Stocker Day

4K posts

Stocker Day banner
Stocker Day

Stocker Day

@stocker_day

เปลี่ยนโลกการลงทุนที่แสนยาก ให้เข้าใจง่ายขึ้น Crypto | ทองคำ ติดต่องาน : inbox Facebook : https://t.co/3ZihUkNdA3

Katılım Temmuz 2021
202 Takip Edilen12.5K Takipçiler
Sabitlenmiş Tweet
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
CK @ckfastwork แนะนำหุ้นชิป 3 ตัว หลังผ่านไป 6 เดือน ดั๊นขึ้นยับทุกตัว แม่นยิ่งกว่าหมอดู55555 . ไม่นานมานี้มีคลิปน้องคนนึงมาถาม CK เรื่องหุ้นชิป ประมาณว่าช่วงนี้ตัวไหนน่าสนใจ ตัวไหนน่าซื้อบ้าง . CK ก็ไล่แนะนำไปทีละตัว ทั้ง Micron, Intel และ AMD . ไป ๆ มา ๆ หุ้นทั้ง 3 ตัว ราคาวิ่งแรงทุกตัวแบบเรียงคิวกันมาเลย . เท่านั้นไม่พอ มีตัวนึงที่ CK แนะนำให้วันนี้ พรุ่งนี้หุ้นพุ่งเกือบ 20% โคตรแม่น55555 (แต่ CK บอกเองว่า อันนี้ฟลุ้คนะ 🤣) . -เริ่มจาก Intel บริษัทชิปเก่าแก่ของสหรัฐฯ เด่นเรื่อง CPU และโรงงานผลิตชิปของตัวเอง . ก่อนหน้านี้ CK เคยแนะนำไว้ แล้วล่าสุดผลประกอบการออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด บวกกับมุมที่ CK มองว่า สหรัฐฯ ยังไงก็ต้องหนุนบริษัทชิปของตัวเอง . เพราะ Intel ไม่ได้เป็นแค่หุ้นเทค แต่มันเป็นหนึ่งในบริษัทชิปสำคัญที่สหรัฐฯ อยากดันให้ผลิตในประเทศ . ราคาหุ้นก็เลยเด้งขึ้นมาอีกรอบ . -ต่อมาคือ AMD บริษัทออกแบบชิป ที่หลายคนรู้จักจาก CPU, GPU และชิปสำหรับ Data Center . ตัวนี้ CK ก็เคยพูดถึงเหมือนกัน แล้วตอนนี้ราคาบวกขึ้นมาแล้วประมาณ 45% เหตุผลหลัก ๆ คือมันอยู่ในธีม AI และชิปประมวลผล ที่ตลาดยังให้ความสนใจอยู่ . ตัวนี้น้องในคลิปเอง ยอมรับว่า CK บอกแล้ว แต่ไม่ได้ซื้อไว้ กลายเป็นหุ้นที่รู้ว่าดี แต่ไม่ได้ขึ้นรถไปด้วยซะงั้น . -ตัวที่พีคสุดคือ Micron บริษัทผลิต Memory Chip พวกชิปหน่วยความจำที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และ Data Center . ตอน CK เคยพูดถึง ราคายังอยู่แถว 40 กว่าเหรียญ แต่ตอนนี้ขึ้นมาแถว 120 เหรียญแล้ว เท่ากับ 3 เด้งนิ่ม ๆ . เหตุผลสั้น ๆ คือ Micron ได้แรงหนุนจากความต้องการ Memory ที่โตตามกระแส AI และ Data Center เหมือนกัน . ฟังคลิปนี้แล้วเหมือนโดนเตือนเบา ๆ ว่า บางทีคนที่พลาด ไม่ใช่คนที่ไม่รู้ข่าว . แต่คือคนที่รู้แล้วไม่กล้าซื้อ หรือซื้อแล้วรีบขาย ลงจากรถเร็วเกินไป . เพราะหุ้นบางตัว ถ้าอยู่ในธีมใหญ่จริง ๆ มันอาจไม่ได้วิ่งแค่รอบสั้น ๆ แต่มันค่อย ๆ พาเราไปไกลกว่าที่คิด . เอาเป็นว่า รอบหน้า CK พูดถึงหุ้นชิปตัวไหน ตั้งใจฟังกันให้ดีนะ จะไม่ดื้อแล้ว55555 . แต่ไม่ได้แปลว่าต้องซื้อตาม ck ทุกอย่าง แค่ที่ผ่านมา แกชี้มาแต่ละตัว ไม่ธรรมดานาา😂
Stocker Day tweet media
ไทย
5
1.1K
1.8K
130.1K
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
ถ้าใครตามข่าวเทคช่วงนี้ น่าจะเห็นว่า Apple กับ OpenAI มีความสัมพันธ์ที่น่าสนใจมากครับ . ก่อนหน้านี้ Apple ดึง ChatGPT เข้าไปอยู่ใน Apple Intelligence ทำให้ผู้ใช้ iPhone ใช้ AI ของ OpenAI ผ่านระบบของ Apple ได้ง่ายขึ้น . ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นพาร์ทเนอร์กัน  . แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา Apple กลับยื่นฟ้อง OpenAI โดยกล่าวหาว่ามีการขโมยความลับทางการค้าด้านฮาร์ดแวร์ . เรื่องนี้เลยน่าจับตา เพราะมันอาจไม่ใช่แค่คดีข้อมูลลับ แต่มันเกี่ยวกับอนาคตของ iPhone โดยตรงด้วย  . และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่แอดสรุปมาให้อ่านกันครับ . 1. OpenAI ไม่อยากเป็นแค่ “สมอง” ในเครื่องของคนอื่น . ที่ผ่านมา OpenAI โตจาก ChatGPT และโมเดล AI หรือพูดง่าย ๆ คือเก่งมากในฝั่ง “สมอง” ของ AI . แต่สมองนั้นยังต้องอาศัยอุปกรณ์ของคนอื่น เช่น iPhone, Android หรือคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ . นี่เลยทำให้การมีฮาร์ดแวร์ของตัวเอง อาจเป็นก้าวสำคัญ  . เพราะ OpenAI จะไม่ต้องพึ่งแค่ระบบของ Apple หรือ Google เหมือนเดิมแล้ว . ยิ่งหลัง OpenAI ซื้อ io บริษัทฮาร์ดแวร์ที่มี Jony Ive อดีตดีไซเนอร์ระดับตำนานของ Apple อยู่เบื้องหลังอีก . ตลาดเลยเริ่มมองว่า OpenAI อาจจริงจังกับการสร้าง “อุปกรณ์ AI” ของตัวเองมากขึ้น . 2. Apple ฟ้องเรื่องอะไร? . Apple กล่าวหาว่า OpenAI, io และอดีตพนักงาน Apple บางราย เกี่ยวข้องกับการนำความลับด้านฮาร์ดแวร์ของ Apple ไปใช้ . มีทั้งประเด็น - การเข้าถึงไฟล์ลับ - การดึงข้อมูลเชิงเทคนิคจากคนของ Apple - และการเข้าหาซัพพลายเออร์ที่เคยทำงานกับ Apple . สิ่งที่ Apple หวงจึงไม่ใช่แค่ดีไซน์สวย ๆ แต่คือ Know-how ทั้งระบบที่ทำให้ iPhone กลายเป็นสินค้าหลักของบริษัท . 3. ทำไมเรื่องนี้อาจกระทบ iPhone? . ถ้า OpenAI ทำอุปกรณ์ AI สำเร็จ พฤติกรรมผู้ใช้อาจเปลี่ยนจาก “หยิบมือถือ เปิดแอป” ไปเป็นการคุยกับอุปกรณ์ AI โดยตรงแทน . iPhone อาจไม่ได้หายไปทันที แต่บทบาทของมันในฐานะประตูหลักสู่โลกดิจิทัล อาจถูกท้าทายมากขึ้น . นี่เลยทำให้คดีนี้ใหญ่กว่าเรื่องพนักงานย้ายงาน มันลึกไปถึงคำถามที่ว่า ใครจะเป็นเจ้าของอุปกรณ์หลักในยุค AI ด้วย 4. ทั้งหมดนี้ยังเป็นข้อกล่าวหา . ต้องย้ำว่า เรื่องนี้ยังอยู่ในชั้นคดี สิ่งที่ Apple พูดคือข้อกล่าวหา ไม่ใช่ข้อสรุปของศาล . ฝั่ง OpenAI ก็ปฏิเสธว่าไม่ได้สนใจความลับทางการค้าของบริษัทอื่น และยืนยันว่าโฟกัสกับการสร้างนวัตกรรมของตัวเอง . สุดท้าย คดีนี้ยังต้องติดตามต่อครับ . เพราะผลลัพธ์อาจกระทบทั้งแผนฮาร์ดแวร์ของ OpenAI และอนาคตของอุปกรณ์ AI ที่อาจมาท้าทาย iPhone . ไม่ว่าฝั่งไหนจะชนะ สิ่งที่ชัดขึ้นคือ สงคราม AI รอบต่อไปอาจไม่ได้แข่งกันแค่โมเดลใครฉลาดกว่า  . แต่แข่งกันว่า ใครจะเป็นเจ้าของอุปกรณ์ที่เราใช้คุยกับ AI ทุกวันมากกว่า.. ใครอยากติดตามหุ้น Apple, OpenAI หรือหุ้นเทคสหรัฐอื่น ๆ ไปดูต่อได้บน Webull ครับ สมัคร Webull ผ่านลิงก์ของแอดได้ที่นี่ webull.co.th/k/KOL_StockerD…
Stocker Day tweet media
ไทย
0
1
2
604
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
หยุดยาวช่วงสิ้นเดือนนี้ ใครยังไม่มีแพลนเที่ยว...แอดขอแนะนำ 4 ภูเขาสุดฮิต 🤣 . 📍เขาอวกาศ 📍เขาแดนกิมจิ 📍เขาความจำ 📍เขานักเก็บข้อมูล . วิวสวยไหมไม่รู้...แต่ยอดดอยสูงจนหูอื้อแล้วครับ 😂
Stocker Day tweet media
ไทย
0
0
0
392
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
🔴 ล่าสุดสถานการณ์ตะวันออกกลางยังตึงเครียดต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 แล้วครับ . ใครไม่ค่อยได้ตามช่วงนี้ นี่คืออัปเดตข่าวล่าสุดแบบสั้น ๆ ครับ 👇 . 🔹 IRGC ขู่ปิดเส้นทางพลังงานในตะวันออกกลาง เพื่อตอบโต้การปิดล้อมและการโจมตีของสหรัฐฯ . 🔹 จุดที่ตลาดโลกจับตาคือช่องแคบฮอร์มุส เพราะเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสำคัญที่สุดของโลก . 🔹 ฝั่งสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน รวมถึงระบบป้องกันชายฝั่ง และจุดยิงขีปนาวุธบริเวณเกาะ Greater Tunb ซึ่งอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุส . 🔹 ฝั่งอิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรน โจมตีพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ ในบาห์เรน จอร์แดน และคูเวต . 🔹 มีรายงานว่าคูเวตสามารถสกัดโดรนได้ 21 ลำ และขีปนาวุธ 4 ลูก โดยยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต . 🔹 ตลาดกังวลว่า หากเส้นทางพลังงานถูกปิดหรือถูกรบกวนหนักขึ้น ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และเงินเฟ้อทั่วโลกอาจถูกดันขึ้นพร้อมกัน . 🔹 สงครามที่ยืดเยื้อยังทำให้นักวิเคราะห์กังวลว่า สหรัฐฯ อาจใช้ขีปนาวุธสำคัญจำนวนมาก เช่น Tomahawk, THAAD และ Patriot จนกระทบความพร้อมในการรับมือความเสี่ยงในภูมิภาคอื่น . 📊 ตัวเลขตลาดที่เปลี่ยนหลังข่าวออก . 🛢️ Brent: 🔺 ขึ้นราว 1% จาก $84.95 เป็น $85.93 ต่อบาร์เรล และบางรายงานระบุแตะโซน $86 . 🛢️ WTI: 🔺 ขึ้นราว 1.6% จาก $79.60 เป็น $80.56 ต่อบาร์เรล . 🔻 S&P 500: เคยถูกกดดันลงราว 0.8% ในวันที่ตลาดกังวลข่าวฮอร์มุส . 🔻 Nasdaq: ร่วงแรงกว่าตลาดรวม ประมาณ 1.6% เพราะหุ้นเทคและชิปถูกขายลดความเสี่ยง . 🔻 Dow Jones: ลดลงราว 0.3% . 🔺 หุ้นพลังงาน: สวนตลาด บวกประมาณ 3.2% จากแรงหนุนราคาน้ำมัน . 🔻 หุ้นเทค: กลุ่ม Information Technology ลดลงราว 2.1% . 🔻 เอเชีย: Kospi เกาหลีใต้ร่วง 6.6% และ Nikkei ญี่ปุ่นลดลง 2.8% จากแรงกดดันทั้งสงครามและหุ้นชิป . อ้างอิง: AP, The Guardian, Business Insider, Times of India
