P

39.7K posts

P banner
P

P

@plengsiri_

Bangkok, Thailand Katılım Kasım 2010
516 Takip Edilen306 Takipçiler
Sabitlenmiş Tweet
P retweetledi
P retweetledi
แมวเกเร
แมวเกเร@Unrulycat2511·
"แดเนียล แรดคลิฟฟ์" ดู "แฮร์รี่ พอตเตอร์" กับลูกชาย..ที่ไม่รู้ว่าเขาเป็น "แฮร์รี่" ตัวจริง
แมวเกเร tweet media
ไทย
610
44.2K
155.1K
5.2M
P retweetledi
TOOTSYREVIEW
TOOTSYREVIEW@tootsyreview·
การลาออกจากงาน เงินเดือนประมาณ 3 แสนกว่าบาท ทำให้เจอเส้นทางใหม่ที่มีความสุขมากกว่า เป็นการก้าวกระโดดที่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นอิสระ ได้ท่องเที่ยว ได้อยู่กับครอบครัว ได้ใช้ชีวิตจริงๆ ได้รู้ว่าชีวิตจริงๆต้องการอะไร และกลายเป็นว่ามันเงินเหลือเก็บมากกว่าตอนทำงานประจำ เพราะไม่มีค่าเดินทาง ไม่มีค่าใช้จ่ายภาษีสังคม ไม่มีค่ากินนอกบ้าน ชีวิตมีความสุขมากขึ้น โลกเป็นของเรา เพราะที่ผ่านมาเราฝืนความเป็น introvert ของตัวเอง การทำงานประจำ ทำให้เราไม่สามารถรักษาโลกของเราไว้ได้ จนกระทั่งวันที่ลาออก คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดในชีวิต
𝐲 / 𝐰 ❁@925_yiw

ทุกคนมีสิ่งที่พลิกชีวิตเป็นอะไรบ้างคะ? ของเราที่พลิกมากๆ เลยคือตอนที่ติดโควิดแล้วได้เงินประกันมาเกือบ 3 แสน จากมนุษย์เงินเดือนมีเงินติดบัญชีหมื่นต้นๆ เลยได้มีโอกาสมาเรียนที่ออสเตรเลีย ชีวิตก้าวกระโดดจากจุดเดิมพอสมควรเลย 🥹

ไทย
2
112
207
31.1K
P retweetledi
‏ً
‏ً@itsnwts·
There’s always another job, another city and another love. But never another life. Don’t be afraid to leave and start over.
Jardani🕊️@jardani41

Daily reminder :

English
8
1.4K
5K
124.1K
P retweetledi
Words
Words@itswords_·
Words tweet media
ZXX
190
14.3K
67K
924.9K
P retweetledi
🎀🐰🌹🐻🐸🐶🐈‍⬛🐬
ไปหาดูข่าวแล้ว มีแต่ของแค่ช่อง 7 ที่ออกข่าว แต่ก็อาจจะนามสกุลดังตามที่เค้าลือจริง เพราะในข่าวไม่เอ่ยถึงแม้กระทั่งชื่อเลย - การตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดผ่านลมหายใจ โดยมีค่าอยู่ 93 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ - แม่คนขับรถ BMW มาเจรจาขอประกันตัวลูกออกไป - แม่บอกว่าพร้อมจะช่วยค่าทำศพไรเดอร์ 100,000
oui@nhamsinghagirll

เด็กมธ.เมาแล้วขับรถ BMW ชนคนตายตรงเชียงราก เหี้ยมาก คนกำลังล่าแม่มดมันอยู่ เห็นว่าเรียน siit แล้วคำแรกที่เพื่อนมันพูดคือหยุดโวยวายได้ไหมรถหนูก็พัง ควย เหี้ย สัตว์นรก

ไทย
128
43.1K
15.3K
3.8M
P retweetledi
Kianae IONIX
Kianae IONIX@Kianae_IONIX·
Friendship breakupนี่เจ็บเนอะ โดยเฉพาะกับคนที่เรามั่นใจว่ามิตรภาพเรามันเป็นของจริง เป็นเพื่อนกันจริงๆ ไม่ใช่แค่คนรจ ทั้งๆที่คิดว่าดูจากการกระทำของเขาแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ ละที่สุดๆเลยคือคนที่ghostอะ นัดกันไว้แล้ว สัญญาเรื่องนั้นกันไว้แล้ว สุดท้ายก็หายไปจากชีวิตเฉยๆ มันทำให้เราต
ไทย
11
9.2K
8.1K
344K
P retweetledi
The Black Book of MANIFEST | คิดมาก
มีทฤษฎีหนึ่งบอกว่า “Let things go. Let yourself grow.” การปล่อยวางจะทำให้เราเติบโต เพราะเมื่อเราปล่อยวาง เราจะพร้อมกับการเริ่มต้นใหม่ และเมื่อเราปล่อยวาง เราจะมีพื้นที่ให้สิ่งใหม่เข้ามาในชีวิต การปล่อยจึงไม่ได้ทำให้เราเสียอะไรไป แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิตเราอีกครั้งหนึ่ง
ไทย
2
5.1K
4.7K
233.6K
P retweetledi
maypear 🦊
maypear 🦊@monomaypear·
ขยันผิดที่ ไม่กี่ปีก็ burn out
ไทย
0
11.6K
3.8K
238.5K
P retweetledi
TOOTSYREVIEW
TOOTSYREVIEW@tootsyreview·
"ที่ผ่านมา ฉันทนเรื่องเหล่านี้ในชีวิต และอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้ยังไง?" คำถามแรกในหัว หลังชมภาพยนตร์ #HUMANRESOURCEMOVIE #พนักงานใหม่โปรดรับไว้พิจารณา 1) เนื่องจากตัวเองวัยใกล้ 40 ไม่ใช่พนักงานใหม่อีกแล้ว แต่อยู่บนโลกใบนี้มานานจนเป็นพนักงานเก่าแล้ว หนังทำให้ผมทั้งอึดอัด และหดหู่ เพราะมันย้อนนึกไปถึงช่วงเวลาแห่งประสบการณ์ ที่มีทั้งความเจ็บปวด การเรียนรู้ ความเศร้า ความผิดหวัง และการค้นหาตัวเอง ในโลกทุนนิยม ที่ทุกอย่างบีบรัดเรามากๆ 2) ผมแทบนึกไม่ออกเลยว่า แล้วตอนนี้โลกทุกวันนี้ มันโหด และโคตรเค้นสุขภาพจิตของผู้คน การแข่งขันสูงกว่ายุคผมเริ่มงานประจำ เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วเสียอีก เด็กๆจบใหม่ทุกวันนี้ พวกเขาจะ Suffer กันขนาดไหน? สุขภาพจิตของคนในยุคนี้ ล้มเหลวกันไปขนาดไหนแล้ว เพื่อคำว่า “ฉันต้องอยู่ให้ได้” 3) คำว่า "อดทน" ที่เราสอนต่อๆกันมาจากรุ่นสู่รุ่น (Generational Socialization) มันดีกับเราจริงๆ หรือดีกับลูกหลานเราจริงๆเหรอ? เพราะจริงๆความอดทนนั้น ไม่ได้ทำให้เรามีชีวิตเราอยากได้ ณ ปลายทาง หรือไม่ได้ให้ผลลัพธ์คุ้มค่ากับความอดทนอย่างที่ตั้งใจไว้เลย มันรู้แค่ว่า "กูต้องทนเพื่อให้ผ่านเรื่องพวกนี้ไปให้ได้" 4) วัฒนธรรมที่เป็นรากฝังลึกในคนไทยอย่างแท้จริงที่เราไม่อาจวิ่งหนีพ้น คือ "วัฒนธรรมข่มขืน" (Rape Culture) เราถูกสอนให้ทน ทนเพื่อให้มันชิน เพื่อให้เราทำตามสั่ง และว่าง่าย เป็นผู้ใต้ปกครองที่เชื่อง โดยมีผู้มีอำนาจ/ผู้ปกครองควบคุมกำกับ และออกคำสั่งกับเราอยู่ตลอดเวลา เป็นทอดๆอีกทีให้ทำตามใต้อำนาจนิยมนั้น ไม่ว่าจะพ่อแม่ครอบงำชีวิตเรา ครูกำกับเรา เจ้านายสั่งการ ฯลฯ เรามารู้ตัวอีก เผลอๆ ชีวิตเรา...แม่งไม่ใช่ของเราด้วยซ้ำไป 5) หนังเรื่องนี้มันพาเราไปเปิดมุมมองของ "ความพยายามไปเป็นพนักงานใหม่" หรือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ ยัดเยียดตัวเองเข้าไปให้อยู่ให้ได้ ฝืนชีวิตจนกว่าจะพอดิบพอดีกับที่ที่เราอยู่ เพื่อให้เราได้ภูมิใจกับตัวเองว่า "ฉันเป็นคนเก่งที่ฉันอยู่ได้ ฉันอยู่รอด และฉันผ่านมาได้" แต่เรากลับไม่เคยตั้งคำถามสักนิดว่า 'ถ้าเราไม่ทนอยู่ในระบบนั้น แล้วสร้างสรรค์ชีวิตที่กุมอำนาจด้วยสองมือของเราเอง ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร? เราจะภูมิใจกับตัวเองมากกว่านี้ไหม?' เพราะเราต่างถูกกลืนกินไปเป็นส่วนหนึ่งในระบบของอำนาจที่ปกคลุมเราเรียบร้อยแล้ว จนไม่มีโอกาสได้ตั้งคำถามเลย 6) เรามักถูกปลอบประโลมด้วยประโยคเดิมๆ เวลาไปอยู่ที่ไหนก็ตามที่มันยาก “ทนอีกนิดนะ ทนไปด้วยกัน เดี๋ยวก็ผ่านไปแล้ว” ข้อความพวกนี้ ‘ปลอมมาก’ มันเป็นแค่น้ำเลี้ยงชโลมใจ ไว้หลอกตัวเอง ให้เราทนได้ไปวันๆ เพื่อหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งๆที่ทุกอย่างรอบตัวไม่เคยเปลี่ยนเลย และดูจะแย่ลงด้วยซ้ำ แต่ประโยคที่ว่า ‘เดี๋ยวก็ดีขึ้น’ มันไม่เคยเป็นเช่นนั้นจริงๆ เราถูกสอนให้มองโลกแง่บวก ท่ามกลางสถานการณ์ร้ายๆ เพื่อยืนหยัดว่าฉันจะต้องทนไหว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตก็ตาม 7) ไม่รู้ว่า “โลกมันยากขึ้น หรือ ฉันไม่อดทน?” ทุกวันนี้ได้ยินแต่ประโยคดูถูกคนในสังคมรัวๆ ‘ทำไมแค่นี้ ทนไม่ได้?’ ทั้งๆที่ผ่านมา ก็ทนมามากแล้ว ตึงมากแล้ว ข้างในพังไปหมดแล้ว แต่ก็ยังถูกกดทับด้วยคำว่า “ยังพยายามไม่มากพอ” แล้วเมื่อไหร่ หรือแค่ไหน ถึงพอ? บางครั้งเราใช้ชีวิตเกิด limit ที่เราควรจะรับไหวมาไกลมากๆแล้ว เราขยับ Limit ตัวเองไปเรื่อยๆ จนมันถ่างออกไป แล้วคิดว่าตัวเองเก่งขึ้นที่ทนได้มากขึ้น ทั้งๆที่การไม่ทน ไม่ควรเป็นความรู้สึกผิด การค้นหาคำตอบของชีวิตในเส้นทางอื่นควรเป็นทางเลือกที่เราทำได้ แต่เรากลับรู้สึกว่าเราเลือกอะไรไม่ได้เลย การละทิ้งกลายเป็นคนไม่อดทน และการอดทนก็กลายเป็นคนโง่ที่ไม่รู้จักเลือก 8 ) สิ่งที่ควรเป็น เพื่อบริหารสุขภาพจิตของเรา คือ “เราควรบอกได้ว่า แค่ไหนถึงพอ?” และ “อย่าทนในสิ่งที่ไม่ควรทน” ไม่ใช่การทนเท่านั้น เท่ากับคนเก่ง เพราะนั่นหมายความว่า เราไม่เปิดโอกาสให้ตัวเองไปสู่ทางเลือกอื่นที่เราปรารถนาเลย เรากลายเป็นคนมองโลกแคบลง เพราะเราบังคับตัวเองให้เชื่อว่า ‘ต้องทนได้ ถึงจะพิสูจน์ว่าตัวเองดีพอ’ แต่จริงๆแล้ว เราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ชีวิตตัวเองกับใครทั้งนั้น … ไม่ไหว แค่บอกว่าไม่ไหว 9) วัฒนธรรมข่มขืน สอนให้เราค่อยๆถูกบีบ โดยไม่รู้จัก ‘ปกป้องและรักษาสิทธิ์ตัวเอง’ เรารู้ว่าสิ่งนั้นละเมิดเรา กดขี่เราอยู่ แต่เรารู้สึกว่า เราต้องทนอยู่ได้ เพราะเราเห็นคนอื่นทำตามๆกัน และพวกเขาอยู่ได้ แสดงว่าเราต้องทนให้มากกว่านี้ กระแสสังคมพัดพาเราไปใต้อำนาจที่เราไม่ยอมต่อต้าน เพราะไม่อยากแตกแถว นี่คือพลังของอำนาจนิยมที่กัดกินสังคมของเรา จนเราชินกับการไม่สร้างแรงต้าน ไม่ตั้งคำถาม และมองว่าการยอมตาม คือความปลอดภัย 10) เราทนกับเจ้านายห่วย เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองเก่ง หรือ เราพยายามอยู่ให้ได้ กับการถูกบีบด้วยค่าจ้าง เพื่อพิสูจน์การเอาตัวรอดของตัวเอง ตาม social norm ที่ใครๆก็ทำกัน ทั้งๆที่เราควรมีชีวิตเป็นของตัวเองได้ ไม่ต้องทำตามความคาดหวังของใคร แต่ทำตามหัวใจของตัวเอง นั่นกำลังบอกว่า “เราต่างเคารพหัวใจของตัวเองน้อยลงทุกที” เพราะอำนาจที่อยู่เหนือเรา กัดกินเราจนไม่มีพลังงานไปต่อต้านผู้คนเหล่านั้นที่กดขี่เรา เราแพ้แล้ว เรายอมจำนนต่อระบบที่ไม่ยุติธรรมกับเราเสมอมา “เมื่อไหร่จะเลิกทน และเป็นคนรักตัวเองได้จริงๆซะที?” #ตุ๊ดส์review ====== FACEBOOK POST : facebook.com/photo?fbid=147… ====== ฝากช่องทางต่างๆของบอย ตุ๊ดส์review : facebook.com/tootsyreview/ x.com/tootsyreview @tootsyreview/" target="_blank" rel="nofollow noopener">threads.net/@tootsyreview/ instagram.com/tootsyreview/ @tootsyreview" target="_blank" rel="nofollow noopener">youtube.com/@tootsyreview @tootsy_review" target="_blank" rel="nofollow noopener">tiktok.com/@tootsy_review lemon8-app.com/tootsyreview
TOOTSYREVIEW tweet media
ไทย
1
1.7K
1.2K
80.2K
P retweetledi
maypear 🦊
maypear 🦊@monomaypear·
แต่ Life Hack อย่างนึงคือทำตัวให้ยุ่งๆ จริงๆ นะ นอกจากจะไม่ค่อยฟุ้งซ่านแล้ว มันจะมูฟออนจากพวกความผิดหวัง ความไม่พอใจเล็กๆน้อยๆ ได้ง่ายกว่ามาก บางทีพอเราว่างมากๆเจอความผิดหวัง หรือความไม่พอใจที่มันก็เล็กๆน้อยๆ แต่ด้วยความว่างเลยไปโฟกัสมัน เสียอารมณ์ไปโดยใช่เหตุ
ราตรี จะไม่ช้อปปิ้งแล้ว@belldelagua

