ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎

55.1K posts

ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ banner
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎

ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎

@underflower_you

* 🪞🧸 ᴊᴊʏ ᴋᴅʏ ᴘᴄʏ /ᴇxᴏ ɴ’ ɴᴄᴛ : ᴊᴇᴀᴅᴏ/ᴅᴏɴɢʀᴇɴ 🥑💫🧼

neo zone อยากเปนคนรวย ขอรวย Katılım Kasım 2017
553 Takip Edilen60 Takipçiler
Sabitlenmiş Tweet
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎
สส.อนาคตใหม่เเถวบ้านได้ วันนี้เลยมาขี่รถขอบคุณ เเล้วมีรถอีกคันมาโฆษณาขายไรเนี้ยแหละ อนค: ขอบคุณพ่อเเม่พี่น้องทุกคนที่เลือกเด้อ รถโฆษณา: ยินดีค้าบ //ล่าสุดขี่ตามขอบคุณช่วย จังหวะซิทคอมมากเเม่555555555555555 #ThailandElection2019
ไทย
4
5.6K
1.2K
0
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
🍵🍵
🍵🍵@bathorykk·
มาร์กี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเบลล่าคือทองแท้55555 ที่ชีเม้าท์ 10 ปีไม่สายอ่ะที่จะพิสูจน์คน #ทรายสก๊อต
ไทย
169
53.2K
32.4K
6.8M
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
🥦✨
🥦✨@broccolistaa·
ล่าสุดไปอยู่กวางโจวคนเดียวมา 17 วัน นอนอย่างดี กินวันละ 2 มื้อ อยากกินอะไรกิน ไม่อด ชานม ชาผลไม้ทุกวันวันละแก้ว - ตั๋วเครื่องบินไปกลับ full service (จริงๆ น่าจะถูกกว่านี้แต่เราจองใกล้ + จองแยกขา) = 10k - ค่าที่พัก 16 คืน เช็คอินบ่ายสอง เช็คเอาท์บ่ายสอง ห้องใหญ่เบิ้ม = 9k - ค่ากิน + ค่าเดินทางในกวางโจว นั่งทั้งรถไฟ ทั้ง didi (นับรวมยอดจากใน alipay + wechat เพราะไม่ได้แลกเงินสดไปเลย) = 8k - ค่าชอปปิ้ง สัพเพเหระ สุรุ่ยสุร่าย (แยกยอดเพราะรูดบัตรเครดิต) = 12k รวม 39k โดยประมาณ ไม่แตะเลข 4 เอาจริงราคานี้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ คุ้ม เปลี่ยนที่ทำงาน เปลี่ยนที่นอน
kenj@jungwooyy

รีวิวจากที่เคยไปมา กว่างโจว (จีน) งบ10k เอาอยู่ - เดินทางง่าย เรียกรถ รฟฟ รถเช่าสแกน ราคาถูกหมด - โรงแรมราคาดี ไม่แรง คืนละ5-600มี ห้องดีเลย - ที่เที่ยวเยอะ เดินชิลๆได้ - อาหารอร่อย ถุกปากคนไทย - ใช้จ่ายง่าย โทรศัพท์เครื่องเดียวพอ ปีนัง (มาเลเซีย) งบ 5k เหลือเฟือ นั่งรถไฟไป - เดินทางง่าย ใช้ grab ได้เลย ไม่แพงเลย แต่ไม่มีรฟฟ - คาเฟ่เยอะ ทะเลสวย (แล้วแต่ช่วง) - อาหารกินง่าย แต่แพงกว่าบ้านเราหน่อย ช่วงนี้ค่าเงินมาเลขึ้นด้วย - ใช้จ่ายอาจจะต้องพกบัตรเครดิตไปหน่อย แต่หลายๆก็ร้านรับ shopeepay - โรงแรม 700+ ถ้าอยากได้ถูกลงมาหน่อยอาจจะเป็น hostel

ไทย
18
5.9K
4.9K
627.1K
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
Nobinob | Aptos🌐
Nobinob | Aptos🌐@nobipinkboop·
เห็นข่าวนี้ ต้องรีบมาเคลมเลยครับ Aluminium เป็นวัตถุดิบ หลักในการทำกระป๋อง หากราคาพุ่งมันจะยิ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้น และยิ่งขายยิ่งขาดทุน วนไปเหมือนน้ำLove potion ที่เจ๊งไปครับ Timing ในการเปิดตัว มันสำคัญจริงๆนะ….
Nobinob | Aptos🌐 tweet media
Nobinob | Aptos🌐@nobipinkboop

แล้วล่าสุดทำน้ำใหม่ ที่เป็นโซดา แล้วดันทำออกมาLotใหญ่ ในสถานการณ์แบบนี้ 😅😅 1.ตลาดน้ำแต่งกลิ่นต่างๆในประเทศไทย เป็น Red ocean มีเจ้าใหญ่ครองใจ เช่นผมเอง ชอบมาก สิงห์โซดา -..- 2.Raw material ขึ้นทุกภาคส่วน ให้ผมเดาเลย กระป๋อง Aluminium ที่คุณเอามาบรรจุ ต้นทุนเอาเรื่องไม่ใช่น้อย 3.Shipping น้ำมันยังขึ้นไม่หยุด คุณต้องแบกค่าขนส่งที่ไปWarehouse or supermarket เพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย 4.Demand ที่หดตัว คุณคิดว่า ต้นทุนทุกอย่างขึ้นแบบนี้ คนจะอยากSpending เงินหรือไม่ ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้ทับถมกับProductใหม่นะครับ แต่ Timing ในการโพสต์และการปล่อย Product ใหม่ออกมา ผมมองว่ามันจะ Déjà vu เฉยๆ 😅😅😅

ไทย
3
341
208
1.7M
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
momo
momo@marksdesignerr·
???
momo tweet media
ZXX
20
24.1K
108.8K
4.3M
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
daisy bloom
daisy bloom@ifeelsopeach·
มาสอนทำรูปน่ารักๆแบบนี้คับ ⭐️💗🍓 วิธีง่ายม้าก ก็คือถ่าย photo booth ออนไลน์ผ่านเว็บ kept scene เฟรมรูปน่ารักสุดๆ เปลี่ยนเฟรมทุกเดือนด้วย ถ่ายได้ทุกที่ เว็บตัดพื้นหลังให้ฟรี 🫒📸 รูปละ 39฿ ได้ทั้งรูป/gif เอารูปมาแต่งต่อคือโคตรจะน่ารักก 🫶🏻
daisy bloom tweet mediadaisy bloom tweet mediadaisy bloom tweet media
ไทย
1
560
1.8K
55K
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
cin ☆
cin ☆@www2003com·
ไปเจอเว็ปถ่าย photobooth มา น่ารักมากกง่ะะ 🤳🏻💘🍐 จะถ่ายในเว็ปหรืออัพรูปลงไปเลยก็ได้ ☝🏻เฟรมน่ารัก ๆ เพียบบ บ ชั้นนั่งแต่งได้ทั้งวัน 😻⭐️⭐️ 📷 / beautyplus.com/th
cin ☆ tweet media
all u need here@999jtcash

🌷 7 free websites for take a photobooth urself!

