NIN

31 posts

NIN banner
NIN

NIN

@ninstephan

TH Katılım Haziran 2025
1 Takip Edilen90 Takipçiler
NIN
NIN@ninstephan·
คนส่วนใหญ่ ที่บอกว่าชอบคน “พูดตรงๆ” เพราะภาพในหัวของเขา คือความตรงแบบที่ยังมีขอบเขต ตรงแบบเคารพกัน มีเจตนาดี และไม่ทำให้เสียหน้าเกินความจำเป็น แต่ “พูดตรง” ที่หลายคนเจอจริง คือคำพูดที่ไม่ได้กรอง ใช้อารมณ์นำ และเลือกแทงในจุดที่อีกฝ่ายอ่อนไหวที่สุด ซึ่งสองอย่างนี้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกันตั้งแต่แรก คนไม่ได้มีปัญหากับ “ข้อมูล” แต่มีปัญหากับ “วิธี” ที่ข้อมูลนั้นทำให้เขารู้สึก ในบริบทของสังคมไทย ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาหน้า ลำดับชั้น และความสัมพันธ์ระหว่างคน “การพูดตรงแบบตะวันตก” จึงถูกตีความว่า “แรง” ได้ง่าย แม้เจตนาเดิมจะไม่ได้มุ่งร้าย การสื่อสารในสังคมนี้ ไม่ได้วัดกันแค่ “พูดจริงหรือไม่” แต่วัดที่ว่า “พูดอย่างไร” และ “เลือกพูดในจังหวะไหน” เพราะในความเป็นจริง การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้มีแค่มี “ความจริง” แต่ต้องมี “ความเข้าใจมนุษย์” ควบคู่กันด้วย
ไทย
2
430
296
24.1K
NIN
NIN@ninstephan·
เวลามีคนพูดว่า “คนรวยจริงเขาไม่โชว์แบรนด์นะ” “คนมีคลาสเขาไม่ทำแบบนี้หรอก” จริง ๆ แล้ว การจัดลำดับคนว่าใคร พยายามเป็นคนรวย / วัลลาบี มันทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกันเลยค่ะ คือกดคนที่แสดงออกชัด แล้วก็วางตัวเองไว้ในจุดที่ดูเข้าใจมากกว่า เป็น pattern คลาสสิกของชนชั้นกลาง ที่ไม่ได้มีอำนาจจริงแบบชนชั้นบน แต่ก็ไม่อยากถูกจัดอยู่ล่าง เลยเลือกวิธี นิยามว่าอะไรคือของแท้ แล้ววางตัวเองไว้ใกล้ของแท้ที่สุด และส่วนใหญ่ คนที่พูดแบบนี้ก็มักเป็นชนชั้นกลางด้วยกันเอง เพราะเป็นกลุ่มที่เข้าใจช่องว่างนี้ดีที่สุด ทั้งเรื่องการพิสูจน์ตัวตน และภาพลักษณ์ สุดท้ายเลยเกิดพฤติกรรม ที่ใช้ความรู้ (หรือสิ่งที่คิดว่าใช่) มา “จัดอันดับคนอื่น” เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกมั่นคงขึ้น แล้วคนรวยจริงล่ะ? ถ้าพูดตรง ๆ แบบไม่ romanticize “คนรวย” ก็เป็น “คน” และคน ไม่ได้มีพฤติกรรมแบบเดียวกันเลย บางคน low profile จริง บางคนโชว์หนักมาก บางคนแต่งตัวเรียบ แต่ใช้ของโคตรแพง บางคนก็ loud luxury แบบไม่แคร์ใคร เพราะสุดท้าย ความรวย ≠ รสนิยมแบบเดียว
ไทย
0
367
333
32.1K
NIN
NIN@ninstephan·
เพิ่งดูจบแล้วชอบจัง ปมในวัยเด็กที่เกาะกินหัวใจนางเอก ทำให้ถูกสังคมรังเกียจและตัดขาด ในทุก ๆ วัน เธอก็ใช้ชีวิต เหมือนเป็นคนนอกโลกของมนุษย์ ก่อนที่เอเลี่ยนจะบุกมาด้วยซ้ำ พอเอเลี่ยนยึดโลกจริง มันเลยเกิดความย้อนแย้งที่น่าสนใจมากว่า ในขณะที่มนุษย์ทั้งโลกถูกควบคุม เธอกลับได้รู้สึกมีชีวิต “ปกติ” เป็นครั้งแรก
NIN tweet mediaNIN tweet mediaNIN tweet mediaNIN tweet media
ไทย
0
210
328
41.6K
NIN
NIN@ninstephan·
