Pheuthai info
19.5K posts

Pheuthai info
@pheuthai_info
ตีแผ่ทุกนโยบายและข้อมูลข่าวสารเพื่อไทย “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน”









หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน หลายคนคงจินตนาการไม่ออกว่า “กรุงเทพมหานคร” ในวันนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ปัญหาน้ำท่วมรอการระบายและรถติดที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาเรื้อรังแก้ไม่หายของเมืองนี้ จะมีทางออกที่ยั่งยืนได้จริงไหม ? . แม้ต้องยอมรับกันตามตรงว่า ปัญหาเหล่านี้ยังไม่สามารถแก้ไขให้หมดไปได้ 100% แต่หากมองผ่านดัชนีชี้วัด สถิติตัวเลข หรือแม้แต่เสียงสะท้อนจากคนกรุงเอง เราจะเริ่มเห็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น กับหลายโครงการถูกผลักดันเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน . ปัจจุบันกรุงเทพมหานครกำลังถูกยกระดับจากเมืองระบบแอนะล็อกที่ยุ่งยาก สู่เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการนำทีมของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนที่ 17 หัวเรือใหญ่ที่ร่วมกับทีมงานกว่า 64,000 ชีวิต ในการขับเคลื่อนนโยบายเมืองดิจิทัลให้เกิดขึ้นจริงในเชิงรูปธรรม อ่านต่อได้ที่ beartai.com/read/1500307/ ที่มา : เพจกรุงเทพมหานคร, สำนักการจราจรและขนส่ง - สจส., เพจ BKK Active, BKK Risk Map, Greener Bangkok, data.bangkok #BTbeartai #ชัชชาติสิทธิพันธุ์





'ชัชชาติ' รับเครียดสุดคือปมหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว เสนอโอนคืนรัฐบาลทำตั๋วร่วม เผยจ่ายหนี้ 6 หมื่นล้านคือเมกะโปรเจกต์ วันนี้ (7 พฤษภาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD เพื่อประเมินผลการดำเนินงานและทบทวนบทเรียนตลอดระยะเวลาใกล้ครบ 4 ปีในการดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยได้เปิดเผยถึงประเด็นที่เป็นความท้าทายและสร้างความกดดันมากที่สุดตลอดวาระการทำงาน เมื่อถามถึงวาระงานที่สร้างความเครียดจนถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการพักผ่อน ชัชชาติยอมรับว่า ประเด็นที่หนักหน่วงที่สุดคือการแก้ไขปัญหาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เนื่องจากเป็นภาระผูกพันทางการเงินมหาศาลที่ตกทอดมาจากการบริหารชุดก่อน ประกอบกับมีข้อจำกัดทางกฎหมายและคำสั่งศาลที่ กทม. ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ทำให้การบริหารจัดการต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพราะงบประมาณทุกบาทคือภาษีของประชาชน นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องความโปร่งใสและการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ก็เป็นอีกหนึ่งความกังวลสำคัญ โดยยกตัวอย่างกรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายที่สร้างความไม่สบายใจให้กับการทำงานของทีมผู้บริหารอย่างมาก ผู้ว่าฯชัชชาติ ได้อธิบายถึงโครงสร้างปัญหาของรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า โครงการนี้แบ่งออกเป็นส่วนสัมปทานหลัก (ส่วนไข่แดง) ซึ่งเอกชนเป็นผู้ลงทุนและกำหนดค่าโดยสาร โดยสัมปทานส่วนนี้จะสิ้นสุดลงในปี 2572 ซึ่งจะส่งผลให้ กทม. สามารถรับรู้รายได้ทั้งหมด แต่ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ ส่วนต่อขยาย ที่ขยายออกไปทางกรุงเทพฯ เหนือ (คูคต-ลำลูกกา) และทางกรุงเทพฯ ใต้ (แบริ่ง-สมุทรปราการ) เนื่องจากชุดบริหารก่อนหน้าได้ทำสัญญาจ้างเอกชนเดินรถ (O&M) ล่วงหน้ายาวไปจนถึงปี 2585 ศาลปกครองได้มีคำพิพากษายืนยันให้ กทม. ต้องชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถตามสัญญา ส่งผลให้ปัจจุบัน กทม. ต้องแบกรับภาระขาดทุนเนื่องจากรายได้จากค่าโดยสารในส่วนต่อขยายไม่เพียงพอต่อรายจ่ายค่าจ้างเดินรถที่ระบุไว้ในสัญญาในอัตราที่ค่อนข้างสูง สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาในอนาคต ชัชชาติมองว่า เมื่อสัมปทานหลักสิ้นสุดลงในปี 2572 กทม. จะมีอำนาจในการบริหารจัดการรายได้ทั้งหมด ซึ่งหากมีการกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม จะสามารถบรรเทาภาระค่าจ้างเดินรถและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมระดับมหภาค ทางออกที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน คือการที่รัฐบาลรับโอนโครงการรถไฟฟ้ากลับคืนไปบริหารจัดการ ชัชชาติ อธิบายเหตุผลสนับสนุนว่า รถไฟฟ้าควรเป็นโครงข่ายระดับประเทศ การรวมศูนย์การบริหารไว้ที่รัฐบาลจะทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาดและสามารถผลักดันนโยบายตั๋วร่วม หรือการจัดเก็บค่าโดยสารในอัตราที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ในมิติของการบริหารงบประมาณ ปัจจุบัน กทม. มีงบประมาณรายจ่ายประจำปีราว 90,000 ล้านบาท แต่ต้องกันเงินถึง 10,000 ล้านบาท (คิดเป็นกว่า 10%) เพื่อนำไปจ่ายค่าเดินรถ ซึ่งถือเป็นภาระที่ใหญ่เกินกว่าศักยภาพของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นจะแบกรับไว้ได้เพียงลำพัง เมื่อถามถึงเสียงสะท้อนจากประชาชนบางส่วนที่มองว่า กทม. ในยุคนี้ไม่มีการลงทุนในเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ให้มุมมองว่า "การที่ กทม. ต้องบริหารจัดการและชำระหนี้สะสมของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวกว่า 60,000 ล้านบาทนั้น ถือเป็นการลงทุนและเมกะโปรเจกต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแล้วในยุคนี้ ซึ่งเชื่อว่าไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใดที่ต้องแบกรับภาระการจัดการทางการเงินที่มหาศาลเท่ากับกรณีนี้อีกแล้ว" ภาพ: ฐานิส สุดโต #TheStandardNews #TheStandardPhoto #ฐานิสสุดโต

