เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸

1.3K posts

เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸 banner
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸

เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸

@wealthblossoms

just an ordinary man who fell in love with ‘money’ 💰, here to share things I've learned kub 📚📈

Katılım Nisan 2023
200 Takip Edilen21.7K Takipçiler
Sabitlenmiş Tweet
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸
ทุกคนนน ผมสอบผ่าน CFP 4.2 แล้วค้าบบ 🎉🥳 . โพสต์นี้อยากมาแชร์ว่าผมได้สอบผ่าน CFP ทุกโมดูลแล้วน้าา เริ่มสอบตัวแรก M1 วันที่ 10 ก.ค. 2565 วันนี้สอบตัวสุดท้ายผลออก 27 ก.ค. 2567 ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 2 ปีเต็ม ๆ ครับ (จริง ๆ มันสอบพร้อมกันได้แบบหลาย ๆ โมดูล แต่ผมไล่สอบแค่ทีละตัวครับ กลัวอ่านไม่ไหววว🤣) และอยากขอบคุณทุก ๆ คนที่คอยเป็นกำลังใจในการสอบมาก ๆ เลยนะครับ ตั้งแต่ได้ทำเพจนี้มา ได้รับมิตรภาพดี ๆ จากเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ หลากหลายเลยครับ ทำให้มีกำลังใจในการเขียนบทความ พัฒนาความรู้ทางการเงิน และอยากส่งต่อสิ่งดี ๆ ที่ได้เรียนมาด้วยค้าบ ขอบคุณทุกกำลังใจเลยจริง ๆ 🥹🤍 แต่ถึงจะสอบครบในพาร์ทของคุณวุฒิ นักวางแผนการเงินแล้ว ผมขอสัญญาว่าจะไม่หยุดเรียนรู้ และเติบโตไปกับเพื่อน ๆ ทุกคนเลยนะครับบ เลิฟฟ 🫶 ต่อไปเป็นสนามจริงในโลกการทำงานแล้วครับ ลุยยย 👊 ป.ล. เผื่อมีคนสงสัย ผมยังขึ้นคุณวุฒิ CFP ไม่ได้นะครับ เพราะสอบผ่านทั้งหมดตอนเรียน เพิ่งเรียนจบเมื่อเร็ว ๆ นี้นี่เอง ดังนั้นต้องมีประสบการณ์ทำงาน 3 ปีก่อนถึงจะขึ้นได้ค้าบบ แต่สอบครบแล้วสบายใจเลยย จะได้เอาพัฒนาในเติมความรู้ในส่วนที่ขาด และการใช้งานในโลกความจริงที่เข้มข้นค้าาบ 💪🤍
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸 tweet mediaเรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸 tweet media
ไทย
17
101
239
40.2K
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸
ทุกคนครับบ! พรุ่งนี้ผมมีแจกลายเซ็นต์ที่งานหนังสือ บูธ OpenDurian (F07) เวลา 16.00 - 18.00 น. อยากให้มาเจอกันเยอะ ๆ น้าค้าบบ น่าจะเป็นงานสุดท้ายแล้วด้วยย 🥺🙏
ไทย
1
0
5
2.6K
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸
สวัสดีค้าบบบ มีเรื่องมาอัพเดทครับ เผื่อมีใครอยากมาพูดคุยกันนน 👀 งานหนังสือแห่งชาติครั้งที่ 53 ผมจะมีแจกลายเซ็นต์ในวันที่ 5 เมษายน 2568 ครับ ช่วงเวลา 16.00 - 18.00 น. อยากเรียนเชิญทุกคนที่ซื้อหนังสือ หรือกำลังมองหาหนังสือการเงินที่จริงใจ 🫶 ให้ได้มาพูดคุยกันเรื่องไหนก็ได้ เรื่องการเงินก็ได้ และรับลายเซ็นต์น้าา อยากเจอทุก ๆ คนเลยยยค้าบบ 🤍 📍 book the date! see you at ศูนย์ประชุมแห่งชาติศิริกฤตนะครับบ :D
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸 tweet media
ไทย
0
5
6
3.4K
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸
ทำไมกันนะ? 🧠💸 ‘การเก็บเงิน’ ถึงได้รู้สึกยากเย็นเหลือเกิน! (TT) กับวิชา ‘การเงินเชิงพฤติกรรม’ - Financial Behavior . #Fact สำหรับพวกเราหลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกว่าการออมเงิน หรือการเก็บเงินนั้นเป็นเรื่องที่ยาก คล้ายกับการ ‘เข็นครกขึ้นภูเขา’ กันเลยทีเดียว และบางครั้งก็เมื่อเรามีเงินเก็บ สมองก็เหมือนจะต่อต้านให้เราใช้เงินไปจนหมด (TT) และเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวเท่านั้นที่กำลังเป็น แต่หลายคนก็เป็นเช่นเดียวกัน โดยที่เรื่องเหล่านี้จะเกี่ยวกับจิตวิทยาทางการเงินด้วยครับ…งั้นเราไปดูวิธีการปลดล็อกและเอาชนะมันกันครับ! . 