Stocker Day tweet media
ไทย
1
0
1
580
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
🏦 TRX ก้าวสู่เวทีสถาบัน! ธนาคารคริปโตสหรัฐเปิดให้ Stake ได้แล้วอย่างเป็นทางการ . ที่ผ่านมา หลายคนอาจรู้จัก TRON ในฐานะเครือข่ายที่ใช้โอน USDT กันเยอะมาก เพราะเร็ว ค่าธรรมเนียมต่ำ และมีการใช้งานจริงในฝั่ง Stablecoin . แต่ล่าสุด TRON กำลังขยับไปอีกขั้นครับ . เพราะ Anchorage Digital แพลตฟอร์มคริปโตสำหรับสถาบัน และเป็นเจ้าของ Anchorage Digital Bank ซึ่งเป็นธนาคารคริปโตที่ได้รับใบอนุญาตระดับ Federal เจ้าแรกของสหรัฐ . ประกาศเปิดให้สถาบันสามารถ Stake เหรียญ TRX ได้โดยตรงแล้ว . พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่สถาบันอาจแค่ฝากดูแลสินทรัพย์บน TRON ได้ ตอนนี้สามารถนำ TRX ไป Stake เพื่อรับผลตอบแทนจากเครือข่ายได้ด้วย . เรื่องนี้สำคัญเพราะนักลงทุนสถาบันไม่ได้ถือคริปโตแบบรายย่อย เขาต้องการระบบ Custody ที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และอยู่ภายใต้การกำกับดูแล . ดังนั้น การที่ Anchorage เพิ่ม Native TRX Staking และรองรับสินทรัพย์ TRC-20 จึงเหมือนการเปิดทางให้สถาบันเข้าถึง TRON ได้ลึกขึ้น ไม่ใช่แค่ถือเหรียญ แต่เริ่มมีส่วนร่วมกับเครือข่ายโดยตรง . 📊 และถ้ามองจากพื้นฐาน TRON เอง ตัวเลขก็ไม่เล็กเลยครับ . 🔹 บัญชีผู้ใช้งานรวมกว่า 392 ล้านบัญชี 🔹 ธุรกรรมรวมมากกว่า 14,000 ล้านครั้ง 🔹 TVL มากกว่า 26,000 ล้านดอลลาร์ 🔹 USDT หมุนเวียนบนเครือข่ายมากกว่า 90,000 ล้านดอลลาร์ . นี่เลยทำให้ TRON ไม่ได้เป็นแค่เชนที่คนใช้โอน Stablecoin เท่านั้น แต่เริ่มถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สถาบันสามารถเข้ามาใช้งานได้มากขึ้น . ⚠️ อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่า ข่าวนี้ไม่ได้แปลว่าเงินสถาบันจะไหลเข้า TRX ทันที หรือราคาจะต้องขึ้นในระยะสั้น . แต่มันคืออีกหนึ่งสัญญาณว่า TRON กำลังค่อย ๆ ขยับจากโลก Retail เข้าสู่โครงสร้างที่สถาบันการเงินเข้าถึงได้จริงมากขึ้นครับ @justinsuntron @trondao @TronDao_THA . #TRONGlobalFriends #TRON
Stocker Day tweet media
ไทย
0
0
1
427
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
หลายคนเริ่มวางแผนการเงินได้ดีแล้วครับ มีเงินสำรอง เริ่มลงทุน DCA มีสวัสดิการบางส่วน . แต่พอถึงเรื่อง “ประกัน” เชื่อว่าหลายคนมาถึงจุดนี้แล้วงงทันที เพราะไม่รู้ว่าควรเริ่มจากประกันสุขภาพ โรคร้ายแรง หรืออุบัติเหตุก่อนดี . -ซื้อเท่าไหร่ถึงพอ? -แบบจ่ายทิ้งคุ้มไหม? -ถ้ามีสวัสดิการอยู่แล้ว ยังต้องซื้อเพิ่มหรือเปล่า? . ประกันเลยไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนลงทุน แต่มันคือเครื่องมือที่ช่วยกันไม่ให้ “เหตุไม่คาดคิด” มาทำลายแผนการเงินที่เราค่อย ๆ สร้างมา . และนี่คือสรุปจาก The Money Coach ที่แอดว่าคนเริ่มวางแผนการเงินควรรู้ครับ . 1. ประกันไม่ใช่การลงทุน แต่คือเครื่องมือกันความเสี่ยง . หลายคนไม่อยากซื้อประกัน เพราะรู้สึกว่าเป็นเงินจ่ายทิ้ง . แต่ถ้ามองอีกมุม ประกันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เรารวยขึ้น แต่มีไว้เพื่อกันเหตุการณ์ที่เรา “จ่ายเองไม่ไหว” ต่างหาก . ถ้าเป็นค่ารักษาเล็ก ๆ เราอาจใช้เงินสำรองได้แต่ถ้าเป็นค่ารักษาหลักแสน หลักล้าน หรือโรคร้ายแรงที่ต้องหยุดงานยาว ๆ . ตรงนี้อาจกระทบทั้งเงินเก็บและพอร์ตลงทุนโดยตรงได้ 2. มือใหม่ควรเริ่มจากประกันแบบไหน? . ถ้ายังงงมาก ๆ ให้เริ่มจากความเสี่ยงที่เรารับเองไม่ไหวก่อนครับ . - ประกันสุขภาพ = ช่วยเรื่องค่ารักษา โดยเฉพาะกรณีต้องนอนโรงพยาบาล - ประกันโรคร้ายแรง = ช่วยให้มีเงินก้อนเมื่อเจอโรคใหญ่ เช่น มะเร็ง หัวใจ หรือหลอดเลือดสมอง - ประกันอุบัติเหตุ = เบี้ยไม่สูงมาก เหมาะกับการปิดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิดในชีวิตประจำวัน . ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกอย่างพร้อมกันทันที แต่ควรเข้าใจก่อนว่า แต่ละแบบช่วยปิดความเสี่ยงคนละจุด 3. ไม่ต้องซื้อแพงที่สุด แต่ต้องจ่ายไหวระยะยาว . อีกจุดที่สำคัญคือ ถ้างบยังจำกัด อาจเริ่มจากแผนที่จ่ายไหวก่อน แล้วค่อยเพิ่มความคุ้มครองเมื่อรายได้มากขึ้นแทน . เพราะประกันที่ดี ไม่ใช่ประกันที่ดูคุ้มที่สุดบนกระดาษ แต่คือประกันที่เราจ่ายไหว และถือได้นานพอในวันที่จำเป็นต้องใช้จริง . 4. มีสวัสดิการแล้ว ยังต้องมีประกันเพิ่มไหม? . คำตอบคือ ต้องดูว่าสวัสดิการที่เรามี “ครอบคลุมแค่ไหน” และครอบคลุมเฉพาะค่ารักษา หรือครอบคลุมค่าใช้จ่ายอื่นในชีวิตด้วย . เพราะเวลาเจอโรคร้ายแรง สิ่งที่ตามมาไม่ได้มีแค่บิลโรงพยาบาล . แต่ยังมีค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายช่วงพักฟื้น รายได้ที่อาจหายไป หรือค่าใช้จ่ายในบ้านที่เพิ่มขึ้น . ดังนั้น ต่อให้มีสวัสดิการอยู่แล้ว ประกันโรคร้ายแรงแบบได้เงินก้อนก็ยังอาจมีประโยชน์ เพราะช่วยให้เรามีเงินไว้จัดการชีวิตช่วงนั้น โดยไม่ต้องรีบถอนเงินลงทุนออกมาใช้ก่อนเวลานั่นเอง . ใครอยากได้ความรู้เรื่องประกันแบบเต็ม ๆ ไปฟังโค้ชหนุ่มกันได้ที่ . มือใหม่เลือกประกัน เริ่มต้นอย่างไร? ประกันสุขภาพ โรคร้ายแรง หรืออุบัติเหตุ? l TMC Podcast EP.109 โลดด
Stocker Day tweet media
ไทย
0
245
250
228.2K
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
ปกติเรามักถูกสอนกันว่า ทองคำคือ Safe Haven ถือยาวได้แบบชั่วลูกชั่วหลานใช่มั้ยครับ . ยิ่งโลกมีทั้งสงคราม เงินเฟ้อ ค่าเงินผันผวน และความไม่แน่นอนสูง ทองคำก็ยิ่งถูกมองว่าเป็นที่หลบภัยของเงินมากขึ้น . แต่เชื่อมั้ยครับว่า คุณพิชัย จาวลา กลับมีอีกมุมองที่สวนทางกับสิ่งคนส่วนใหญ่เชื่อเลย . นั่นคือ ทองคำอาจไม่ได้เป็น "สินทรัพย์แห่งอนาคต" แบบที่คนส่วนใหญ่เชื่อแล้ว (ใครสาย Bitcoin น่าจะคุ้นชื่อแกกันดี แทงสวนตลอด55555) . แต่นั่นแหล่ะครับ สิ่งที่น่าสนใจ และนี่คือมุมมองของแกในรอบนี้ด้วย 1. ทำไมทองคำอาจไม่ปลอดภัยตลอดไป . ในมุมคุณพิชัย ทองคำยังอาจขึ้นต่อในรอบนี้ได้ แต่ระยะยาวแกมองว่าทองคำกำลังเข้าสู่โค้งท้ายของรอบใหญ่ . เหตุผลคือ แกมองว่าในอีก 10-20 ปีข้างหน้า Quantum Computer และ AI อาจเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์สร้างวัสดุไปทั้งหมด . ถ้าเทคโนโลยีสามารถสร้างหรือสังเคราะห์วัสดุใหม่ ๆ ที่เบากว่า แข็งแรงกว่า หรือมีคุณสมบัติดีกว่าทองคำได้ ความหายากของทองคำก็อาจถูกตั้งคำถาม . วันหนึ่งทองคำอาจเหลือสถานะเป็นแค่ "หินสีเหลือง" ถ้ามันถูกทำซ้ำในห้องแล็บได้ไม่จำกัด . อันนี้ต้องบอกก่อนว่าเป็นมุมมองที่ถกเถียงได้มาก . แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แกไม่ได้มองทองจากอดีต แต่มองจากโลกอนาคตที่เทคโนโลยีอาจเปลี่ยนกติกาของความหายากไปด้วย . 2. Bitcoin ก็ถูกมองว่าอาจไม่ใช่คำตอบระยะยาว . คุณพิชัยมองว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยจิตวิทยาของราคาและเรื่องเล่าค่อนข้างมาก . ตอนราคายังต่ำ คนส่วนใหญ่มักไม่กล้าเชื่อ . แต่พอราคาขึ้นแรง มีสตอรี่ มีสถาบันเข้ามา และมีคนพูดถึงเยอะขึ้น คนจำนวนมากกลับเริ่มมั่นใจในจังหวะที่ความเสี่ยงสูงขึ้นแล้ว . ในมุมนี้ Bitcoin จึงไม่ใช่สินทรัพย์ที่คุณพิชัยมองว่าเหมาะกับการถือยาว เพราะไม่ได้มีกระแสเงินสดหรือ Valuation ให้ประเมินได้ชัดเจนเหมือนธุรกิจ . 