ไทย
1
2.3K
7.2K
430K
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
崽崽/王金樹
崽崽/王金樹@Zai_Jaii·
สิ่งที่ค้นพบในช่วงหลังคือ คนในชีวิตที่มีปัญหาสุขภาพจิตแล้วอาการดีขึ้นหรือผ่านพ้นมาได้ จะมี empathy สูงกว่าคนปกติมากๆ เพราะเค้ารู้ดีว่ามันยากขนาดไหน ส่วนคนที่เหี้ยคือคนที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองควรไปพบจิตแพทย์
૮꒰˵• ﻌ •˵꒱ა@awwwfluffy

ในฐานะผู้ป่วยที่รักษามา 6-7 ปีแล้วรู้สึกซาบซึ้งมาก เคยกินยาเดือนละสองหมื่น เคยเข้าวอร์ดจิตเวช ทุกวันนี้ดีขึ้นเยอะ เวลาเล่าให้ใครฟังคนมักจะคิดว่าหายแล้ว 100% มีทักษะการจัดการอารมณ์และความคิดดี แต่จริงๆมันไม่ง่ายเลยในการใช้ชีวิตให้ปกติทั่วไป พอเป็น anxiety หรือ panic แล้วหยุดความคิดตัวเองไม่ได้ ดีที่ภายนอกเป็นคนแสดงออกไม่เก่งเลยไม่ค่อยมีคนรู้เท่าไหร่ว่ามีอาการ ทุกวันนี้เจอเรื่องอะไรเวลาแชร์บางทีคนรอบตัวก็สอนด้วย logic ธรรมะ บอกให้หยุดเครียด ต้องจัดการบาลานซ์ให้ได้ ฟังจนบางทีมีปัญหาไม่อยากพูดกับใครเพราะถ้าทำได้(กู)ทำไปแล้ว ลึกๆ เลยมันเลยเป็นความโดดเดี่ยวอยู่เสมอว่าไม่มีคนเข้าใจหรือรับฟังเราจริง ๆ

ไทย
4
9.2K
5.3K
393.1K
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
Galadriel
Galadriel@Galadriel_TX·
ห้ามพลาดโพสต์นี้ค่ะ
JRT@JRTDesk

