Sabitlenmiş Tweet
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳
59.2K posts

m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳
@merrymyde
* hope something cute happens to ü today 🍎
Katılım Temmuz 2015
122 Takip Edilen414 Takipçiler
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳ retweetledi
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳ retweetledi
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳ retweetledi
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳ retweetledi
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳ retweetledi
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳ retweetledi
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳ retweetledi
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳ retweetledi

"เราจะเลือกยอมแพ้วันไหน สัปดาห์ไหน เดือนไหนก็ได้ แต่ทำไมต้องเลือกยอมแพ้วันนี้…” ประโยคเรียบง่ายแต่ทรงพลังนี้ ติดอยู่ที่โต๊ะทำงานของผมมานาน แม้จะจำไม่ได้ถึงที่มา แต่ทุกครั้งที่ผ่านสายตาผมก็จะมีแรงฮึดกลับมาได้เสมอ!!
สิ่งหนึ่งที่ได้จากการสังเกตตัวเองคือ “ความรู้สึกอยากยอมแพ้” เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นง่ายมาก วันนี้จึงอยากชวนคุยว่าทำไมผู้คนถึงยอมแพ้? อะไรคือแรงผลักดันลึกๆ ที่ทำให้คนเราเลือกจะ “หยุด” และเดินถอยออกมา?
บทความนี้ ผมดึงข้อมูลมาจาก The SDTEST poll ที่ได้ทำการสำรวจเหตุผลที่ทำไมผู้คนตัดสินใจยอมแพ้ บูรณาการเข้าบกับทักษะการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม (Social and Emotional Learning หรือ SEL) ที่จะช่วยให้คุณตระหนักรู้และจัดการตนเองได้ดียิ่งขึ้น
........................
🔹1) ความคาดหวังผลลัพธ์ (เร็วๆ)
—ทักษะการจัดการตนเอง (Self-management) ของ SEL คือเครื่องมือสำคัญในการควบคุมความรู้สึกหุนหันพลันแล่น เรียนรู้ที่จะ “อดทน” กับกระบวนการเติบโต
🔹2) เริ่มไม่เชื่อมั่นในตนเอง
—ทักษะการตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness) ของ SEL มีบทบาทสำคัญในการพาคุณกลับมาสำรวจตัวตนอย่างลึกซึ้ง เรียนรู้ที่จะยอมรับทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเอง ปลูกฝังทัศนคติเชิงบวกที่มองอุปสรรคเป็นโอกาสในการเติบโต
🔹3) ไม่กล้าออกจาก Comfort Zone
—ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ (Relationship Skills) ของ SEL คือเครื่องมือในการปรับตัวและเติบโต ฝึกความกล้าที่จะเผชิญความไม่คุ้นเคย ออกไปพบผู้คนใหม่ๆ วัฒนธรรมใหม่ๆ
....................
🔸4) ติดอยู่กับอดีต
—ทักษะการจัดการตนเอง (Self-management) ของ SEL ช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง (ในสิ่งที่คุณควบคุมไม่ได้) และกลับมาโฟกัสที่ปัจจุบัน เรียนรู้ที่จะตั้งจุดมุ่งหมายเพื่อไปข้างหน้า
🔸5) กังวลอนาคต
—ทักษะการตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness) เครื่องมือสำคัญในการแปลงพลังงานลบของความกลัว ลองฝึกสลับโหมด “ความกลัว” เป็น “ความอยากรู้”
🔸6) กลัวความผิดพลาด
—ทักษะการจัดการตนเอง (Self-management) เครื่องมือในการปลดปล่อยตนเองจากความครุ่นคิด ด้วยการฝึกทักษะการยอมรับและก้าวผ่านความผิดพลาด
......................
🔹7) ทำงานหนักเกินไป
—ทักษะการจัดการตนเอง (Self-management) เครื่องมือในการสร้างความสมดุล เรียนรู้ที่จะฟังสัญญาณความเหนื่อยล้าของร่างกายและจิตใจ พัฒนาทักษะการวางแผนและจัดลำดับความสำคัญ
🔹8) ความรู้สึกโดดเดี่ยว
—ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ (Relationship Skills) เครื่องมือในการสร้างเครือข่ายสนับสนุน เรียนรู้ที่จะเปิดใจรับคำปรึกษาและประสบการณ์ รวมทั้งพัฒนาทักษะการขอความช่วยเหลือ
🔹9) รู้สึกสงสารตัวเอง
—ทักษะการจัดการตนเอง (Self-management) ช่วยให้คุณมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหา การค้นหาสาเหตุ และเปลี่ยนพลังงานของคุณไปสู่การลงมือทำที่จะช่วยให้คุณหลุดพ้นจากสถานการณ์แทนที่จะจมอยู่กับมัน
.....................
🔸10) โฟกัสจุดอ่อนของตัวเอง
—ทักษะการตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness) ช่วยให้คุณตระหนักรู้ทัศนคติที่ทำร้ายตัว เปลี่ยนโฟกัสมาสร้างความเชื่อมั่นบนรากฐานของจุดแข็ง มองจุดอ่อนเป็นโอกาสในการพัฒนา
🔸11) จินตนาการถึงแต่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้
—ทักษะการตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness) ช่วยให้คุณตระหนักภาพเชิงลบ อุปสรรค หรือความกลัวล่วงหน้าทำให้คุณไม่กล้าจินตนาการต่อ ฝึกรู้ทันความคิด อารมณ์และความรู้สึก
🔸12) มองความล้มเหลวเป็นสัญญาณให้ถอยกลับ
—ทักษะการตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible decision-making) เครื่องมือช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกอย่างสร้างสรรค์ ฝึกเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละตัวเลือก
ผู้เขียน: Armer Khanachang
───────
#การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม
#socialandemotionallearning
#เพจselminder
✦Start aware, Act responsibly
เริ่มที่ตระหนักรู้ตนเอง เพื่อเลือกกระทำอย่างรับผิดชอบ

