V V
3.1K posts


เปิดงบประมาณพัทยาออนไลน์ทุกบาท นี่คือความโปร่งใสที่ท่านจับต้องได้
.
เมื่อเราพูดว่าอยากสร้าง “พัทยาเพื่อทุกคน” เรากำลังตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานว่าเมืองของเราต้องดูแล “คนใน” ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และดูแล “คนนอก” ที่มาบ้านเราให้เกิดความประทับใจแล้วอยากกลับมาอีก
.
หนึ่งนโยบายที่เราภูมิใจนำเสนอคือศูนย์เด็กเล็กที่เปิดทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยว สถานประกอบการหลายแห่งปิดตีสองตีสาม จะทำอย่างไรให้คนพัทยา ที่เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองได้รับการดูแล สามารถฝากลูกไว้ที่ศูนย์เด็กเล็กของเมืองได้ในเวลากลางคืน และมั่นใจว่าจะได้รับการดูแลที่มีมาตรฐาน ซึ่งเรื่องนี้คณะก้าวหน้าเคยทำมาแล้วร่วมกับนายก อบต.เชิงทะเล จังหวัดภูเก็ต
.
ตั้งแต่อนาคตใหม่ เราให้ความสำคัญกับนโยบายขนส่งสาธารณะ เพราะเราเชื่อว่าบ้านเมืองที่ดีนั้น รัฐต้องเป็นผู้สนับสนุนการเดินทางของประชาชน ไม่ใช่ให้เอกชนหรือประชาชนต้องขวนขวายเอาเองจนเป็นภาระค่าใช้จ่าย แต่ทุกวันนี้คนในพัทยารู้ดีว่าสองแถวไม่ได้เดินตามเส้นทางที่กำหนดไว้ สิ่งที่เราจะทำคือทำงานประสานกับผู้ประกอบการเพื่อให้เกิดเส้นทางใหม่ร่วมกัน ทำให้รถสองแถววิ่งได้ครอบคลุมทั่วทั้งพัทยา เพื่อให้ทุกคนเดินทางอย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้เราจะทำให้มีป้ายรถประจำทางที่มีมาตรฐานด้วย
.
เรื่องเหล่านี้พรรคประชาชนทำมาแล้วที่ อบจ.ลำพูน ทำให้สายรถเชื่อมโยงระหว่างเมืองเก่า พื้นที่พาณิชย์ใหม่ และโรงงานอุตสาหกรรม เดินทางผ่านจุดสำคัญต่างๆ สิ่งนี้เรียกว่าความเจริญ โดยออกแบบป้ายรถเมล์ให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ปัจจุบันกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ภายในไตรมาสสามของปีนี้ จะได้เห็นสายรถนี้วิ่งที่ลำพูน
.
ยังมีอีกหลายนโยบาย
- ปรับภูมิทัศน์เมืองพัทยาให้เป็นเมืองเดินได้เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจสองข้างทาง
- ทำให้น้ำประปาสามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยเฉพาะคนในพื้นที่เกาะล้าน
- พัฒนาศูนย์เยาวชนของเมืองพัทยา พื้นที่กว่า 50 ไร่ ซึ่งปัจจุบันถูกทิ้งร้าง ให้เป็นพื้นที่ใช้สอยร่วมกันของคนทุกช่วงวัย
- นโยบายสาธารณสุขอย่างการใช้ TeleHealth ให้ อสม. ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสัญญาณชีพสำคัญของคนไข้และส่งต่อข้อมูลผ่านระบบอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับคลาวด์ คุณหมอจะดูข้อมูลได้จากโรงพยาบาล คนไข้ไม่ต้องเดินทางไปพบหมอ นี่คืออนาคตของบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน
- ลงทุนสนามกีฬาเมืองพัทยาให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับกีฬาชนิดต่างๆ ให้คนในพื้นที่ได้ใช้ฟรี
.