3. แล้วอะไรคืออนาคต . คำตอบที่หลายคนอาจแปลกใจคือ ดอลลาร์สหรัฐ และบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ของอเมริกา . แม้คนจำนวนมากจะกังวลเรื่องหนี้ของสหรัฐ แต่คุณพิชัยมองว่า ดอลลาร์ยังมีเศรษฐกิจ นวัตกรรม บริษัทระดับโลก เทคโนโลยี และอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์หนุนอยู่ . โดยเฉพาะ Google หรือ Alphabet ที่แกมองว่าเกี่ยวข้องกับอนาคตของ Quantum AI . 4. อินเดียคือจุดที่ต้องระวัง . อีกประเด็นที่น่าสนใจมากคือ คุณพิชัยเตือนเรื่องอินเดีย . ในวันที่คนทั้งโลกพูดถึงอินเดียว่าเป็นประเทศเติบโตสูง ประชากรเยอะ และเป็นโอกาสใหญ่ แกกลับมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณของฟองสบู่ . เพราะก่อนฟองสบู่แตก หลายครั้งตลาดมักเต็มไปด้วยข่าวดี ความมั่นใจ และเรื่องเล่าที่สวยงามมาก . แกจึงมองว่าเศรษฐกิจอินเดียอาจมีความเปราะบางกว่าที่หลายคนคิด . และในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก คำว่า Safe Haven อาจต้องถูกถามใหม่เรื่อย ๆ ว่า . ทองคำยังมีเหตุผลให้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในอนาคต หรือเราแค่เชื่อแบบนั้น เพราะอดีตมันเคยเป็นกันแน่ ? . 5. สรุปคือมุมคุณพิชัยไม่ได้บอกว่า ทองห่วย หรือ Bitcoin ไร้ค่า แต่แกกำลังบอกว่าอย่าถือสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง เพียงเพราะ เขาว่ากันมา . และที่น่าคิดคือ ถ้าธีสิสของแกถูก ดอลลาร์ยังคุมเกมโลกอยู่ และดอลลาร์แบบสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Stablecoin ก็เข้าถึงได้แล้วในไทย เพราะ ก.ล.ต. อนุญาตให้ USDT และ USDC ซื้อขายบนศูนย์ซื้อขายที่มีใบอนุญาตได้ตั้งแต่ มี.ค. 68 . บน BINANCE TH เลยมีทั้งฝั่ง Stablecoin ไว้พักเงินตามธีสิสดอลลาร์ และมี BTC ไว้สำหรับคนที่มองต่างจากคุณพิชัย . แถมคู่ USDC/USDT ตอนนี้ค่าธรรมเนียม 0% ด้วย . แต่ก็ต้องบอกตรง ๆ นะครับว่า Stablecoin ไม่ใช่สินทรัพย์ที่ไร้ความเสี่ยง มันคือการรับความเสี่ยงของผู้ออกเหรียญ และอัตราแลกเปลี่ยนแทน และมันไม่ใช่เงินฝากธนาคาร ก่อนจะเทไปทางไหน ศึกษาให้ดีก่อนน้า . แล้วเพื่อน ๆ ล่ะครับ ทีมทอง ทีม Bitcoin หรือทีมดอลลาร์ มาแชร์กันได้เลย . ใครอยากฟังคุณพิชัย พูดเรื่องนี้แบบจุใจ 1 ชม. เต็ม ไปดูที่บ้านแดงได้เลยที่ . ทองคำไม่ใช่อนาคต จุดจบอยู่ตรงไหน? [อันตรายจากเศรษฐกิจอินเดีย ทองคำ และ quantum Ai ] พิชัย จาวลา ช่อง Money Chat Thailand โลดด . ━━━━━━━━━━━━━ ⚠️ คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ . 📌 โพสต์นี้เป็นคอนเทนต์ที่จัดทำโดยทางเพจเองในฐานะ BINANCE TH Affiliate ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการแนะนำผู้ใช้บริการเกี่ยวกับโทเคนดิจิทัลเท่านั้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุนหรือการชักชวนให้ลงทุน ผู้ที่สนใจควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาความเหมาะสมก่อนตัดสินใจลงทุน . 🔗 ใครยังไม่มีบัญชี BINANCE TH สมัครที่ accounts.binance.th/th/register?re…
Stocker Day tweet media
ไทย
0
1
6
1.1K
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
หลายคนมองว่า ถ้าลงทุนใน S&P 500 แล้วได้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 10% ต่อปี ก็ถือว่าดีมากแล้ว . ซึ่งก็จริงครับ เพราะถ้าเทียบกับการฝากเงิน หรือการไม่ลงทุนเลย S&P 500 ยังเป็นสินทรัพย์ที่แข็งแรงมากในระยะยาว . แต่ในไลฟ์ของคุณพอล ภัทรพล ที่แอดไปดูมา กลับมีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นอีก . แกบอกว่า ผลตอบแทน 10% ต่อปี อาจไม่ได้ทำให้เรารวยขึ้นมากอย่างที่คิด แต่อาจเป็นแค่การ "รักษาอำนาจซื้อ" เอาไว้เท่านั้น . 1. ทำไม 10% ต่อปี อาจไม่พอ? . คุณพอลอธิบายว่า ตั้งแต่ช่วงวิกฤตซับไพรม์ปี 2007 เป็นต้นมา ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจโลก หรือ Money Supply ถูกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี . พอเงินถูกพิมพ์ออกมาเรื่อย ๆ เงินสดที่เราถืออยู่ก็มีมูลค่าลดลง . นี่คือเหตุผลที่เรารู้สึกว่า -บ้านแพงขึ้น -หุ้นแพงขึ้น -ทองแพงขึ้น -หรือค่าครองชีพแพงขึ้น . อีกมุมหนึ่งอาจไม่ใช่แค่ "ของแพงขึ้น" แต่เป็นเพราะ "เงินของเราด้อยค่าลง" ด้วย . 2. เงินเฟ้อกับค่าครองชีพ อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน . ตัวเลขเงินเฟ้อที่เราเห็นตามข่าว อาจอยู่ระดับ 2-3% . แต่ค่าใช้จ่ายจริงในชีวิต เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเรียน ค่าบ้าน หรือราคาสินทรัพย์ อาจโตเร็วกว่านั้นมาก . ดังนั้นถ้าเราลงทุนได้ 10% ต่อปี แต่ต้นทุนชีวิตจริงก็โตใกล้ ๆ กัน ผลตอบแทนที่ดูดี อาจไม่ได้แปลว่าเรารวยขึ้นมาก . แต่อาจแปลว่าเราแค่ไม่แพ้เกมเงินเฟ้อเท่านั้น . 3. แล้วอะไรเคยชนะ S&P 500? . -Nasdaq 100 เคยชนะ S&P 500 ได้ชัดเจน โดยย้อนหลังราว 10 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ใกล้ระดับ 20% ต่อปี เพราะได้แรงหนุนจากหุ้นเทคขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่ม Magnificent 7 . -ทองคำ ช่วง 5 ปีหลังทำผลงานดีมาก ตัวเลขขึ้นมาราว 150% เทียบกับ S&P 500 ที่ขึ้นราว 70-80% จากแรงหนุนเรื่องการพิมพ์เงิน เงินเฟ้อ ความไม่แน่นอน และธนาคารกลางหลายประเทศทยอยซื้อทองคำเพิ่ม . -หุ้นไทยโดยรวมช่วง 5 ปีหลังยังสู้ S&P 500 ได้ยาก โดย SET Index ให้ผลตอบแทนติดลบ และมีเพียงบางตัวที่โดดเด่นจริง เช่น Delta, Gulf และ AOT . 4. ทำไม Bitcoin และ Crypto ถูกพูดถึงมาก? . นั่นเพราะ Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ชนะ S&P 500 ได้ชัดเจนมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา . เหตุผลหลักคือ Bitcoin มีจำนวนจำกัด 21 ล้านเหรียญ และปัจจุบันถูกขุดออกมาแล้วกว่า 94% . เมื่อของมีจำกัด แต่ความสนใจจากสถาบัน กองทุน บริษัทใหญ่ และบางประเทศเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตลาดจึงเริ่มมอง Bitcoin ไม่ใช่แค่ของเก็งกำไรแบบเดิม . 5. อีกประเด็นคือ อนาคตของ Agentic AI . ถ้าในอนาคต AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้น AI เหล่านี้อาจต้องใช้ Crypto Wallet เข้าช่วยในการทำธุรกรรม เพราะเปิดบัญชีธนาคารแบบคนทั่วไปไม่ได้ . แต่ก็ต้องพูดให้ครบว่า แม้มองแล้ว ผลตอบแทนสูงก็จริง แต่มันมาพร้อมความเสี่ยงสูงด้วยเช่นกัน . Bitcoin และ Crypto จึงไม่ควรเอาเงินทั้งหมดไปทุ่มโดยไม่เข้าใจ . 6. สรุปแล้วประเด็นที่คุณพอลชวนคิดคือ ในโลกที่เงินเฟียตค่อย ๆ ด้อยค่า การถือเงินสดอย่างเดียวอาจไม่พอ หลายคนเลยเริ่มมองหาสินทรัพย์ที่จำกัดจำนวนอย่าง Bitcoin มาเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต . ใครที่สนใจอยากเริ่มศึกษาและทยอยสะสม Bitcoin หรือคริปโทฯ แบบมีวินัย แนะนำให้เริ่มบนแพลตฟอร์มที่ได้ใบอนุญาตในไทยอย่าง BINANCE TH จะได้เทรด/สะสมเหรียญแบบสบายใจ ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ไทย . แต่ย้ำเหมือนที่คุณพอลบอกนะครับ ผลตอบแทนสูงมาพร้อมความเสี่ยงสูง อย่าทุ่มหมดหน้าตัก แบ่งสัดส่วนให้เหมาะกับที่เรารับไหว แล้วค่อย ๆ สะสมในระยะยาว 📈 . ใครที่อยากได้รายละเอียดลึกขึ้น ไปดู LIVE 1 ชั่วโมงเต็มได้เลยที่ . LIVE : ลงทุนอย่างไรให้ชนะ S&P 500 Paul Pattarapon พอล ภัทรพล โลดดด . ━━━━━━━━━━━━━ ⚠️ คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ . 📌 โพสต์นี้เป็นคอนเทนต์ที่จัดทำโดยทางเพจเองในฐานะ BINANCE TH Affiliate ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการแนะนำผู้ใช้บริการเกี่ยวกับโทเคนดิจิทัลเท่านั้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุนหรือการชักชวนให้ลงทุน ผู้ที่สนใจควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาความเหมาะสมก่อนตัดสินใจลงทุน . 🔗 ใครยังไม่มีบัญชี BINANCE TH สมัครที่ accounts.binance.th/th/register?re…