ถ้าให้เตือน.. จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมากับตัว และจากที่เห็นตัวอย่างของคนอื่นๆ ในชีวิต.. สิ่งที่จะเตือนคงไม่ใช่พวกเรื่องจิตวิทยา ไม่ใช่เรื่อง FOMO ไม่ใช่เรื่อง cut loss ที่หลายๆ คนคงได้เรียนรู้กันมาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว.. แต่อยากเตือนเรื่องที่นักลงทุนบางทีไม่รู้ตัวเองว่าไม่รู้... . . 📖 กำไรจากโชค vs กำไรจากฝีมือ บางทีคนเราแยกมันกันไม่ออก.. ปี 2003, 2009, 2013, 2019, 2020, 2021, 2023, 2024 เป็นปีที่ทุกคนได้กำไรมาง่ายๆ แล้วทุกคนก็คิดว่าตัวเองเก่ง ซึ่งความจริงคือในตลาด bull แบบนั้นให้ลิงมาหลับตาเลือกหุ้นมั่วๆ ก็ยังกำไรได้ วิธี check ตัวเองแบบที่ sophisticated investors ใช้คือดู risk-adjusted return ไม่ใช่ absolute return ทำได้ 30% แต่ตลาดขึ้น 40% และ drawdown 50% ระหว่างทาง… ถือว่าแพ้ลิง กำไรที่ทำซ้ำไม่ได้ในสภาพตลาดต่างกัน คือโชค.. ไม่ใช่ทักษะ.. ทักษะคือสิ่งที่ยังทำงานได้ในตอนที่ตลาดที่ไม่เป็นใจ เช่น... คนที่ short ตลาดได้กำไรตอน 2008 ทั้งๆ ที่ทุกคนรอบข้างบอกว่าบ้า นั่นคือทักษะ.. คนที่ hedge ตอน COVID แล้วยัง positive return ช่วงนั้น นั่นคือทักษะ.. คนที่ทำ 15% ต่อปีสม่ำเสมอ 10 ปีติด ทั้งปีที่ตลาดขึ้นและปีที่ตลาดลง.. นั่นคือทักษะ เทียบกับคนที่ทำ 80% ในปี 2020 แล้วติดลบ 60% ในปี 2022... average ออกมาอาจยังบวกอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ทักษะ นั่นคือ beta ที่ leverage สูงกลายมาเป็น alpha ปลอมๆ . . 📖 Transaction Cost กิน portfolio แบบที่ไม่รู้ตัว... ทุกคนรู้ค่า commission แต่ commission คือส่วนที่เล็กที่สุดของต้นทุนจริงๆ บางคนอาจจะคิดว่ 「เฮ้ย! ผมไม่ใช่ trader นะ..ไม่ได้ trade บ่อย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผม..」 ลองนึกดูว่าปีที่ผ่านมา rebalance กี่ครั้ง ขายตัวที่ไม่ชอบแล้วซื้อตัวใหม่กี่ครั้ง เห็นข่าว แล้วขยับ position กี่ครั้ง? คนที่คิดว่าตัวเองเป็น investor ไม่ใช่ trader บางที trade บ่อยกว่าที่คิด.. แค่ไม่ได้นับเพราะแต่ละครั้งมี「เหตุผล」ที่ดูดี ซึ่ง transaction cost ไม่ได้เกี่ยวกับความถี่ในการ trade... มันเกี่ยวกับทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวเงินใน portfolio สิ่งที่ใหญ่กว่า commission และบางทีคนมองไม่เห็นคือ implementation shortfall.. ราคาบนจอคือราคาก่อนที่เราจะกด execute... พอกด order จริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ... ถ้า order เล็ก ได้ราคาใกล้เคียงจอ แต่ถ้า order ใหญ่... ตลาดขยับหนีระหว่างที่ order กำลัง fill ราคาที่ได้จริงคือค่าเฉลี่ยของทุก partial fill ที่แย่ลงเรื่อยๆ ตามขนาด order และยังมีต้นทุนที่ไม่มีใครนับคือ bid-ask spread หุ้นที่ spread 0.5% ดูเหมือนไม่มาก แต่ถ้า trade เข้าออก 20 ครั้งต่อปี ลองคูณดูครับ กี่ % ก่อนที่จะนับ commission.. นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เคยนั่งคำนวณ all-in cost per trade จริงๆ commission + spread + slippage + opportunity cost ของเงินที่จมระหว่าง settle บางคนพอนับครบแล้วพบว่าจ่ายค่า cost of activity ปีละ 3-5% โดยไม่รู้ตัวมาหลายปี.. แนะนำว่าก่อนจะ trade ถามตัวเองว่า edge ของ trade นี้มากกว่า all-in (ไม่ใช่ all-in แบบนั้นนะ) cost ไหม ถ้าตอบไม่ได้... นั่นคือคำตอบแล้ว และถ้าคิดว่า limit order แก้ปัญหานี้ได้... มันแก้ได้แค่ครึ่งเดียว.. limit order แก้เรื่อง slippage ตอนเข้า แต่ยังมีเรื่อง adverse selection ที่ผมเคยพูดถึงอยู่ limit order ที่ fill มี performance แย่กว่า limit order ที่ไม่ fill โดยเฉลี่ย.. และ limit order ไม่ได้แก้เรื่อง spread ตอนออก ไม่ได้แก้เรื่อง bid-ask ตอน rebalance ไม่ได้แก้เรื่องต้นทุนรวมทั้งปี การได้ราคาเข้าที่ต้องการเป๊ะๆ ไม่ได้แปลว่า trade นั้นถูก มันแค่แปลว่าจ่ายน้อยลงในขั้นตอนเดียวของกระบวนการที่มีต้นทุนหลายชั้น . . 📖 กำไรที่หายไปมากที่สุดในชีวิตนักลงทุนไม่ได้หายเพราะตลาด... แต่มักจะหายเพราะสมองสั่งให้ทำอะไรบางอย่าง DALBAR ศึกษาพฤติกรรมนักลงทุนในอเมริกาย้อนหลัง 20 ปี (ตัวเลขในบางช่วงเวลา จาก report ตอนราวๆ 2015~2016) พบว่า S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10.35% ต่อปี แต่นักลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มเดียวกันได้เฉลี่ยแค่ 4.25% ต่อปี ไม่ใช่เพราะเลือก fund ผิด... แต่เพราะซื้อหลังจากตลาดขึ้นแล้ว และขายหลังจากตลาดลงแล้ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. ทุกรอบ . . ช่องว่าง 6% ต่อปีเรียกว่า behavior gap และมันเกิดจาก mechanism เดียวกันหมดทุกคน... เหมือนที่มีคนเคยวิจัยพบว่าการเตะประตูลูกโทษ..พบว่าผู้รักษาประตูที่เก่งๆ ระดับโลกมักจะพุ่งไปซ้ายหรือขวา 94% ทั้งที่ข้อมูลชัดเจนว่าการยืนอยู่กลางประตูให้ผลดีกว่าทางสถิติ เหตุผลคือ..การยืนเฉยๆ แล้วโดนยิง รู้สึกแย่กว่า.. การที่พุ่งไปผิดทิศทางแล้วโดนยิง ทั้งที่ผลเหมือนกัน... แต่ action ทำให้รู้สึกว่า「กูทำหน้าที่แล้ว」 สมองนักลงทุนมักทำแบบเดียวกันทุกครั้งที่ตลาดผันผวน ความรู้สึกไม่สบายใจทำให้ครั่นเนื้อครั่นตัวสั่งสมองว่า「ต้องทำอะไรสักอย่าง」เพื่อลดความรู้สึกนั้น ผลคือขายตอนพัง ซื้อตอนฟื้นแล้ว และเสีย 6% ต่อปี ทุกปี ไม่รู้ตัว การไม่ทำอะไรคือการตัดสินใจที่ยาก.. เพราะมันสู้กับธรรมชาติของมนุษย์โดยตรง ⚠️แต่นั่นไม่ได้แปลว่าห้ามทำอะไรทั้งนั้น… นักลงทุนที่ดีทำน้อยกว่า แต่ทำตาม rule ตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า.. ไม่ใช่ตาม feeling ที่เกิดขึ้นตอนนั้น hedging ที่ดีถูก setup ก่อนที่ตลาดจะพัง rebalancing ที่ดีถูก trigger โดย threshold ไม่ใช่โดยความกลัว.. ถ้าตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพราะ「ตอนนี้รู้สึกว่าควรทำ」... นั่นแหละคือ 6% ที่หายไปทุกปี . . . และที่อยากจะเตือนอีกอย่าง.. คือเตือนสำหรับ AUM ในแต่ละ bracket.. 