นโยบายเรื่องความโปร่งใส งบประมาณของพัทยากว่า 2,400 ล้านบาทต่อปี บริหาร 4 ปีเป็นเงินเกือบ 10,000 ล้านบาท ถ้ามีนายกเมืองพัทยาจากพรรคประชาชน ชาวพัทยาจะได้รับความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง ผู้รับเหมา จะอยู่บนเว็บไซต์ทั้งหมด ประชาชนสืบค้นง่าย เมื่อมีความผิดปกติก็มีสายตาของทุกคนช่วยกันมอง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ อบจ.ลำพูน เป็น อบจ. ที่ซื้อของต่ำกว่าราคากลางมากที่สุดในประเทศไทย นี่คือหน้าตาของความโปร่งใสที่จับต้องได้ และนโยบายเหล่านี้อยู่ในเว็บไซต์ pattayaall.net
.
หากพรรคประชาชนได้รับชัยชนะ นายกเมืองพัทยาและ ส.ม. จะไม่ทำงานโดยลำพัง พรรคประชาชนจะเข้ามาช่วยผลักดันความเจริญก้าวหน้าให้กับพัทยา อนาคตของพัทยาขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทุกคน เดินทางร่วมกับเราเพื่อสร้างพัทยาที่ดีกว่านี้ไปด้วยกัน
.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ @Thanathorn_FWP
ผู้ช่วยหาเสียง
เวทีเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยาของพรรคประชาชน 12 พฤษภาคม 2569

ไทย


[ กรุงเทพง่ายๆ Bangkok made Easy | 4 เสาทีมพรรคประชาชน เพื่อกรุงเทพที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ]
.
กรุงเทพ คือมหานครชั้นนำของโลกที่รายล้อมไปด้วยความเจริญและความสะดวกสบายเมื่อมองจากภายนอก แต่เมื่อเรามองเข้าไปให้ลึกถึงตรอกซอกซอยต่างๆ เราจะพบความจริงอันน่าเศร้าของปัญหาสารพัดที่ประชาชนในเมืองใหญ่นี้ต้องพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
.
ด้วยขนาด จำนวนประชากร และรายได้ รวมถึงหน่วยการปกครอง งบประมาณ และอำนาจ ที่มากกว่าจังหวัดไหนๆ ในประเทศนี้ กรุงเทพควรที่จะสร้างคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ให้กับพวกเราทุกคนได้
.
แต่ความเป็นจริงก็คือโครงสร้างของรัฐปัจจุบันไม่เอื้อให้กรุงเทพมีอำนาจและอิสระที่มากพอในการทำอะไรหลายๆ เรื่องได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่ากรุงเทพ จะทำอะไรไม่ได้เลย เพียงแต่ที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครมาพร้อมเป้าหมายในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของกรุงเทพ
.
หัวใจของเมืองคือผู้คน หน้าที่ของเมืองคือการสร้างระบบที่โอบอุ้มผู้คนอย่างยั่งยืน และเราเชื่อมั่นว่าเราสามารถสร้าง กรุงเทพ ที่เป็นของผู้คน ดำรงอยู่เพื่อผู้คน ทำให้หลายเรื่องในชีวิตของคน กรุงเทพ ที่เป็นเรื่องยาก กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นได้
.
วันนี้ พรรคประชาชนพร้อมแล้วที่จะทำให้ "กรุงเทพง่ายๆ" สำหรับทุกคน ด้วยแคนดิเดตผู้ว่าฯ ที่มีวิสัยทัศน์ ด้วยทีมบริหารที่พร้อมทำงานช่วยผู้ว่าครอบคลุมทุกด้าน ด้วยแคนดิเดต ส.ก. ที่พร้อมเคียงข้างผู้คนในทุกเขตไปจนถึงตรอกซอกซอย และด้วยนโยบายที่มีหัวใจอยู่ที่ผู้คน
.
เพื่อให้กรุงเทพ เป็นเมืองที่มีสวัสดิการที่ดี พร้อมโอบรับในทุกด้านของชีวิตคุณ เป็นเมืองที่จะคืนเวลาให้คุณได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย ไม่ใช่หมดไปกับภารกิจจำเจในชีวิตประจำวัน
.