Stocker Day tweet media
ไทย
0
1
2
1.1K
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
ถ้าวันนี้เราหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว เหลือเงินเก็บได้เดือนละ 500 บาท หลายคนอาจรู้สึกว่า “แค่นี้เอง จะไปพออะไร?” . คุณแอนนาเบลชวนมองอีกมุมครับว่า 500 บาทที่เหลืออยู่หลังจ่ายทุกอย่างแล้ว อาจดูน้อยก็จริง . แต่ในยุคที่เงินเดือนเข้าแล้วเดินออกไวกว่าเราอีก การเหลือเงินได้ก็ไม่ธรรมดาแล้วครับ 555555 . แค่ต้องยอมรับอีกด้านด้วยว่า เงิน 500 บาทยังเป็นแค่ “จุดเริ่ม” ไม่ใช่ “เกราะป้องกันชีวิต” . ถ้า -เจ็บป่วยกะทันหัน -รถเสีย -งานสะดุด -หรือมีเหตุฉุกเฉินขึ้นมา เงินก้อนนี้อาจยังรับแรงกระแทกได้ไม่พอ . เพราะฉะนั้นโจทย์ต่อไปไม่ใช่การดูถูกเงิน 500 บาท แต่คือการถามว่า เราจะทำยังไงให้เงินก้อนเล็กนี้ ค่อย ๆ โตขึ้นได้มากกว่าเดิม . แนวคิดที่คุณแอนนาเบลเสนอคือ ลองหาช่องทางเพิ่มรายได้เล็ก ๆ ก่อน ไม่ต้องเริ่มจากธุรกิจใหญ่ ไม่ต้องเปิดบริษัท ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อนมาก . เริ่มจากการหาให้ได้ 1,000 บาทแรกจากสกิลหรือของบางอย่างที่เราขายได้ก่อน . เพราะสมการเงินล้านในมุมของเธอเรียบง่ายมาก ถ้าเราขายอะไรสักอย่างให้ได้เงิน 1,000 บาทแรกได้ แล้วทำสิ่งนั้นซ้ำกับคน 1,000 คน . 1,000 x 1,000 = 1,000,000 บาท . แน่นอนว่าในชีวิตจริง มันไม่ได้ง่ายแบบกดเครื่องคิดเลขแล้วเงินเข้าทันที แต่ประเด็นของสมการนี้คือ เงินล้านไม่ได้เริ่มจากการหาเงินล้านในครั้งเดียว . เริ่มจากการพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่า เราสามารถสร้างเงิน 1,000 บาทแรกจากความสามารถของตัวเองได้จริง . แอดว่าตรงนี้สำคัญมากครับ เป้าหมายเลยอาจไม่ใช่การรีบเอาเงินไปลงทุนให้รวยทันที แต่คือการใช้เงินและเวลาที่มีไปฝึกสกิล 3 อย่างนี้ -หาเงินให้มากขึ้น -เก็บเงินให้เป็นระบบ -และลงทุนให้เข้าใจความเสี่ยง . เพราะการหาเงิน การลงทุน และการจัดการเงิน ไม่ใช่พรสวรรค์ครับ . มันคือสกิลที่ฝึกได้!! . และยิ่งเริ่มฝึกเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่ชีวิตจะรับแรงกระแทกได้ดีขึ้นก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น . ใครอยากฟังแบบเต็ม ไปดูได้ที่ เหลือเงิน 500 สร้างให้เป็น 1 ล้านบาทได้ | The Mid Point ช่อง PPTV Wealth โลดด
Stocker Day tweet media
ไทย
0
0
0
634
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
ช่วงนี้ถ้าดูแค่ราคาเหรียญอย่างเดียว บางคนอาจรู้สึกว่า TRON ไม่ได้หวือหวาเท่าเชนใหม่ ๆ . แต่ถ้าดูจากการใช้งานจริงบนเครือข่าย ภาพอาจต่างออกไปพอสมควรครับ . ข้อมูลจาก Visa ที่ Cointelegraph รายงาน ระบุว่า เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Stablecoin Transaction Volume ทำสถิติใหม่ที่ 1.79 ล้านล้านดอลลาร์ . และในจำนวนนี้ TRON มีปริมาณธุรกรรมราว 320,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 18% ของ Stablecoin Volume ทั้งหมด . พูดง่าย ๆ คือ ทุก ๆ 100 ดอลลาร์ที่ถูกส่งผ่าน Stablecoin ในเดือนนั้น มีราว 18 ดอลลาร์ที่วิ่งผ่าน TRON . 1.ทำไม Stablecoin ถึงโตแรง? . เพราะ Stablecoin ไม่ได้ถูกใช้แค่ในตลาดคริปโตแล้ว . หลายประเทศใช้ Stablecoin เพื่อโอนเงินข้ามประเทศ เก็บมูลค่าเป็นดอลลาร์ หรือเข้าถึงเงินดิจิทัลในพื้นที่ที่ระบบธนาคารยังไม่สะดวก . จุดเด่นคือโอนได้เร็ว ค่าธรรมเนียมต่ำ และใช้งานได้ตลอดเวลา . นี่เลยทำให้ Stablecoin เริ่มถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการเงินดิจิทัลมากขึ้นเรื่อย ๆ . 2.แล้ว TRON อยู่ตรงไหนของภาพนี้? . TRON เป็นหนึ่งในเครือข่ายที่ถูกใช้หนักมากสำหรับการโอน Stablecoin โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการความเร็วและค่าธรรมเนียมที่จับต้องได้ . ตัวเลข 320,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนเดียว จึงไม่ได้บอกแค่ว่า “มีคนเทรด” . แต่มันสะท้อนว่า TRON ยังเป็นหนึ่งในรางหลักที่เงินดิจิทัลจำนวนมากกำลังวิ่งผ่านจริง ๆ . 3.ผู้ใช้งานก็ยังโตต่อ . ฝั่ง TRON DAO ระบุว่า ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา TRON มีบัญชีที่ใช้งานต่อวันเฉลี่ยราว 4.95 ล้านบัญชี . และในเดือนมิถุนายน 2026 จำนวน Daily Active Accounts เพิ่มขึ้น 14.56% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม . แปลว่าไม่ได้มีแค่ Volume ใหญ่ แต่จำนวนบัญชีที่เข้ามาใช้งานจริงก็ยังขยายตัวด้วย . แอดว่าตรงนี้คือจุดที่น่าจับตา . เพราะในโลกคริปโต หลายโปรเจกต์อาจมีราคาเหรียญวิ่งก่อน แล้วค่อยตามหาการใช้งานทีหลัง . แต่กรณีของ TRON ภาพที่เห็นคือการใช้งานจริงใน Stablecoin Settlement กำลังเกิดขึ้นอยู่แล้ว และยังมีสัดส่วนใหญ่ในตลาดระดับโลก . คำถามที่น่าคิดต่อคือ ถ้า Stablecoin กลายเป็นหนึ่งในระบบโอนเงินหลักของโลกจริง ๆ . เครือข่ายที่รองรับ Volume ระดับแสนล้านดอลลาร์ต่อเดือน จะมีบทบาทมากขึ้นแค่ไหนในอนาคต? @justinsuntron @trondao @TronDao_THA . #TRONGlobalFriends #TRON
Stocker Day tweet media
ไทย
0
2
4
807
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
CK บอกว่า ถ้าถือ S&P500 ไป 10 ปีแล้วยังขาดทุน แปลว่าโลกอาจจะพังไปแล้วก็ได้ครับ55555 . ฟังดูเวอร์มากใช่มั้ย ถ้าใครที่ติดตามแกก็น่าจะรู้เหตุผลอยู่แล้ว แต่ถ้ายัง นี่คือเหตุผลที่น่าสนใจครับ . CK แกพูดถึงคนที่มีเงินก้อน หรือคนที่เกษียณแล้ว แต่อยากลงทุนและไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปไว้ตรงไหนดี . จะเลือกหุ้นรายตัวก็กลัวเลือกผิด จะเทรดเองก็ไม่มีเวลา จะฝากเงินไว้เฉย ๆ ก็กลัวเงินเฟ้อกินมูลค่าไปเรื่อย ๆ . ดังนั้น S&P 500 นี่แหละ คือ the best of the best แล้ว!! . 1. S&P 500 คืออะไร? . ถ้าอธิบายง่าย ๆ มันคือดัชนีที่รวมบริษัทขนาดใหญ่ 500 บริษัทของสหรัฐเอาไว้ . หลายบริษัทในนั้นก็เป็นธุรกิจที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น Google, Meta, Mastercard, Apple, Microsoft หรือบริษัทใหญ่ ๆ ที่อยู่เบื้องหลังระบบเศรษฐกิจโลก . 2. จุดที่ CK ชอบคือ มันมีระบบคัดตัว . S&P 500 ไม่ได้เลือกบริษัท 500 ตัวแล้วปล่อยให้อยู่ถาวร . บริษัทไหนพื้นฐานแย่ลง ไม่ผ่านเกณฑ์ หรือขนาดเล็กลง ก็มีโอกาสถูกคัดออก แล้วบริษัทที่แข็งแรงกว่าก็เข้ามาแทน . เปรียบเทียบว่าเหมือนพรีเมียร์ลีก ทีมที่เล่นไม่ดีมีโอกาสตกชั้น ทีมที่ทำผลงานดีมีโอกาสขึ้นมาแทนนั่นเอง . 3. ทำไม CK ถึงบอกว่า ถ้าถือ 10 ปีแล้วยังขาดทุนหรือเจ๊ง โลกอาจพังแล้ว? . เพราะในมุมของแก ถ้าบริษัทชั้นนำ 500 แห่งของสหรัฐพังพร้อมกันในระยะยาว มันคงไม่ใช่แค่หุ้นตกธรรมดา . มันอาจแปลว่าระบบเศรษฐกิจใหญ่ ๆ กำลังมีปัญหาหนักมาก เช่น -รูดบัตร VISA/Master card ไม่ได้ -ใช้ Google ไม่ได้ -ใช้ Facebook ไม่ได้ -หรือระบบเทคโนโลยีที่เราใช้ทุกวันเริ่มรวน . แน่นอนว่าอันนี้เป็นการพูดให้เห็นภาพแบบ CK นะ ไม่ได้แปลว่า S&P 500 ไม่มีวันขาดทุน . ระหว่างทางมันลงแรงได้ บางปีติดลบได้ และถ้าซื้อด้วยเงินก้อนตอนตลาดแพงมาก ก็อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับมา . 4. แล้วบทเรียนสำหรับคนทั่วไปคืออะไร? . S&P 500 ไม่ใช่ของวิเศษ ไม่ได้ทำให้รวยเร็ว และไม่ได้การันตีกำไร . แต่มันเป็นเครื่องมือที่หลายคนใช้ เพราะเราไม่ต้องเดาว่าหุ้นตัวไหนจะเป็นผู้ชนะเพียงตัวเดียว . เราแค่ลงทุนกับภาพใหญ่ของบริษัทชั้นนำในเศรษฐกิจสหรัฐระยะยาวก็พอ เพราะการลงทุนที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อนที่สุดเสมอไป . ดังนั้นบางทีคำถามอาจไม่ใช่แค่ว่า “จะซื้อหุ้นตัวไหนดี?” . แต่อาจเป็นว่า “เรากำลังลงทุนในแบบที่ตัวเองถือได้นานพอไและอยู่รอดในตลาดได้ทุกวิกฤตหรือยัง?” . ใครอยากฟัง CK เล่าเรื่อง S&P 500 แบบสนุก ๆ อีก ไปดูต่อได้ที่คลิป S&P500 ช่อง CK Cheong โลดด
Stocker Day tweet media
ไทย
1
1
2
1K
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
ช่วงนี้ถ้าใครตามข่าวบล็อกเชน อาจเห็นคำว่า Quantum โผล่มาบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ครับ . เพราะถ้าวันหนึ่งคอมพิวเตอร์ควอนตัมแรงพอ มันอาจโจมตีระบบลายเซ็นดิจิทัลที่บล็อกเชนส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันได้ . และล่าสุด TRON เริ่มขยับเรื่องนี้จริงจังแล้ว . เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม Justin Sun ประกาศว่า TRON เปิดใช้งานระบบ post-quantum signature บน Nile Testnet แล้ว . โดยใช้อัลกอริทึมชื่อ FN-DSA-512 หรือที่รู้จักกันในชื่อ FALCON ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานลายเซ็นดิจิทัลยุคหลังควอนตัมที่ NIST รับรอง . พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ TRON กำลังทดลอง “ลายเซ็นแบบใหม่” ที่ออกแบบมาให้ทนต่อการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต . ตอนนี้ยังเป็น Testnet ไม่ใช่ Mainnet เต็มรูปแบบ แต่ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะ Justin Sun เคยวางเป้าว่าจะนำระบบนี้ขึ้น Mainnet ภายในไตรมาส 3 ปี 2026 . เหตุผลที่เรื่องนี้สำคัญกับ TRON มาก เพราะ TRON เป็นหนึ่งในเครือข่ายหลักของการโอน Stablecoin โดยเฉพาะ USDT มีมูลค่าการโอนระดับหลายพันล้านดอลลาร์ต่อวัน . ดังนั้นถ้าอนาคตระบบลายเซ็นแบบเดิมมีความเสี่ยงขึ้นมา มันไม่ได้กระทบแค่เชนธรรมดา แต่กระทบโครงสร้างพื้นฐานที่เงินดิจิทัลจำนวนมากวิ่งอยู่ทุกวัน . อย่างไรก็ตาม ต้องบอกให้ชัดว่า ภัยจาก Quantum ยังไม่ได้เกิดขึ้นวันนี้ . ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่สามารถเจาะระบบ ECDSA ของบล็อกเชนหลัก ๆ ได้จริง และหลายฝ่ายมองว่าความเสี่ยงระดับใช้งานจริงอาจอยู่ในกรอบอีก 5-10 ปีข้างหน้า . แต่ประเด็นคือ ถ้ารอให้ถึงวันนั้นค่อยแก้ อาจสายเกินไป . แอดว่าเรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ TRON ไม่ได้รอให้ Quantum กลายเป็นวิกฤติก่อน แล้วค่อยเริ่มคิด แต่เลือกทดลองระบบกันไว้ตั้งแต่ตอนนี้ . โดยเฉพาะในเชนที่มีบทบาทสูงกับ Stablecoin และการโอนเงินข้ามประเทศ . สรุปคือ การเปิดใช้งานบน Nile Testnet ยังไม่ใช่เส้นชัย แต่เป็นสัญญาณว่า TRON กำลังเตรียมตัวสำหรับโลกบล็อกเชนยุคถัดไป ที่ความปลอดภัยไม่ได้วัดแค่ว่าวันนี้ระบบยังไม่โดนแฮก . แต่วัดด้วยว่า ระบบพร้อมรับภัยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในอนาคตแค่ไหน @justinsuntron @trondao @TronDao_THA . #TRONGlobalFriends #TRON
Stocker Day tweet media
ไทย
0
0
1
608
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
ฟังหัวข้อแล้วเหมือนคลิปขายคอร์สใช่มั้ยครับ 55555 แต่พอแอดไปดูคลิปสัมภาษณ์ Kevin O’Leary จาก The Diary Of A CEO มา แกไม่ได้พูดเรื่องนี้ ด้วยสูตรลับมหัศจรรย์อะไรซับซ้อนเลย . 1. ก่อนอื่น Kevin O’Leary คือใคร? . แกเป็นนักลงทุน นักธุรกิจ และมหาเศรษฐีชาวแคนาดา หลายคนอาจรู้จักเขาในชื่อ “Mr. Wonderful” จากรายการ Shark Tank นั่นเอง . Kevin เห็นคนหาเงินเก่งมาเยอะครับ แต่สิ่งที่เขาย้ำคือ หาเงินเก่งอย่างเดียวไม่พอ ถ้าเงินที่เข้ามาไหลออกหมดทุกเดือน . ความมั่งคั่งเลยไม่ได้เริ่มแค่ตอนเราหาเงินได้ แต่มันเริ่มตอนที่เรา “กันเงินไว้ให้ตัวเอง” ได้ก่อนใคร . 2. และกฎแรกที่แกพูดถึงคือ ทุกครั้งที่เงินเข้า ให้ “จ่ายให้ตัวเองก่อน” . -ไม่ใช่จ่ายค่าเช่าก่อน -ไม่ใช่จ่ายค่ากินก่อน -ไม่ใช่จ่ายค่าช้อปก่อน . แต่คือกันเงินส่วนหนึ่งออกมาก่อน แล้วเอาไปลงทุนให้อนาคตของตัวเอง . Kevin บอกว่าคนที่สร้างความมั่งคั่งได้จริง มักเก็บรายได้จาก “1 ชั่วโมงแรกของการทำงานในแต่ละวัน” ไว้ให้ตัวเอง . ถ้าคิดเป็นสัดส่วนคร่าว ๆ จะอยู่ประมาณ 12.5-14% ของรายได้ . เราไม่จำเป็นต้องรอให้รวยก่อนแล้วค่อยลงทุน แต่ต้องเริ่มกันเงินไปลงทุนก่อน เพราะถ้ารอให้เหลือ เงินมักจะถูกชีวิตดูดหายไปก่อนเสมอ เช่น . -ค่าเช่ารออยู่ -ค่ากินรออยู่ -ค่าบัตรรออยู่ -ของลดราคารออยู่ -แอปช้อปปิ้งก็เด้งแจ้งเตือนเหมือนนัดกันมา . ถ้าเราไม่กันเงินให้ตัวเองก่อน สุดท้ายเงินทั้งเดือนอาจถูกคนอื่นจองคิวหมด แล้วเราก็เหลือแค่คำถามเดิมทุกสิ้นเดือนว่า เงินหายไปไหน? . Kevin ยังพูดอีกว่า ปัญหาของหลายคนไม่ใช่หาเงินได้น้อยอย่างเดียว แต่คือพอรายได้เพิ่ม ไลฟ์สไตล์ก็ดันแพงขึ้นตาม . ได้เงินเดือนเพิ่ม ก็ขยับร้านอาหาร ขยับของใช้ ขยับที่อยู่ ขยับการใช้ชีวิต สุดท้ายรายได้เพิ่มจริง แต่ความมั่งคั่งไม่เพิ่มตาม . อันนี้แหละครับที่เรียกว่า Lifestyle Creep หรือชีวิตแพงขึ้นตามรายได้แบบไม่รู้ตัว . 3. วิธีแก้เลยไม่ใช่แค่บอกตัวเองว่า “เดือนนี้ต้องประหยัดนะ” . เพราะเอาจริง ๆ วินัยมนุษย์มันมีวันหมด โดยเฉพาะวันที่เหนื่อย เครียด หรือเจอคำว่า Flash Sale . ทางที่ดีกว่าคือทำให้มันเป็นระบบอัตโนมัติ เงินเข้าเมื่อไหร่ หักเงินไปลงทุนก่อนทันที ที่เหลือค่อยเอาไปใช้ชีวิต . ไม่ใช่ใช้ก่อน แล้วค่อยหวังว่าเดือนนี้จะเหลือไปลงทุน เพราะส่วนใหญ่มันไม่เหลือครับ 555 . 4. อีกกฎที่ Kevin ใช้มาตลอดชีวิตคือกฎกระจายความเสี่ยง 5% และ 20% . เขามีกฎว่า ไม่ลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่งเกิน 5% ของพอร์ต และไม่ให้อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเกิน 20% ของพอร์ต . ต่อให้มั่นใจแค่ไหน ก็อย่าให้ความมั่นใจของเรากลายเป็นความเสี่ยงก้อนใหญ่เกินไป . เพราะบางทีเราไม่ได้เจ็บเพราะเลือกผิดอย่างเดียว แต่เจ็บเพราะใส่หนักเกินไปด้วย . 5. สรุปแบบบ้าน ๆ คือ ถ้าอยากให้รายได้พาเราไปไกลกว่าเดิม เราไม่ควรรอให้เงินเหลือแล้วค่อยลงทุน แต่ควรออกแบบให้เงินบางส่วนถูกกันไว้ตั้งแต่วันแรกที่เงินเข้า . เหมือนหักภาษีเลยครับ รัฐบาลไม่รอให้เรามีวินัยแล้วค่อยจ่าย เขาหักไปก่อน เพราะเขารู้ว่าถ้ารอ อาจไม่มีเหลือ . เราก็ควรทำแบบนั้นกับอนาคตของตัวเองเหมือนกัน . กันเงินให้ตัวเองก่อน ลงทุนให้เป็นระบบ กระจายความเสี่ยง และอย่าปล่อยให้ชีวิตแพงขึ้นทุกครั้งที่รายได้เพิ่ม . เพราะสุดท้าย ความมั่งคั่งไม่ได้เกิดจากแค่เราหาเงินได้เท่าไหร่ แต่มาจากว่า หลังจากได้เงินมาแล้ว เราเก็บอะไรไว้ให้ตัวเองบ้าง… . นอกจากนี้แกพูดเรื่อง Signal vs. Noise (สิ่งที่ต้องโฟกัส vs สัญญาณรบกวน) และอื่น ๆ อีกเยอะมาก มีพากษ์ไทยด้วย ใครอยากไปดูต่อเต็ม ๆ ไปดูกันได้ที่ . เคล็ดลับจาก Kevin O'Leary: แค่ทำสิ่งนี้ตอนเงินเดือนออก รายได้พุ่ง 10 เท่า แบบไม่ต้องเหนื่อยเพิ่ม! ช่อง The Diary Of A CEO บนแอปแดงโลดด
Stocker Day tweet media
ไทย
0
1
2
744
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
