fordogforlife retweetledi

เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า บางทีที่เขาไม่จด ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ทำงานนะ เด็กรุ่นใหม่โตมากับช่วงเวลาที่เทคโนโลยีและโซเชียลเข้ามา การรับข้อมูลของเขามันมีหลายทางมาก ประกอบกับยุคสมัยนี้มันมีอุปกรณ์และเทคโนโลยีมากมายที่ทำให้เขายกข้อมูลทั้งหมดที่เราพูดไปใช้ทีหลังได้ ลองนึกภาพว่าเด็กกลุ่มนี้โตมากับสมาร์ทโฟนที่ทำได้ทุกอย่าง การที่เขาถ่ายรูปแล้วข้อมูลทั้งหมดที่พูดออกมาทั้งชั่วโมงมันถูกเซฟลงเครื่องเขาแบบข้อมูลครบ 100% ในวินาทีเดียวเลย การหยิบสมุดขึ้นมาจดแล้วต้องไปพิมพ์ซ้ำลงคอมอีกรอบเลยเป็นกระบวนการที่ซ้ำซ้อนและไม่มีประสิทธิภาพ เขาเลยเลือกวิธีที่สามารถนำข้อมูลไปใช้งานต่อได้เร็วและครบถ้วนที่สุดในแบบของเขา
ส่วนเรื่องที่เขาไม่ค่อยถามในที่ประชุม จากที่สอนและดูแลเด็กยุคนี้มา เขามี social anxiety สูงมากประมาณหนึ่ง หลายคนมีความกังวลว่า ถ้าเขาถามสิ่งที่คนอื่นรู้กันอยู่แล้ว จะเป็นการเสียเวลาคนอื่นมั้ย หรือถ้าเราต้องมาอธิบายซ้ำเพราะเขาเข้าใจช้า เราจะเบื่อเขามั้ย เขาจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่นมั้ย เพราะฉะนั้นเขาเลยเลือกที่จะกลับไปนั่งทบทวนรูปที่ถ่ายไป ดูข้อมูลที่บรีฟ แล้วค่อยทักแชทมาถามแบบเจาะจงเป็นจุด ๆ ไป ซึ่งการแชทถามคือ safe zone ของเด็กยุคใหม่เลย เพราะเขาสามารถเรียบเรียงคำพูดให้ดูเป็นมืออาชีพได้ และเขามองว่าการส่งข้อความทิ้งไว้ เราสามารถเลือกเปิดอ่านและตอบในตอนที่เราสะดวกที่สุดได้ ไม่เหมือนการถามต่อหน้าในห้องประชุมที่ทำให้เขารู้สึกกดดัน อะไรแบบนั้น
จริง ๆ การทำงานกับเด็กยุคใหม่ เราต้องเปลี่ยน mindset เนอะ จากสมัยก่อนที่เราจะเน้นการ command, control สั่งเสร็จแล้วมาดูว่าน้องจดมั้ย จดแล้วต้องทำตามที่บอกทุกอย่างเลย มาเป็นการ guide และ support แทนค่ะ เราวางเป้าหมาย บอกผลลัพธ์ที่อยากได้ แล้วปล่อยให้เขาเลือกวิธีทำงานที่เขาถนัดเอง ถ้าผลงานมันออกมาดีตามที่ตกลงกันไว้ ก็คือจบ ลองเปลี่ยนบทบาทจากหัวหน้ามาเป็นพี่เลี้ยงที่คอยดูแลเขา จะช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกปลอดภัยและกล้าใช้ความสามารถออกมาได้เต็มที่มากกว่าการไปคอยตีกรอบให้เขาต้องใช้วิธีแบบเดิม ๆ เยอะเลยค่ะ
Tonno@TonsTweetings
ทำไมเด็กทำงานใหม่ยุคนี้ เราอธิบายโปรเจค มอบหมายอะไรให้ คือไม่จด งานหลุด ลืมทำ คือตอนนี้สรุปเลย พวกที่ไม่จดอะไร ไม่ถามอะไร จบแล้วขอถ่ายรูปจาก whiteboard ลงมือถือตัวเองเนี่ย คือพวกที่ไม่ทำงานจริงๆ
ไทย