นี่คือ 4 เสาหลักของทีมผู้ว่าประชาชน ที่จะทำให้กรุงเทพง่ายขึ้นสำหรับทุกคน เพราะมีแต่พลังของผู้คนเท่านั้น ที่จะออกแบบและสร้างอนาคตของเมืองแห่งนี้ได้ด้วยกัน
.
ตรวจชื่อว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชน อ่านนโยบายสำหรับการเลือกตั้ง กทม. และวิสัยทัศน์ของผู้ว่าประชาชน โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ที่นี่ bkk2569.peoplesparty.or.th
.
_____
.
[โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร @ChaiwatPublic ว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน]
.
“กรุงเทพง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน”
.
ชัยวัฒน์ หรือ โจเกิดและเติบโตที่ตลาดพลู ย่านเก่าแก่ของกรุงเทพ ก่อนจะมีโอกาสไปเรียนและทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น เมืองที่ขึ้นชื่อว่ามอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชนได้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก
.
ทั้งตลาดพลูและญี่ปุ่น คือสิ่งที่หล่อหลอมให้โจได้ตกผลึกจนกลายมาเป็นหลักคิดประจำตัว ว่า เมือง ไม่ใช่สถานที่ แต่คือผู้คน
.
นั่นหมายความว่าสำหรับโจ กรุงเทพที่ดีไม่ใช่แค่เมืองที่มีตึกสวยๆ มีรถไฟฟ้า มีนักท่องเที่ยวเยอะ แต่คือเมืองที่โอบอุ้มชีวิตผู้คนให้อยู่อย่างปลอดภัย มีความสุข มีโอกาสก้าวหน้าในชีวิต เมืองที่ผู้คนกล้ามีลูก เพราะมั่นใจว่าจะมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกได้
.
เมื่อขุมทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของเมืองคือ ผู้คน การทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่มีหลังพิงเมื่อล้ม มีสวัสดิการที่โอบอุ้มชีวิตคนในยาม แก่เฒ่า เจ็บป่วย หรือเกิดเรื่องไม่คาดฝันในชีวิต และการทำให้กรุงเทพเป็นลมใต้ปีก ที่จะผลักให้คนก้าวหน้า มีโอกาสตั้งตัว ลืมต้าอ้าปากง่ายขึ้น จึงเป็นเป้าหมายของชัยวัฒน์ในวันที่ตัดสินใจลงเลือกตั้งนี้
.
นั่นคือการทำกรุงเทพให้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ค้าขายง่าย เลี้ยงครอบครัวง่าย เดินทางง่าย ใช้ชีวิตง่าย
.
“ผมอยากคืนเวลาให้คนกรุงเทพ ได้ใช้ชีวิตกับสิ่งที่มีความหมาย ใช้เวลากับคนที่รัก ใช้เวลากับตัวเอง ออกกำลัง หรือทำกิจกรรมที่เพิ่มพูนทักษะ พัฒนาตัวเอง ไม่ใช่เสียเวลาและพลังชีวิตมากมายไปกับการต่อสู้เพียงเพื่อทำภารกิจประจำวันอย่างการเดินทางไปทำงาน หรือหาหมอ”
.
แม้จะเป็นเป้าหมายที่เรียบง่าย แต่ภารกิจนี้ไม่ง่ายแน่นอน สำหรับชัยวัฒน์ นี่คือภารกิจที่คนคนเดียวทำสำเร็จไม่ได้ ต้องอาศัยทั้งผู้นำ ทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ที่แน่วแน่ ทีมบริหารมากประสบการณ์ นโยบายที่รอบด้าน และประชาชนที่พร้อมจะเปลี่ยนกรุงเทพให้ง่ายขึ้น
.
มาร่วมกัน สร้างกรุงเทพง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
.