พูดตรงๆ นะ ปัญหาของบางคนเกิดจากว่างมากเกินไปเลยฟุ้งซ่านแค่นั้นแหละ คือมึงไปหาอะไรทำนะ ทำงานจุ๊บๆจิ๊บๆ เล่นๆ ไม่เน้นเงินก็ได้ แก้ความฟุ้ง เพราะมันจะกลายเป็นบ้าได้

ไทย
5
20.3K
9.8K
752.8K
P retweetledi
Norman
Norman@Johny_Smily·
ปัญหาคือ คนเก่งไม่ชนะ ในสังคมไทย บทความนี้เค้ามองขาด อ่านแล้วทำให้นึกถึง ตอนสอบเข้าทำงานที่ญี่ปุ่น ผู้สมัครทุกคน ต้องถูกวัดผล ความสามารถพื้นฐาน (Fundamental ability) ไม่ใช่ความรู้เฉพาะตำแหน่ง โดยเค้าใช้ข้อสอบวัดผลของ มหาวิทยาลัย Tokai ของญี่ปุ่น แล้วข้อสอบของแต่ละคน มันไม่ซ้ำกันด้วย ผู้สมัครไม่รู้มาก่อน โกงไม่ได้ ลอกไม่ได้ และ ต้องทำข้อสอบ 3ชุด ชุดละ 300 ข้อ และชุดละ 30 นาที ไม่มีแม้เวลาเงยหัวขึ้นมามองคนอื่น การได้งานจะจบลงที่ตรงนี้เลย บทสัมภาษณ์เป็นเพียงเครื่องยืนยันการได้งาน สรุป คือ พอไปเปรียบเทียบกลไก การศึกษาและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เราจะพบว่า ประเทศไทยเก่งแบบไหน ถึงได้รับรางวัลจากระบบ ✅โกง = ได้เปรียบ ✅ ซื่อ = เสียโอกาส ✅ เส้น = เร็วกว่า ✅ วงใน = รู้ก่อน พอเป็นแบบนี้กันเกือบทุกคน แล้วประเทศมันจะเอาอะไรไปแข่ง
Norman tweet media
Psind707@psind707

