Sabitlenmiş Tweet

มีนิทานอีศพสั้นๆมาเล่าให้ฟัง
เหาศรีสะเทือนใจนำเสนอเรื่อง “ แสงจ๋า...ข้ามาแว๊ววววว”
#Prologue ...
กาลครั้งหนึ่งจะว่านานก็ไม่นาน ในป่าดงพงไพรอันกว้างใหญ่อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก พรั่งพร้อมไปด้วยพรรณไม้แปลก ระบบนิเวศก็กึ่งๆจะสมบูรณ์ สัตว์ไม่มีสักตัวให้เห็น เห็ดราขึ้นเต็มโคนต้นไม้
ในดินแดนอันพิศวงนี้ มีกาฝากดินต้นหนึ่งมีชื่อว่า บัวผี ( Bua Pi) มาจากสกุลเดียวกับ บัวผุด ลักษณะทางกายภาพแตกต่างกัน แต่ก็ยังมีกลิ่นเหม็นเช่นผายลม และกลิ่นรุนแรงกว่าบัวผุดหลายเท่าตัว
บัวผี จะมีกลีบเหี่ยวเหมือนดอกอุตพิดใกล้โรย รอบกลีบมีฟันเหมือนกาบต้นกาบหอยแครง ตรงใจกลางดอกมีปากเหมือนหม้อข้าวหม้อแกงลิง และบัวผีอาศัยแสงในการดำรงชีวิต
เกือบสองพันปีที่บัวผีหายไป ไม่มีใครพบเห็น จากการสันนิษฐานจากพืชพันธุ์อื่น คาดว่าบัวผีได้สูญสลายเพราะแสงส่องมาไม่ถึงพื้นดินที่เป็นถิ่นกำเนิดของบัวผี สาเหตุนั้นจากการบดบังของต้นไม้ใหญ่ แล้วเมื่อไม่นานมานี้ ต้นไม้ต้นนั้นได้ถูกผู้บุกรุกตัดโค่น จึงมีแสงส่องลงมาให้บัวผีเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง
“ เฮ้ บัวผี ในที่สุด เธอก็กลับมา” ตองตึง ไม้ยืนต้นที่มีใบใหญ่ หนา และด้าน ร้องทัก
“ใช่ ฉันกลับมาแล้ว แล้วคืนนี้ฉันจะแสดงอิทธิฤทธิ์กลิ่นอันเย้ายวนของฉันให้ฟุ้งทั่วป่าเลย” บัวผีร้องตอบด้วยเสียงแหบแจ่มใส
ตองตึงแอบเบะปาก แล้วตอบบทสนทนาว่า “แน่นอน ใครๆในป่านี้ต้องคิดถึงกลิ่นของเธอแน่” แล้วทำท่าจะอาเจียน
บัวผียิ้มน้อยยิ้มใหญ่ปลาบปลื้มยินดี
“ชั้นจะนอนอาบแดดสักหน่อยหล่ะ คืนนี้จะได้ส่งกลิ่นไปไกลๆ ประกาศแสนยานุภาพ อีพวกสมุนไพรฝั่งนู้นจะได้สั่นสะเทือน” บัวผีกึ่งบอกเล่ากึ่งเปรยกับตองตึง
ไปนอนละ รีครบร้อย ค่อยมาต่อ
#เหาศรีเล่านิทานอีศพ
ไทย