#กรุงเทพง่ายๆ #BangkokMadeEasy #ผู้ว่าประชาชน

ไทย

@Citizen2600 @thestandardth พรรคไหนจะปราบโกง ??? มันโกงทั้งแม่ ทั้งพี่ ทั้งน้องชาย
ไทย

@thestandardth อนิจจาประเทศไทย ทุจริตคดโกงกันต่อไปไม่มีสะทกสะท้านกันเลยทั้งนักการเมืองและข้าราชการ ทหาร ตำรวจ โกงได้โกงดีจริงๆ
เห็นแล้วสิ้นหวังจริงๆ พรรคที่จะปราบโกงก็ยังไม่ได้เป็นรัฐบาล
เราต้องรออีกนานแค่ไหน?
ไทย

ทำไมสิงคโปร์ ‘คดีคอร์รัปชัน’ ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
สำนักสืบสวนการกระทำทุจริตของสิงคโปร์ (CPIB) เปิดเผยว่า สิงคโปร์สามารถลดคดีทุจริตคอร์รัปชันลงจนแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของประเทศ โดยมีรายงานกรณีการทุจริต 160 เรื่อง ลดลงร้อยละ 10 จาก 177 เรื่องในปี 2024 ส่วนจำนวนคดีที่ขึ้นทะเบียนเพื่อสืบสวนสอบสวนลดลงอยู่ที่ 68 คดี จาก 75 คดีในปีก่อนหน้า
📌 ทำไมสิงคโปร์ถึงประสบความสำเร็จในการลด ‘คดีคอร์รัปชัน’
นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ สิงคโปร์มีเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็ง (Political Will) โดยรัฐบาลและผู้นำสิงคโปร์มีความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนที่จะควบคุมและปราบปรามการทุจริตให้อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุด
อีกทั้งยังมี ‘วัฒนธรรมไม่ยอมรับการทุจริตอย่างเด็ดขาด' (Zero-Tolerance Culture) โดยสังคมสิงคโปร์มีค่านิยมต่อต้านการคอร์รัปชันอย่างฝังรากลึก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากสถิติในปี 2025 ที่พบว่ามีถึง 22 คดี จากคดีที่ถูกสอบสวนทั้งหมด 68 คดี เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ปฏิเสธการรับสินบนจากประชาชนเสียเอง
สิงคโปร์ยังมี ‘กฎหมายที่มีประสิทธิภาพและการบังคับใช้อย่างเฉียบขาด’ โดยมีกฎหมายปราบปรามการทุจริตที่มีประสิทธิภาพสูง CPIB ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเอาจริงเอาจัง โดยมีอัตราการลงโทษผู้กระทำความผิดสูงถึงร้อยละ 91-100 นอกจากนี้ยังมีการติดตามจับกุมอย่างเด็ดขาด ตัวอย่างเช่น การตามจับอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจที่หลบหนีไปนานเกือบ 17 ปีกลับมารับโทษจำคุกได้สำเร็จ
นอกจากนี้ ‘การป้องกันเชิงรุกและการสร้างความร่วมมือร่วมกับทุกภาคส่วน’ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดย CPIB ไม่ได้พึ่งพาแค่การจับกุม แต่ยังเพิ่มความเข้มข้นในการป้องกันคอร์รัปชันทั้งในภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีความเปราะบาง เช่น การก่อสร้าง การผลิต และการขนส่งโดยได้ร่วมมือกับสื่อมวลชน สมาคมวิชาชีพ กลุ่มการค้า และชุมชน เพื่อขยายผลและปลูกฝังแนวคิดต่อต้านการทุจริต
ผลจากความพยายามอย่างเป็นระบบนี้ ทำให้สิงคโปร์ได้รับความเชื่อมั่นอย่างมาก โดยประชาชนร้อยละ 98 ประเมินว่าสถานการณ์การคอร์รัปชันในประเทศได้รับการจัดการอยู่ในระดับดีถึงยอดเยี่ยม และสิงคโปร์ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชันน้อยที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกจาก 182 ประเทศในปี 2025 อีกด้วย
ภาพ: Richie Chan / Shuterstock
#สิงคโปร์

ไทย

[ #เรียนฟรีที่แปลว่า : แจกไฟล์รวบรวมข้อมูล “บิลค่าเทอม” ! ข้อสังเกตต่อปัญหา “เรียนฟรีไม่จริง” และการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครอง ที่เสี่ยงจะขัดกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ 2554 เรื่องการเก็บค่าบำรุงสถานศึกษา ]
.