คนหน้าตาดี อาจเปิดประตูได้ง่ายกว่าจริง แต่สิ่งที่พาเรา เดินผ่านประตูนั้นไปได้ไกลแค่ไหน มักไม่ใช่หน้าตา จริง ๆ คนเรามีแนวโน้ม ชอบคนที่หน้าตาดีอยู่แล้ว เพราะสมองมนุษย์มักเชื่อม ความสวยงาม กับความสุข และสุขภาพดี พอเห็นคนหน้าตาดี เราก็มักเผลอคิดไปเองว่าเขา ฉลาด นิสัยดี หรือดูน่าเชื่อถือ ทั้งที่จริง ๆ เรายังไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย มันเลยทำให้หน้าตา มีผลจริงในหลายสถานการณ์ อย่างการสมัครงาน การออกเดต งานบริการ หรือวงการบันเทิง แต่ถ้าบอกว่า “แค่หน้าตาดีชีวิตก็ดีแล้ว” สำหรับเรา มันก็เกินจริงไปหน่อย เพราะในระยะยาว สิ่งที่กำหนดคุณภาพชีวิตจริง ๆ มักเป็นความสามารถ วุฒิภาวะทางอารมณ์ และทักษะทางสังคม หน้าตาอาจเป็น “ทุนเริ่มต้น” ที่ทำให้บางคนได้โอกาสก่อน แต่ไม่ใช่ สิ่งที่ขับเคลื่อนชีวิตทั้งหมด
ไทย
1
152
268
21.3K
NIN
NIN@ninstephan·
พออ่านความเห็นในโซเชียลน้อยลง ก็เริ่มรู้ตัวว่ากำลังกลับสู่ “สภาพปกติของมนุษย์” สมองเราไม่ได้ถูกออกแบบ มาให้รับความคิดเห็นของคนแปลกหน้า เป็นพันคน ที่ไหลผ่านมาหน้าฟีด ไม่ได้ถูกออกแบบมา ให้อยู่ท่ามกลางอารมณ์ ที่ปะทะกันตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน หรือดราม่าหลายเรื่องในวันเดียว พอลดสิ่งเหล่านี้ลง สมองมันเลยเบาขึ้น ใจก็นิ่งขึ้นมาก มองเรื่องต่าง ๆ ได้เป็นกลางขึ้น ล่าสุดลองไถอ่านผ่าน ๆ อีกครั้ง ก็มีความรู้สึกขึ้นมาว่า ทำไมคนถึงได้เครียด กับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองกันนัก มันเหมือนเราเดินออกจากห้อง ที่เสียงดังมาก ๆ ไปแล้ว แล้วพอหันกลับมามองเข้าไป ถึงเพิ่งรู้ว่า ข้างในมันเสียงดังขนาดนั้นเลยเหรอ
ไทย
0
92
100
10.9K
NIN
NIN@ninstephan·
ในโลกที่ทุกคนทำคอนเทนต์ได้ สิ่งที่มีค่าที่สุดคือ คนที่พูดแล้วคนเชื่อ
ไทย
1
43
49
10.5K
NIN
NIN@ninstephan·
โลกโซเชียลจะมีการตอบรูปแบบหนึ่ง เช่น ถ้าเราโพสต์ว่า “เกลียดเช้าวันจันทร์” ก็มักจะมีคนตอบว่า “จริง ๆ วันจันทร์ก็เหมือนวันอื่นนะ” หรือถ้าโพสต์ว่า “ผู้ชายชอบโกหก” ก็จะมีคนตอบว่า “ผู้หญิงก็โกหกเหมือนกัน” มันเป็นรูปแบบการตอบของบางคน ที่สมองคุ้นกับตรรกะ มากกว่ามุก ซึ่งก็ไม่ผิด แค่บางที ไม่มีใครกำลังถามอยู่เท่านั้นเอง
ไทย
0
192
233
36.3K
NIN
NIN@ninstephan·
สำหรับหลาย ๆ คน โพสต์นี้ถูกอ่านว่า เป็นการช่วยแก้ตัวให้คนมีอภิสิทธิ์ แทนที่จะถูกอ่านว่า เป็นการอธิบายข้อจำกัดของระบบแรงงานบันเทิง เลยเข้าใจได้ว่า คนจำนวนมากไม่ได้โกรธตัวโพสต์อย่างเดียว แต่กำลังใช้โพสต์นี้ เป็นพื้นที่ระบายความโกรธที่สะสมต่อดารา และระบบการเมืองมานานค่ะ ส่วนตัวก็ยังมั่นใจว่าสิ่งที่เขียนไม่ผิด เพียงแต่มันไปอยู่ตรงจุดตัดของความโกรธนั้นพอดี ทั้งความทรงจำเรื่องรัฐประหาร ภาพจำของดาราที่เคยสนับสนุนอำนาจนอกระบบ และความต่างของกรอบคิด ระหว่างการมองแบบโครงสร้าง กับการอ่านผ่านกรอบศีลธรรม ในขณะที่เรากำลังพูดถึงข้อจำกัดของระบบ คนจำนวนมากกำลังพูดถึงความถูกต้องในเชิงจุดยืน เลยทำให้โพสต์เดียวกัน ถูกตีความไปคนละทาง ยินดีนะคะ ที่โพสต์นี้กลายเป็นพื้นที่ให้เกิดบทสนทนา
NIN@ninstephan