📖 ต่ำกว่า 500,000 บาท ศัตรูไม่ใช่ตลาด... ศัตรูคือ opportunity cost ของเวลา portfolio 300,000 บาท research ทำการบ้าน due diligence อย่างหนัก 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (จริงๆ น้อยมากสำหรับผม แต่กับคนส่วนใหญ่ ผมว่าเยอะ..) ทำได้ดีมากคือ 25% ต่อปี กำไร 75,000 บาท ค่าแรงชั่วโมงละ 96 บาท ต่ำกว่า minimum wage บางประเทศ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เดียวกัน ถ้าเอาไปพัฒนาทักษะอาชีพ เรียนภาษา สร้าง side income... โอกาสที่ income จะขึ้น 100,000-300,000 ต่อปีมีสูงกว่ามาก.. ใครที่อยู่ bracket นี้.. portfolio management ไม่ใช่เรื่องสำคัญสุดที่ต้องทำในชีวิต แต่คนชอบทำผิดพลาดเดียวกันแทบทุกคน... เพราะการดู portfolio ทำให้รู้สึก productive กว่าการพัฒนาตัวเอง ทั้งที่ผลตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง แนะนำว่า.. ลงทุนใน index แล้วไปเพิ่ม income ก่อน แล้วค่อยกลับมาเรียนรู้เรื่องการลงทุนอย่างจริงจัง ตอนที่มันจะ matter จริงๆ . . 📖 500,000 ถึง 5,000,000 บาท ผมคิดว่าปัญหาคือเรายังไม่รู้หรอกว่าตัวเองมี edge จริงหรือเปล่า.. และเราจะไม่มีทางรู้... จนกว่าจะผ่านไปอย่างน้อย 5~7 ปีในสภาพตลาดหลายรูปแบบ ใน statistics ถ้าเรามี edge จริง 55% ต่อ trade ซึ่งถือว่าดีมากแล้ว.. เราต้องการ trade อย่างน้อย 200~300 ครั้งในสภาพตลาดที่หลากหลาย เพื่อให้ค่าสถิติมีนัยสำคัญพอที่จะแยก skill ออกจาก luck ได้ คนที่ทำได้ดีใน 1~2 ปี แล้วคิดว่าตัวเองมี edge... กำลังสับสน noise กับ signal สถาบันส่วนใหญ่ต้องการ track record 3~5 ปีก่อนที่จะเชื่อ manager คนไหน แต่นักลงทุนรายย่อยมักใช้เวลาแค่ 6 เดือน ก่อนจะ size up และยังมีปัญหาอีกชั้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่... research มากขึ้น ทำให้ความมั่นใจเพิ่ม แต่ accuracy ไม่ได้เพิ่มตาม Philip Tetlock ศึกษา expert predictions มากกกว่า 20 ปี พบว่า ยิ่ง expert มีข้อมูลมากขึ้น.. ยิ่งมั่นใจมากขึ้น.. แต่ความแม่นยำแทบไม่เปลี่ยนเลย นักลงทุนรายย่อยก็เหมือนกัน... ยิ่ง research หนัก ยิ่ง overconfident ยิ่ง size ใหญ่ขึ้น และยิ่งเจ็บหนักขึ้นตอนที่ผิด ลองดู portfolio ตัวเองตอนนี้... trade ที่ size ใหญ่ที่สุดคือ trade ที่ research มากที่สุดใช่ไหม? แล้วมันเป็น trade ที่ดีที่สุดด้วยไหม? ถ้าคำตอบคือไม่เสมอ นั่นคือตัวพิสูจน์ว่า confidence กำลัง override judgment ทางออกที่ใช้ได้จริงคือ rule-based position sizing ที่ไม่ขึ้นกับว่าวันนั้น「มั่นใจ」แค่ไหน เพราะวันที่มั่นใจที่สุดสามารถเป็นวันที่การตัดสินใจแย่ที่สุด . . 📖 5,000,000 ถึง 30,000,000 บาท Sequence of Returns (เคยพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้ว..) คือระเบิดเวลาที่เราอาจจะไม่รู้ตัว.. portfolio 20 ล้าน ถอนปีละ 1 ล้านเพื่อใช้ชีวิต average return 7% ต่อปี คนที่โชคร้าย ปีแรกตลาดพัง 40%... เหลือ 12 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 11 ล้าน ปี 2 ฟื้น 67%... กลายเป็น 18.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 17.4 ล้าน คนที่โชคดี.. ปีแรกได้ 67%... portfolio โตไปเป็น 33.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 32.4 ล้าน ปีสองพัง 40%... เหลือ 19.4 ล้าน ถอน 1 ล้าน เหลือ 18.4 ล้าน return เดียวกันทุกปี แค่ลำดับต่างกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันเกือบ 1 ล้านในแค่ 2 ปี... ในระยะ 20 ปี ความต่างนี้กำหนดว่า portfolio จะอยู่รอดหรือหมดก่อนตาย.. แนะนำ ให้มี cash buffer 2~3 ปีแยกออกมาต่างหาก.. ไม่ใช่เพราะกลัวตลาด แต่เพราะกลัว timing ที่ดวงซวย.. . . 📖 30,000,000 ถึง 100,000,000 บาท พอถึงจุดนี้ คนรอบข้างเริ่มได้ประโยชน์จากเงินของเรามากกว่าที่เราคิด.. fee ที่จ่ายอยู่ไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว...และไม่ได้มาในรูปแบบที่เห็นได้ชัดเจนเสมอไป... กองทุนที่ผู้จัดการเลือกหุ้นให้.. management fee 1-2% ต่อปี ก่อนที่จะได้กำไรบาทแรก กองทุนที่ไปลงทุนใน fund อื่นอีกที.. fee ซ้อน fee โดยที่เอกสารไม่ได้บอกตรงๆ ว่ารวมกันแล้วเท่าไหร่ structured product ที่ธนาคารหรือสถาบันเสนอ.. margin ซ่อนอยู่ใน pricing ตั้งแต่วันแรก ตอนที่ธนาคาร structure มันขึ้นมา insurance-linked investment.. fee ซ่อนในรูป mortality charge, admin charge และ surrender period ที่ทำให้ออกไม่ได้หลายปี ที่ปรึกษาการลงทุนทั่วไป.. retainer รายปีบวก commission จากสิ่งที่แนะนำให้ซื้อ ซึ่ง incentive มันไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับเราเสมอไป และที่ซับซ้อนที่สุดคือ private bank... นอกจาก advisory fee รายปีแล้ว ยังมี retrocession fee.. เวลา private banker แนะนำ fund A แทน fund B... บางครั้งไม่ใช่เพราะ fund A ดีกว่า แต่เพราะ fund A จ่าย retrocession ให้ bank สูงกว่า retrocession คือเงินที่ fund house จ่ายกลับให้ bank ทุกครั้งที่ลูกค้าซื้อ fund นั้น หักจาก management fee ของ fund โดยอัตโนมัติ ลูกค้าไม่เห็นตัวเลขนี้ในเอกสารไหนเลย.. บวกกับ spread จาก FX ที่ทำผ่าน bank บวกกับ margin จาก structured note ที่ bank ออกเอง ⚠️ Switzerland บังคับให้ disclose retrocession ต่อลูกค้าตั้งแต่ปี 2012?? (ถ้าผมจำปีไม่ผิด แต่ประมาณแถวๆ นั้นแหละ) แต่หลายประเทศใน Asia ยังไม่บังคับ... พอรวมทุกทางแล้วคำนวณจริงๆ... AUM 50 ล้าน จ่าย fee รวมทุกรูปแบบ 2% ต่อปี คือ 1,000,000 บาทต่อปี ใน 20 ปีคือ 20 ล้านบาทที่ออกจาก portfolio บวก compounding ของเงิน 20 ล้านนั้นที่หายไปด้วย.. Morningstar ศึกษาพบว่า expense ratio คือ single best predictor ของ future performance ในทุก category ทุก time horizon ไม่ใช่ manager เก่งแค่ไหน ไม่ใช่ strategy ดีแค่ไหน เพราะ fee คือ return ที่แน่นอน... alpha คือ return ที่ไม่แน่นอน คำถามที่ต้องถามก่อนลงทุนใน product ไหนก็ตาม.. 「ใครได้เงินจาก product นี้บ้าง และได้เท่าไหร่ ก่อนที่เราจะได้อะไร」 ถ้าตอบไม่ได้ชัดๆ... อย่าเพิ่งลงนาม และสำหรับ private banker โดยเฉพาะ.. ถามตรงๆ เลยว่า.. 「ธนาคารได้ retrocession หรือ referral fee จาก product ที่แนะนำให้ฉันซื้อไหม? และเท่าไหร่?」 