“ทำไมประเทศไทยไม่เจริญ ทั้งๆที่มีคนเก่งอยู่มากมาย” ช่วงนี้มานั่งๆนึกถึงคำถามนี้ คนไทยไปเรียนตปท. ก็เก่ง มีช่อง tiktok จะเห็นเด็กไทยไปเรียน PhD U ดังๆเยอะเลย แต่เราก็ไม่เคยจะเห็น บริษัทไทยไปโตได้ในระดับโลกเลย หรือเอาแค่ในประเทศมันก็ไม่ได้เจริญขึ้นมาอะไรมากมายในช่วง 10 ปีหลังนี้ วันนี้เห็นข่าว นักกีฬา RoV ซีเกมส์โกง บวกกับเพจวิเคราะห์บอลจริงจัง สรุปมาได้ดี ก็เลยนึกถึงที่เคยมีคนบอกไว้ว่า ที่ประเทศเราไม่เจริญทั้งมิติโครงสร้างในประเทศและความสามารถในการแข่งขันของ เอกชน ก็คือ “วัฒนธรรมการโกง” นี่แหละ ตั้งแต่เด็ก มัธยม ถึงมหาวิทยาลัย ที่เราเรียนในระบบไทยมาตลอด ซึ่งตัวเราก็ถือเป็นเด็กเรียนดี รอบๆตัวมีแต่การลอกข้อสอบ (ต้องยอมรับว่าก็เคยลอก) ตอนเรียนมหาลัย ซึ่งแข่งขันสูง ก็ยิ่งมีการลอกหนักยิ่งกว่ามัธยม ตอนนั้นมัธยมเป็นโรงเรียนกลางๆแข่งขันไม่สูง จำได้มีวิชานึง เพื่อนสองคน มาขอลอก เพราะมันอ่านไม่ทัน ก็ไม่ได้อยากให้ เพราะจริงๆเราก็ไม่ได้อ่านเยอะ แต่สุดท้ายก็ต้องให้ ออกมาได้คะแนนกลางๆโดนเพื่อนว่าอีก งงเลย (วัฒนธรรมโกงข้อสอบ ก็ออกไปเป็นหนังฉลาดแกมโกง) พอจบมาทำงาน เป็นงานที่ต้องมีการสอบใบอนุญาติ มีการเทรนเช็คบ่อยๆ เพื่อต่อใบ ก็มีการโกงหนัก คือการสอบทุกอย่างจะมีโพยข้อสอบที่เหมือนข้อสอบเป๊ะๆ หรือการเช็คการปฏิบัติงาน ก็จะมีคนรู้โผก่อนว่า จะต้องทำอะไรบ้าง ทุกคนก็ต้องข่วนขวายหากัน ไม่งั้นจะคะแนนสู้คนอื่นๆไม่ได้ ตอนนั้นก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่กับการท่องโพย เพราะถ้าเข้าใจจริงๆมันก็ผ่านหมด แต่พอไม่ได้ท่องโพยเราจะไม่ได้เต็ม ก็กลายเป็นลำดับต่ำอีกมีผลกับงาน พอมาโลกการลงทุนเล่นหุ้นไทย(แบบจริงจัง)เมื่อซัก 10กว่าปีก่อน ก็ต่างวิ่งหาช่องทางที่ทำให้ตัวเองได้เปรียบอีก เช่นใช้ ข้อมูล Inside info เซียนหุ้นบางคน นี่ตีซี้เป็นเพื่อนกับผู้บริหารเลย ไป company visit เมื่อก่อน ถาม ผู้บริหารกันโต้งๆ กะว่ารายได้โตเท่าไหร่ มาร์จิ้นเป็นกี่% ค่าใช้จ่ายกี่% เคาะงบกันได้วันนั้นเลย ใครไม่อยู่วงในก็เสียเปรียบ เคยถามผู้ใหญ่เค้าก็ว่าคนอื่นทำ ถ้าเราไม่ทำก็เสียเปรียบ (แนวคิดนี้อีกละ) ยกตัวอย่างมาแค่ 3 เรื่อง แต่จริงๆในชีวิตรอบตัวเราคงจะเห็นการโกง การไม่เคารพกฏมากกว่า เอาเรื่องกฏจราจรง่ายๆ ในท้องถนน ก็เห็นฝ่ากฏกันทุกวัน การทำงานในตำแหน่งที่รับน้อยๆ ก็ต้องมีการวิ่งเต้นให้ได้เข้ากัน ระบบเด็กฝากก็มา ติดต่อราชการก็ช้า ต้องรู้จักถึงจะไว ต่างๆนานาเยอะไปหมด ถ้าเลิกวัฒนธรรมโกงได้ ประเทศไทยน่าจะเจริญกว่านี่เยอะเลย เพราะว่าถ้าโกงแล้วได้เป็นหัวแถว จะพยายามเป็นคนเก่งไปทำไม?

ไทย
18
2.1K
1.6K
141.5K
P retweetledi
𝙹𝚊𝚢
𝙹𝚊𝚢@wizluvJays·
โดนแฟนที่วางอนาคตว่าจะแต่งงานกันบอกเลิก เหตุผลเพราะมองอนาคตคนละแบบ เราเหมือนจะอยู่ไม่ได้เลยตอนนั้นสภาพจิตใจแย่ แต่ก็พยายามใช้ชีวิต จนเวลาผ่านไปสักพักมีเหตุให้ต้องเจอกัน ชวนกันไปทานข้าวร้านเดิมที่ชอบไปด้วยกัน สั่งเมนูเดิม ๆ ที่เราและเค้าชอบ เค้าดูแลเราเหมือนเดิม แกะหลอดให้ ตักกับข้าว ป้อนข้าว เช็ดปาก แต่อย่างเดียวที่เปลี่ยนไปคือเราไม่ใจเต้นกับเค้าแล้ว เป็นเดทที่เราเศร้าแต่ก็สบายใจที่สุดเพราะรู้สึกว่าตัวเองเก่งมากแล้ว ผ่านมาได้แล้ว จากกันโดยสมบูรณ์
the pillow talks@thepillowtalks_