ดาราส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแรงงานอิสระ แต่เป็นคนที่อยู่ในระบบ มีต้นสังกัด เซ็นสัญญา มีผู้จัดการ และมีภาพลักษณ์ที่ต้องดูแล การแสดงความเห็นทางการเมือง อาจกระทบสปอนเซอร์ งานโฆษณา ตลาดต่างประเทศ หรือแม้แต่ตำแหน่งของตัวเองในค่าย และผลกระทบนี้ ก็ไม่ได้ตกที่ตัวดาราคนเดียว แต่กระทบทั้งค่าย ทีมงาน โปรดักชัน รวมไปถึงแบรนด์ที่ร่วมงาน เพราะงั้น การ “ไม่พูด” บางครั้งจึงเป็นเงื่อนไขทางอาชีพ ไม่ใช่ว่าไร้จุดยืน การเรียกร้องให้ทุกคนต้องพูด จึงเป็นการโยนภาระศีลธรรมไปที่ปัจเจก ทั้งที่หลายคนอาจติดข้อจำกัดในสัญญา หรือเป็นเสาหลักของทีมงานหลายสิบชีวิต การไม่พูดในบางสถานการณ์ จึงอาจเป็นการเอาตัวรอดในระบบ เหมือนที่เราก็เอาตัวรอดในระบบบางอย่างเช่นกัน ไม่ใช่การทรยศอุดมการณ์