ถ้าใครถือหุ้นสหรัฐอยู่ช่วงนี้ โดยเฉพาะหุ้นเทค หุ้น AI หรือ ETF ที่มีน้ำหนัก Big Tech สูง เริ่มรู้สึกเหมือนกันมั้ยว่า ทำไมข่าว AI ยังร้อนแรง แต่หุ้นบางตัวกลับไม่ค่อยไปไหน? . วันนี้แอดเลยอยากชวนมาวิเคราะห์กันครับว่า เรื่องนี้เป็นแค่การพักฐานธรรมดา หรือจริง ๆ แล้วตลาดกำลังเริ่ม “หมุนเงิน” ไปหาผู้ชนะกลุ่มใหม่กันแน่ . 1. ทำไม Big Tech AI เริ่มอ่อนแรง? . ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา AI แทบจะเป็นธีมหลักที่พาตลาดหุ้นสหรัฐขึ้นมา โดยเฉพาะกลุ่ม Magnificent Seven อย่าง Nvidia, Microsoft, Apple, Alphabet, Amazon, Meta และ Tesla . แต่พอเข้าสู่กลางปี 2026 ภาพเริ่มเปลี่ยน . Financial Times รายงานว่า ในเดือนมิถุนายน Magnificent Seven สูญมูลค่ารวมไปกว่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ และปรับลงราว 10% ในเดือนเดียว ทั้งที่ข่าว AI ก็ยังไม่ได้เงียบลงเลย . 2. ตลาดไม่ได้เลิกเชื่อ AI แต่เริ่มแยกผู้ชนะ . แอดมองว่า ตลาดอาจไม่ได้เลิกเชื่อ AI ครับ แต่เริ่มแยกมากขึ้นว่า -บริษัทไหน “ได้ประโยชน์จาก AI” -และบริษัทไหน “ต้องจ่ายต้นทุนให้ AI” . Big Tech หลายบริษัทอยู่ในฝั่งที่ต้องจ่ายเงินหนักมาก เพื่อสร้าง Data Center ซื้อชิป ซื้อหน่วยความจำ วางระบบไฟฟ้า และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ AI เดินต่อได้ . ปัญหาคือ ต้นทุนพวกนี้เพิ่มขึ้นเร็วมาก ขณะที่รายได้จาก AI ยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ว่า จะคุ้มกับเงินลงทุนก้อนใหญ่นี้แค่ไหน . 3. เงินไหลไปไหนแทน? . เงินบางส่วนไม่ได้ไหลออกจากธีม AI ทั้งหมด แต่หมุนไปหากลุ่มที่เป็นผู้ขายอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานให้ AI แทน . Financial Times ระบุว่า Philadelphia Semiconductor Index พุ่งขึ้นกว่า 90% ในครึ่งแรกของปี 2026 สะท้อนว่าตลาดยังให้ราคากับบริษัทที่อยู่ฝั่งขายชิปและฮาร์ดแวร์ . อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลจาก AP ระบุว่า Russell 2000 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นเล็กของสหรัฐ บวกไปแล้วราว 21.3% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ Dow Jones ปิดเหนือ 52,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2026 . นี่สะท้อนว่า ตลาดไม่ได้พัง แต่กำลังเปลี่ยนผู้นำมากกว่า . 4. นักลงทุนควรคิดต่อยังไง? . คำว่า AI อย่างเดียวอาจไม่พอแล้ว นักลงทุนต้องดูต่อว่า บริษัทอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่ AI -บริษัทนี้ทำเงินจาก AI ได้จริงไหม? -บริษัทนี้เป็นคนขายของให้ AI หรือเป็นคนจ่ายเงินสร้าง AI? -ต้นทุนเพิ่มขึ้นแค่ไหน? -กำไรโตทันความคาดหวังหรือเปล่า? -ราคาหุ้นสะท้อนอนาคตไปมากแค่ไหนแล้ว? . ปี 2026 อาจไม่ได้เป็นปีที่ AI หมดความสำคัญ แต่เป็นปีที่ตลาดเริ่มเลือกมากขึ้นว่า AI แบบไหนควรได้ราคาแพง . เพราะในตลาดหุ้น ผู้ชนะรอบก่อนหน้า ไม่ได้การันตีว่าจะเป็นผู้ชนะรอบต่อไปเสมอไปครับ . ถ้าใครอยากดูต่อว่าเงินกำลังหมุนไป Sector ไหน หุ้นกลุ่มไหนเริ่มแข็งแรง ลองเช็กต่อบน Webull ได้ครับ . สมัครผ่านลิงก์แอดได้ที่ webull.co.th/k/KOL_StockerD… . ศึกษาความเสี่ยงก่อนลงทุนทุกครั้งครับ
Stocker Day tweet media
ไทย
0
5
8
1K
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
เช่าบ้านดีกว่า หรือซื้อบ้านดีกว่า? นี่เป็นคำถามที่หลายคนเถียงกันมานานมากกก . บางคนบอกว่าเช่าดีกว่า เพราะยืดหยุ่นกว่า ไม่ต้องแบกหนี้ระยะยาว เอาเงินส่วนต่างไปลงทุนอย่างอื่นได้ . แต่อีกฝั่งก็บอกว่า ซื้อบ้านดีกว่า เพราะอย่างน้อยเงินที่ผ่อนทุกเดือน ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ของเรา . เผอิญแอดไปเจอคลิปหนึ่งจาก The Diary Of A CEO ที่มีผู้ติดตามประมาณ 2.1 ล้านคนมา และคนพูดคือ David Bach ผู้เขียนหนังสือ The Automatic Millionaire แกพูดประเด็นนี้ได้น่าสนใจมาก . เพราะแทนที่จะตอบแค่ว่า “เช่าหรือซื้อ อะไรดีกว่า” . แกชวนมองต่อว่า บ้านอาจไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัย แต่อาจเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งระยะยาวด้วย . คือมันมีสถิติว่า เจ้าของบ้านในอเมริกาโดยเฉลี่ย มีความมั่งคั่งมากกว่าคนเช่าบ้านถึง 40 เท่าเลย . โดยประมาณคือ -เจ้าของบ้านมีความมั่งคั่งสุทธิราว 400,000 ดอลลาร์ -ขณะที่คนเช่ามีประมาณ 10,000 ดอลลาร์ . แต่ต้องบอกก่อนว่า ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลในบริบทของสหรัฐฯ ไม่ได้แปลว่าเอามาใช้กับตลาดบ้านไทยได้ตรง ๆ 100% นะ . เพราะบ้านไทย / คอนโดไทย / ดอกเบี้ย / รายได้ / ค่าเช่า / และโอกาสเติบโตของแต่ละทำเล ไม่เหมือนกับฝั่งอเมริกา . แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ “หลักคิด” เบื้องหลังตัวเลขนี้ครับ . นั่นคือ บ้านไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัย แต่มันอาจเป็นเครื่องมือสะสมสินทรัพย์ระยะยาว ถ้าเราซื้อถูกทำเล ถูกจังหวะ และไม่เกินกำลัง . เพราะทุกเดือนที่เราผ่อนบ้าน เงินส่วนหนึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น equity หรือความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์ . แต่ถ้าเราเช่า เงินค่าเช่าก็จบลงในเดือนนั้น จ่ายแล้วได้ที่อยู่จริง แต่ไม่ได้สะสมความเป็นเจ้าของอะไรกลับมา . นี่คือเหตุผลที่เค้าบอกว่า -การเช่าเป็นทางออกระยะสั้นที่ดี เหมาะกับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะอยู่ทำเลนี้นานไหม งานมั่นคงพอหรือเปล่า หรือยังไม่พร้อมรับภาระผ่อนบ้านระยะยาว . -แต่ถ้ามองในเกมระยะยาว การเช่าอาจไม่ใช่เครื่องมือสร้างความมั่งคั่งที่ดีที่สุด เพราะค่าเช่ามักมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่เจ้าของบ้านมีโอกาสสะสมความเป็นเจ้าของไปเรื่อย ๆ . ในคลิปยังยกตัวอย่างเรื่อง leverage ด้วย . เช่น ถ้าซื้อบ้านราคา 200,000 ดอลลาร์ วางเงินดาวน์ 20% หรือ 40,000 ดอลลาร์ . ถ้าวันหนึ่งบ้านขึ้นไปเป็น 400,000 ดอลลาร์ มูลค่าบ้านเพิ่มขึ้น 200,000 ดอลลาร์ . เทียบกับเงินดาวน์ 40,000 ดอลลาร์ ผลตอบแทนก็ดูใหญ่มาก . แต่นี่ก็เป็นดาบสองคมเหมือนกันครับ . เพราะ leverage ช่วยขยายผลตอบแทนได้ ก็ขยายความเสี่ยงได้เช่นกัน . ถ้าซื้อแพงเกินไป ผ่อนเกินตัว ดอกเบี้ยขึ้น ทำเลไม่ดี หรือปล่อยเช่าไม่ได้ตามที่คิด บ้านก็อาจกลายเป็นภาระก้อนใหญ่ได้เหมือนกัน . โดยเฉพาะถ้าเอามาเทียบกับไทย เรายิ่งต้องระวัง . เพราะไม่ใช่ว่าซื้อบ้านหรือคอนโดที่ไหน แล้วราคาจะขึ้นเสมอ . -บางทำเลราคาไม่โต บางโครงการปล่อยเช่ายาก -บางคนซื้อเกินกำลังจนบ้านกลายเป็นภาระมากกว่าสินทรัพย์ . ดังนั้นประเด็นไม่ใช่ “เช่าผิด ซื้อถูก” . แต่คือเราต้องแยกให้ออกว่า บ้านที่เราซื้อ กำลังช่วยสร้างสินทรัพย์ หรือกำลังสร้างภาระระยะยาวให้เรา . สรุปง่าย ๆ คือ เช่า = ดีสำหรับความคล่องตัวระยะสั้น ซื้อ = อาจดีกว่าสำหรับการสร้างสินทรัพย์ระยะยาว . แต่ทั้งสองอย่างต้องดูบริบทของตัวเอง . ก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน อย่าถามแค่ว่า “ผ่อนไหวไหม” . แต่ควรถามเพิ่มว่า -รายได้เรามั่นคงพอไหม -เงินสำรองฉุกเฉินพอหรือยัง -ทำเลนี้มีโอกาสเติบโตไหม -ดอกเบี้ยเปลี่ยนแล้วเรายังรับไหวไหม -และบ้านหลังนี้ช่วยสร้างสินทรัพย์ หรือแค่สร้างภาระ? . เพราะบ้านอาจเป็นสินทรัพย์ที่ดีมาก ถ้าเราซื้อถูกจังหวะ ถูกทำเล และไม่เกินกำลัง . แต่ถ้าซื้อเพราะกลัวตกขบวน หรือซื้อเกินตัว บ้านก็อาจไม่ได้พาเราไปสู่อิสรภาพทางการเงิน แต่อาจผูกเราไว้กับภาระยาว ๆ แทน . สุดท้ายแล้ว บ้านไม่ใช่สินทรัพย์โดยอัตโนมัติ มันจะเป็นสินทรัพย์ ก็ต่อเมื่อมันช่วยให้ฐานะการเงินของเราดีขึ้นจริง . คำถามคือ บ้านที่คุณกำลังจะซื้อ กำลังสร้างความมั่งคั่งให้เรา หรือกำลังสร้างภาระให้เราในระยะยาวหรือเปล่า ? . จบแล้วววว หวังว่า การสรุปนี้น่าจะตอบคำถามคนที่กำลังซื้อบ้าน หรือเช่าอยู่ได้นะครับ . ส่วนใครอยากไปฟังแบบเต็ม ๆ ได้ที่ ถ้าคุณให้เวลาฉันแค่ 20 นาที ชีวิตของคุณจะไม่มีวันเป็นหนี้อีกต่อไป The Diary Of A CEO Clips
Stocker Day tweet media
ไทย
0
5
19
1.1K
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