เดตที่คอมพลีตที่สุดในปี 2025

ไทย
22
9K
7.6K
1.3M
P retweetledi
analog
analog@untitled_90·
ปีนี้โคตรเหนื่อยอะ รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งอะไรเลย burn out แทบทุกเดือน แตกสลายบ่อยมากๆ แต่สุดท้ายแล้วแค่มีชีวิตรอดถึงเดือนสุดท้ายของปีนี้คือเก่งมากๆแล้ว
ไทย
17
19.1K
10.6K
1.4M
P retweetledi
ตุ๊ดเถื่อน
สิ่งที่ทำให้ชีวิตไปต่อได้ง่ายที่สุดคือการปล่อยวางแล้ว move onเลย ถึงแม้ว่าจะยังเสียใจหรือเสียดายก็ตาม ไม่ต้องคิดอะไรต่อ และไม่ต้องกลับมาทบทวน เรื่องบางเรื่องมันแค่เข้ามาแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้ทิ้งบทเรียนอะไรหรอก cut lossบ้างก็ได้ ชีวิตจะได้มีพื้นที่เหลือไว้สำหรับสิ่งที่มันสำคัญจริงๆ
ไทย
1
5.9K
3.9K
203.8K
P retweetledi
W
W@sxicex·
หลายคนถูกสอนมาว่า "อย่ายอมแพ้" หรือ "ต้องทำให้เสร็จ" แต่ความจริงแล้ว Superpower ที่แท้จริงของการประสบความสำเร็จไม่ใช่ความดันทุรัง แต่คือ "Flexibility" (ความยืดหยุ่น) ความสำเร็จไม่ใช่การดันทุรังทำทุกอย่างให้จบ แต่คือรู้ว่า เมื่อไหร่ควร Grit (กัดฟันสู้) เมื่อไหร่ควร Quit (กล้าถอย)
W tweet media
Adam Grant@AdamMGrant

Success is not about finishing everything you start. It’s about knowing when to grit and when to quit. 235 studies: When people adjust their goals and plans in the face of challenges, they make more progress—and feel less depressed and anxious. The ultimate flex is flexibility.