ไทย
1
8
13
12K
NIN
NIN@ninstephan·
ดาราส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแรงงานอิสระ แต่เป็นคนที่อยู่ในระบบ มีต้นสังกัด เซ็นสัญญา มีผู้จัดการ และมีภาพลักษณ์ที่ต้องดูแล การแสดงความเห็นทางการเมือง อาจกระทบสปอนเซอร์ งานโฆษณา ตลาดต่างประเทศ หรือแม้แต่ตำแหน่งของตัวเองในค่าย และผลกระทบนี้ ก็ไม่ได้ตกที่ตัวดาราคนเดียว แต่กระทบทั้งค่าย ทีมงาน โปรดักชัน รวมไปถึงแบรนด์ที่ร่วมงาน เพราะงั้น การ “ไม่พูด” บางครั้งจึงเป็นเงื่อนไขทางอาชีพ ไม่ใช่ว่าไร้จุดยืน การเรียกร้องให้ทุกคนต้องพูด จึงเป็นการโยนภาระศีลธรรมไปที่ปัจเจก ทั้งที่หลายคนอาจติดข้อจำกัดในสัญญา หรือเป็นเสาหลักของทีมงานหลายสิบชีวิต การไม่พูดในบางสถานการณ์ จึงอาจเป็นการเอาตัวรอดในระบบ เหมือนที่เราก็เอาตัวรอดในระบบบางอย่างเช่นกัน ไม่ใช่การทรยศอุดมการณ์
ไทย
52
749
972
2.5M
NIN
NIN@ninstephan·
โพสต์นี้จริง ๆ ถูกต้องตามหลักการเลยนะ แต่ที่ทัวร์ลง เพราะในโลกจริง คนจำนวนมากไม่ได้แค่เลือกพรรค แต่ผูกตัวตน ความหวัง และศักดิ์ศรีของตัวเองไว้กับพรรคนั้นด้วย ดังนั้นประโยคอย่าง “ไม่ต้องแบกให้เปลืองหลัง” หรือ “ทรราชสมควรถูกสาปส่ง” แม้จะเป็นหลักการกลาง ๆ แต่ในหัวของคนที่มีอัตลักษณ์ผูกกับพรรค มันจะถูกแปลทันทีว่า “เขากำลังด่าคนของฉัน” และเมื่อรู้สึกว่าตัวตนถูกแตะต้อง มนุษย์มักโต้ตอบก่อนใช้เหตุผลเสมอ อีกส่วนคือภาษาที่ใช้มี “ภาพปีศาจ” สูง แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อใคร แต่คำอย่าง หางมันออก ลิ้นมันแฉก ทรราช หรือสาปส่ง เป็นภาษาที่ทำให้สมองคนอ่านพยายามหาว่า “ปีศาจในประโยคนี้คือใคร?” เพราะคนเราไม่ค่อยอ่านคำแรง ๆ แบบไม่มีตัวละคร สุดท้ายก็จะเอาไปเทียบกับนักการเมืองที่ตัวเองรักหรือเกลียดโดยอัตโนมัติ เมื่อความรู้สึกนำหน้าหลักการ โพสต์ที่ตั้งต้นจากแนวคิดกว้าง ๆ เลยกลายเป็นสนามรบทางอารมณ์ของการตีความ ทั้งที่ต้นโพสต์ไม่ได้ระบุถึงใครเลยค่ะ
เทย์ทาวาฬ@Tawan_V

ละเลือกพรรค ไม่ใช่เลือกบ้านฮอกวอตส์ ไม่ต้องรอยัลตี้มากก็ได้ เราไม่ได้รู้จักเค้าดีขนาดนั้น เราไม่เคยมีข้อมูลเท่าเค้า วันนี้เชื่ออะไรให้โอกาสใครก็เลือกไปตามข้อมูลที่เรามี เคยเลือกวันนี้ วันดีคืนดีตอมันผุด หางมันออก ลิ้นมันแฉก ก็ไม่ต้องแบกให้เปลืองหลัง ทรราชสมควรถูกสาปส่ง ไม่ต้องปกป้องใครทั้งนั้น เอาตัวเองเอาประเทศให้รอดเถอะ

ไทย
1
57
39
13.5K
NIN
NIN@ninstephan·
เรื่องการเมืองในความเป็นจริง คนเราไม่ได้เปลี่ยนความคิดเพียงเพราะมีคนมาอธิบายเหตุผลให้ฟัง ยิ่งคนที่มีพรรคในใจอยู่แล้ว ยิ่งยากจะเปลี่ยนกันด้วยคำพูด คนส่วนใหญ่จะเปลี่ยนความคิด ก็ต่อเมื่อประสบการณ์ชีวิตเปลี่ยน หรือผลลัพธ์ของนโยบายกระทบชีวิตจริง ๆ จะเลือกอะไรก็เลือกค่ะ ขอแค่สังคมยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เลือก ไม่เอารัฐประหาร
ไทย
0
0
3
3K
NIN
NIN@ninstephan·
New Year's Resolution : ตามดูหนัง/ซีรีส์บน Netflix ที่บันทึกไว้ใน “รายการของฉัน” ให้หมด
ไทย
0
8
12
9.2K
NIN
NIN@ninstephan·
ระบบที่ยั่งยืน จะมีประโยชน์อะไรคะ ถ้าคนในระบบต้องดิ้นรนจนไม่มีจะแดก ทุกครั้งที่รัฐขึ้นราคาค่าโดยสาร แล้วพูดคำว่าเพื่อความมั่นคง มันฟังดูเหมือนคำพูดของคนที่ไม่เคยต้องต่อรถตอนเงินเหลือร้อยสุดท้าย ระหว่างระบบที่ยั่งยืน กับชีวิตที่ไหว ดูเหมือนเมืองนี้จะเลือกแล้ว
ฐานเศรษฐกิจ@Thansettakij

1 พ.ย.นี้ 'กทม.' ขึ้นค่าโดยสาร '#รถไฟฟ้าต่อขยายสายสีเขียว' 17-45 บาท . กทม. ประกาศปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย เริ่ม 1 พ.ย. 2568 โดยเปลี่ยนเป็นเก็บตามระยะทาง เริ่มต้น 17 บาท สูงสุดไม่เกิน 45 บาท . การปรับราคาครั้งนี้เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจากอัตราเดิม 15 บาทตลอดสายไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ทำให้ กทม. ต้องชดเชยส่วนต่างปีละกว่า 6,000 ล้านบาท . ผู้โดยสารที่เดินทางข้ามระหว่างส่วนสัมปทานและส่วนต่อขยายจะเสียค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 65 บาท พร้อมมีมาตรการลดหย่อนสำหรับเด็ก นักศึกษา และผู้สูงอายุ

ไทย
0
151
37
27K
NIN
NIN@ninstephan·
ไม่ชอบเห็นความยุ่งยากในการยืนยันตัวตน โครงการ #คนละครึ่งพลัส ที่เป็นคอนเทนต์ขำขันของบางสื่อ เพราะมองว่าเป็นสีสัน สร้างไวรัลให้เอนเกจตัวเอง ภาพคนสูงอายุต่อคิว ถอดรองเท้า ปีนตู้เพื่อยืนยันตัวตน บางคนหยุดงาน เสียเวลา เสียค่ารถ ระบบล่มก็ต้องรออีก เหมือนพยายามบิดให้ความเดือดร้อนของคนเป็นเรื่องเบาสมอง ถ้านำเสนอความเฮงซวยของระบบห่วยๆที่จัดการแย่ ให้ได้สักครึ่งนึงเท่ากับเห็นลำบากของคนเป็นความตลก ก็คงดีนะคะ
ไทย
3
109
67
14.4K
NIN
NIN@ninstephan·
เริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมพอเริ่มทำอาหารกินเอง ถึงไม่ค่อยอยากออกไปกินข้างนอกอีกเลย ชอบความรู้มือตัวเองอ่ะ เราได้ปรุงรสแบบที่ชอบได้พอดี ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าร้านจะทำรสเข้มหรืออ่อนไป แล้วพอจ่ายตลาดบ่อย คำนวณราคาวัตถุดิบทีละอย่างจริงๆ จะเห็นเลยว่ามันถูกกว่ากินที่ร้านเยอะมาก โดยเฉพาะพวกเมนูง่ายๆ เช่น สลัดผัก อีกอย่างคือตอนเราทำเองมันมีความภูมิใจแถมให้ด้วย เวลากินแล้วรู้ว่าเราทำเอง มันอร่อยเพิ่มขึ้น(แม้หน้าตาอาหารจะเละเทะเหมือนผี) และถึงจะทำกินเองคนเดียวโดยไม่มีใครรู้ แต่ฟ้ารู้ ดินรู้ กูรู้ค่ะ
ไทย
1
404
400
27.3K
NIN
NIN@ninstephan·
“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ” แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะ “ดีขึ้นเสมอ” บางเรื่องมันไม่ดีในตัวมันเองค่ะ การสูญเสียคนที่รัก, การถูกทำร้าย, หรือความผิดพลาดบางอย่าง ที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเราไปอย่างถาวร มันไม่มีทางดีขึ้นในแง่ที่ทำให้เรายิ้มได้กับมันหรอก แต่มันจะดีขึ้น ในแง่ที่เราค่อยๆ เจ็บน้อยลง เข้าใจมากขึ้น หรือไม่ก็มองเห็นคุณค่าบางอย่าง ที่เมื่อก่อนเราไม่เคยเห็น คำว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ” ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เกิดจะกลายเป็นเรื่องดี แต่มันหมายความว่า ตัวเราจะค่อยๆ กลายเป็นคนที่รับมือกับมันได้ดี ความฉิบหายที่เกิดขึ้นแล้ว ยังคงเฮงซวยอยู่เหมือนเดิม แต่เราจะไม่พังเท่าเดิมอีก แผลยังอยู่ที่เดิมนั่นแหละค่ะ แต่พอถึงตรงนี้ เราจะรู้แล้วล่ะ ว่าจะไม่ให้ใคร หรืออะไรมาทำร้ายตรงนั้นได้อีกแล้ว