ก่อนอื่น ผมต้องขอบคุณผู้ปกครองจำนวนมาก ที่สละเวลาส่งข้อมูลและภาพบิลค่าเทอมกันเข้ามาอย่างล้นหลามทั้งทาง comment และ inbox หลังจากที่สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้โพสต์เพื่อสอบถามผู้ปกครองเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่แต่ละท่านต้องแบกรับในช่วงเปิดเทอมนี้
.
ตอนนี้ ผมและทีมได้จัดระเบียบข้อมูลทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว เลยอยากแชร์ไฟล์ข้อมูลดังกล่าว เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลใดที่ต้องการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อ (shorturl.at/i4UG5)
.
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ข้อสังเกตที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้:
.
1. บิลค่าเทอมมีรูปแบบที่หลากหลาย - แม้เรารวบรวมมาได้ประมาณ 100+ ตัวอย่าง แต่การนำมาเปรียบเทียบทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากการจำแนกประเภทค่าใช้จ่าย มีความแตกต่างกัน (เช่น บางบิลรวมค่าใช้จ่ายแทบทั้งหมดไว้ในบรรทัดเดียวที่เรียกรวมๆว่า “ค่าบำรุงการศึกษา” vs. บางบิลจำแนกค่าใช้จ่ายตามรายการต่างๆอย่างชัดเจน)
.
2. การศึกษายังไม่ฟรีจริง - เราเข้าใจดีว่าการศึกษาในโรงเรียนเอกชนย่อมมีค่าใช้จ่าย แต่ปัจจุบัน การศึกษาในโรงเรียนรัฐก็ยังมีค่าใช้จ่ายเช่นกัน แม้จะนับเฉพาะนักเรียนในโรงเรียนรัฐที่เรียนแผนการเรียนปกติ ที่ไม่ใช่แผนการเรียนพิเศษ (เช่น EP / MEP / Gifted):
- โรงเรียนเอกชน = 25,916 บาท (ค่าเฉลี่ย)
- โรงเรียน สพฐ. (หลักสูตรพิเศษ) = 16,419 บาท (ค่าเฉลี่ย)
- โรงเรียน สพฐ. (หลักสูตรปกติ) = 5,353 บาท (ค่าเฉลี่ย)
.
3. หากนับเฉพาะโรงเรียน สพฐ. (หลักสูตรปกติ) ประเภทค่าใช้จ่ายที่มักพบบ่อยมีดังต่อไปนี้ (เรียงตามค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยจากบิลที่มีประเภทค่าใช้จ่ายดังกล่าว)
.
- ค่าธรรมเนียม = 4,350 บาท
- ค่าเครื่องแบบ (เพิ่มเติมจากที่ได้รับอุดหนุน) = 1,823 บาท
- ค่าบุคลากร: วิทยากรภายนอก = 1,075 บาท
- ค่าบุคลากร: จ้างเหมาบุคลากร = 1,055 บาท
- ค่าหนังสือเรียน (เพิ่มเติมจากที่ได้รับอุดหนุน) = 670 บาท
- ค่าบุคลากร: ครูต่างประเทศ = 637 บาท
- ค่าบุคลากร: ครูที่เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะ = 617 บาท
- ค่าสอนคอมฯ = 539 บาท
- ค่าแอร์ / ค่าสาธารณูปโภค = 481 บาท
- ค่าสมาคมผู้ปกครอง = 461 บาท
- ค่าประกันอุบัติเหตุ = 350 บาท
- ค่าวารสารนักเรียน = 217 บาท
- ค่าบัตรนักเรียน = 168 บาท
- ค่าตรวจสุขภาพ = 130 บาท
.
4. หากนับเฉพาะโรงเรียน สพฐ. (หลักสูตรปกติ) เราค้นพบบิลค่าเทอมบางตัวอย่าง ที่ดูสุ่มเสี่ยงจะขัดกับประกาศ ศธ. (หรืออย่างน้อยขัดกับเจตนารมณ์ของประกาศ ศธ.) เกี่ยวกับการเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา พ.ศ. 2554:
.