ช่วงนี้ถ้าใครดูแค่ราคา TRX อาจรู้สึกว่า TRON ไม่ได้มีอะไรหวือหวาเท่าไหร่ครับ แต่ถ้าขยับมาดูตัวเลขการใช้งานบนเครือข่าย ภาพที่เห็นอาจต่างออกไปพอสมควร . เพราะล่าสุด AMBCrypto รายงานว่า TRON ทำสถิติใหม่ โดยมี Daily Active Accounts แตะ 26.97 ล้านบัญชี และจำนวนธุรกรรมต่อวันสูงถึง 385.77 ล้านรายการ . ตัวเลขนี้สะท้อนว่า TRON ไม่ได้เป็นแค่เชนที่มีคนพูดถึงในตลาด แต่ยังเป็นเชนที่มีคนใช้งานจริงในระดับสูงมาก . หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือบทบาทของ TRON ในตลาด Stablecoin . รายงาน Q1/2026 ของ TRON DAO ระบุว่า TRON มี Stablecoin Supply ราว 86,000 ล้านดอลลาร์ และประมวลผล Settlement Volume ประมาณ 1.96 ล้านล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว . พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ มีเงิน Stablecoin จำนวนมหาศาลวิ่งผ่าน TRON อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะ USDT ที่ใช้โอนเงิน ชำระเงิน และเคลื่อนย้ายมูลค่าข้ามประเทศในหลายตลาด . แอดว่านี่เป็นจุดที่น่าสนใจนะ . เพราะในตลาดคริปโต เรามักดูราคาหน้าจอเป็นหลัก เหรียญขึ้นก็มองว่าดี เหรียญลงก็มองว่าแย่ แต่สำหรับบล็อกเชนหนึ่งเครือข่าย สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ราคา คือคำถามว่า . -มีคนใช้งานจริงไหม -มีธุรกรรมเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือเปล่า -เครือข่ายมีบทบาทใน use case สำคัญของตลาดแค่ไหน . ในมุมนี้ TRON กำลังมีภาพที่ค่อนข้างชัด คือเป็นหนึ่งในเครือข่ายหลักของการโอน Stablecoin โดยเฉพาะในตลาดที่ต้องการความเร็ว ค่าธรรมเนียมต่ำ และใช้งานง่าย . แน่นอนว่าราคาของ TRX อาจไม่ได้ขยับตามตัวเลขการใช้งานทันที เพราะยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งภาวะตลาดคริปโตโดยรวม Sentiment ของนักลงทุน และแรงซื้อขายระยะสั้น . แต่การที่เครือข่ายยังทำสถิติใช้งานสูงสุดใหม่ได้ ก็สะท้อนว่า Demand ฝั่งการใช้งานจริงยังแข็งแรงอยู่ . นี่เลยเป็นเหตุผลที่ตัวเลข On-chain ของ TRON น่าจับตา เพราะมันไม่ได้บอกแค่ว่าวันนี้ราคา TRX จะขึ้นหรือลง แต่บอกว่า TRON กำลังถูกใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานในระบบคริปโตมากแค่ไหน . สุดท้าย ในโลก Blockchain โปรเจกต์ที่มี Real Usage ต่อเนื่อง อาจไม่ได้สะท้อนผ่านราคาทันทีทุกครั้งแต่ในระยะยาว การมีคนใช้งานจริง คือหนึ่งในพื้นฐานสำคัญที่สุดที่ทำให้เครือข่ายยังมีคุณค่าอยู่ครับ @justinsuntron @trondao @TronDao_THA . #TRONGlobalFriends #TRON
Stocker Day tweet media
ไทย
0
1
1
469
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
ทำไมหุ้น Circle ถึงร่วง 17% ในวันเดียว ทั้งที่ USDC ยังเป็น Stablecoin เบอร์ต้นของโลก . ถ้าใครตามหุ้นคริปโตอยู่ น่าจะเห็นข่าว Circle หรือหุ้น CRCL ร่วงแรงราว 17% เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา . ที่น่าสนใจคือ Circle ไม่ใช่บริษัทเล็ก ๆ เพราะนี่คือบริษัทผู้อยู่เบื้องหลัง USDC หนึ่งใน Stablecoin ใหญ่ที่สุดของโลก ที่มีมูลค่าหมุนเวียนราว 73,000 ล้านดอลลาร์ . คำถามคือ ถ้า USDC ยังแข็งแรง แล้วทำไมหุ้นบริษัทแม่ถึงร่วงแรงขนาดนี้? . แอดว่าเรื่องนี้ต้องดู 2 แรงกดดันที่เข้ามาพร้อมกันครับ . 1. คู่แข่งใหม่ชื่อ Open USD . CoinDesk รายงานว่า กลุ่มบริษัทกว่า 140 ราย นำโดยชื่อใหญ่อย่าง Stripe, Coinbase, Mastercard, Visa และ BlackRock เปิดตัวเครือข่าย Stablecoin ใหม่ชื่อ Open USD . จุดที่ทำให้ตลาดตกใจคือ โมเดลของ Open USD ไม่ได้แข่งแค่เรื่องเหรียญ แต่แข่งกับ “โมเดลรายได้” ของ Circle โดยตรง . ปกติธุรกิจ Stablecoin จะมีรายได้หลักจากดอกเบี้ยของเงินสำรอง เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ที่ใช้หนุนหลังเหรียญ . แต่ Open USD วางโมเดลว่า จะให้พาร์ทเนอร์ Mint และ Redeem ได้แบบไม่มีค่าธรรมเนียม และแบ่งรายได้จากเงินสำรองกลับไปให้ผู้ใช้งานในเครือข่าย . พูดง่าย ๆ คือ Circle เคยเป็นเหมือนคนถือถังรายได้จากดอกเบี้ยเงินสำรอง แต่ Open USD กำลังบอกพาร์ทเนอร์ว่า . “มาอยู่กับเรา แล้วรายได้ก้อนนี้จะแบ่งกลับไปให้คุณด้วย” นี่เลยกระทบความเชื่อมั่นของตลาดทันที . 2. พาร์ทเนอร์เก่ากลายเป็นคนหนุนคู่แข่ง . อีกจุดที่เห็นคือ ในรายชื่อพาร์ทเนอร์ Open USD มี Coinbase อยู่ด้วย ทั้งๆ ที่ Coinbase เคยเป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์สำคัญของ USDC มานาน . สำหรับนักลงทุน สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ “มีคู่แข่งใหม่” แต่เป็นคำถามว่า ถ้าบริษัทใหญ่ ๆ เริ่มมีแรงจูงใจไปใช้ Stablecoin ที่แบ่งรายได้ให้มากกว่า อนาคตการเติบโตของ USDC จะถูกกดดันแค่ไหน . 3. แรงขายจากการถูกถอดดัชนี . นอกจากเรื่องคู่แข่ง crypto news รายงานว่า Circle ยังถูกถอดออกจาก Russell Growth หลายดัชนีในการปรับดัชนีล่าสุด . ผลคือกองทุนหรือ ETF ที่อิงดัชนีเหล่านี้ อาจต้องปรับพอร์ตตาม ทำให้เกิดแรงขายเชิงเทคนิคเข้ามาซ้ำอีกทาง นี่เลยกลายเป็นจังหวะที่ข่าวร้าย 2 เรื่องมาชนกันพอดี ทั้งคู่แข่งใหม่ และแรงขายจากดัชนีนั่นแหล่ะ . 4. แต่ก็ต้องบอกอีกฝั่งครับว่า นี่ไม่ได้แปลว่า USDC จบแล้วนะ . USDC ยังเป็น Stablecoin เบอร์ต้นของโลก มีฐานผู้ใช้งานใหญ่ และ Circle เองก็ยังย้ำว่า USDC เป็น Stablecoin ที่สถาบันเชื่อถือและใช้งานในหลายภาคส่วน . ส่วน Open USD เองก็ยังต้องพิสูจน์อีกเยอะว่า จะมีการใช้งานจริงแค่ไหนหลังเปิดตัวด้วยเหมือนกัน
Stocker Day tweet media
ไทย
0
0
1
547
Stocker Day retweetledi
TRON DAO THAILAND🇹🇭
TRON DAO THAILAND🇹🇭@TronDao_THA·
🎁 ลุ้นรับ 500 $TRX! 10 ผู้โชคดี รับคนละ 50 TRX 🎙️ 30 มิถุนายน เวลา 20:00 น. เจอกันใน X-Spaces! • ฉลองครบรอบ 1 ปี #TGF Thailand🎉 • #TRONBull ลุคใหม่ 🐮 • อัปเดตทุกประเด็นร้อนของ #TRON 🔥 🔔 ตั้งเตือนไว้ แล้วเจอกันผ่านลิงก์นี้: x.com/i/spaces/1pKkO… 🚀 เข้าร่วมไลฟ์+ไลก์+รี+เมนต์ เพื่อร่วมลุ้นรับ 500 TRX! #ติ๊กฟ้า #Giveaway 💬 มีคำถามอะไร คอมเมนต์รอไว้ได้เลยน้า 😊👇
TRON DAO THAILAND🇹🇭 tweet media
ไทย
57
55
88
5.3K
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
ทำไมเราไม่หาหุ้นที่ราคาขึ้นแรง กำไรโตเร็ว แถมจ่ายปันผลเยอะ ๆ ทุกปีไปด้วยนะ? . ใครที่เริ่มลงทุนใหม่ ๆ น่าจะเคยคิดแบบนี้ใช่มั้ยครับ มันฟังดูเป็นหุ้นในฝันเลย ราคาก็ขึ้น เงินสดก็ได้ ถือแล้วอุ่นใจทุกทาง . แต่จากที่แอดไปฟังคุณพอล ภัทรพลมา คำตอบคือ หุ้นแบบนี้ “หาไม่ได้ง่าย” อย่างที่คิดครับ . เพราะว่า ในชีวิตจริง บริษัทมักต้องเลือกว่า -จะเอากำไรไป “โตต่อ” -หรือแบ่งกลับมาเป็น “ปันผล” ให้ผู้ถือหุ้น . พูดง่าย ๆ คือ เราอยากได้หุ้นที่ทั้งโตไว ทั้งจ่ายเงินสดให้เราหนัก ๆ แต่บริษัทหนึ่งบริษัท มักไม่ได้มีเงินเหลือให้ทำทุกอย่างพร้อมกัน . ถ้าเป็นบริษัทที่กำลังโตเร็ว กำไรที่หาได้มักถูกเอากลับไปลงทุนต่อ เช่น -ขยายธุรกิจ -พัฒนาสินค้า -เพิ่มกำลังการผลิต -หรือขยายไปตลาดใหม่ . หุ้นแบบนี้เลยมักไม่ค่อยจ่ายปันผล หรือจ่ายน้อยมาก . ไม่ใช่เพราะบริษัทงกนะ55555 แต่เพราะเขากำลังเอาเงินไปปั้นธุรกิจให้โตต่อต่างหาก . และตรงนี้แหละครับที่ทำให้หุ้นเติบโตน่าสนใจ . เพราะถ้าบริษัทเอากำไรไปลงทุนต่อได้ดี มูลค่าธุรกิจก็มีโอกาสโตแบบทบต้นไปเรื่อย ๆ . คุณพอลยกตัวอย่างพลังของผลตอบแทนทบต้นไว้ว่า ถ้าเงิน 1 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 29.2% ซึ่งเป็นระดับผลตอบแทนเฉลี่ยของ Peter Lynch ในช่วงที่บริหารกองทุน Magellan Fund . เงิน 1 ล้านบาทนั้น อาจกลายเป็นประมาณ 28-29 ล้านบาทใน 13 ปี . ฟังดูโหดมาก แต่ประเด็นไม่ได้แปลว่าเราต้องทำผลตอบแทนระดับ Peter Lynch ให้ได้ทุกคน . ประเด็นคือ ถ้าบริษัทเติบโตจริง และเอากำไรไปลงทุนต่อได้ดี เวลาและการทบต้นจะกลายเป็นตัวเร่งให้มูลค่าพอร์ตโตขึ้นอย่างมหาศาล . นี่คือเหตุผลที่หุ้นเติบโตมักไม่รีบจ่ายปันผลเยอะ เพราะเงินที่ไม่จ่ายออกมา อาจถูกเอาไปสร้างการเติบโตที่ใหญ่กว่าในอนาคต . ส่วนบริษัทที่จ่ายปันผลสูง มักเป็นธุรกิจที่เริ่มนิ่งแล้ว ไม่ได้โตพุ่งเหมือนช่วงแรก แต่มีเงินสดเข้ามาสม่ำเสมอ จึงสามารถแบ่งกำไรกลับมาให้ผู้ถือหุ้นได้ . สรุปง่าย ๆ เลยคือ หุ้นเติบโต = เอากำไรไปขยายธุรกิจ หุ้นปันผล = เอากำไรบางส่วนกลับมาให้ผู้ถือหุ้น . ไม่มีแบบไหนดีกว่ากัน 100% แต่หน้าที่ของมันต่างกัน . ถ้าเงินต้นยังไม่มาก และอยากปั้นพอร์ตให้โต หุ้นเติบโตอาจตอบโจทย์กว่า . แต่ถ้ามีเงินก้อนใหญ่พอแล้ว และอยากได้กระแสเงินสดไว้ใช้จ่าย หุ้นปันผลก็อาจเหมาะกว่า . อีกจุดที่ต้องระวังคือ อย่าเห็นหุ้นปันผลสูง ๆ แล้วรีบคิดว่า “ของดีมาแล้ว” . เพราะหุ้นที่ปันผล 7-10% ต่อปี อาจดูน่าสนใจมาก แต่ถ้าธุรกิจเริ่มแย่ กำไรลดลง และราคาหุ้นไหลลงเรื่อย ๆ . สุดท้ายปันผลที่ได้มา อาจชดเชยเงินต้นที่หายไปไม่ได้ นี่แหละครับที่เรียกว่า Dividend Trap หรือกับดักหุ้นปันผล . ดังนั้น ก่อนเลือกหุ้น เราอาจต้องถามตัวเองก่อนว่า วันนี้เราอยากให้หุ้นตัวนี้ทำหน้าที่อะไรในพอร์ต? . อยากให้มันช่วยปั้นพอร์ตให้โต หรืออยากให้มันสร้างกระแสเงินสดกลับมาเรื่อย ๆ เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าเรากำลังเล่นเกมไหน เราอาจเลือกหุ้นผิดประเภทตั้งแต่แรก . และบางที หุ้นที่ดีมากตัวหนึ่ง อาจไม่ได้ดีสำหรับเป้าหมายของเราก็ได้ครับ . ใครอยากฟังเรื่องนี้แบบจุใจขึ้นอีก ไปฟังกันได้ที่👇 . สูตรลับวิธีคัดหุ้น "หุ้นเติบโต vs หุ้นปันผล" เลือกผิดชีวิตเปลี่ยน! | Money Matters EP.321 Paul Pattarapon พอล ภัทรพล