ถ้าตอบไม่ได้ หรือตอบแบบ deflect เลี่ยงๆ... นั่นคือคำตอบแล้ว และ deal ที่คนเสนอมาให้ที่ bracket นี้... กฎที่ใช้เสมอโดยไม่มีข้อยกเว้น ถ้า deal ต้องการคำตอบเร็ว ตอบว่า「ไม่」เสมอ.. deal ที่ดีจริงๆ ไม่มีวันหมด deadline มันรอเราได้ครับ... จุดนี้ถูกต้องเลย... ต้องเปลี่ยน angle ทั้งหมด ถ้ามี access อยู่แล้ว ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เรื่อง tool แต่คือเรื่องที่ลึกกว่า เขียนใหม่แบบนี้... . . 📖 100,000,000 ถึง 1,000,000,000 บาท ถือหุ้น mid-cap ไทย market cap 3,000 ล้าน และถือ position 300 ล้าน คือ 10% ของ market cap ตอนที่อยากขาย เราไม่ได้ขายกับตลาด.. เราขายให้ตลาด.. นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ แม้จะใช้ Big Lot หรือ algorithm execution แล้วก็ตาม... ปัญหา 1.. Information Leakage ทุกครั้งที่โทรหา broker เพื่อจัด Big Lot trade... มีคนบน desk นั้นรู้ว่าเรากำลังจะขาย และ desk นั้นอาจมี position เองด้วย หรือมีลูกค้าอื่นที่อยากรู้ข้อมูลนี้.. ทางฝั่งผมที่อยู่อเมริกาเรียกว่า「getting shopped」ข้อมูลว่ามีคนต้องการขาย block ใหญ่รั่วออกไปตลาดก่อนที่ deal จะเสร็จ.. ราคาขยับลงก่อน เราขายได้ในราคาที่แย่กว่าที่ควร ซึ่งไม่แน่ใจว่าที่ไทยมีคำเรียกมั๊ย? solution คือ เลือก broker ที่มีกำแพงจริงๆ ระหว่าง execution desk กับ proprietary trading และไม่บอกรายละเอียดทั้งหมดให้ broker รู้ล่วงหน้ามากเกินจำเป็น.. ปัญหาที่ 2.. Adverse Selection ใน Big Lot Big Lot แก้เรื่อง market impact ได้... แต่สร้างปัญหาใหม่ counterparty ที่ยอมรับซื้อ block ใหญ่จากเรา... เค้าต้องการอะไรจาก trade นี้? ถ้า position นี้ดีจริง เค้ายินดีซื้อในราคาตลาด.. แต่ถ้าเค้าเป็น sophisticated buyer เค้ารู้ว่าเรากระตือรือร้นอยากขาย.. และจะ negotiate ต่อรองราคาให้ต่ำกว่าตลาดเสมอ.. พูดง่ายๆ คือ.. คนที่เต็มใจเป็น counterparty ใน Big Lot มักรู้บางอย่างที่เราไม่รู้ หรือเห็น value ต่างจากเรา ใน options pricing มีคำสำหรับเรื่องนี้เรียกว่า adverse selection premium และมันแพงกว่า slippage ปกติมาก ปัญหาที่ 3.. Liquidity Illusion หุ้นที่ trade วันละ 50 ล้านบาทดูมีสภาพคล่องดี แต่ถ้าถือ position 300 ล้าน... true liquidity ของเราคือกี่วันกว่าจะออกได้โดยไม่กระทบราคา? คำตอบคือนานกว่าที่คิดมาก.. โดยเฉพาะถ้าตลาดกำลังพัง.. เพราะในวันที่อยากขายที่สุด volume มักหดลงพร้อมกัน.. position ที่ดูเหมือน liquid บน spreadsheet กลายเป็น illiquid ตอนที่ต้องการ exit จริงๆ ยิ่งถือมาก ทางออกยิ่งยาก แต่ตอนเข้าซื้อ ตลาดยินดีขายให้ทุกบาท ความสะดวกในการเข้า... ซ่อน pain (in the ass) ของการออกไว้เสมอ และ tool ที่มีอยู่แก้ได้แค่บางส่วน... ส่วนที่แก้ไม่ได้คือการที่ position ใหญ่เกินไปตั้งแต่แรก . . 📖 1,000,000,000 ถึง 10,000,000,000 บาท 94% ของ family wealth จะหายไปในรุ่นลูกรุ่นหลาน.. ไม่ได้หายเพราะ investment Family wealth ข้ามรุ่น 70% จะหายไปใน generation 2 และ 90% หายไปใน generation 3 (จากที่เคยมีการ research โดย Williams Group ที่อ้างถึงกันบ่อย.. แต่ก็ไม่ได้ publish peer-reviewed research) ซึ่งพอดูว่าหายเพราะอะไร... มีแค่ 3% ที่เป็น financial planning ผิดพลาด และ 3% เป็น investment ผิดพลาด ที่เหลืออีก 94% มาจากการสื่อสารที่ล้มเหลวในครอบครัว ทายาทที่ไม่ได้รับการเตรียมความพร้อม และ lack of trust และ shared mission.. ภาษาไทยมีคำว่า「ไม่เกินสามชั่วคน」 ภาษาอังกฤษมีคำว่า「shirtsleeves to shirtsleeves in three generations」 ภาษาจีนมีคำว่า「富不过三代」 ทุกวัฒนธรรมมีสุภาษิตเรื่องนี้... เพราะมันเกิดขึ้นซ้ำๆ มาตลอดประวัติศาสตร์ กับทุกๆ วัฒนธรรมสังคม.. แล้ว solution จริงๆ คืออะไร? คนส่วนใหญ่ได้ยินคำตอบสามอย่างคือ ธรรมนูญครอบครัว.. trust.. family office.. ทั้งสามอย่างมีประโยชน์... แต่ทั้งสามอย่างเป็น structural solution สำหรับปัญหาที่แท้จริงซึ่งเป็น human problem คือ… structure ช่วยได้ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด สิ่งที่ได้ผลจริงมีห้าอย่าง.. (ที่ผมนึกออกคร่าวๆ ตอนนี้นะ). - หนึ่ง.. ให้ทายาทจัดการเงินจริงๆ ตั้งแต่ผู้ก่อตั้ง (ผู้นำตระกูล) ยังอยู่.. วิธีที่ล้มเหลวที่สุดคือการให้ลูกหลานรับเงินก้อนใหญ่โดยไม่เคยจัดการอะไรจริงๆ จังๆ มาก่อน วิธีที่ได้ผลคือแบ่งเงินส่วนหนึ่งออกมาตั้งแต่เนิ่นๆ ให้ทายาทบริหารจริงๆ เจ็บจริงๆ ผิดพลาดจริงๆ ในขณะที่ผู้ก่อตั้งยังอยู่และยังแก้ไขได้ เพราะ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นตอน portfolio 10 ล้านสอนได้มากกว่าคำแนะนำทุกอย่างรวมกัน และดีกว่าปล่อยให้ทายาทเรียนรู้ด้วย portfolio 1,000 ล้านหลังจากที่ไม่มีใครแก้ไขได้แล้ว - สอง.. พูดเรื่องเงินในครอบครัวให้เร็ว.. ดีกว่ารอพูดตอนที่รู้สึกสบายใจ ครอบครัวใน Asia ส่วนใหญ่เก็บเรื่องความมั่งคั่งเป็นความลับจากลูกหลาน.. เจตนาดี.. กลัวลูกเสีย.. กลัวลูกไม่ตั้งใจเรียน.. กลัวลูกรู้สึกว่าไม่ต้องพยายาม.. แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงคือลูกหลานได้รับเงินโดยไม่มี context ไม่รู้ว่าเงินมาจากไหน.. ไม่รู้ว่ามันใช้เวลากี่ปี ไม่รู้ว่ามีภาระอะไรติดมาด้วย และไม่มีเวลาเตรียมตัวรับมัน.. การพูดถึงความมั่งคั่งของครอบครัวอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงที่มา มูลค่าโดยประมาณ structure และ expectation คือสิ่งที่ทำให้ทายาทกลายเป็น steward ไม่ใช่แค่ผู้รับมรดก.. - สาม.. แยกให้ออกระหว่าง ownership, management และ benefit ปัญหาใหญ่ที่สุดของ family business คือการที่สามอย่างนี้ปนกันผสมกันมั่วไปหมด.. ทุกคนที่เป็นเจ้าของรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์จัดการ.. ทุกคนที่จัดการรู้สึกว่าตัวเองควรได้รับผลประโยชน์มากกว่า.. ทุกคนที่ได้รับผลประโยชน์รู้สึกว่าตัวเองควรมีสิทธิ์ออกเสียงในการจัดการ.. สามอย่างนี้ต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น และต้องทำตั้งแต่ผู้ก่อตั้งยังอยู่ เพราะหลังจากไม่อยู่แล้ว ไม่มีใครที่ทุกคนเคารพพอที่จะ enforce ได้ - สี่.. Trust ที่ดีไม่ใช่แค่ภาษีและมรดก... มันคือ governance tool คนส่วนใหญ่ set up trust เพื่อประหยัดภาษีหรือเพื่อส่งต่อมรดก แต่ trust ที่ทำหน้าที่ได้จริงในระยะยาวคือ trust ที่มี clear mandate ว่าจะบริหาร wealth เพื่ออะไร เพื่อรักษา lifestyle ของทายาท? เพื่อสนับสนุน education เท่านั้น? เพื่อการกุศล philanthropic purpose? เพื่อรักษา business ให้อยู่ในครอบครัว? trust โดยไม่มี mandate ที่ชัดเจนคือแค่ภาชนะที่ใส่ความขัดแย้งไว้ข้างใน.. และปล่อยให้ลูกหลานแม่งถกเถียงทะเลาะกันในรุ่นต่อไป - ห้า.. Family Office และความเชื่อที่ว่า「เราทำเองได้」 family office ที่ run ได้ดีต้องการงบดำเนินการปีละ 30~50 ล้านบาทขึ้นไป (ผมประเมินคร่าวๆ สำหรับขั้นต่ำ สุดๆ นะครับ..) เพราะต้องการ CIO, legal, tax, accounting, reporting และ compliance จริงๆ ไม่ใช่แค่คนช่วย admin ถ้า AUM ต่ำกว่า 500-700 ล้าน cost อาจกิน return ไปมากกว่าที่ประหยัดได้ ทางเลือกที่ดีกว่าคือ multi-family office ที่ share ต้นทุนกับครอบครัวอื่น.. แต่ปัญหาที่พบบ่อยกว่าคือ... คนที่ลงทุนเก่ง มักคิดว่าตัวเองไม่ต้องการ structure อะไรเลย logic ฟังดูสมเหตุสมผล ..「กูสร้างความมั่งคั่งนี้ขึ้นมาเองได้ แสดงว่ากูรู้เรื่องการลงทุนดีกว่าคนที่จะมา manage ให้」(ผมเองก็มี logic นี้) และ logic นั้น... ถูกบางส่วน แต่มีสิ่งที่ logic นั้นมองข้ามไปสามเรื่อง เรื่องแรก… ทักษะในการสร้างความมั่งคั่ง ≠ ทักษะในการรักษามัน การสร้างความมั่งคั่งต้องการ concentrated bet, high conviction, risk tolerance สูง… การรักษาความมั่งคั่งต้องการ diversification, governance, downside protection… สองอย่างนี้ไม่ใช่แค่ต่างกัน... มันขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ คนที่รวยจากการ concentrate ใน position เดียวหรือไม่ก่ตัว.. มักเจ็บสุดตอนที่ต้อง diversify ออก.. เพราะสมองมันบอกว่านี่คือสิ่งที่ทำให้รวย ทำไมต้องขาย.. แต่ position ที่สร้างความมั่งคั่งได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น position ที่รักษาความมั่งคั่งได้.. เรื่องสอง… ไม่มีใคร check bias ของเราเลย.. ทุก fund manager ระดับโลกมีคนที่บอกว่า「คิดผิดแล้ว」ได้ investment committee, board, LP ที่ถามคำถามยากๆ.. คนที่ run เองมักไม่มีสิ่งนี้.. และยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ คนรอบข้างยิ่ง push back น้อยลงเท่านั้น.. นั่นไม่ใช่สัญญาณว่าเราถูกเสมอ มันคือสัญญาณว่าคนรอบข้างเลิกพยายามบอกเราแล้ว (ผมเองก็เจอปัญหานี้) solution จริงๆ คือสร้าง investment committee ที่มีคนนอกครอบครัวอย่างน้อยหนึ่งคน ที่ได้รับอนุญาตให้ไม่เห็นด้วยกับเรา และไม่กลัวที่จะทำ.. เรื่องสาม… Key Person Risk.. ถ้าเราคือคนที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ portfolio... รู้ว่าเงินอยู่ที่ไหน structure เป็นยังไง relationship กับใครบ้าง.. แล้ววันนึงเราไม่อยู่หรือไม่สามารถสื่อสารได้กะทันหัน.. ครอบครัวจะรู้ได้ยังไงว่าต้องทำอะไร? นี่คือ single point of failure ที่โหดกว่าการลงทุนผิดพลาด.. solution คือมี documented investment policy statement ที่ละเอียดพอที่คนอื่นจะ run ต่อได้ และ update ทุกปี ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วลืม.. แต่ไม่ว่าเนาจะเลือก structure ไหน... สิ่งที่สำคัญกว่า structure เสมอคือ คนที่นั่งอยู่ในนั้น มี incentive ตรงกับคุณไหม รวมถึงตัวเราเองด้วย... เพราะบางทีคนที่ incentive ไม่ตรงกับ long-term wealth preservation มากที่สุด คือคนที่สร้างมันขึ้นมา และยังอยากเล่นเกม offensive ต่อไป . . 📖 10,000,000,000 บาทขึ้นไป ที่ bracket นี้มีปัญหาที่ไม่เหมือน bracket ไหน... คือไม่มีใคร push back เรา.. ไม่ใช่เพราะทุกคนเห็นด้วยจริงๆ แต่เพราะทุกคนที่เข้าถึงเราได้มักกลัวว่าจะมีบางอย่างที่จะเสียถ้าเราไม่พอใจ ที่ปรึกษาเห็นด้วยเพราะ retainer.. ลูกน้องเห็นด้วยเพราะ bonus.. ครอบครัวเห็นด้วยเพราะมรดกที่รอรับ.. ผลคือข่าวร้ายมาถึงเราช้าลงเรื่อยๆ good news วิ่งมาหาเราเร็วขึ้นเรื่อยๆ และเราตัดสินใจจากข้อมูลที่ถูก filter มาหลายชั้นแล้ว โดยที่รู้สึกว่ากำลัง well-informed อยู่ นี่คือ echo chamber ที่สร้างขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และมันอันตรายกว่า market crash และยังมีอีกเรื่อง... ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 13,000 ล้าน เปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ อีกเท่าไหร่? แต่ความแตกต่างระหว่าง 10,000 ล้านกับ 3,000 ล้าน เปลี่ยนได้มาก ไม่ใช่แค่ตัวเลข asymmetry นี้หมายความว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ maximize return อีกต่อไป มันคือ minimize catastrophic downside แต่คนส่วนใหญ่ยัง play offensive เพราะนั่นคือสิ่งที่พาพวกเขามาถึงตรงนี้ สมองมันจำไม่ได้ว่าเกมเปลี่ยนแล้ว.. นั่นคือ sunk cost fallacy version ที่รวยที่สุด . . 📚คำเตือนพวกนี้.. ส่วนหนึ่งมาจากหนังสือ.. งานวิจัย.. data.. จากการทำพลาดเองด้วยตัวเองในบาง bracket ที่พูดถึง.. และจากประสบการณ์ของคนบางคนที่รู้จัก.. ไม่มีใครเรียนรู้เรื่องพวกนี้จากการอ่านอย่างเดียว บางทีมันต้องเจ็บก่อน.. เจอก่อนถึงจะรู้.. แต่ให้ดีสุด พยายามเรียนรู้ให้ได้จากประสบการณ์ของคนอื่น ดีกว่าเจอเองเจ็บเอง.. เงิน 500,000 พังเพราะ stock picking ผิด เงิน 5,000,000 พังเพราะ sizing ผิด เงิน 50,000,000 พังเพราะ sequence ผิด เงิน 500,000,000 พังเพราะ structure ผิด เงิน 5,000,000,000 พังเพราะ governance ผิด เงิน 50,000,000,000 พังเพราะ... ลืมว่าตัวเองกำลังเล่นคนละเกมแล้ว แต่สิ่งที่เหมือนกันทุก bracket.. ความผิดพลาดที่แพงในชีวิตนักลงทุนทุกคน คือไม่เคยรู้สึกว่ากำลังทำความผิดพลาดตอนที่กำลังทำมัน.. มันรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดด้วยข้อมูลที่มีอยู่ตอนนั้น.. ด้วยความมั่นใจที่สุด นั่นแหละคือ「สิ่งที่ไม่รู้ว่าไม่รู้」😅 P.S. คำเตือนสุดท้ายคือ..『อย่าติดหี…』 facebook.com/funxmanager/po…

