KYO retweetledi
KYO
6K posts

KYO retweetledi

@hajiyev_rashad 🌺Every word this guy said makes sense🎊💎
@MysteryTrader_
English
KYO retweetledi
KYO retweetledi
KYO retweetledi
KYO retweetledi

🔎 China has increased the share of gold in their FX reserves from 1% to 7% since 2015. At the same time, US government bonds as a reserve fell from 44% to around 30%. @MiningVisuals
🔜 Is the debt-based monetary regime coming to an end?
#GoldStandard #MonetaryReserve #IGWT25

English
KYO retweetledi

เฉลยยย จากในโพลด้านล่าง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีรายได้จากเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งเยอะสุด เมื่อเทียบกับ สส. สว. นายกฯ และกรรมการองค์กรอิสระ
ในองค์กรอิสระ ผู้ที่เป็นประธาน จะได้เงินเท่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้เยอะสุด
ilaw.or.th/articles/52814

iLawClub #8กุมภากาเห็นชอบ@iLawclub
ชวนลองทายกันเล่นๆ คิดว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตำแหน่งไหนมีรายได้ต่อเดือนจากเงินเดือน+เงินประจำตำแหน่งรวมกัน “เยอะสุด” 💵 (ไม่นับค่าเบี้ยประชุมต่างๆ)
ไทย
KYO retweetledi
KYO retweetledi