4.1. บางบิลมีการคิดค่าใช้จ่ายบางประเภทที่ประกาศ ศธ. ระบุ ห้ามไม่ให้เรียกเก็บเงินจากผู้ปกครอง
- เช่น “ค่าชุดพละ” “ค่าชุดวัฒนธรรม” “ค่าสูทพิธีการ” ที่คาดว่าถูกเรียกเก็บเพิ่มเติมจาก “ค่าเครื่องแบบนักเรียน” ที่รวมอยู่ในเงินอุดหนุนรายหัว และที่ประกาศ ศธ. ระบุไม่ให้เก็บเพิ่ม
- เช่น “ค่าแบบเรียน” “ค่าแบบฝึกหัด” “ค่าสมุด” ที่คาดว่าถูกเรียกเก็บเพิ่มเติมจาก “ค่าหนังสือเรียน” ที่รวมอยู่ในเงินอุดหนุนรายหัว และที่ประกาศ ศธ. ระบุไม่ให้เก็บเพิ่ม
- เช่น “ค่าบัตรนักเรียน”ที่ถูกเรียกเก็บ ทั้งๆที่ประกาศ ระบุว่าเก็บได้เฉพาะกรณีที่ “ถูกจัดทำเป็นลักษณะพิเศษอย่างมีคุณภาพ”
.
4.2. บางบิลมีการคิดค่าใช้จ่ายบางประเภทที่สูงกว่าเพดานที่ประกาศ ศธ. อนุญาตให้เรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองได้
- เช่น ประกาศ ศธ. ห้ามไม่ให้คิดค่าใช้จ่าย เรื่องค่าจ้างครูต่างประเทศ ค่าตอบแทนวิทยากรภายนอก ค่าเรียนปรับพื้นฐาน และโครงการพัฒนาทักษะ รวมกันเกิน 1,250 บาทต่อภาคเรียน แต่เราเห็นบางบิลมีการเรียกเก็บเฉพาะค่าจ้างครูต่างประเทศ (2,200 บาท) หรือค่าตอบแทนวิทยากรภายนอก (2,000 บาท) ซึ่งเกินเพดานดังกล่าวไปแล้ว
.
4.3. บางบิลมีการคิดค่าใช้จ่ายบางประเภท ที่ประกาศ ศธ. อนุญาตให้เก็บได้ตามความสมัครใจของผู้ปกครอง แต่ในทางปฏิบัติ ไม่รู้ว่าผู้ปกครองมีสิทธิเลือกได้จริงหรือไม่
- เช่น แทบทุกบิลมีการเรียกเก็บค่าห้องปรับอากาศและค่าสอนคอมฯ ซึ่งเป็นรายการพื้นฐานที่อาจควรถูกพิจารณารวมอยู่ในสิทธิเรียนฟรี และชวนให้สงสัยต่อว่าโรงเรียนจะปฏิบัติอย่างไรกับนักเรียนที่ไม่ยอมจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าว
.
5. หากนับเฉพาะโรงเรียน สพฐ. (หลักสูตรปกติ) มีหลายโรงเรียนที่เรียกเก็บค่าสมาคมผู้ปกครอง (200-600 บาท) ซึ่งเสี่ยงจะกลายเป็นช่องโหว่ที่บางโรงเรียนอาจใช้ ในการเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครอง ในรายการค่าใช้จ่ายที่ประกาศ ศธ. ห้ามเรียกเก็บ โดยใช้สมาคมหรือชมรมผู้ปกครองเป็นเพียง “ทางผ่าน”
.
แม้ข้อมูลทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นถึงสถานการณ์และปัญหาชัดขึ้น แต่ผมอยากเชิญชวนประชาชนที่สนใจ นำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อ - หากเจออะไรที่น่าสนใจ สามารถแชร์ข้อสังเกตเพิ่มเติมกันเข้ามาได้ครับ
.
หลังจากนี้ ทางผมจะพยายามใช้กลไกสภาในการดำเนินการ 3 อย่าง เพื่อผลักดันให้การเรียนฟรี “ฟรีจริง”:
.