ไทย
1
1.6K
2.5K
197.7K
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
เบบี้พีพี ; 🤎🐻
ชั้นก้เปนอีกคนที่ชอบใช้แอปนี้555555 มันง่ายมากละรูปสวยแบบกดทีเดียวจบ ภาพเกร๋ มู้ดเกร๋ สวยแบบไม่ต้องพกกล้องฟิม เรื่ดๆๆๆๆๆๆ
เบบี้พีพี ; 🤎🐻 tweet mediaเบบี้พีพี ; 🤎🐻 tweet mediaเบบี้พีพี ; 🤎🐻 tweet mediaเบบี้พีพี ; 🤎🐻 tweet media
แชแช ◡̈@sharerie

แอพเดียวทำได้ทุกอย่าง — เสก Flash แบบ Genz หรือจะแต่งรูปโทนกล้องฟิล์มก็คือได้ แต่งรูปสนุกขึ้นเยอะเลย รูปดูมีอะไรขึ้น โทนสวย แชร์ฟิลเตอร์ที่แชร์ใช่บ่อยมากช่วงนี่ สวยจริง 💗🤏🏻

ไทย
9
15.5K
29.9K
3.2M
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
LostinRose
LostinRose@monroenrose·
ขอพูดถึงสัญญะที่บ่งบอกถึงรูปแบบความสัมพันธ์ของด้วงฉินที่ถ่ายทอดมาตลอด 6EP หน่อย ความรักของด้วงที่มีให้ฉิน มันไม่ใช่แค่ความรัก และการทุ่มเท แต่มันยังมีความเทิดทูนเขาเอาไว้ให้อยู่เหนือตัวเองด้วย บางคนอาจจะคุ้นเคยกับคำนิยามว่าเคะควีน เคะราชินี เคะนางพญา หรือบางคนจะคุ้นกับคำว่า Sub Top - Dom Bttm เราจะเห็นมาตั้งแต่ซีนที่ด้วงเริ่มรู้จักคุณฉิน ตัวเขาเองจะให้คำนิยามมาตลอดว่าคุณฉินคือเครื่องบิน ตัวเองเป็นหมาตัวหนึ่งที่ต้องคอยชะเง้อมองเขาอยู่ตลอด และในแต่ละ EP มักจะมีฉากที่ใช้การนั่ง - ยืนของตัวละครที่ให้เห็น 'ระดับ' ที่แตกต่างของสองคนมาเสมอ อย่างตอนที่ด้วงชวนคุณฉินเล่นเกมสุ่มชอคโกแลต คุณฉินก็ยืนอยู่บนขั้นบันไดที่สูงกว่า (EP2) ตอนที่ไปถ่ายรูปที่สะพานพุทธคุณฉินก็เดินอยู่พื้นที่สูงกว่าด้วง (EP3) ตอนที่ด้วงนั่งรอคุณฉินเพื่อที่จะเอาโอเลี้ยงมาให้ ก็จะเป็นด้วงที่นั่งและคุณฉินที่ยืน (EP5) ส่วน EP 6 ก็จะมีฉากสำคัญที่ได้เห็นกันก็คือฉากที่คุณฉินเจ็บเท้าและด้วงเลือกจะนั่งพื้นเพื่อทายาให้คุณฉินที่นั่งบนเก้าอี้ หรือแม้แต่ฉากที่คุณฉินเชิญชวนในห้องนอน ก็ยังเป็นคุณฉินที่ยืนในขณะที่ด้วงนั่งอยู่บนเตียง รูปแบบการสื่อสารของตัวละครสองตัวจึงมักจะออกมาในรูปแบบที่ด้วงเงยหน้ามองคุณฉินอยู่เสมอ เปรียบเสมือนการยกยอเขาเอาไว้ให้สูง ทั้งรัก ทั้งถนอม และเทิดทูนเอาไว้อย่างดี ในขณะที่ตัวคุณฉินจะมีความหวง หึงด้วงอย่างเห็นได้ชัด เพราะโดยทั่วไป Dom-Bttm หรือเคะราชินี จะมีความทะนงตัวว่าอยู่เหนืออีกฝ่าย จะเป็นฝ่ายควบคุมความสัมพันธ์ เมื่อมีมือที่สาม สี่ หรือห้าที่จะเป็นปัจจัยให้ตัวเองเสียการควบคุมนั้นไป เขาจะรู้สึกไม่มั่นคง ตรงนี้จึงเป็นเหมือนกุญแจสำคัญที่ทำให้ใน EP5 ตัวคุณฉินถึงได้รู้สึกสับสนในความสัมพันธ์อย่างเห็นได้ชัด ความรักในรูปแบบนี้เป็นความรักในเฉดสีที่ไม่ได้แปลกใหม่ในสังคมก็จริง เพราะเรามีนิยาย มีสื่อที่เกี่ยวกับรูปแบบความสัมพันธ์ที่มี 'ระดับ'ในความสัมพันธ์อย่างความสัมพันธ์รูปแบบ sub-dom หมาเด็ก-พี่คนสวย เด็กเลี้ยง-เสี่ยเลี้ยง นับว่าเป็นอะไรที่ถ้าเมื่อไรที่ถ่ายทอดออกมาไม่ดี จะกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ดู toxic หรือเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ไปได้ทันที ตรงนี้ส่วนตัวค่อนข้างประทับใจที่ตัวผู้กำกับ ทีมตัดต่อ แตะประเด็นตรงนี้โดยที่ยังคีพไม่ให้โทนเรื่องดูตึงเครียดหรือ toxic เกินไป เป็นอะไรที่ส่วนตัวค่อนข้างชอบมาก และแอบคาดหวังว่าในการดำเนินของตัวละครหลังรักกัน เป็นแฟนกัน หรือบทบาทบนเตียงทั้งสองตัวละครจะทำออกมาในรูปแบบไหน เราตั้งตารอดูพัฒนาการความสัมพันธ์ในอีพีถัดๆไปเลยว่าจะยังรักษาระดับความห่างเอาไว้แบบนี้ หรือหมาจะปีนไปบนเครื่องบิน หรือว่าเครื่องบินจะเป็นฝ่ายลงมาจอดรับหมากันแน่ DUANG WITH YOU EP6 #ด้วงกับเธอEP6
LostinRose tweet mediaLostinRose tweet mediaLostinRose tweet mediaLostinRose tweet media
ไทย
14
2.1K
3.1K
119.6K
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
ด้วงกับเธอ | Duang With You Series
รอฉินเปิดใจ ระดับ pro max 😍✨ 📺 รับชม “ด้วงกับเธอ Duang With You Series” พร้อมกันทุกวันเสาร์ เวลา 21.30 น. ทางช่อง one 31 📲 ดูออนไลน์เวอร์ชัน UNCUT เวลา 22.30 น. บนแอป iQIYI และเว็บ iQ.com ที่เดียวเท่านั้น : s.iq.com/DuangWithYou DUANG WITH YOU EP5 #ด้วงกับเธอEP5 #ด้วงกับเธอSeries #DuangWithYouSeries #MandeeWork
ด้วงกับเธอ | Duang With You Series tweet media
ไทย
34
3.2K
4.9K
110.7K
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
𝘯𝘯 ✩ ྀིྀིྀིྀིྀི
ขอชมน้องป๋อหน่อย งานสายตาคือโคตรดี ตอนอ่านนิยายนึกภาพคุณฉินในเวอร์ชั่นอ้อน น้วย อ่อยไม่ออกเลย แต่น้องป๋อเล่นออกมาได้แบบโคตรสวยยยย สายตาเซ็กซี่ กินเรียบมาก นี่แหละยัยคนสวย เคะหัวแถว เคะนำเกมส์ เคะ No.1 รักเคะโว้ยยย 😭😭😭😭😭 DUANG WITH YOU EP6 #ด้วงกับเธอEP6
𝘯𝘯 ✩ ྀིྀིྀིྀིྀི tweet media𝘯𝘯 ✩ ྀིྀིྀིྀིྀི tweet media𝘯𝘯 ✩ ྀིྀིྀིྀིྀི tweet media𝘯𝘯 ✩ ྀིྀིྀིྀིྀི tweet media
ไทย
6
2.1K
2.2K
28.1K
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
𝘀𝗶𝗻𝗻.
𝘀𝗶𝗻𝗻.@whatislazy·
ขอหน่อยเหอะ ไม่ไหวละ คือสมกับที่ทุกคนเรียก ‘คุณฉิน’ จริงๆ โคตรชวนฝันอะ สวยแบบไม่มีอยู่จริงมาก เข้าใจคำว่าเกินเอื้อมที่บรรยายไว้ละ มันจะมีนักแสดงกี่คนวะมึง ที่จะให้ไวบ์แบบนี้กับเราอะ โคตรจะ majestic โซ ethereal ศุภการ ผมให้คุณเลย ที่หนึ่งไม่มีสอง DUANG WITH YOU EP6 #ด้วงกับเธอEP6
𝘀𝗶𝗻𝗻. tweet media𝘀𝗶𝗻𝗻. tweet media
ไทย
1
3K
3.3K
42.2K
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
peep
peep@peepqeep·
ใครเคยลบหลู่ท่านด้วงว่าเป็นหมาบ๊อง ผิด ท่านเป็นหมาป่าระดับอินิกม่า ไม่เชื่อไปดู uncut DUANG WITH YOU EP6 #ด้วงกับเธอEP6
peep tweet mediapeep tweet media
ไทย
10
4.6K
7.4K
93.1K
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
lipta
lipta@eeqlanwoil·
รีวิวด้วงกับเธอ อีพี6 : รักโรแมนติก❌ ฆาตกรรมหมู่✅ DUANG WITH YOU EP6 #ด้วงกับเธอEP6
lipta tweet medialipta tweet medialipta tweet medialipta tweet media
ไทย
31
8.6K
9.7K
127.6K
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
piejeff 🥧
piejeff 🥧@mademypo·
- งานแรก สมัครผ่าน jobsdb - งานสอง สมัครผ่าน jobsdb - งานสาม สนิทกับพี่ hr ของงานแรก ไปถามหางานกับเขา แล้วกลับไปสมัครตำแหน่งอื่นในบอ - งานสี่ หัวหน้าของงานสาม ย้ายไปทำที่อื่น แล้วมาชวนให้ไปทำด้วย Connection คือใบผ่านทางจริงๆ แนะนำเวลาลาออกจากที่ไหน อย่าไปเผาสะพานตัวเอง เผื่อได้วนกลับมาใหม่555555555
LazyFox ✈️@itslazyfox