ไทย
1
1.9K
1.9K
112.3K
P retweetledi
Sopon Supamangmee
Sopon Supamangmee@sopons·
“ถ้าคุณไม่เลือกทุ่มเทให้กับงานที่มีความหมาย ชีวิตก็จะเอา “งานยุ่งไร้สาระ” มาเติมเวลาให้คุณเอง” . Naval Ravikant เคยทวีต Quote นี้เอาไว้ ซึ่งผมคิดว่าโครตจริงเลยนะ . ถ้าคุณไม่เลือก ชีวิตจะเลือกแทนคุณเอง และข่าวร้ายคือชีวิตไม่ได้ใจดีขนาดนั้นหรอก . มันจะไม่ได้ยัด “งานที่มีความหมาย” ใส่ตารางคุณ แต่มันจะยัดทุกอย่างที่ดังที่สุด วุ่นที่สุด ด่วนที่สุดเข้าไปแทน จนคุณจะไม่มีที่เหลือให้สิ่งที่สำคัญจริงๆ ในชีวิตเลย . --- . มีรุ่นน้องคนหนึ่งเคยถามว่ามันจะเป็นอะไรไหมถ้าช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตจะรู้สึกว่าไม่อยากทำอะไร ปล่อยวางบ้างเพราะชีวิตเร่งรีบตลอดเวลา . ‘ไม่เลย’ ผมบอก ‘ที่จริงมันเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้กลับมาทบทวนตัวเองด้วยซ้ำว่าเป้าหมาย (purpose) สิ่งที่ควรทำต่อไปในอนาคตที่สำคัญจริงๆ คืออะไร’ . เราโตมาในโลกที่ “ช่องว่าง” คือศัตรูครับ . เงียบไม่ได้ ว่างไม่ได้ หรือการอยู่เฉยๆ สักพักจะรู้สึกเหมือนตัวเองไร้ประโยชน์ . ถ้าว่าง 5 วินาที มือก็เอื้อมไปหาโทรศัพท์เองโดยอัตโนมัติแล้ว . ถ้าตารางโล่ง คนอื่นขอให้คุณช่วยทำอะไรบางอย่างที่คุณเกรงใจเกินไปที่จะปฏิเสธ . ถ้าไม่ตอบไลน์เดี๋ยวนี้ กลัวคนอื่นจะคิดว่าเราไม่มีความรับผิดชอบ . ชีวิตมันไม่ชอบที่ว่างครับ . เวลาในวันของคุณก็เหมือนกัน ถ้าคุณไม่เป็นคนกำหนดเองว่า “อะไรสำคัญกับเราจริงๆ” โลกภายนอกจะอาสากำหนดให้ทันที . พอมีอะไรเข้ามาก็รีบตอบสนอง และทำก่อน หลายอย่างกลายเป็น “หน้าที่” ของคุณไปโดยปริยาย . --- . ปัญหาคือ สมองเราถูกโปรแกรมมาให้แพ้ “สิ่งเร้า” อยู่แล้ว . งานที่มีความหมายมักมาในรูปแบบที่น่าเบื่อ เงียบ และไม่เร่งด่วนอย่างเช่น การเขียนหนังสือ ฝึกสกิลที่ทำให้เราโตในระยะยาว วางแผนการเงินให้ตัวเอง หรือทำโปรเจกต์ที่ช่วยให้ . มันคือสิ่งที่ทำให้ชีวิต “โตขึ้น” ขยับไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง ตามเป้าหมายของชีวิต แต่งานแบบนี้นะครับไม่มีใครมาทวงคุณ ไม่มี Notification ไม่มีไลน์เด้งเตือนให้คุณนั่งลงทำนะ . ตรงกันข้าม จะมีงานอีกประเภทที่เรียกว่า “งานไร้สาระที่ดูยุ่ง” (busywork) กลับคอยเคาะประตูอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่าง อีเมลที่ต้องตอบ “ขอภายในวันนี้นะคะ” ประชุมที่ไม่มีสาระ แต่ทุกคนก็เข้า รายงานที่ไม่มีใครอ่าน แต่ต้องส่ง หรือที่ทำประจำคือไถฟีดข่าวที่ทำให้รู้สึกว่า “ตามโลกทัน” ทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตอะไรเลย . ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้นนะ? . อย่างแรกคือความรู้สึกว่า “กูโคตรมีประสิทธิภาพ” (555555) คอยติ๊กเช็กลิสต์ทีละช่อง ตอบไลน์ครบทุกคน เคลียร์กล่องอีเมลจนโล่ง แล้วโดพามีนในสมองก็ทำให้คุณรู้สึกว่าเก่งมาก ชีวิตโปรดักทีฟสุดๆ . แต่มันทำให้เราขยับเข้าใกล้เป้าหมายที่วางไว้ไหม? ก็อาจจะไม่ . เราแค่ทำทุกอย่างให้รอด…ไปอีกหนึ่งวัน . อย่างที่สองคือ คำว่า “ยุ่ง” เป็นข้ออ้างที่ดูดีมาก ความจริงอันโหดร้ายคือชีวิตไม่ได้ยุ่งเพราะชีวิตมันยาก แต่ “จงใจยุ่ง” เพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับสิ่งที่สำคัญกว่าแต่โคตรน่ากลัวกว่า . งานที่มีความหมายมักมาพร้อมกับความกลัว ความไม่แน่นอน ความกังวลบางอย่างเสมอ กลัวทำออกมาแล้วไม่ดีพอ กังวลเริ่มแล้วจะเลิกกลางทาง ทำแล้วไม่มีใครสนใจ หรือกลัวได้รู้ว่าตัวเองไม่ได้เก่งอย่างที่คิด . ดังนั้นสมองเลยสร้างกลยุทธ์ป้องกันตัวที่แนบเนียนมากนั่นก็คือการทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้ พอมีคนถามว่า “เมื่อไหร่จะเริ่มโปรเจกต์ที่อยากทำ?” คำตอบคลาสสิกก็จะโผล่มาทันทีว่า “อยากเริ่มนะ แต่ช่วงนี้ยุ่งมาก เดี๋ยวรอทุกอย่างลงตัวก่อน” (อั้นแน่!!!!) . ผมว่าทุกคนคงผ่านมาแล้วทั้งนั้นแหละ ผมก็เคย และตอนนี้ก็ยังมีบ้างอยู่ที่ทำแบบนั้น (ซึ่งต้องคอยกลับมาถามตัวเองบ่อยๆ) ไม่ใช่ไม่มีเวลา แต่เพราะไม่อยากนั่งอยู่กับความกลัว ความไม่มั่นใจ และความเป็นไปได้ที่ตัวเองจะล้มเหลว . มันคือ “การหลบหนี” ที่มารูปแบบของ Google Calendar แหละ . --- . ความจริงส่วนใหญ่นะ…เรารู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไร รู้ว่า “งานที่มีความหมาย” ของตัวเองคืออะไร . อะไรคือสิ่งที่ถ้าทำจริงจัง 2-3 ปีต่อจากนี้ จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปเลย แต่ก็หันไปทำงานยุ่งๆ เหล่านั้นก่อนอยู่ดี . จำไว้ว่าสุดท้าย ชั่วโมงในแต่ละวันก็ต้องถูกใช้ไปกับอะไรสักอย่าง เพราะฉะนั้นคำถามจริงๆ คือคุณกำลังเอาเวลาไปสร้างชีวิตที่คุณอยากไปอยู่รึเปล่า? . แล้วจะเริ่มยังไง? . เลือกสักอย่างที่มีความหมายกับคุณจริงๆ ไม่ต้องเยอะนะครับ เลือกหนึ่งโปรเจกต์ หนึ่งสกิล หนึ่งงาน ที่ถ้าคุณทำต่อเนื่องจะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นแบบมีนัยยะ . กันเวลาไว้ให้มันเลยในแต่ละวัน แค่ 30–60 นาทีที่คุณปิดแจ้งเตือนทุกอย่าง แล้วลงมือทำแบบไม่อธิบายใคร ช่วงเวลานี้คือ “พื้นที่ที่โลกห้ามยุ่ง” . คือช่วงแรกๆ มันจะช้าและอึดอัด แต่คือราคาที่ต้องจ่ายครับ คิดถึงเป้าหมายระยะยาวเข้าไว้ หยุด ‘Busywork’ ได้แล้ว . --- . ชีวิตไม่เคยเว้นช่องว่างให้คุณหรอก ช่องว่างนี้เราต้อง “แย่งคืนมา” เอง . เหมือนที่ Naval บอกถ้าคุณไม่เลือกงานที่มีความหมาย งานที่ไม่มีความหมายจะเลือกคุณแทน แล้วถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนั้นไปเรื่อยๆ วันหนึ่งคุณจะตื่นขึ้นมา พบว่าคุณใช้ชีวิตทั้งชีวิตไปกับการดูแลสิ่งที่ตัวเองไม่เคยอยากได้ตั้งแต่แรกเลยด้วยซ้ำ . เหมือนดั่งคำกล่าวของ James Clear ที่บอกว่า . "You don't need to worry about progressing slowly. You need to worry about climbing the wrong mountain." . “คุณไม่ต้องกังวลหรอกว่าตัวเองจะเดินช้า คุณควรกังวลมากกว่าว่ากำลังปีน ‘ภูเขาผิดลูก’ อยู่หรือเปล่า” . - โสภณ ศุภมั่งมี
ไทย
2
575
596
24K
P retweetledi
maypear 🦊
maypear 🦊@monomaypear·
สมัยทำงานแรกๆ ก็มีคนบอกแบบนี้ ว่าคนเรา 2-3 เดือนมันยังเริ่มปรับตัวอยู่เลยเรื่องงาน กว่าจะะริ่มลงตัวคือ 6 เดือน อยู่ที่ไหนก็อยู่ไปก่อนสัก 6 เดือน ยิ่งถ้าเป็นงานแรกในชีวิตมันปรับจากรั้วมหาลัยมาโลกทำงาน แต่นายญี่ปุ่นบอกโน่น กว่าจะรู้จักงานทั้งหมดคือทำไปเลย 3 ปี ยุคนี้น่าจะไม่ได้ละ
┏ °🅚ㅅ🅨° ᩭᘏᗢ แม่ปังปัง@l_KAY_l