1. ใช้กลไกกรรมาธิการ (ที่กำลังจะตั้งขึ้นในเร็วๆนี้) เพื่อเรียกร้องให้ สพฐ. นำส่ง และ/หรือ เผยแพร่ ข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด ที่โรงเรียน สพฐ. แต่ละแห่ง เรียกเก็บจากผู้ปกครอง - ข้อมูลทั้งหมดควรอยู่ในมือ สพฐ. อยู่แล้ว เนื่องจากประกาศ ศธ. เกี่ยวกับการเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา พ.ศ. 2554 ระบุชัดว่าทุกรายการที่มีการเรียกเก็บจากผู้ปกครอง จะต้องได้รับการอนุมัติจาก เขตพื้นที่การศึกษา ของ สพฐ. ก่อน
.
2. เปิดรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครอง เพื่อตรวจสอบกรณีที่โรงเรียนมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครอง ในรายการ หรือด้วยปริมาณและวิธีการ ที่ขัดกับประกาศ ศธ. เกี่ยวกับการเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา พ.ศ. 2554
.
3. ผลักดันให้รัฐบาลทบทวนประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการเก็บเงินบํารุงการศึกษาของสถานศึกษา 2554 เพื่อ
- (1) โยกบางรายการที่ปัจจุบันยังเปิดช่องให้โรงเรียนเก็บค่าใช้จ่ายได้ (เช่น ค่าสอนคอมพิวเตอร์? ค่าประกันอุบัติเหตุนักเรียน?) มาอยู่ในสิทธิเรียนฟรี โดยให้รัฐจัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษาสำหรับรายการดังกล่าว
- (2) ลดเพดานอัตราการเก็บ หรือเพิ่มเงื่อนเพื่อไขให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นกับนักเรียนทุกคนในสถานศึกษา สำหรับรายการใดที่ยังไม่สามารถนำมาอยู่ในสิทธิเรียนฟรีได้
.
#เรียนฟรีที่แปลว่า

ไทย

เรียกตัวเองเป็น "ผู้สื่อข่าว" รบกวนรายงานข้อมูลให้ถูกต้องหน่อยก็ดีนะครับ
ข้อมูลที่ถูกต้องคือ หลังจากที่ได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาล ก็มีการเชิญหน่วยงานมาหารือเรื่อง งบประมาณปี 70 เนื่องจากตามปฏิทินปีงบประมาณ คำของบประมาณจะต้องถูกส่งไปให้สำนักงบประมาณ เพื่อทำการกลั่นกรองก่อนถูกส่งไปที่รัฐสภา
และเพื่อให้งบประมาณถูกจัดสรรให้ตรงตามเป้าหมายนโยบายของรัฐบาลและตามที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงสัญญากับประชาชนไว้ จึงมีความจำเป็นต้องมีการหารือกัน ซึ่งเป็นปกติของการทำงาน โดยเฉพาะในช่วงของการเปลี่ยนผ่านผู้บริหาร
ไม่มีลูกหลานคนไหนเรียกดูงบประมาณ และเรื่องความสัมพันธ์หรือญาติไม่มีความเกี่ยวข้องกับการโยกย้ายแม้แต่นิดเดียวครับ
ผู้สื่อข่าวที่ไม่รายงานข้อมูลบนข้อเท็จจริงนี่ ไม่มั่นใจว่าต้องการหาประโยชน์ส่วนตัวโดยการปล่อยข่าวเท็จเพื่อเรียกยอดเอนเกจเม้นท์หากินกับความเข้าใจผิดของประชาชน หรือต้องการสะท้อนมาตรฐานการทำงานของตนเองกันแน่ครับ
suthichai@suthichai
เมื่อลูกหลานรัฐมนตรีขอดูงบประมาณกรมนั้นกรมนี้มันจะไปสะท้อนที่ดัชนี Corruption Perception Index อย่างไร? Suthichai Live 9.15 น.
ไทย




