1. Rethink, YOLO — การใช้ชีวิตกับปัจจุบันมากเกินไป 🎉 อคิติในปัจจุบันคือแนวโน้มที่จะจัดลำดับความสำคัญของเรา ให้รางวัลกับตัวเองทันที มากกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับในอนาคตครับ (หรือการที่ไม่ยอม ‘อดเปรี้ยวไว้กินหวาน’) ในบริบทของการออมเงิน ก็จะหมายถึงว่าเรา ยอมใช้จ่ายเงินในวันนี้มากกว่าการสะสมไว้เพื่ออนาคตนั่นเอง วิธีเอาชนะ: จินตนาการถึงเป้าหมายในอนาคตที่เราอยากได้ เช่น การมีบ้าน รถ การมีเงินเก็บแสนแรก ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจจะไม่เกิดขึ้นในตอนนี้ แต่หากเรายอมที่จะแลกความสุขในปัจจุบันและพยายามเก็บออมไว้ เป้าหมายนั้นจะเป็นจริงได้อย่างแน่นอน 💪 2. การอดทนรอคอย — Delayed Gratification 🕰️ คือ ความสามารถที่จะอดทนต่อสิ่งล่อใจในปัจจุบันเพื่อรางวัลในอนาคตที่ใหญ่กว่ามาก ๆ ในปัจจุบันที่โลกเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว การสร้างความสุขและความอิ่มเอมใจอาจจะเพียงแค่คลิกเดียวในโลกออนไลน์ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่เราจะอดทนได้ วิธีเอาชนะ: เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ฝึกอดทนต่อสิ่งล่อใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ( เช่น รออีกสักหน่อยเพื่อดื่มกาแฟ, รออีกสักนิดก่อนตัดสินใจซื้อของ) เพื่อสร้างพลังในการควบคุมตัวเอง และหากอดทนได้เป็นอย่างดี ก็จะมีเงินเก็บที่มากขึ้นเพื่อไปเติมเต็มความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่าครับ 3. การเอาชนะอคติต่อการไม่ชอบความสูญเสีย — 🚫📉 Loss aversion หรือ แนวโน้มของเราที่จะหลีกเลี่ยงความสูญเสียมากกว่าการได้รับผลกำไรเมื่อคิดเป็นจำนวนเงินเท่าเทียมกัน เช่น การที่เราออมเงินในวันนี้ เราจะรู้สึกว่าเงินหายไปเพราะเงินเก็บเป็นสิ่งที่ห้ามใช้ ส่งผลให้รู้สึกไม่อยากออมเงิน อยากมีเงินที่สามารถหยิบมาใช้จ่ายได้ทันที (ในบริบทของหุ้นจะเป็นการถือหุ้นที่มีสถานะขาดหุ้นต่อไป และขายหุ้นที่ได้กำไรครับ) วิธีก้าวข้าม: ปรับ Mindset สำหรับการลงทุนใหม่และการออมเงินใหม่ ให้มองว่าการออมเงินจะเป็นเงินเก็บ และไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นการที่เราออมไว้ใช้เพื่ออนาคต สู่ความมั่นคงทางการเงิน และบรรลุเป้าหมายทางการเงินอื่น ๆ ในชีวิต และนี่คือ 3 อคติทางการเงินที่ทำให้เราไม่มีเงินเก็บ และรู้สึกว่าการเก็บเงินเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ลองนำไปปรับใช้ดูนะฮะ รับรองว่าเงินเก็บแสนแรก ล้านแรก บ้านหลังแรก รถคันแรก จะตามมาเป็นของเพื่อน ๆ แน่นอน ☺🤍
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸 tweet media
ไทย
1
157
168
10.7K
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸
ทุกคนนน ผมอยากมา remind อีกรอบครับ! 💡 ว่า iCreator Camp Gen 2 ที่ร่วมมือกับคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เปิดรับสมัครแล้ว! ซึ่งเป็นแคมป์ที่จะปั้นครีเอเตอร์ฟรีแบบจัดเต็ม 5 สัปดาห์ รับแค่ 100 คนเท่านั้น . สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ - 24 มี.ค. 68 เท่านั้นครับ! บอกเลยว่าพลาดไม่ได้อ่าา 👉 forms.gle/k3s1kGogCVN4wh… เพราะได้ความรู้แบบเยอะมากจริง ๆ คนที่มาสอนก็คือคนในวงการตัวจริง เสียงจริง อย่างปีที่แล้วผมได้รับความรู้แบบเน้น ๆ เลย ก็บอกเลยว่าทักษะการทำคอนเทนต์พัฒนาจากหลังมือเป็นหน้ามือมาก ๆ ที่สำคัญคือ มันฟรีอะ!! 😆 คือได้ความรู้ขนาดนี้ ฟรีขนาดนี้ ก็อยากให้ทุกคนลองสมัครกันน้า อยากจะบอกว่ามัน 10 10 10 ครับบ ซึ่งคลาสที่สอนทำให้ความรู้รอบด้านเลย จะบอกว่าผมแอบเอาไปใช้งานของผมด้วย ไม่ใช่แค่ครีเอเตอร์ เพราะทุกสกิลมันสามารถ transfer ได้หมด แนะนำอิอิ อันนี้ 5 week plan ครับ 👇 . ✏️ Week 1: Storytelling & Creativity ✏️ Week 2: Design & Visual ✏️ Week 3: Production & Platform ✏️ Week 4: Branding & Marketing ✏️ Week 5: Winner Announcement หมายเหตุ: เรียนทุกวันเสาร์ จำนวน 4 สัปดาห์ และสัปดาห์ที่ 5 คือ วันตัดสินผู้ชนะ (Winner Announcement) . แคมป์นี้เหมาะกับใคร 👀 🤍 ครีเอเตอร์ที่อยากอัปสกิล หรือเรียนรู้สกิลการทำคอนเทนต์ในหลากหลายมิติเพิ่มเติม 🤍 ครีเอเตอร์ที่อยากเติมไฟความคิดสร้างสรรค์ และหาแรงบันดาลใจในการทำคอนเทนต์ 