เคยทำงานที่นึงเข้าเดือนที่ 2 แล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่มากๆ (ยกเว้นมีผู้ชายคนนึงที่โคตรเท่ แบบว่า มันใช่มาก แอบมองทุกวัน 55555) เลยคุยกับหัวหน้า พี่เค้าบอกว่าอยากให้ลองทำให้ถึง 6 เดือนเพราะปกติคนเราใช้เวลา 6 เดือนถึงเริ่มปรับตัวได้ เราก็ลองทำดูแต่สุดท้ายครบ 6 เดือนก็ตัดสินใจลาออกเพราะว่างานมันไม่ใช่จริงๆ บางทีเราอาจจะแค่รู้สึกไม่ belong ถ้ามีเงินเก็บมากพอ ก็ลาออกมาหางานใหม่ ถ้าไม่มีเงินเก็บ ก็หางานใหม่ให้ได้ค่อยออก แต่ทำงานต้องทำใจนะว่าทุกที่มันก็มีปัญหาเหมือนกันหมดแหละ หนีจากที่นึงก็จะไปเจออีกที่นึงอาจจะปัญหาเดิม หรือปัญหาใหม่ที่เฮงซวยกว่าเดิม

ไทย
5
7.8K
3.4K
577.6K
P retweetledi
—serin🪐セリん
—serin🪐セリん@moonyserin·
(ระบาย) กำลัง lost มากๆ ตอนได้งานประจำดีใจมากที่จะไม่ต้องท้อแบบช่วงหางานแล้ว แต่ตอนนี้กลับไม่มีความสุขเลย ตัวงานพอทำได้ แต่ไม่แฮปปี้ ทุกวันเหนื่อย ถึงบ้านก็หมดแรง เหมือนไม่ได้ใช้ชีวิตเลย แค่ทำงานให้มีเงินกินข้าว รู้สึกล้มเหลว ตั้งใจใช้ชีวิตมาตลอดแต่เราทำ part ผู้ใหญ่ได้ห่วยมากเลย
ไทย
24
6.7K
4.1K
898.3K
P retweetledi
analog
analog@untitled_90·
ชอบประโยคนี้มาก “คิดมากไปก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ ในเรื่องบางเรื่องเราก็ต้องปล่อยให้มันเป็นแบบที่ควรจะเป็น แล้วเวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเอง”
ไทย
9
10.6K
7.4K
380.6K