ไทย
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳ retweetledi
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳ retweetledi

10 วิธีที่จะช่วยให้คุณเริ่มต้นได้อย่างง่ายๆ จากนิสัยเล็กๆ ที่ทำได้ทุกวัน… และครั้งนี้ คุณจะทำได้จริง🌱✨
______________________________________
1. สะท้อนตัวเองทุกวัน
การสะท้อนตัวเองช่วยให้เรารู้ทันพฤติกรรมและการกระทำของตัวเอง เมื่อเรารู้ว่าอะไรเวิร์กและอะไรไม่เวิร์ก มันอาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ ที่นำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในระยะยาวได้
📌 เริ่มเลยวันนี้: ลองใช้เวลาสัก 5 นาที ก่อนนอน ทบทวนสิ่งที่คุณได้ทำในวันนี้ เพื่อเตรียมพร้อมสู่วันที่ดียิ่งขึ้นในวันพรุ่งนี้!
2. อ่านหนังสือวันละ 3 หน้า
หนังสือเปรียบเสมือนขุมทรัพย์แห่งปัญญา การอ่านคือการเติมเชื้อเพลิงในการพัฒนาตัวเอง เหมือนให้สมองได้รับสารอาหารที่ดีมีประโยชน์ และเมื่อมันแข็งแรงคุณก็จะกระตือรือร้นและมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น
📌 เริ่มเลย: หยิบหนังสือเล่มที่ชอบ และลองตั้งเป้าการอ่านในแต่ละวัน (คุณอาจเริ่มจากวันละ 1 บท จนถึง 1 หน้า และเพิ่มเป็นวันละบทได้) แล้วคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง!
3. จัดระเบียบดิจิทัลก่อนนอน
งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าการใช้เวลาดิจิทัลมากเกินไปเพิ่มความเครียดและลดสมาธิ ดังนั้น การสร้างขอบเขตกับเทคโนโลยีช่วยให้จิตใจสงบและควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น (Self-Management)
📌 ลองทำดู: ก่อนเข้านอนให้เวลาสงบตนเองสัก 10 นาที ปิดหน้าจอ ปิดการแจ้งเตือน หรือวางมือถือไว้ไกลตัว เพื่อไม่ให้ถูกรบกวนจากโลกดิจิทัล
______________________________________
4. ท้าทายตัวเองเรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน
การเรียนรู้กระตุ้นสมองให้สร้างการเชื่อมโยงใหม่ๆ การท้าทายตัวเองทุกวันช่วยให้จิตใจเปิดรับการเติบโตและการเปลี่ยนแปลง
📌 เริ่มวันนี้: ลองเรียนรู้เรื่องใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการดูวิดีโอ การอ่านบทความ หรือฝึกทักษะเล็กๆ แล้วคุณจะประหลาดใจกับความสามารถของตัวเอง!
5. ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ทุกวัน
การบรรลุเป้าหมายเล็กๆ ในทุกวัน กระตุ้นให้สมองปลดปล่อยสารโดปามีน (สารเคมีที่ทำให้รู้สึกดีมีความสุข) กระตุ้นให้คุณอยากเดินหน้าทำสิ่งนั้นต่อ
📌 ลองเลย: ตั้งเป้าหมายเล็กๆ รายวัน เช่น จดโน้ต ขอบคุณใครสักคน หรือออกกำลังกาย 10 นาที แล้วมาดูว่าเป้าหมายเล็กๆ นี้ ช่วยเปลี่ยนแปลงตัวคุณได้อย่างไร! 😊✨
6. ให้เวลากับตัวเองครึ่งชั่วโมงต่อวัน
การอยู่คนเดียวช่วยลดความเครียดและเพิ่มความสามารถในการแก้ปัญหา การมีช่วงเวลาสงบช่วยให้เราได้รีเซ็ตจิตใจ รับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างชัดเจนและมีจุดมุ่งหมายมากขึ้น (Self-Management)
📌 ลองทำดู: หาเวลาสัก 30 นาทีในแต่ละวัน ทำสิ่งที่คุณรัก เช่น อ่านหนังสือ เดินเล่น หรือแค่ปล่อยใจให้สงบ แล้วคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม! 🌿
______________________________________
7. ล้อมรอบตัวเองด้วยคนที่สนับสนุนคุณ
งานวิจัยชี้ว่า สภาพแวดล้อมทางสังคมมีผลต่อแรงจูงใจและพฤติกรรมอย่างมาก การอยู่ใกล้คนที่มีแรงผลักดันเหมือนกันช่วยเสริมเป้าหมายของคุณ
📌 เริ่มเลย: ลองใช้เวลากับเพื่อนที่สร้างแรงบันดาลใจหรือเข้าร่วมชุมชนที่มีเป้าหมายเหมือนกัน แล้วคุณจะพบพลังใหม่ในตัวเอง!
8. ฝึกขอบคุณทุกวัน
ความรู้สึกขอบคุณเปลี่ยนมุมมองจากการมองหา “สิ่งที่ขาด” ไปสู่ “สิ่งที่มีอยู่แล้ว” มันช่วยให้คุณเห็นและชื่นชมสิ่งดีๆ ในชีวิต ซึ่งส่งผลให้มีความสุขและความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น
📌 เริ่มวันนี้: ลองเขียน 3 สิ่งที่คุณรู้สึกขอบคุณทุกวัน เพื่อปลูกฝังความคิดบวกและความสุขในชีวิต!
9. ให้รางวัลกับความสำเร็จเล็กๆ
การยอมรับความสำเร็จเล็กๆ เป็นเหมือนการเติมเชื้อไฟให้ตัวเอง ทุกครั้งที่ให้รางวัลตัวเอง คุณกำลังเสริมความเชื่อว่า “ฉันกำลังเดินมาถูกทาง…”
📌 เริ่มเลย: ลองให้รางวัลตัวเอง เช่น การดูหนังเรื่องโปรด การนั่งร้านกาแฟเพลิน หรือการทานของอร่อย เมื่อคุณบรรลุเป้าหมายเล็กๆ ในแต่ละวัน! 🎉
10. ให้ความสำคัญกับสุขภาพของคุณ
สุขภาพคือรากฐานของทุกอย่าง หากสุขภาพไม่ดีการพัฒนาตัวเองอาจกลายเป็นเรื่องยาก การให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและใจช่วยเพิ่มพลังชีวิตและสมาธิที่จำเป็นสำหรับการเติบโต