🧠 [ ฝึกสมองให้ “หลงรักวินัย”
8 กลยุทธ์สร้างนิสัย
แบบไม่ต้องอาศัย ‘พลังฮึด’ ]
.
.
🪖 ”ใคร ๆ ก็ต่อสู้ในสงครามได้ถ้ามันใช้เวลาแค่วันเดียว" นี่คือประโยคแรกของย่อหน้าหนึ่งในหนังสือเรื่อง Twenty-Four Hours a Day ของ ริชมอนด์ วอล์คเกอร์
.
มันแสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลาสั้นๆ ‘พลังฮึด’ กลั้นหายใจแล้วลงมือทำช่วงสั้นๆ เป็นสิ่งที่เราทำได้ไม่ยากนัก
.
แต่ถ้าเริ่มใส่ตัวแปรเป็นระยะเวลา โอกาสในความล้มเหลว สิ่งที่เราเคยทำผิดพลาดในอดีต เข้าไปด้วยงานตรงหน้าจะเริ่มยากขึ้นแบบทวีคูณ
.
เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำให้เรามุ่งไปสู่เป้าหมายได้จะไม่ใช่แค่เรื่องแรงฮึดแล้ว แต่มันคือสิ่งที่เรียกว่า ‘วินัย’
.
มันคือการออกแบบระบบในสมองและสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้ ‘สิ่งที่ต้องทำ’ กลายเป็น ‘สิ่งที่รู้สึกเป็นธรรมชาติ’
.
ผมไปเจอโพสต์หนึ่งใน IG ที่พูดถึงเรื่องนี้ (ลิงก์อยู่ในคอมเมนต์นะครับ) แต่ขอหยิบมาอธิบายเสริมด้วยแนวคิดและงานวิจัยสนับสนุนในแต่ละประเด็นไปด้วย
.
🎯 นี่คือ 8 กลยุทธ์ ฝึกสมองให้ “หลงรักวินัย” แบบไม่ต้องพึ่งพาพลังฮึด
.
✅ 1. สร้าง “จังหวะคุ้นเคย” ให้สมอง
.
งานคลาสสิกของ Phillippa Lally แห่ง UCL ติดตามอาสาสมัครตลอด 12 สัปดาห์ พบว่าดัชนี ‘automaticity’ (ความอัตโนมัติของนิสัย) จะค่อย ๆ ไต่ขึ้นและเริ่ม “ทรงตัว” เฉลี่ยวันที่ 66
.
แม้แต่พฤติกรรมง่าย ๆ เช่น ดื่มน้ำหลังตื่นนอนยังใช้เวลาร่วมสองเดือนเต็มในการสร้างนิสัยที่ทำแบบอัตโนมัติ
.
สมองจะเรียนรู้จากสัญญาณซ้ำ ๆ (เวลา-สถานที่-สิ่งกระตุ้น) และค่อย ๆ ลดพลังงานที่ต้องใช้ต่อต้านพฤติกรรมใหม่ลงทีละน้อย
.
สำหรับคนทำงาน ตัวช่วยง่ายที่สุดคือให้ยึด “สัญญาณ” เพียงตัวเดียว เช่น เวลา 7 โมงเช้าทุกวัน = กาแฟ + อ่านหนังสือ 10 หน้า
.
ยิ่งสัญญาณนิ่งและเกิดขึ้นชัดเจนเท่าไร สมองยิ่ง “คันไม้คันมือ” อยากทำตามจังหวะเดิมมากขึ้นเท่านั้น
.
ภายในไม่กี่สัปดาห์ ความเคยชินใหม่จะกลายเป็นเรื่อง ‘ไม่ทำไม่ได้’ แทนที่จะเป็น ‘ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้’ เหมือนเปิดสวิตช์อัตโนมัติให้สมองทำงานในโหมดประหยัดพลังงาน
.
✅ 2. ลงมือก่อนอย่ารอแรงบันดาลใจ
.
ศาสตราจารย์ BJ Fogg แห่ง Stanford สรุปพฤติกรรมทุกชนิดด้วยสมการ B = MAP (Motivation × Ability × Prompt)
.
การสร้างนิสัยจะเกิดขึ้นเมื่อมี แรงจูงใจ, ความยากง่าย, และ สิ่งกระตุ้น พร้อมกัน
ถ้าแรงจูงใจไม่แน่นอน ให้ทำให้ง่ายขึ้น
ถ้าทำไม่ได้สักที ให้วางตัวกระตุ้นไว้ในจุดที่เห็นเสมอ
.
เช่น เป้าหมายคือ : อยากอ่านหนังสือ
B = อ่านวันละ 1 หน้า
A = วางหนังสือไว้บนหมอน
P = ก่อนนอน
.
เพราะฉะนั้นเราจะลงมือทำได้ง่ายขึ้น ถ้ามันง่าย ไม่ต้องรอให้รู้สึกพร้อม เลือกสิ่งหนึ่งที่เลี่ยงอยู่ แล้วลงมือทำเลย
.
ใช้งานเล็กลากงานใหญ่ให้เกิดตามมาเอง ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่การใช้แรงฮึดแบบหมดแล้วหมดเลย แต่เป็นระบบที่เดินหน้าได้แม้แรงจูงใจตอนนั้นจะต่ำอยู่ก็ตาม
