On A Day Like Today retweetledi

วันนี้มีน้องมาถามว่า “พี่โสภณ อยากรู้ว่าทำไมเราถึงรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ทั้งๆ ที่คนอื่นก็มองว่าเราเก่ง แต่เราไม่รู้สึกแบบนั้นเลย เพราะอะไร? และแก้ไขยังไงได้บ้าง?”
.
น้อง....น้องถามถูกคนมาก เพราะพี่ก็เป็นแบบนั้น เป็นมานาน...และยังเป็นอยู่ งั้นเรามาหาทางออกกันดีกว่า
.
หลายคนอาจจะเคยรู้สึกแบบนี้ เช่น ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้รับคำชม ได้รางวัล แต่แทนที่จะดีใจ กลับมีเสียงเล็กๆ ในหัวดังขึ้นว่า “เดี๋ยวเขาก็รู้ว่าเราไม่ได้เก่งจริง”?
.
ถ้าเคย คุณไม่ได้อยู่คนเดียว
.
แม้แต่ Maya Angelou นักเขียนผู้ทรงอิทธิพลแห่งศตวรรษที่ 20 ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลพูลิตเซอร์และคว้ารางวัลแกรมมี่ถึง 5 ครั้ง เคยเปิดเผยความรู้สึกนี้ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า
.
“ฉันเขียนหนังสือมาแล้ว 11 เล่ม แต่ทุกครั้งฉันก็จะคิดว่า ‘โอ้ พวกเขาจะต้องรู้แน่เลย ฉันหลอกทุกคนมาตลอดแล้วตอนนี้พวกเขาก็จะจับไต๋ได้แล้ว’”
.
ความรู้สึกนี้มีชื่อเรียก และมันมีคำอธิบายทางจิตวิทยาที่ชัดเจน
.
ในปี 1978 นักจิตวิทยาสองท่านจาก Georgia State University คือ Pauline Rose Clance และ Suzanne Imes ได้ตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นสำคัญในวารสาร Psychotherapy: Theory, Research & Practice ชื่อว่า "The Impostor Phenomenon in High Achieving Women" ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ปรากฏการณ์นี้ถูกนิยามอย่างเป็นทางการ
.
Clance และ Imes ศึกษาผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จสูงกว่า 150 คน ทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยและนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีเด่น แล้วพบสิ่งที่น่าประหลาดใจ คนเหล่านี้แม้จะมีหลักฐานเชิงประจักษ์มากมายว่าตัวเองเก่ง ทั้งเกรด รางวัล และคำชื่นชมจากผู้เชี่ยวชาญ กลับไม่สามารถ “ซึมซับ” หรือ “รู้สึกถึง” ความสำเร็จเหล่านั้นเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนได้
.
พวกเขาเชื่อว่าความสำเร็จที่ได้มาเป็นเพราะโชค เพราะจังหวะ หรือเพราะคนอื่นเข้าใจผิด ไม่ใช่เพราะความสามารถที่แท้จริง
.
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Impostor Phenomenon หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ Impostor Syndrome ครับ
.
และมันไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้หญิงเท่านั้น งานวิจัยในเวลาต่อมาพบว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับทุกเพศ ทุกวัย และทุกอาชีพ โดยบทความที่ตีพิมพ์ใน International Journal of Behavioral Science ในปี 2011 ประมาณการว่าคนราว 70% จะเคยประสบกับความรู้สึกแบบนี้สักครั้งในชีวิต
.
😨 [ แล้วทำไมยิ่งเก่ง ยิ่งสงสัยตัวเอง? ]
.
สิ่งที่ทำให้ Impostor Syndrome น่าสนใจ และน่ากลัวในเวลาเดียวกัน คือมันไม่ได้หายไปเมื่อเราประสบความสำเร็จมากขึ้น กลับตรงกันข้าม ยิ่งสำเร็จมาก ยิ่งกลัวว่าจะถูกจับได้มากขึ้น
.
Clance และ Imes อธิบายว่านี่คือ “วงจรเสริมแรง” (reinforcement loop) ความกังวลว่าตัวเองไม่เก่ง ทำให้ทำงานหนักมากเป็นพิเศษเพื่อปิดบัง เมื่อผลงานออกมาดีก็รู้สึกดีชั่วคราว แต่ลึกลงไปความรู้สึกว่า “ฉันเป็นของปลอม” ยังคงอยู่ครบถ้วน แล้วก็วนเวียนซ้ำ
.
Michelle Obama อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา จบการศึกษาจาก Princeton และ Harvard Law School เจ้าของหนังสือ Becoming ที่ขายได้หลายล้านเล่ม ยอมรับความรู้สึกนี้อย่างเปิดเผยต่อหน้านักเรียนหญิง 300 คนในลอนดอนเมื่อปี 2018 ว่า
.
