึงกลายเป็นวิธีคิดที่คนทำงานจำนวนมากเริ่มหันมาใช้ ไม่ใช่เพราะอยากทำงานน้อยลง แต่เพราะอยากทำงานให้อยู่ได้นานขึ้น ทำงานของตัวเองให้ดี แต่ไม่รับทุกอย่างที่ถูกโยนมา ไม่เข้าไปอยู่ในทุกวงสนทนา ไม่ตอบทุกข้อความ และไม่เอาความสามารถของตัวเองไปแบกทั้งระบบ ทั้งนี้ แนวทางของการทำงานตามวิถี Capybara mode มีลักษณะดังนี้ 1. ทำงานตัวเองเต็มที่ ไม่ขอ “แบก” คนอื่น 2. ทำงานตามเวลา ไม่เอาทั้งชีวิตทุ่มไปกับงาน 3. ไม่ต้องเก่งทุกเรื่อง และไม่ต้องช่วยคนอื่นทุกครั้ง 4. เป็นมิตร แต่ไม่เข้าไปอยู่ในวงดราม่าและวงนินทา อ่านต่อ: bangkokbiznews.com/lifestyle/1225… #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจWorklife

นี่คือข้อสอบบรรจุท้องถิ่น ที่มีบางคนบอกว่าเอกอิ้งยังทำไม่ได้เลยค่ะ😣

สอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมแต่ก่อนสอบแค่ในโรงเรียนเตรียมฯ ตอนนี้ต้องมาสอบที่อิมแพ็คแล้วเหรอเนี๊ยะ ภาพนี้สะท้อนเรื่องความเหลื่อมล้ำในการศึกษาในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี Credit ภาพ : The Standard #สอบเตรียมอุดม #การศึกษาไทย

มาแล้วโอกาสเช่าห้อง Duplex ในราคา 3,000 ใกล้วันแบงค็อก