.
✅ 3. กฎ 2 นาที
.
David Allen ผู้เขียน Getting Things Done แนะนำ “กฎ 2 นาที” บอกว่าถ้างานไหนทำจบได้ภายใน 120 วินาที ให้ทำทันทีเพื่อลดต้นทุนตัดสินใจและเริ่มทำเลย
.
ผลการทบทวนงานวิจัยด้านประสิทธิผลยังพบว่าการปิดงานเล็กทันทีช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ (decision-fatigue) กับลดความเครียดสะสมจากการผัดวันประกันพรุ่งอีกด้วย
.
เมื่อสมองชินกับ “ชัยชนะเล็ก ๆ” ความมั่นใจและพลังงานจะค่อย ๆ สะสม พอถึงคราวเจองานใหญ่ คุณจะรู้สึกว่ามัน “เล็กลง” อย่างเหลือเชื่อ เพราะระบบประสาทถูกฝึกให้เข้าสู่โหมดลงมือทำเลยเป็นนิสัยแล้ว
.
✅ 4. จับคู่ “นิสัย” กับ “ตัวตน”
.
James Clear ผู้เขียน Atomic Habits เรียกสิ่งนี้ว่า Identity-Based Habits
.
ให้ลองเปลี่ยนจาก “อยากวิ่งมาราธอน” เป็น “ฉันคือคนรักการวิ่งออกกำลังกาย”
.
เมื่อคุณหยิบรองเท้าออกบ้าน สมองตีความว่านี่คือหลักฐานยืนยันตัวตนใหม่
.
ยิ่งเราแสดงหลักฐานให้ตัวเองเห็นเยอะๆ ภาพลักษณ์ภายในยิ่งแข็งแรง พฤติกรรมยิ่งยากจะสั่นคลอน
.
เทคนิคง่าย ๆ คือใช้ภาษาบอกตัวเองใหม่ เช่น “ฉันเป็นคนรักการอ่าน” แทน “ฉันต้องอ่านให้จบ 24 เล่ม”
.
เปลี่ยนวินัยให้กลายเป็น “ตัวคุณ” ไม่ใช่แค่ “สิ่งที่คุณทำ”
.
✅ 5. ทำสภาพแวดล้อมให้ไร้แรงเสียดทาน
.
ศาสตราจารย์ Wendy Wood แห่ง USC วิเคราะห์ 40-45 % ของการกระทำในแต่ละวันเกิดแบบ “อัตโนมัติ” เพราะสิ่งกระตุ้นในสภาพแวดล้อม ไม่ใช่เพราะการตัดสินใจด้วยเจตนา
.
"เรามักคิดว่าเราทำสิ่งต่าง ๆ เพราะการตัดสินใจหรือการใช้พลังใจ แต่จากงานวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมของมนุษย์จำนวนมากเกิดขึ้นจากการทำซ้ำในบริบทเดิมบ่อยพอ จนกลายเป็นนิสัย" Wendy Wood กล่าว
.
เพราะฉะนั้นเคล็ดลับคือย้ายสิ่งที่อยากทำให้อยู่ “ใกล้-ง่าย-เห็น” (เช่น รองเท้าวิ่งวางข้างประตู) และย้ายสิ่งล่อใจให้อยู่ “ไกล-ยาก-ลืม” (เช่น เอาขนมออกจากโต๊ะ) การจัดสภาพแวดล้อมจึงเปรียบเหมือนวางรางรถไฟ พอรถอยู่บนรางถูกทิศ ก็วิ่งต่อเองโดยไม่ต้องคอยควบคุมตลอดทาง
.
✅ 6. ใส่ “ความหมาย” ในงานจำเจ
.
แนวคิด Self-Determination Theory มนุษย์จะมีแรงผลักดันที่มั่นคงและยั่งยืนมากที่สุดเมื่อพฤติกรรมใด ๆ นั้นตอบสนอง “ความต้องการพื้นฐานทางจิตใจ” 3 ประการ ได้แก่
.
- ความเป็นอิสระ (Autonomy) — การรู้สึกว่าตนมีทางเลือก
- ความสามารถ (Competence) — การรู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้น
- ความเชื่อมโยง (Relatedness) — การรู้สึกว่าตัวเองมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นในทางบวก
.
เมื่อกิจกรรมที่เราทำเชื่อมโยงกับคุณค่าเหล่านี้ สมองจะผลิตแรงจูงใจจากภายใน (intrinsic motivation) ซึ่งแข็งแกร่งกว่าการถูกบังคับหรือให้รางวัลภายนอก
.
ลองปรับมุมมองที่เรามีงานบ้านให้เชื่อมกับคุณค่า เช่นล้างจาน = ดูแลคนที่เรารัก หรือเก็บโต๊ะทำงานทุกเย็นก่อนกลับบ้าน = เคารพอนาคตของตัวเอง
.
เมื่อสมองเชื่อมพฤติกรรมกับคุณค่า ทำให้เรื่องซ้ำซากกลายเป็น “พลังบวก” ไม่ใช่ “ภาระ” อีกต่อไป