🤍 ครีเอเตอร์ที่อยากสร้างคอนเน็กชันกับเพื่อนในแวดวงเดียวกัน (แอบกระซิบนะ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือได้รู้จักเพื่อนใหม่ถึง 100 คนครับ และทุกวันนี้ผมยังติดต่อกันอยู่เลย มันดือมากก) . ส่วนรายละเอียดที่คนถามว่าถ้าได้เข้ามาเป็น 1 ใน 100 จะได้อะไร นี่เลย 👇 💪 เรียนรู้เนื้อหาและ Workshop พร้อมฟัง Inspiration Talk จากครีเอเตอร์ตัวท็อป 💪 อัปสกิลการทำคอนเทนต์ครบทุกด้าน 💪 ลองทำ Assignment จริง 💪 ผู้ชนะมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล, ร่วมงานกับแบรนด์ดัง, ขึ้นเวที iCreator Conference 💪 รับใบ Certificate 💪 ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะฟรีทั้งแคมป์! . รายละเอียดแคมป์ ระยะเวลาแคมป์: 19 เม.ย. – 24 พ.ค. 68 (เรียนทุกวันเสาร์ 5 สัปดาห์) เวลาเรียน: 09.30 – 17.30 น. (ลงทะเบียนเรียน 09.00 น.) สถานที่: คณะนิเทศฯ จุฬาฯ . ลิงก์สมัครอยู่ใต้คอมเมนต์น้าา หรือจะสแกนก็ได้เยย หมายเหตุ: การคัดเลือกผู้เข้าร่วมแคมป์ทั้ง 100 นับเป็นสิทธิ์ของทาง iCreator Camp, คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และคณะกรรมการ การตัดสินทั้งผลการคัดเลือก และผลของคะแนนผู้ผ่านการคัดเลือก ไปจนถึงรอบ Winner Announcement ในสัปดาห์ที่ 5 การตัดสิน และพิจารณาของคณะกรรมการที่กล่าวไปถือเป็นที่สิ้นสุด
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸 tweet media
ไทย
1
7
6
2.6K
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸
ปฎิเสธไม่ได้ว่าใคร ๆ ก็อยากที่จะมีอิสรภาพทางการเงิน! งั้นลองมารู้จัก ‘เงิน 4 ด้าน’ กันดีไหม? เพื่ออนาคตที่เราต้องการ 💡💸 . หากเพื่อน ๆ สนใจเรื่องการเงินส่วนบุคคล อีกหนึ่งอย่างที่ผมอยากให้รู้จักเลยก็คือการทำความเข้าใจ ‘เงิน 4 ด้าน’ ครับ ผู้เขียน Robert Kiyozaki โดยเงินที่เราได้รับแต่ละประเภทก็จะมีการทำงาน การสร้างเงินที่แตกต่างกันไป ที่นี้พอเราเข้าใจบทบาทของเงินแต่ละด้านแล้ว ก็จะช่วยให้เรากำหนดอนาคต หรืออาชีพที่เราต้องการได้ครับ ซึ่ง ‘เงิน 4 ด้าน’ จะมาช่วยไขข้อกระจ่างว่าทำไมกันนะ? บางคนถึงมีอิสรภาพทางการเงินได้เร็วกว่า และมีประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งถ้าใครอยากอ่านหนังสือฉบับเต็มก็แนะนำเลยครับ เพราะจะช่วยให้เข้าใจมุมมองเรื่องของเงิน ที่ไม่ใช่แค่การหาเงิน แต่รวมไปถึงการสร้างเงินในอนาคตที่ยั่งยืนอีกด้วย เจาะลึก 👇 เงินด้านที่ 1 คือ ‘Employee’ (E) - 👨‍🎓 การมีเงินได้ประเภทนี้จะหมายถึงว่า เงินที่เราได้รับมาจะมาจากการลงแรงด้วยตัวเองครับ ซึ่งเกิดจากการใช้สมอง ลงแรง หรือลงเวลาให้กับนายจ้าง หรือบริษัทเราครับ ในช่วงแรกเริ่มเงินได้ประเภทนี้ถือว่าสามารถทำให้เราตั้งตัวในการต่อยอดอะไรอื่น ๆ ในอนาคตได้อีกมากมาย เช่น รับเงินมาเก็บออมไว้แล้วเริ่มสร้างธุรกิจของตัวเอง หรือนำไปลงทุนต่อให้งอกเงยได้ครับ 💪 ใช้แรงทำเงิน เงินด้านที่ 2 คือ ‘Self-Employed’ (S) - 👨‍🎨 เงินได้ประเภทนี้จะเกิดจากการรับจ้างทำงานให้ตนเองครับ เอ๊ะ! แปลก ๆ ประมาณว่าเราเป็นนายจ้างของตัวเอง และทำงานเพื่อรับเงินครับ เช่น เปิดร้านกาแฟ เราก็ต้องชงเอง เสิร์ฟเอง ขายเอง และได้รับกำไรเอง ซึ่งเงินได้ประเภทนี้เรียกว่า ธุรกิจส่วนตัวก็ได้ จะใช้เวลาและแรงเยอะมากในการหาเงินครับ (ตามแต่ละประเภทของธุรกิจ) 💪 ใช้แรงทำเงิน เงินด้านที่ 3 คือ ‘Business Owner’ (B) - 🤵🏻 เงินได้ประเภทนี้คือน่าสนใจมากครับ เพราะเราไม่ต้องลงแรงอีกต่อไปแล้ว! (หรือน้อยลง) เพราะจะมีคนหรือระบบมาทำงานเพื่อหาเงินให้กับเรา เช่น เปิดร้านกาแฟโดยการจ้างคนมาทำงาน ขยายสาขา และมีพนักงานที่เราจ้างมาจัดการหน้าทุกอย่างให้เราหมด หรือเปิดร้านตู้ซักผ้าหยอดเหรียญ อันนี้ระบบเครื่องซักผ้าทำงานให้เราเองเลย เราก็นอนรอรับเงินฟิน ๆ ได้ ซึ่งในการสร้างระบบหรือธุรกิจมักจะเริ่มต้นโดยการใช้เงินที่สูงมาก ส่วนใหญ่ก็พัฒนามาจาก 1 → 2 และมา 3 ครับค่อย ๆ เริ่มขยับขยาย 💰 มีคน หรือระบบสร้างเงินให้กับเรา เงินด้านที่ 4 คือ ‘Investor’ (I) - 💸 คล้าย ๆ กับอันที่ 3 เลยครับ เงินได้ประเภทนี้คือเราแทบจะไม่ต้องลงแรงเลย เราจะใช้เงินเพื่อหาเงินให้กับเราอีกที เป็นความฝันสูงสุดของนักลงทุนเลยครับ เช่น การมี Passive Income จากการที่เราเอาเงินไปฝากธนาคารไว้เฉย ๆ หรือ เงินปันผลจากหุ้น เงินปันผลจากกองทุนรวม ซึ่งเราแค่ลงเงินไปและรอรับเงินอย่างเดียว โดยที่ไม่ต้องลงแรง หรืออะไรเลย สิ่งนี้จึงเป็นความฝันของใครหลาย ๆ คน (รวมถึงผมด้วยย) 💰 ใช้เงินทำงาน สรุปแล้ว ✍ เงินได้แต่ละประเภทก็เกี่ยวข้องกับอาชีพที่เราต้องการด้วยครับ และการที่เรารู้ว่าตอนนี้เราอยู่ในจุดไหน อนาคตอยากเป็นแบบไหนก็สามารถทำให้เรามีอิสรภาพทางการเงินได้เช่นกัน! อย่างในปัจจุบันของผมมีรายได้จากด้านที่ 1, 2 และ 4 (น้อยอยู่) ก็พยายามที่หาเงินจากด้านที่ 1 และ 2 มาเติม 4 เยอะ ๆๆๆ ในอนาคตจะได้เลิกทำงานโดยใช้แรง และให้เงินทำงานแทนเราได้ครับ 😂 (ส่วน 3 ตอนนี้ยังไม่คิดถึงเลย ธุรกิจแอบดูวุ่นวายนิด ๆ ในค.ห. ส่วนตัวครับ) แล้วเพื่อน ๆ ตอนนี้มีรายได้ประเภทที่ไหนกันบ้างฮะ 🙋‍♂️
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸 tweet media
ไทย
1
768
1K
74.1K
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸
ปฎิเสธไม่ได้ว่าใคร ๆ ก็อยากที่จะมีอิสรภาพทางการเงิน! งั้นลองมารู้จัก ‘เงิน 4 ด้าน’ กันดีไหม? เพื่ออนาคตที่เราต้องการ 💡💸 . หากเพื่อน ๆ สนใจเรื่องการเงินส่วนบุคคล อีกหนึ่งอย่างที่ผมอยากให้รู้จักเลยก็คือการทำความเข้าใจ ‘เงิน 4 ด้าน’ ครับ ผู้เขียน Robert Kiyozaki โดยเงินที่เราได้รับแต่ละประเภทก็จะมีการทำงาน การสร้างเงินที่แตกต่างกันไป ที่นี้พอเราเข้าใจบทบาทของเงินแต่ละด้านแล้ว ก็จะช่วยให้เรากำหนดอนาคต หรืออาชีพที่เราต้องการได้ครับ ซึ่ง ‘เงิน 4 ด้าน’ จะมาช่วยไขข้อกระจ่างว่าทำไมกันนะ? บางคนถึงมีอิสรภาพทางการเงินได้เร็วกว่า และมีประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งถ้าใครอยากอ่านหนังสือฉบับเต็มก็แนะนำเลยครับ เพราะจะช่วยให้เข้าใจมุมมองเรื่องของเงิน ที่ไม่ใช่แค่การหาเงิน แต่รวมไปถึงการสร้างเงินในอนาคตที่ยั่งยืนอีกด้วย เจาะลึก 👇 เงินด้านที่ 1 คือ ‘Employee’ (E) - 👨‍🎓 การมีเงินได้ประเภทนี้จะหมายถึงว่า เงินที่เราได้รับมาจะมาจากการลงแรงด้วยตัวเองครับ ซึ่งเกิดจากการใช้สมอง ลงแรง หรือลงเวลาให้กับนายจ้าง หรือบริษัทเราครับ ในช่วงแรกเริ่มเงินได้ประเภทนี้ถือว่าสามารถทำให้เราตั้งตัวในการต่อยอดอะไรอื่น ๆ ในอนาคตได้อีกมากมาย เช่น รับเงินมาเก็บออมไว้แล้วเริ่มสร้างธุรกิจของตัวเอง หรือนำไปลงทุนต่อให้งอกเงยได้ครับ 💪 ใช้แรงทำเงิน เงินด้านที่ 2 คือ ‘Self-Employed’ (S) - 👨‍🎨 เงินได้ประเภทนี้จะเกิดจากการรับจ้างทำงานให้ตนเองครับ เอ๊ะ! แปลก ๆ ประมาณว่าเราเป็นนายจ้างของตัวเอง และทำงานเพื่อรับเงินครับ เช่น เปิดร้านกาแฟ เราก็ต้องชงเอง เสิร์ฟเอง ขายเอง และได้รับกำไรเอง ซึ่งเงินได้ประเภทนี้เรียกว่า ธุรกิจส่วนตัวก็ได้ จะใช้เวลาและแรงเยอะมากในการหาเงินครับ (ตามแต่ละประเภทของธุรกิจ) 💪 ใช้แรงทำเงิน เงินด้านที่ 3 คือ ‘Business Owner’ (B) - 🤵🏻 เงินได้ประเภทนี้คือน่าสนใจมากครับ เพราะเราไม่ต้องลงแรงอีกต่อไปแล้ว! (หรือน้อยลง) เพราะจะมีคนหรือระบบมาทำงานเพื่อหาเงินให้กับเรา เช่น เปิดร้านกาแฟโดยการจ้างคนมาทำงาน ขยายสาขา และมีพนักงานที่เราจ้างมาจัดการหน้าทุกอย่างให้เราหมด หรือเปิดร้านตู้ซักผ้าหยอดเหรียญ อันนี้ระบบเครื่องซักผ้าทำงานให้เราเองเลย เราก็นอนรอรับเงินฟิน ๆ ได้ ซึ่งในการสร้างระบบหรือธุรกิจมักจะเริ่มต้นโดยการใช้เงินที่สูงมาก ส่วนใหญ่ก็พัฒนามาจาก 1 → 2 และมา 3 ครับค่อย ๆ เริ่มขยับขยาย 💰 มีคน หรือระบบสร้างเงินให้กับเรา เงินด้านที่ 4 คือ ‘Investor’ (I) - 💸 คล้าย ๆ กับอันที่ 3 เลยครับ เงินได้ประเภทนี้คือเราแทบจะไม่ต้องลงแรงเลย เราจะใช้เงินเพื่อหาเงินให้กับเราอีกที เป็นความฝันสูงสุดของนักลงทุนเลยครับ เช่น การมี Passive Income จากการที่เราเอาเงินไปฝากธนาคารไว้เฉย ๆ หรือ เงินปันผลจากหุ้น