อาจารย์เชนถ่ายรูปเก็บไว้ส่งให้ท่านนายกเศรษฐาป่ะคะ ไม่ลืมที่จะถ่ายเก็บไว้ น่ารักอ่า 55555555 #ยศชนันวงศ์สวัสดิ์ #เศรษฐาทวีสิน #พรรคเพื่อไทย

ผมเสียดายเวลา 4 ปีที่ผ่านมาจริงๆครับ โรงขยะอ่อนนุชเป็นดินแดนที่ผู้บริหาร กทม.ชุดปัจจุบันขยับน้อยมากตลอด 4 ปี แต่เพิ่งมาขยับเยอะเป็นพิเศษในช่วงก่อนหมดวาระแค่ไม่กี่เดือนก่อนเลือกตั้ง ผมพูดมาตลอดว่ากลิ่นขยะเป็นเรื่องใหญ่ และควรถูกยกเป็นวาระระดับ กทม.ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ปี 2565 ด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 4 ปีนี้คือมีการขยับน้อยกว่าที่ควรมาก กลับกลายเป็นพรรคประชาชนต้องเป็นหัวหอกหลักที่คอยผลักดันให้ กทม.แก้ปัญหาเรื่องนี้ ทั้งไปไล่ดูหน้างาน คอยนัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ากรรมาธิการบ้าง ตั้งกระทู้บ้าง ทั้งโดยผม ในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งโดย ส.ก.เนอร์ส ในสภากรุงเทพมหานคร ที่ทำคู่ขนานกัน คำตอบที่ได้มาตลอดคือ ที่ผ่านมาปรับเอกชนน้อยมาก ไม่สามารถบริหารจัดการให้เอกชนควบคุมคุณภาพได้ แต่กลับไม่ยกเลิกสัญญา จะปล่อยให้หมดสัญญาไปเอง ไม่เคยมีภาพของการสื่อสารวิสัยทัศน์ในอนาคตใดๆออกมาเลย พอเข้าสู่ช่วงปี 2569 เริ่มมีการขยับเขยื้อน มีการโฆษณาเตาเผาใหม่ที่เพิ่งก่อสร้างอย่างหนักว่าจะเป็นยาสารพัดโรคที่จะแก้ปัญหากลิ่นเหม็นให้หายไปได้ ทั้งที่ปัญหาโรงเก่ายังไม่มีการแก้ไขใดๆเลย ล่าสุด ค่ำคืนนี้ จู่ๆ กทม.ก็มีภาพในอนาคตออกมาว่าเริ่มคิดถึงผังภายในศูนย์แล้ว ซึ่งก็เป็นแนวคิดที่ดีครับ แค่เสียดายว่า ทำไมเพิ่งมาคิดได้ช่วงก่อนเลือกตั้งไม่ถึงเดือน 4 ปีที่ผ่านมา มีโอกาสได้เข้าไปบริหาร แต่ดันเพิ่งมาคิดได้ตอนจะเลือกตั้ง แต่เอาเถอะครับ ในแง่หนึ่งก็ถือว่า "มาช้า ดีกว่าไม่มา" ดีใจครับ อย่างน้อยวันนี้ กทม.ก็เริ่มจริงจังมากขึ้นเสียที ผมเชื่อว่าถ้าเราสามารถดึงทุกพรรคทุกกลุ่มมาพูดเรื่องนี้ได้ ปัญหานี้มันจะแก้ไขได้ในสักวันจริงๆ ขอแค่คนที่จริงจังกับเรื่องนี้จริงๆเข้ามาแก้ก็พอ อยู่ที่ประชาชนตัดสิน เดินหน้ากันต่อครับ #กลิ่นขยะ #โรงขยะอ่อนนุช #พรรคประชาชน #ประเวศ #สะพานสูง


















