ねこまた
4.5K posts



ชาวผมร่วงเชื่อเถอะ ถ้าดินไม่ดี ปลูกอะไรก็ตาย เอาง่าย ๆ ถ้า *หนังหัวพัง* ต่อให้ประโคมทรีทเม้นท์แพงหูฉี่ไปที่เส้นผมเยอะแค่ไหน ผมก็ร่วงอยู่ดี เพราะรากมันเอาไม่อยู่อะ ถ้าอยากผมหนาสวือต้องกู้จากรากเท่านั้น กู้จากราก กู้จากราาาก!! โฟกัสถูกที่ชีวิตโคตรเปลี่ยน สวยขึ้นจนคนเก่าทักอะเอ้อ 😆

insight โคตรๆ เด็กสมัยนี้ที่คนอื่นชอบบอกว่าไม่อดทนงั้นคนสมัยก่อนลองมาเป็นหนูสักวันจะได้รู้ว่าทนกับอะไรอยู่บ้าง ads ดีโคตรเป็นโฆษณาขายเสื้อที่ดูจนจบอะ แอบมีน้ำตา ㅠ ㅠ (ป.ล.เสื้อโปโลสวยดีดูใส่ทำได้ทุกอย่างจริงๆ) #warrixpolo #เด็กสมัยนี้ใส่วอริกซ์โปโล


อยากเห็น เบสิค สกินแคร์ ที่ทุกๆคนใช้หน่อยได้มั้ยฮะ ขอแบบไม่เอาตามเทรนด์ อยากได้แบบใช้เองจริงๆฮะ




มึง พี่เขามาจัดอันดับ ค่าห้อง โรงพยาบาลเอกชนที่แพงที่สุดในประเทศไทย อันดับหนึ่งได้แก่ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ค่าห้องคืนเดียว คิดคืนละ 78,000 บาท กูเพิ่งรู้เลยนะว่าแพงขนาดนี้ แพงมากจริงๆ !!!!!!

ทาวันนี้ ซึมวันไหน อยากบอกอะไรกับคนที่กำลังจะซื้อ 😅


มีแต่คนขอคำแนะนำจากคนประสบความสำเร็จ ทำไมไม่มีคนขอคำแนะนำจากคนที่ล้มเหลวดูบ้าง??