เงินปันผลจากกองทุนรวม ซึ่งเราแค่ลงเงินไปและรอรับเงินอย่างเดียว โดยที่ไม่ต้องลงแรง หรืออะไรเลย สิ่งนี้จึงเป็นความฝันของใครหลาย ๆ คน (รวมถึงผมด้วยย) 💰 ใช้เงินทำงาน สรุปแล้ว ✍ เงินได้แต่ละประเภทก็เกี่ยวข้องกับอาชีพที่เราต้องการด้วยครับ และการที่เรารู้ว่าตอนนี้เราอยู่ในจุดไหน อนาคตอยากเป็นแบบไหนก็สามารถทำให้เรามีอิสรภาพทางการเงินได้เช่นกัน! อย่างในปัจจุบันของผมมีรายได้จากด้านที่ 1, 2 และ 4 (น้อยอยู่) ก็พยายามที่หาเงินจากด้านที่ 1 และ 2 มาเติม 4 เยอะ ๆๆๆ ในอนาคตจะได้เลิกทำงานโดยใช้แรง และให้เงินทำงานแทนเราได้ครับ 😂 (ส่วน 3 ตอนนี้ยังไม่คิดถึงเลย ธุรกิจแอบดูวุ่นวายนิด ๆ ในค.ห. ส่วนตัวครับ) แล้วเพื่อน ๆ ตอนนี้มีรายได้ประเภทที่ไหนกันบ้างฮะ 🙋‍♂️
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸 tweet media
ไทย
0
124
171
11K
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸
เราน่ะไม่แย่เรื่องการเงินหรอก แค่เราไม่เคยถูกสอนให้ใช้เงินเป็นระบบครับ 📍 . หลาย ๆ คนอาจจะมีปัญหากับเรื่องการเงินในชีวิตบ้าง แต่ไม่ใช่เพราะเขาอยากตัดสินใจให้มันผิดพลาดนะ แต่เพราะพวกเขาอาจจะไม่ได้ถูกสอนให้บริหารเงินได้อย่างถูกต้องครับ (ซึ่งผมก็เพิ่งได้เรียนมาแค่ 4 - 5 ปีนี้เองเรื่องการบริหารเงิน 😅) วันนี้เลยอยากเขียนเรื่องนี้ครับ สำหรับ 3 กฎง่าย ๆ ที่สามารถทำเปลี่ยนชีวิตเรื่องการเงินได้ 💰 ใช้จ่ายให้น้อยกว่าที่หามาได้ คือเรื่องนี้อะ เหมือนเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็รู้ แต่คนส่วนใหญ่ในชีวิตของผมจริง ๆ ใช้มากกว่าที่หามาได้ครับ ต้องพึ่งบัตรเครดิต พึ่งช็อปก่อนจ่ายครับ แต่ถ้าเราหยุดวงจรนี้ได้นะ แค่ทำข้อนี้ได้ข้อเดียวก็คือมีเงินเหลือแล้วครับจริง ๆ ดังนั้นต้องลิสต์รายจ่ายที่ไม่จำเป็น และก็เก็บเงินก่อนใช้จ่ายเสมอนะะ 📈 เก็บเงิน / ลงทุนในต่อเนื่อง เราไม่จำเป็นต้องเป็นนักลงทุนที่เชี่ยวชาญเลยครับ อยากให้ลองเริ่ม DCA ในกองทุนรวม / ETF ดัชนีที่ดัง ๆๆ เช่น S&P500 MSCI World หรืออื่น ๆ ที่กระจายคความเสี่ยงดีพอครับ แค่นี้เงินของเราก็จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จริง ๆ แล้ว แต่หลายคนรวมถึงผมในอดีต มักจะหยุดกลางทาง เพราะไปตะบะแตกกับข้อ 1 ที่ใช้ก่อนจ่าย ใช้เกินตัว จนไม่มีเงินเหลือมาเก็บ เหลือมาลงทุนนั้นเองครับ ⏳ จากข้อสองทำให้นานพอ ดอกเบี้ยทบต้นจะทำงานเอง คอนเซปต์ดอกเบี้ยทบต้นคือผมอยากให้ทุกคนลองทำความเข้าใจจริง ๆ มันดีกับทุก ๆ ด้านของชีวิตเลยครับ แต่เอาแบบสั้น ๆ เลยนะ ยิ่งเราลงทุนต่อเนื่องนานเท่าไหร่ เงินสะสมเยอะเท่าไหร่ และผลตอบแทนได้มากเท่าไหร่ เงินของเราก็จะยิ่งเติบโตแบบทวีคูณมากขึ้นเท่านั้นครับ แต่ถ้าถามว่าเงินน้อย ๆ 500 - 1,000 เติบโตได้ไหม ก็ได้เช่นกัน ขอแค่ให้นานพอ + มีผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวกก็จะยิ่งดีเลยครับ 💪 เรื่องการเงินถ้าอยากจัดการให้ดีจริง ๆ ก็ต้องปลูกฝังให้เป็นนิสัยเลยน้าา ลองทำตาม 3 เรื่องนี้ชีวิตดีขึ้นแน่นอนครับ
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸 tweet media
ไทย
0
25
30
2.7K
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸
พอได้เรียนรู้เรื่อง 'เงิน' ก็เลยได้รู้ว่าเงินก็ต้องทำงานเหมือนกัน! แถมเงินที่อยู่ต่างที่กันก็ทำงานต่างกันด้วยครับ 💸📈 . ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาพูดถึงเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เราก็มักนึกว่ามันมีหน้าที่เดียว คือการเอาไว้ซื้อสิ่งของต่าง ๆ เพื่อมาเติมเต็มชีวิต ซึ่งในปัจจุบันนี้เราก็ทำงานแลกเกินกันเสียเป็นส่วนใหญ่ (รวมถึงผมด้วย 😂) แต่พอเราได้เงินมาก็ต้องนำเงินไปเก็บไว้ตามที่ต่าง ๆ ซึ่งก็แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเก็บในธนาคาร เก็บในหุ้น หรือเก็บในรูปแบบของสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ เช่น บ้าน รถ หรือทองคำ แต่วันนี้เราจะมาเจาะ 2 ประเด็นหลัก ๆ ของแหล่งเก็บเงินกันครับ นั่นก็คือ เงินเก็บ VS เงินลงทุน ต่างกันยังไงนะ? ใช้เพื่อจุดประสงค์เดียวกันไม่ได้หรือ? 