"ฉันยังมีความรู้สึกแบบ Impostor Syndrome อยู่บ้าง มันไม่เคยหายไปไหน ที่พวกคุณกำลังฟังฉันอยู่จริงๆ นี่ มันไม่หายไปหรอก ความรู้สึกที่ว่าคุณไม่ควรเอาฉันไปจริงจังขนาดนั้น ฉันจะไปรู้อะไร?"
.
แม้แต่คนที่เคยนั่งอยู่ในทุกโต๊ะที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก ตั้งแต่ทำเนียบขาวจนถึงสหประชาชาติ ยังรู้สึกแบบนี้ มันบอกเราว่า Impostor Syndrome ไม่ใช่ปัญหาของคนไม่เก่ง แต่เป็นปัญหาของคนที่เก่งแต่ไม่เชื่อว่าตัวเองเก่ง
.
❤️🩹 [ เริ่มต้นแก้ที่ตรงไหนได้บ้าง ]
.
สิ่งแรกที่ Clance และ Imes เสนอไว้ตั้งแต่ในงานวิจัยต้นฉบับ และยังคงได้รับการสนับสนุนจากนักจิตวิทยาจนถึงปัจจุบัน คือ การพูดถึงมัน เพียงแค่รู้ว่าความรู้สึกนี้มีชื่อเรียก และรู้ว่าคนอื่นก็เป็นเหมือนกัน ก็ช่วยลดพลังของมันลงได้มากแล้ว
.
งานวิจัยของทั้งสองท่านเน้นว่าการพูดคุยในกลุ่มกับคนที่มีประสบการณ์คล้ายกัน สร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้เข้าร่วม เพราะทำให้ตระหนักว่าตัวเองไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกแบบนี้
.
สิ่งที่สองคือ การบันทึก Clance และ Imes ให้ผู้เข้าร่วมวิจัยทำการบ้านง่ายๆ เขียนรายชื่อคนที่ตัวเองเชื่อว่าเคย “หลอก” ให้คิดว่าตนเก่ง แล้วลองทบทวนดูจริงๆ ว่าเราหลอกเขาได้จริงหรือ หรือแค่ทำได้ดีจริงๆ กันแน่ นอกจากนี้ การจดบันทึกคำชื่นชมที่ได้รับ แทนที่จะปล่อยให้มันผ่านไปอย่างไร้ความหมาย ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราเริ่ม “เห็น” และ “รับรู้” ความสำเร็จของตัวเองได้เช่นกัน
.
และสิ่งที่สามคือ การเปลี่ยนบทสนทนาในหัว แทนที่จะบอกตัวเองว่า “ฉันไม่รู้อะไรเลย” ลองเปลี่ยนเป็น “ฉันกำลังจะได้เรียนรู้อะไรใหม่” ซึ่งไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่เป็นการเลือกมุมมองที่ยุติธรรมกับตัวเองมากขึ้น
.
สุดท้ายผมแนะนำน้องไปว่า ความรู้สึกไม่เก่งถ้าลองพลิกมุมมองในแง่ดีหน่อย มันคือการเห็น ‘ช่องว่าง’ ที่เราจะโตได้ต่อ เราอาจจะยังไม่พอใจกับความสามารถของเราในตอนนี้ ซึ่งไม่เป็นไร แต่อย่าแค่ก้มหน้าก้มตาวิ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว หยุดพักแล้วมองย้อนกลับไปชื่นชมเป้าหมายที่เราทำได้สำเร็จตามเส้นทางที่ผ่านมาบ้างเป็นพักๆ จะช่วยได้เยอะเลย
.
Impostor Syndrome เป็นประสบการณ์ทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นจริง ส่งผลกระทบจริง และหากปล่อยทิ้งไว้นานพอ มันสามารถนำไปสู่ความเครียดสะสม ภาวะหมดไฟ และความวิตกกังวลที่บั่นทอนทั้งชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว
.
แต่ความจริงอีกด้านหนึ่งก็คือ คนที่รู้สึกแบบนี้ มักเป็นคนที่ใส่ใจมากพอที่จะสงสัยตัวเอง คนที่ไม่เคยสงสัยเลยว่าตัวเองเก่งพอหรือยัง ไม่ได้หมายความว่าเขาเก่งกว่าเรา อาจแค่หมายความว่าเขาไม่เคยถามคำถามนี้กับตัวเอง
.
สำคัญที่สุด การรู้จัก Impostor Syndrome ไม่ได้ทำให้มันหายไป แต่มันทำให้เราหยุดต่อสู้กับเงาของตัวเอง แล้วเริ่มเดินไปข้างหน้าได้อีกครั้ง
.
- โสภณ ศุภมั่งมี
ไทย
