ไทย
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳ retweetledi
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳ retweetledi
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳ retweetledi

ถามแบบนี้ระวังการถูกมองว่าเป็น self-centered นะ การปรับตัวเข้าสังคมแรกๆ มันมีกฏอยู่ข้อนึงเรื่อง “การถ่อมตัว” จะได้รับโอกาสที่ดีกว่า แล้วใช้ได้กับทุกยุคเพราะเป็น nature ของมนุษย์เรื่องการได้รับการยอมรับ
ส่วนคนที่ตะตอบว่าไม่มีก็ไม่เป็นไรนะถ้ายังนึกไม่ออก แต่ให้หยอดไปก่อนว่า “ถ้ามีไรเพิ่มเติมติดต่อสอบถามอีกทีได้ไหมคะ อาจจะยังตื่นเต้นอยู่เลยคิดไม่ออกตอนนี้” บอก mental state ไปได้ เขาจะเข้าใจเราเอง
ส่วนที่ว่าทำไม ไม่ควรถามว่า “คุณคาดหวังอะไรกับฉัน” ?
คือ นายจ้างคาดหวังอยู่แล้วว่าให้เราทำงานหนัก มันไม่มีไรที่เขาต้องมาตอบเราซ้ำ มันไปทำให้เขารู้สึกว่าเขาต้องมาตอบไรเลี่ยงๆ (ถึงจะมีคำตอบตรงๆ แต่เรายังไม่ใช่พนง.) เขาจะบอก/ถามได้แค่เนื้องานมีไร เราทำอันนี้ได้หรือไม่ได้ มีประสบการณ์ไหม
เรารู้ว่าเราเก่ง ใช่..แต่การใช้คำพูดตรงๆ ว่า “คาดหวังอะไรในตัวเรา” กับคนที่มีอำนาจในการเลือก ส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่าคนๆ นี้ทัศนคติดีที่ถาม แต่คนที่สัมฯ เขามีความคิดว่าเขาอยู่ในตำแหน่งที่เหนือกว่า (ในการเลือก) การสื่อสารแรกที่ทำให้ประทับใจ ไม่ใช่โทนในการ point ไปที่ตัวเอง แต่ให้ปรับถามเรื่องเนื้องาน คสาทสุภาพแรกเริ่ม การเข้าหาที่ไม่ทำให้อีกคนรู้สึกถูกคาดคั้นต้องตอบทันที เช่น
มีคำถามอะไรไหม?
- พอดีอยากทราบเรื่อง….ถ้าในกรณีแบบนี้ ดิชั้นทำ….ได้ไหมคะ
- บ.มีนโยบาย….ไหมคะ
- บ.คิดค่า……ยังไงหรอคะ
ถ้าเป็นภาษาไทยให้ปรับโทนเป็นแบบ curious นิ่มๆ ถามเสร็จให้นั่งฟังจนจบ อย่าพูดแทรก คิดตาม ถ้าสงสัยถามเพิ่มแต่ถ้าเป็นอังกฤษให้เพิ่มสำนวนสุภาพ Would you mind explaining……? หรือ I’d appreciate if you could provide me more explanation of….. ถ้าเราสามารถทำไรได้ค่อยใส่เพิ่ม แต่ให้ใส่ positive feedback ก่อน เช่น That’s very impressive, I believe I can do it too. หรือถ้าไม่โอเคกับเทอมไหนก็ให้ใส่ positive feedback ก่อนเสริมสิ่งที่เราไม่โอเค เช่น It’s very interesting, but I’m afraid it’s too….for me. (แล้วลองเสริม suggestion อื่น) What do you think if we….?
ถ้าเขาจะไม่โอเคอะไรจากนั้น ส่วนใหญ่จะเรื่อง budget ในการจ้าง แต่เรื่องมารยาทแรกเริ่มได้ใจเขาละนะ เพราะคนเก่งในการอ่านคนสัมฯ ได้เปรียบกว่าคนตอบอะไรเร็ว มันเป็นการไม่เกร็งในการสัมภาษณ์ แล้วทำให้รู้สึกว่าเราเข้าถึงง่าย (มีผลกับทีม) มีไหวพริบ EQ, SQ ไม่ได้ฝึกง่ายๆ นะ แล้วคนโตๆ กันแล้วมองเรื่องพวกนี้สำคัญพอๆ กับทักษะ
Cebigreen@CebiGreen
ในการสัมภาษณ์งาน ปกติแล้วก่อบจบ interview จะมีคำถามจาก panel ว่า “Do you have any questions for us?” คุณมีคำถามอะไรหรือไม่? 🚫 ห้ามตอบว่าไม่มีนะคะ ขอแนะนำให้คุณถามคำถามดังนี้✅ เช่น - บริษัทมีความคาดหวังอะไรในตัวดิฉัน ใน 90 วันแรก? - ตำแหน่งที่เปิดอยู่นี้ เป็นตำแหน่งใหม่หรือ คนเก่าออก? - อยากทราบเรื่องระยะเวลาในการตัดสินใจ เมื่อไรจะได้ยิน? และคำถามที่ไม่ควรถาม ❌ ….
ไทย
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳ retweetledi

แกกกก ชั้นเคยทำตอนเรียนจบมาแล้วยังไม่มีอะไรทำ จะเล่าให้ฟังเท่าที่จำได้ละกัน เพราะมันผ่านมา3-4ปีแล้ว แล้วไปตัดสินเอาเองว่าบ.นี้ขายอะไรยังไง นี่ลองเข้าเว็บตัวแทนของตัวเองก็ยังได้อยู่(1)
#ดิไอคอน #TheiConGroup

ไทย
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳ retweetledi
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳ retweetledi

เวลาเจอเรื่องยากลำบาก ขอให้มี 10 คำพูดนี้เก็บเอาไว้ จะรู้สึกได้ฮีลใจยามจำเป็น🥹 เซฟเก็บเอาไว้เลยนะ
รวบรวมหนังสือที่เอาไว้อ่านฮีลใจในเธรด👇


やすべえ@yasubay_zukai
どん底にいた自分を、救ってくれた言葉です。
ไทย
m ,꙳⸌☻ັ⸍꙳ retweetledi

