ชีวิตการหางานจะง่ายขึ้นมากเมื่อมีคน refer ให้คุณ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่ขนาดไหน หากมีคนยอม refer ให้ คุณข้าม filter process มาอย่างต่ำ 2-3 ขั้นตอนเลย เพราะบริษัทก็ไม่ได้อยากเสี่ยงกับคนใหม่ๆ ที่ไม่รู้ bg ในโลกการทำงาน connection สำคัญที่สุด Welcome to โลกการทำงานครับ

ไทย
5
21.7K
12K
1.1M
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
Next .
Next .@goosefarmerx1·
กูขำคนแซะ #ทิมก้อย กับนิสัยเก่าพิธาว่าขี้หึงนี้นั้น เวลาผ่านมาเป็น 10 ปี มึงจะไม่ให้เขานิสัยเปลี่ยนไปเลยรึไง ขนาดมึงยังเลิกเป็นสลิ่ม เลิกยืนตากฝนร้องไห้คิดถึงคนบนฟ้าได้อ่ะ ☠️
ไทย
46
13K
8.9K
1.9M
ชีวิตอย่าสู้กูกลับเลยนะ☺︎︎ retweetledi
블루씨 🍋
블루씨 🍋@myujimin_·
หายไปปีนึงเพราะ...
ไทย
7
9.4K
10.9K
1.7M