Stocker Day tweet media
ไทย
0
77
141
7.4K
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
🔴ช่วงนี้มีนักลงทุน AI คนหนึ่งที่ Wall Street กำลังจับตามากครับ เพราะแกปั้นกองทุนได้แบบโตระเบิดระเบ้อเลย เรียกได้ว่าเป็นดาวรุ่งก็ว่าได้ . ชื่อของเขาคือ Leopold Aschenbrenner อดีตนักวิจัยของ OpenAI และเป็นคนเขียนบทความยาว 165 หน้า ชื่อว่า “Situational Awareness: The Decade Ahead” . หลังบทความนี้โด่งดังใน Silicon Valley เขาได้เปิดกองทุนเฮดจ์ฟันด์ชื่อ Situational Awareness LP โดยเริ่มต้นในเดือนกันยายน 2024 ด้วยเงินทุนราว 250 ล้านดอลลาร์ . แต่จาก 13F ไตรมาส 1 ปี 2026 พอร์ตหุ้นสหรัฐฯ ที่เปิดเผยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นราว 13.68 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น AUM ที่โตขึ้นประมาณ 55 เท่าหรือ 5,372% ในเวลาเพียง 2 ปี . ต้องย้ำว่า ตัวเลขนี้คือการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร ไม่ใช่ผลตอบแทนของกองทุนโดยตรง . เพราะ WSJ รายงานว่า ผลตอบแทนหลังหักค่าธรรมเนียมของกองทุนอยู่ที่มากกว่า 1,000% นับตั้งแต่เปิดกองทุน และเฉพาะปี 2026 จนถึงเดือนพฤษภาคม บวกไปแล้วประมาณ 270% . เท่าที่อ่านมาดูเหมือนกองทุนนี้ควรจะไล่ซื้อหุ้น AI ต่อใช่มั้ย ? . คำตอบคือ ❌ ไม่!! ❌ . จาก 13F ล่าสุดกลับพบการเปิดสถานะ Put Options ขนาดใหญ่ในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ . Business Insider รายงานว่า -กองทุนมี Put บน Nvidia มากกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ -Put บน VanEck Semiconductor ETF หรือ SMH มากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ -รวมถึงหุ้นกลุ่มชิปและ AI Infrastructure หลายตัว เช่น AMD, Broadcom, ASML, TSMC, Micron และ Intel . พูดง่าย ๆ คือ กองทุนที่โตจากธีม AI ตอนนี้กลับเริ่มตั้งคำถามกับหุ้นชิป AI ที่ตลาดรักมากที่สุดแล้ว . เหตุผลที่น่าคิดคือ AI Trade อาจกำลังเปลี่ยนเฟสก็ได้ . เฟสแรก ตลาดไล่ซื้อหุ้นชิป เพราะทุกคนรู้ว่า AI ต้องใช้ GPU และ Semiconductor แต่พอหุ้นชิปหลายตัวขึ้นมาแรงมาก . คำถามเริ่มเปลี่ยนจาก “ใครขายชิปให้ AI?” ไปเป็น “ต่อให้มีชิปแล้ว จะเอาไฟจากไหนมารัน AI ทั้งหมดกัน?” . 🔴แล้วอยากรู้มั้ยครับว่า กองทุนนี้ไป Long อะไรแทน??? . คำตอบคือพลังงานและ Data Center เช่น -Bloom Energy -Nebius -รวมถึงกลุ่มเหมือง Bitcoin บางบริษัทอย่าง Iris Energy . เพราะบริษัทเหล่านี้มีสิ่งที่ AI Data Center ต้องการอยู่แล้วบางส่วน เช่น ไฟฟ้า พื้นที่ ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้พลังงานสูง . 🔴มุมนี้น่าสนใจมากนะ เพราะ AI ไม่ได้หยุดอยู่แค่ชิป หลังจากมีชิปแล้วก็ต้องมีไฟฟ้า ต้องมี Data Center และต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรันโมเดล AI ได้จริง . แน่นอนว่า 13F เป็นข้อมูลย้อนหลัง และ Put Options ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นการ Short ล้วน ๆ เสมอไป เพราะบางส่วนอาจใช้เพื่อ Hedge ความเสี่ยงได้ . แต่ขนาดของสถานะที่เปิดไว้ใหญ่พอ ที่ตลาดต้องมองว่า กองทุนที่เคยชนะจาก AI กำลังเห็นอะไรบางอย่างในหุ้นชิปหรือเปล่า . รอบนี้ก็น่าจับตาว่า เดิมพันครั้งใหม่ของแก ที่มองข้ามชิปไปหาพลังงานและ Data Center จะเป็นการมองถูกอีกครั้ง . หรือเป็นจังหวะที่ตลาดจะพิสูจน์ว่า แม้แต่นักลงทุนที่เคยถูกมาก ๆ ก็ยังพลาดได้เหมือนกัน . สุดท้ายเลย แอดไปดู Iris กับ Nebius ฟอร์มกราฟสวยไม่ใช่เล่น😆
Stocker Day tweet media
ไทย
2
53
59
5K
Stocker Day
Stocker Day@stocker_day·
เวลาพูดถึงหุ้น AI หลายคนจะนึกถึง NVIDIA เป็นชื่อแรก . แต่รู้ไหมว่า… . ต่อให้ NVIDIA ขายชิป AI ได้เก่งแค่ไหน ถ้าขาดชิ้นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งไป ชิปเหล่านั้นก็อาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ 🤔 . และชิ้นส่วนที่ว่านั้นก็คือ HBM (High Bandwidth Memory) หรือหน่วยความจำความเร็วสูง . ซึ่ง SK Hynix คือหนึ่งในผู้นำของตลาดนี้นั่นเอง 🚀 . ช่วงที่ผ่านมา แอดเห็นชื่อ SK Hynix ถูกพูดถึงบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในวงการ AI เหตุผลไม่ได้เป็นเพราะบริษัทเปิดตัว AI ของตัวเอง แต่เป็นเพราะ SK Hynix อยู่ในตำแหน่งที่สำคัญมากของห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI . ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่า . ถ้า NVIDIA คือคนสร้างรถแข่ง Formula 1 . HBM ก็เปรียบเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้รถคันนั้นวิ่งได้เต็มความเร็ว ยิ่งโมเดล AI ใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ ความต้องการ HBM ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ . ในช่วงที่กระแส AI กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว SK Hynix กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่สามารถผลิต HBM ระดับสูงให้กับ NVIDIA ได้ในปริมาณมาก จนหลายคนมองว่า ทุกครั้งที่ NVIDIA ขาย GPU AI ได้เพิ่ม SK Hynix ก็มีโอกาสได้รับอานิสงส์ไปด้วย 💰 อีกเรื่องที่ทำให้นักลงทุนเริ่มสนใจมากขึ้น คือ . HBM ไม่ใช่สินค้าที่ใครอยากผลิตก็ผลิตได้ทันที เพราะต้องใช้เทคโนโลยีสูงมาก ต้องผ่านการทดสอบคุณภาพที่เข้มงวด และใช้เวลาหลายปีในการพัฒนา ทำให้การแข่งขันในตลาดนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนธุรกิจทั่วไปหลายคนอาจมองว่า . "NVIDIA โต = จบ" . แต่ความจริงแล้ว ธีม AI มีบริษัทที่ได้ประโยชน์อีกหลายชั้น ไม่ว่าจะเป็น . 🔹 NVIDIA — ผู้ขาย GPU 🔹 TSMC — ผู้ผลิตชิป 🔹 SK Hynix — ผู้ผลิต HBM 🔹 Micron — ผู้ผลิตหน่วยความจำ 🔹 Broadcom — ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI . ทุกบริษัทต่างมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ AI ทั้งหมด สิ่งที่แอดมองว่าน่าสนใจ คือ ช่วงแรกของกระแส AI นักลงทุนส่วนใหญ่มักโฟกัสไปที่บริษัทที่อยู่หน้าฉาก แต่ตอนนี้ตลาดเริ่มมองลึกลงไปว่า "ใครคือคนที่ขายอุปกรณ์ให้ผู้ชนะ" และ SK Hynix ก็คือหนึ่งในบริษัทที่ถูกพูดถึงบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในมุมนี้ . เพราะถ้าความต้องการ AI ยังเติบโตต่อ ความต้องการ HBM ก็มีโอกาสเติบโตตามไปด้วยเช่นกัน 📈 . สุดท้ายนี้ แอดไม่ได้บอกว่า SK Hynix จะขึ้นตลอด หรือไม่มีความเสี่ยงนะ แต่ถ้ามองในมุมของธีม AI นี่คือหนึ่งในบริษัทที่น่าสนใจ เพราะอยู่ในจุดที่สำคัญมากของห่วงโซ่อุตสาหกรรม และเป็นชื่อที่นักลงทุนทั่วโลกเริ่มหันมาจับตากันมากขึ้น . 💬 แล้วเพื่อน ๆ ล่ะ คิดว่าในธีม AI รอบนี้ จะเลือก NVIDIA เจ้าตลาด หรือ SK Hynix ผู้ผลิต HBM ที่อยู่เบื้องหลัง? 👇🔥
Stocker Day tweet media
ไทย
0
2
7
895