ขี้เกียจแต่ก็อยากรวย ลงทุนแค่ 3 กองนี้ ถือได้ยาวๆ จนเกษียณ! l New Gen Investor EP.82 กลยุทธ์การลงทุนแบบ "Lazy Portfolio" หรือพอร์ตการลงทุนสำหรับคนขี้เกียจแต่ฉลาด เพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวครับ แนวคิดหลัก: ขี้เกียจอย่างฉลาด (Lazy but Smart) แนวคิดนี้เริ่มต้นจากการยอมรับความจริงที่ว่า ในระยะยาวแทบไม่มีนักลงทุนหรือผู้จัดการกองทุนคนไหนสามารถเอาชนะตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ, ความล้มเหลวส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการเลือกสินทรัพย์ผิด แต่เกิดจากการพยายามเอาชนะตลาดมากเกินไป และการมองข้ามค่าธรรมเนียมที่กัดกินผลตอบแทน ปรัชญาของ John Bogle (ผู้ก่อตั้ง Vanguard) คือ "อย่ามัวเสียเวลาหาเข็มในกองฟาง แต่จงซื้อกองฟางนั้นทั้งกอง" ซึ่งหมายถึงการไม่พยายามเฟ้นหาหุ้นรายตัวที่จะชนะตลาด (เข็ม) แต่ให้ซื้อหุ้นทั้งตลาด (กองฟาง) ผ่านกองทุนดัชนีหรือ ETF แทน องค์ประกอบของ Lazy Portfolio (สูตร 3 กองทุน) หลักการนี้เน้นการกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพในสินทรัพย์ที่เติบโตดีในระยะยาวและมีต้นทุนต่ำ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก 1. หุ้นสหรัฐฯ (Total US Stock Market): เปรียบเสมือน "กองหน้า" หรือเครื่องยนต์หลักในการสร้างการเติบโต (Growth Engine) 2. หุ้นทั่วโลกนอกสหรัฐฯ (Total International Stock Market): เปรียบเสมือน "กองกลาง" เพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก 3. ตราสารหนี้ (Bond Market): เปรียบเสมือน "กองหลัง" หรือเบรกที่ช่วยประคองพอร์ตไม่ให้เสียหายหนักในช่วงวิกฤตและลดความผันผวน ======= การปรับพอร์ตสำหรับนักลงทุนไทย สำหรับคนไทย มีปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมคือ ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และ ความคุ้นเคย (Home Bias) รายการจึงแนะนำดังนี้ - ส่วนที่ 1 หุ้นสหรัฐฯ ยังคงแนะนำให้ลงทุน 100% ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพราะมีแนวโน้มเติบโตดีในระยะยาว ตัวอย่าง ETF ที่น่าสนใจ เช่น VTI, ITOT, SPY หรือ VOO ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 15 ปี อยู่ที่ประมาณ 13-17% ต่อปี - ส่วนที่ 2 หุ้นนอกสหรัฐฯ เพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังยุโรป ญี่ปุ่น จีน หรือตลาดเกิดใหม่ ตัวอย่าง ETF เช่น VXUS หรือ IXUS ซึ่งมีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี - ส่วนที่ 3 ตราสารหนี้ แนะนำให้ปรับมาใช้ ตราสารหนี้ไทย แทนตราสารหนี้สหรัฐฯ เพื่อลดความกังวลเรื่องความผันผวนของค่าเงินบาทและดอลลาร์ แม้ผลตอบแทนช่วงหลังอาจไม่โดดเด่นเท่าสหรัฐฯ แต่ในระยะยาว (10-15 ปี) ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกันที่ประมาณ 2-3% ต่อปี ====== การจัดสัดส่วนและการดูแลพอร์ต - สูตรของ Bogleheads มักแนะนำที่ 40/40/20 (หุ้นสหรัฐฯ 40%, หุ้นนอกสหรัฐฯ 40%, ตราสารหนี้ 20%) - การปรับตามอายุ - คนรุ่นใหม่ (20+ ปี): รับความเสี่ยงได้สูง อาจเพิ่มหุ้นเป็น 90% (45/45) และลดตราสารหนี้เหลือ 10% - วัยใกล้เกษียณ: ควรลดสัดส่วนหุ้นลงเพื่อความปลอดภัย เช่น ปรับเป็น หุ้นสหรัฐฯ 30%, หุ้นโลก 30%, และตราสารหนี้ 40% - การ Rebalancing: หากสัดส่วนเปลี่ยนไปมากเนื่องจากราคาดัชนีที่พุ่งสูงขึ้น ควรขายส่วนที่เกินและซื้อส่วนที่ขาดเพื่อรักษาความสมดุลของพอร์ตตามแผนเดิม ===== บทสรุป - การลงทุนแบบขี้เกียจไม่ได้แปลว่าไม่ใส่ใจ แต่เป็นการยอมรับว่าเราไม่จำเป็นต้องชนะตลอดเวลา - วิธีนี้จะไม่ทำให้เราได้ผลตอบแทนดีที่สุดหรือแย่ที่สุด แต่จะอยู่กลางตารางเสมอ และสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ - คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยได้ประมาณ 7-9% ต่อปี โดยไม่ต้องใช้เวลาหรือฝีมือในการคัดเลือกหุ้นมากนัก สรุป เราควรออมในสินทรัพย์ที่ถูกต้องและปล่อยให้เวลาทำงานครับ ^^ #FunManager









สูตรจ้า เผื่อทำกินวันสงกรานต์ ปรับสูตรมาจากสูตรข้าวอบเห็ดกรอบมิโสะร้านโมโมฟุกุที่เป็นไวรัลอยู่ช่วงนึง ปรับสูตรแบบไม่ใช้เตาอบ+เครื่องปรุงเท่าที่มี เครื่องปรุง สำหรับ 4 ที่ -ข้าวญี่ปุ่นหรือถ้าใครซื้อข้าวโดยบือโปะโหละโพปรีไปก็ใช้ได้ 1.5ถ้วยตวง ซาวให้สะอาด แช่น้ำไว้ 30นาทีขึ้นไป


แน่ดิ่ บ้านผมก็กดไป 4 ตัวแล้ว ช่วยดึงมีน 😂

ลองให้ ai คำนวน อ่านเอาสนุกๆละกัน ปกติ รถอีวี รับประกันแบต 8 ปี แต่ในการคำนวณค่าเสื่อมใช้ที่ 15 ปีเลย  เราจะใช้เงื่อนไขเดียวกันทั้งหมด • ระยะทาง 20,000 กม./ปี • เฉลี่ย 1,667 กม./เดือน • ชาร์จบ้าน 70% • ชาร์จนอกบ้าน 30% • EV คิดค่าเสื่อมแบต 15 ปี


นี่ซื้ออัลติสมือสองปี 2011 ตอนอายุ 18 ราคาราวๆ 200k ซื้อสดไม่โดนดอกเบี้ยแพง ปีนี้ 28 ละ ก็ยังใช้คันเดิมอยู่ ไม่งอแง ประกันถูก อะไหล่หาง่าย ราคาไม่ค่อยตก วีออสมือสองตัวเก่าหน่อยราคา 50-100k เลือกที่ไม่มีผีสิง ก็อยู่ได้อีกยาวๆ เหมาะสำหรับวัยรุ่นสร้างตัว rather than สร้างภาพ