ไทย
0
393
321
28K
NIN
NIN@ninstephan·
AI วันนี้ ก็เหมือนโซเชียลเมื่อ 15 ปีก่อน ตอนนั้นโซเชียลดูเหมือนของเล่น วันนี้กลายเป็นอีกหนึ่งลมหายใจของมนุษย์ วันนี้ AI ดูเป็นแค่เครื่องมือสร้างภาพและสร้างข้อความ อีก 10 ปี (หรือเร็วกว่านั้น) มันจะกลายเป็นโครงสร้างของวิธีคิดและการทำงานทั้งหมด ในที่สุด คนที่แอนตี้ก็จะได้เจอ AI ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่เพราะโดนบังคับ แต่เพราะมันจะซึมอยู่ในสิ่งที่เราใช้โดยไม่รู้ตัว ดีใจค่ะ ที่เกิดมานาน จนทันอยู่ตรงรอยต่อทุกครั้ง ได้เห็นของเล่นกลายเป็นสิ่งจำเป็น ได้เห็นของใหม่กลายเป็นลมหายใจของชีวิต และอีกไม่นาน คงได้เห็นสิ่งที่บางคนกลัวนักหนา แต่สุดท้ายก็ไม่อาจปฏิเสธที่ต้องใช้มัน
ไทย
1
16
21
8.5K
NIN
NIN@ninstephan·
ถ้าอภิสิทธิ์ชนที่ร่ำรวย มีอำนาจ หรือมาจากตระกูลสูง วางตัวสุภาพ อ่อนน้อม คนทั่วไปจะรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษค่ะ เพราะสิ่งนี้เหนือความคาดหมาย “คิดว่าจะหยิ่ง แต่จริงๆ กลับอ่อนโยน” สิ่งนี้จึงกลายเป็น “เสน่ห์” ในทางกลับกัน ถ้าคนชนชั้นล่าง หรือ ชนชั้นกลาง พูดเพราะ วางตัวดี สังคมจะไม่มองว่าเป็นเรื่องพิเศษนะคะ เพราะมันคือ “มาตรฐานขั้นต่ำ” ของการอยู่ร่วมกัน คนระดับเดียวกันจะรู้สึกว่า ไม่เห็นน่าประทับใจตรงไหน ก็ทำได้ทุกคนป่ะ สิ่งนี้สะท้อนอะไรคะ? ใช่ค่ะ ”สังคมตอแหล“ เพราะสังคมเราไม่ได้ตัดสินกันที่การกระทำล้วนๆ แต่ยังมี “สถานะ” เข้ามาผสมด้วยเสมอ ชนชั้นบนจะได้โบนัสทางภาพลักษณ์โดยอัตโนมัติ ในขณะที่คนธรรมดาไม่ได้อะไรเลย สุดท้ายนี้ บางครั้งเราก็ไม่ได้ปลื้มใครสักคนเพราะการกระทำทุกครั้งหรอกนะคะ เราปลื้มเพราะเขาเป็นใครต่างหาก
ไทย
0
39
48
16.1K
NIN
NIN@ninstephan·
คนที่ชอบทักว่า “จำได้มั้ยว่าใคร” คือต้องเตรียมใจกับคำตอบว่า “จำไม่ได้ค่ะ” ด้วยนะคะ โดยเฉพาะจากปากดิฉัน ไม่ได้หมายความว่าดิฉันแกล้งลืม หรือไม่ให้ความสำคัญกับคุณ แต่เพราะเวลาผ่านไป เจอคนมากมาย ความทรงจำมันก็เลือนหายเป็นธรรมดาค่ะ ดังนั้น ถ้าเราไม่ได้เจอกันนานแล้ว ได้โปรดแนะนำตัวสั้นๆ หรือไม่ก็ทำเป็นคนแปลกหน้ากันไปเลยก็ยังได้ จะได้ไม่กลายเป็นคุณที่หน้าแตก และดิฉัน ก็จะได้ไม่ต้องมายืนเล่นเกมทศกัณฐ์ค่ะ
ไทย
0
40
42
16.1K