.
✅ 7. สร้าง “เครดิตความไว้วางใจ” กับตัวเอง
.
Dr. Albert Bandura นักจิตวิทยาชื่อดังจากมหาวิทยาลัย Stanford ได้เสนอแนวคิดเรื่อง ‘Self-efficacy’ หรือ “ความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง” ที่แนวคิดสำคัญในจิตวิทยาพฤติกรรม ที่เสนอว่าคนเราจะ “ลงมือทำ” หรือ “หลีกเลี่ยง” สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับทักษะที่มีจริง ๆ แต่ขึ้นอยู่กับว่า ‘พวกเขาเชื่อว่าตัวเองทำสิ่งนั้นได้รึเปล่า’
.
กล่าวง่าย ๆ คือ คนสองคนที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน อาจได้ผลลัพธ์ต่างกันลิบลับ เพียงเพราะคนหนึ่ง “เชื่อ” ว่าทำได้ จึงกล้าลงมือ ทำซ้ำ และฝ่าความยากได้ดีกว่า
.
Bandura พบว่า self-efficacy สูง เชื่อมโยงกับความเพียร ความสามารถในการฟื้นตัวจากความล้มเหลว (resilience) และความกล้าในการตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย
.
ขณะที่ self-efficacy ต่ำทำให้คนกลัวผิดพลาด หลีกเลี่ยงความเสี่ยง และยอมแพ้ง่าย
.
ตัวอย่างเช่น คนที่เชื่อว่าตัวเองพูดต่อหน้าคนเก่ง แม้ยังไม่เคยขึ้นเวที อาจฝึกซ้อมและหาประสบการณ์บ่อยกว่า จนเก่งขึ้นจริง ๆ ในที่สุด
.
วิธีเพิ่ม self-efficacy คือเริ่มจาก “ความสำเร็จเล็ก ๆ” (mastery experience) ซ้ำ ๆ เพื่อสร้าง “หลักฐานทางสมอง” ว่า “ฉันทำได้” เมื่อสมองเชื่อแล้ว พฤติกรรมก็เปลี่ยนตาม
.
วิธีเพิ่ม self-efficacy ลองสัญญาเล็ก ๆ กับตัวเองเช่น ดื่มน้ำหนึ่งแก้วทันทีหลังตื่น 30 วันติด เมื่อ “คำพูด = การกระทำ” ซ้ำ ๆ จะสร้างหลักฐานทางสมองว่าเราทำได้ ทำให้กล้าตั้งเป้าใหญ่ขึ้น เพราะเชื่อโดยสัญชาติว่า “ฉันรักษาคำพูดกับตัวเองได้”
.
✅ 8. ปล่อยให้ “การท่องจำของประสาท” สร้างอนาคต
.
หลักการของ Hebbian Learning คือกลไกพื้นฐานของการเรียนรู้ในระดับเซลล์สมอง ซึ่งอธิบายว่า “เซลล์ประสาทที่ทำงานพร้อมกัน จะเชื่อมต่อกันแน่นขึ้น” (neurons that fire together, wire together)
.
แนวคิดนี้ถูกเสนอโดยนักประสาทวิทยา Donald Hebb ในปี 1949 เพื่ออธิบายว่าการทำซ้ำพฤติกรรม ความคิด หรือความรู้สึกบางอย่าง จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสมองโดยตรง
.
พูดอีกอย่างคือเมื่อคุณใช้ชุดของเซลล์ประสาทกลุ่มเดิมซ้ำ ๆ มันจะเกิดการเชื่อมโยงที่ถาวรขึ้น คล้ายกับการถางเส้นทางในป่าที่เดินบ่อยจนกลายเป็นทางเดินถาวรนั่นเอง
.
เลือกพฤติกรรมหนึ่งแล้วทำซ้ำทุกวันในสัปดาห์หน้า ห้ามข้าม
.
ยิ่งสมองเห็นพฤติกรรมนี้บ่อยเท่าไร มันจะยิ่งรู้สึก “ปกติ” มากขึ้น การทำซ้ำไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่มันคือกระบวนการที่ทำให้คุณกลายเป็นคนที่คุณอยากเป็น
.
.
ดั่งที่ James Clear บอกไว้ในหนังสือ Atomic Habits ว่า “คุณไม่ได้ประสบความสำเร็จตามระดับของเป้าหมาย แต่คุณตกลงไปอยู่ตามระดับของระบบที่คุณมี”
.
กลยุทธ์เหล่านี้มีไว้เพื่อสร้างระบบให้คุณสามารถไปถึงเป้าหมายและเป็นที่เราอยากเป็นได้ โดยไม่พึ่งพาแรงฮึด
.
หวังว่าจะมีประโยชน์ครับ
.
[ #เก่งแบบเป็ด 🦆]

ไทย
KYO retweetledi
KYO retweetledi
KYO retweetledi

#WHA ปิดดีลใหญ่! ขายที่ดินให้ ‘Beijing Haoyang’ สร้าง Data Center ไฮเปอร์สเกล 7.2 หมื่นล้านบาท ใหญ่ที่สุดในอาเซียน
WHAID ภายใต้ WHA บรรลุข้อตกลงขายที่ดินกับ ‘Beijing Haoyang’ สร้าง Data Center ระดับไฮเปอร์สเกล มูลค่า 72,670 ล้านบาท ใหญ่สุดในอาเซียน เผยไทยมีศักยภาพศูนย์กลางดิจิทัล จึงเลือกไทยเป็นตลาดแห่งแรกนอกประเทศจีน
บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAID ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมอันดับ 1 ของประเทศไทย ประกาศบรรลุข้อตกลงการขายที่ดินครั้งสำคัญกับบริษัท ฮ่าวหยาง ดาต้า เซ็นเตอร์ 1 (ประเทศไทย) จำกัด (Haoyang Data Center 1 (Thailand) Limited) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของบริษัท Beijing Haoyang Cloud & Data Technology Co., Ltd. ผู้ให้บริการ Data Center ระดับไฮเปอร์สเกลระดับชั้นนำจากประเทศจีน
อ่านต่อ: thestandard.co/wha-huge-deal-…

ไทย
KYO retweetledi
KYO retweetledi

อาณาจักร Eli Lilly บริษัทยาใหญ่สุดในโลก รายได้เกินครึ่งมาจาก ยารักษาโรคเบาหวาน
#infographic
#ลงทุนแมน

ไทย
KYO retweetledi
KYO retweetledi

**📸 ภาพช็อกโลก! เหตุการณ์เหนือเทลอาวีฟขณะถูกโจมตี**
🌃 ภาพประวัติศาสตร์ที่ถ่ายได้ในช่วง:
- ขีปนาวุธอิหร่านพุ่งเป้ามาทางอิสราเอล
- ระบบป้องกันประเทศทำงานเต็มกำลัง
**#อิหร่าน #อิสราเอล #เทลอาวีฟ #สงคราม #ภาพประวัติศาสตร์**
(💥 ภาพนี้ถูกถ่ายระหว่างเหตุการณ์โจมตีจริง)
*หมายเหตุ: ภาพกำลังเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดีย*

ไทย
KYO retweetledi

เดวิด เบ็คแฮม ขึ้นแท่นเป็น "เซอร์" อย่างเป็นทางการ หลังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อัศวิน #FM91
อ่านข่าวต่อ fm91bkk.com/newsarticle/51…

ไทย
KYO retweetledi

1. เมื่อวานนี้ (12 มิ.ย.25) เกิดเหตุเครื่องบินของสายการบินแอร์อินเดีย เที่ยวบิน AI171 ตกใส่หอพักนักศึกษาแพทย์ หลังขึ้นบินจากสนามบินในรัฐคุชราต เพียงไม่กี่นาที
มีผู้เสียชีวิตรวม 260 ราย
เป็นผู้โดยสาร 241 ราย ที่เหลือเป็นคนที่อยู่บนภาคพื้นดิน
มีผู้รอดชีวิตที่เป็นผู้โดยสารเพียง 1 คน
นี่ถือเป็นโศกนาฏกรรมทางการบินครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ
#แอร์อินเดีย #เครื่องบินตก #AirIndia #AirIndiaCrash

ไทย