🤔💰 1. เงินเก็บ 🦺 อธิบายภาพง่าย ๆ เลยก็คือการที่เราได้รับเงินเดือนมาอาจจะสัก 20,000 บ. แบ่งเก็บไว้ 2,000 บ. เพื่อเป็นหลักประกันว่าในอนาคตเราจะมีเงินที่สามารถถอนออกมาใช้ได้เลยทันที ไม่ต้องกลัวเงินต้นสูญหายครับ ซึ่งมีความสำคัญมากเพราะเขาเป็นเครื่องมือในการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินได้ดีมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นตกงาน รถพัง ค่ารักษาพยาบาล เนื่องจากเราไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุตอนไหน และถ้าเกิดขึ้นมาจริง ๆ เงินก้อนนี้แหละที่จะช่วยให้เราสามารถนำมาใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลว่าเงินจะพอไหมนะ? ต้องเอาเงินจากไหนมาจ่าย? หรือเราจะต้องไปกู้ยืมนอกระบบเพื่อหาเงินมา Cover ในรายจ่ายฉุกเฉิน 🤯 แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดี เพราะเขาแทบไม่ให้ผลตอบแทนที่ดีเลยครับ หรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือเงินมันไม่เติบโตนั้นเอง 😭 2. เงินลงทุน 📈 การที่เรานำเงินส่วนที่นอกเหนือจากเงินออม 1) ด้านบน 👆 ไปลงในสินทรัพย์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร หุ้น หรือทำธุรกิจ เช่น เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว เปิดอู่ซ่อมรถ โดยที่เรามีความคาดหวังว่าเงินที่เราลงไปนั้นจะต้องโตแน่ ๆ (อาจจะ 10,000 โตเป็น 20,000 บ.) ซึ่งเหมาะมากกับการวางแผนการเงินที่ต้องใช้เงินทุนเยอะ ๆ อย่างการซื้อบ้าน เงินเก็บเพื่อการเกษียณ อาจจะลองคิดภาพง่าย ๆ ว่าเงินลงทุนนี้แหละ เงินมันจะโตด้วยตัวมันเอง ซึ่งทำให้เรามีรายรับเพิ่มอีก 1 ทาง โดยหากรวมกับงานประจำที่เราทำอยู่ (Active Income) ก็จะกลายเป็นรายได้ 2 ทางครับ ยิ่งเรามีรายได้มากเท่าไหร่ เราก็จะสามารถบรรลุเป้าหมายการเงินได้ไวขึ้นเท่านั้น ทำให้การลงทุนเป็นเครื่องมือที่เหมาะมากที่จะช่วยลดระยะเวลาในการทำตามความฝันครับ เช่น หากเก็บเงินปกติเพื่อดาวน์บ้าน 500,000 บ. อาจจะต้องใช้เวลาเก็บ 10 ปี แต่ถ้าลงทุนอาจจะลดลงมาเหลือ 5 - 7 ปีแทนประมาณนี้ครับ แต่ความน่ากลัวคือถ้าลงทุนผิดตัว ผิดจังหวะ เศรษฐกิจไม่อำนวยก็มีโอกาสขาดทุนได้สูงมาก มีความผันผวน และอาจจะทำให้เป้าหมายที่เราฝันไว้ต้องเลื่อนไปไกลอีกก็ได้ (เศร้าเลยย😭) สรุปแล้ว ✍ แหล่งเก็บเงิน 2 ที่แตกต่างกัน ก็เพื่อเป้าหมายที่แตกต่างกันไปด้วยครับ เพราะว่าถ้าเราเก็บเงินอย่างเดียวเพื่อที่จะดาวน์บ้านโอ้ 10 ปีถึงจะได้เงินดาวน์บ้านสักหลัง การออมเงินอย่างเดียวจึงไม่ตอบโจทย์ เพราะว่ามันจะนานและใช้เวลามากก ❌ (ใช้เงินลงทุนแทน) หรือถ้าอยู่ดี ๆ เราเกิดล้มป่วยต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล 100,000 บ. แต่เราไม่มีเงินเก็บเลย เล่นไปลงทุนเสียหมด ทีนี้ต้องทำยังไงครับ ก็ต้องขายหุ้น หรือขายกองทุนรวมเพื่อเอาเงินมาจ่ายเป็นค่ารักษาตรงนี้ ซึ่งก็ไม่รู้อีกด้วยนะว่า ณ ตอนนั้นจะขาดทุน ติดดอยอยู่หรือเปล่า ซึ่งถ้าติดดอยก็รับรองได้ว่าเสียสองเด้งครับ (ประสบการณ์ตรง🤣) (ใช้เงินเก็บ) ดังนั้นเราจึงต้องมีเงินทั้งสองที่เลย เริ่มจากเงินเก็บก่อน ถ้ายังมีไม่พอสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินก็ยังไม่แนะนำให้ลงทุนครับ (ตอนนี้บทความของผมจึงเน้นพูดถึงเรื่องพื้นฐานการเงินแน่น ๆ ก่อนจะเริ่มไปลงทุนกันน 💪) เหมือนกับการสร้างพีระมิด ถ้าอยากให้มันแข็งแรงก็ต้องสร้างจากฐานใช่ไหมครับ การเงินก็เช่นเดียวกัน ถ้าฐานเราไม่แข็งแรง แล้วข้ามไปลงทุนเลย ถ้าเกิดเรื่องต้องใช้เงินจริง ๆ คือถอนออกมาทั้งที่ขาดทุนจะรู้สึกเจ็บจี๊ดดดเลยครับ
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸 tweet media
ไทย
0
287
378
23.3K
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸
The 1% Rule ถ้าเราพัฒนาตัวเองแค่ 1% ในทุก ๆ วัน เราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นถึง 37.78 เท่า ใน 1 ปี แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเราทำ 1% แย่ ๆ ในทุกวัน กราฟชีวิตของเราจะตกลงมาใกล้กลับเส้นศูนย์ครับ ทำไมเราถึงมีปัญหาในการสร้างนิสัยดี ๆ (และวิธีแก้ไข!) 🤔 . เคยแบบให้สัญญากับตัวเองไหมครับประมาณว่าปีนี้ฉันจะออกกำลังกายแน่นอน หรือปีนี้ฉันจะ productivity สุด ๆ แต่ก็ล้มเลิกหลังผ่านไป 2 - 3 วัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุก ๆ คนเลยครับ เพราะว่าเรานั้นอาจจะโฟกัสไปที่เป้าหมาย มากกว่าระบบในการสร้างนิสัยที่ดีครับ 👇 🎈 The 1% Rule: ถ้าเราสามารถพัฒนาตัวเองอะไรก็ได้ แค่เพียงเล็ก ๆ วันละ 1% ภายใน 1 ปีนั้นเราจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมถึง 37.78 เท่าครับ ซึ่งการเปลี่ยนเล็ก ๆ น้อย ๆ เนี่ยละ (เน้นทำได้ ไม่ต้องตั้งเป้าใหญ่ ๆ เลย) สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีมาก ๆ ได้ 🎈 The Habit Loop: Cue (สิ่งเร้า) → Craving (ความอยาก) → Response (การตอบสนอง) → Reward (ผลที่ได้รับ) สมองของเรานั่นทำงานเอัตโนมัติตามด้านบนเลยย 👆 ดังนั้นเราต้องทำให้ นิสัยดี ๆ นั่นสร้างได้ง่าย แบบอยากอ่านหนังสือเยอะขึ้น ก็วางหนังสือทั่วบ้าน แต่กลับกันนิสัยแย่ ๆ ทำให้มันหาเราได้ยากที่สุดครับ เช่น ติดโทรศัพท์ตอนตื่นนอน ก็ให้ตอนนอนเอาไปไว้ไกล ๆ แบบนี้ครับ 🎈 4 กฎเหล็กสำคัญที่จะเปลี่ยนพฤติกรรม ✅ Make it obvious: ติดตามนิสัย ใช้ habit tracker template หรือแอปง่าย ๆ ได้เลย ✅ Make it attractive: ยิ่งนิสัยนั้นทำให้เรามีความสุขมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งอยากให้เราทำต่อเนื่องขึ้นไปเท่านั้นครับ ✅ Make it easy: ทำให้มันง่ายมาก ๆ ที่จะทำ เช่น อ่านศัพท์ภาษาอังกฤษ 5 คำต่อวัน หรือนิสัยอะไรก็ได้ที่เริ่มได้แบบง่ายสุด ๆ ✅ Make it satisfying: ถ้าทำนิสัยนั้นสำเร็จแล้ว เราจะได้อะไรตอบแทน อันนี้ดีมาก ๆ ทำให้เราอยากทำให้สำเร็จนั่นเอง ✍ อีกหนึ่งทริคสำคัญคือทำให้สภาพแวดล้อมของเรานั้นเหมาะกับนิสัยที่เราจะสร้างครับ เช่น ถ้าอยากออกกำลังกาย ก็ให้เตรียมชุดออกกำลังกายรอไว้ตั้งแต่ตอนก่อนนอน หรือถ้าอยากจะอ่านหนังสือ ก็พกติดตัวไปด้วยตลอดครับ ดังนั้นนน ถ้าเราจะสร้างนิสัยให้ประสบความสำเร็จได้ อาจจะไม่ได้มีแค่เป้าหมาย แต่ต้องมีระบบ (system) ที่ทำให้มันไปถึงครับ ลองสร้างกันดูน้าา เริ่มเลยย 💪
ไทย
0
201
231
10.3K
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸
ทำงานหนัก VS. พรสวรรค์ อะไรจะทำให้เราประสบความสำเร็จมากกว่า? . เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนที่ไม่ได้ฉลาดที่สุดถึงยังประสบความสำเร็จ ในขณะที่บางคนที่อาจจะมีไอคิวสูงที่สูงกว่าก็อาจจะไม่ได้ขนาดนั้น วันนี้ผม TED Talk ของ Angela Duckworth แล้วรู้สึกว่า "Grit" หรือความพากเพียรและความหลงใหลในเป้าหมายระยะยาว คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนประสบความสำเร็จครับ ซึ่งผมเคยอ่านหนังสือเล่มนี้ Grit ก่อนมาฟัง Podcast นี้เสียอีกกแบบนานมาก ๆ แล้วเหมือนตั้งแต่ช่วงเริ่มอ่านหนังสือช่วงแรก ๆ ซึ่งเป็นไฟในการตั้งใจทำงานหนักเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาให้ดีครับ ซึ่งผมมันช่วยเปลี่ยน mindset เยอะมากก อยากให้ลองหาอ่านหรือฟังสรุปนะค้าบบ 👇 📌 สรุป 7 ประเด็นสำคัญจาก TED Talk นี้ 1️⃣ จากที่ปรึกษาสู่อาจารย์ และนักจิตวิทยา Angela Duckworth ลาออกจากงานที่ปรึกษา เพื่อมาเป็นครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนรัฐที่นิวยอร์ก เธอสังเกตว่าเด็กที่ฉลาดไม่ใช่เด็กที่เก่งที่สุดเสมอไป— หลายคนที่ไอคิวสูงกลับขาดแรงผลักดัน ในขณะที่เด็กที่ไม่ได้เก่งที่สุดกลับพยายามจนทำได้ดีครับ 2️⃣ ความพยายามสำคัญกว่าสติปัญญา ซึ่งเธอพบว่า "เด็กที่เรียนคณิตศาสตร์ได้ดีไม่ใช่เพราะพวกเขาฉลาดกว่า แต่เพราะพวกเขาพยายามมากกว่า" ซึ่งพวกเขาอาจจะไม่ได้แก้ไขโจทย์คณิตศาสตร์ได้รวดเร็ว หรือถูกตั้งแต่ครั้งแรก แต่เขาก็ยังพยายามต่อไปแม้จะล้มเหลวครับ นั่นทำให้เขาเรียน math ได้ดีมาก ๆ 3️⃣ งานวิจัยที่ค้นหาสูตรสำเร็จของความสำเร็จ คุณ Angela ตัดสินใจเรียนต่อด้านจิตวิทยาและเริ่มศึกษาปัจจัยที่ทำให้คนประสบความสำเร็จ โดยทดลองกับกลุ่มคนที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักเรียนทหาร West Point ผู้เข้าแข่งขัน Spelling Bee และพนักงานขายในบริษัทใหญ่ ๆ 4️⃣ Grit คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดของความสำเร็จ สิ่งที่เธอค้นพบก็คือ "Grit" หรือความมุ่งมั่นพยายามในระยะยาว คือปัจจัยที่ทำนายความสำเร็จได้ดีที่สุด มากกว่าไอคิวหรือพรสวรรค์เสียอีก โดยเขาให้คำนิยามว่า Grit, The Power of Passion and Perseverance ครับ 5️⃣ Grit สำคัญต่อการเรียนรู้และการใช้ชีวิต เธอทดลองให้คะแนน "Grit Scale" กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนรัฐที่ชิคาโก ผลคือ เด็กที่มีคะแนน Grit สูง มีโอกาสจบการศึกษามากกว่าเด็กที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดความมุ่งมั่น 6️⃣ ไม่ใช่แค่ในห้องเรียน แต่ใช้ได้กับทุกวงการ Grit ไม่ได้มีผลแค่กับการเรียนเท่านั้น แต่ยังใช้ได้กับการฝึกทหาร, การแข่งขัน และโลกของการทำงาน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายอาชีพไหน คนที่มี Grit จะสามารถเอาชนะอุปสรรคได้ดีกว่านั่นเอง 7️⃣ จะสร้าง Grit ได้อย่างไร? แม้ว่า Grit จะสำคัญมาก แต่คำถามคือ "เราจะพัฒนา Grit ได้อย่างไร?" นี่เป็นเรื่องที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในวงการวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ Grit สามารถฝึกฝนและสร้างขึ้นมาได้ ผ่านการปลูกฝังความพยายามและการมองเป้าหมายระยะยาวเป็นหลัก สรุปแล้วนะครับ Grit คือการเปลี่ยน Mindset ของเราครับ ให้ไม่กลัวความล้มเหลว ให้มีแรงใจ และมีความมุ่งมั่นที่จะทำต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ย่อท้อ Grit คือความพยายามอย่างหนึ่งในชีวิตของเราครับ เช่น ถ้าอยากเข้ามหาลัยสาขานึงมาก ๆ ถ้าเราอ่านหนังสืออย่างไม่ยอมแพ้ เริ่มอ่านตั้งแต่เนิ่น ๆ เตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ และทำต่อไปซ้ำ ๆ ยังไงก็จะสามารถทำข้อสอบ และเข้าไปได้อย่างแน่นอนครับ เล่มนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเล่มที่ทำให้ผมแบบไม่ท้อถอยต่อโชคชะตา แบบไม่รวย หรือไม่ได้เก่งเท่าคนอื่นเขา แต่ถ้าเราพยายามมุ่งมั่นจริง ๆ ตั้งใจจริง ๆ เราก็น่าจะประสบความสำเร็จได้นะ แบบนี้เลยยย อยากให้ลองดูครับบ 😊 #wealthblossoms #TEDTalks
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸 tweet media
ไทย
0
485
531
32.1K
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸 retweetledi
NovPhotomania 💙 🎶
NovPhotomania 💙 🎶@drnov123·
ทำงานหนักยังมีกินมีใช้​ ไม่มีพรสวรรค์​ก็ยังอยู่ได้​ ส่วนพรสวรรค์​ จะมีหรือไม่​ไม่รู้​กว่าจะหาเจอ​ โอกาสอาจหมดก่อน
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸@wealthblossoms

ทำงานหนัก VS. พรสวรรค์ อะไรจะทำให้เราประสบความสำเร็จมากกว่า? . เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนที่ไม่ได้ฉลาดที่สุดถึงยังประสบความสำเร็จ ในขณะที่บางคนที่อาจจะมีไอคิวสูงที่สูงกว่าก็อาจจะไม่ได้ขนาดนั้น วันนี้ผม TED Talk ของ Angela Duckworth แล้วรู้สึกว่า "Grit" หรือความพากเพียรและความหลงใหลในเป้าหมายระยะยาว คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนประสบความสำเร็จครับ ซึ่งผมเคยอ่านหนังสือเล่มนี้ Grit ก่อนมาฟัง Podcast นี้เสียอีกกแบบนานมาก ๆ แล้วเหมือนตั้งแต่ช่วงเริ่มอ่านหนังสือช่วงแรก ๆ ซึ่งเป็นไฟในการตั้งใจทำงานหนักเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาให้ดีครับ ซึ่งผมมันช่วยเปลี่ยน mindset เยอะมากก อยากให้ลองหาอ่านหรือฟังสรุปนะค้าบบ 👇 📌 สรุป 7 ประเด็นสำคัญจาก TED Talk นี้ 1️⃣ จากที่ปรึกษาสู่อาจารย์ และนักจิตวิทยา Angela Duckworth ลาออกจากงานที่ปรึกษา เพื่อมาเป็นครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนรัฐที่นิวยอร์ก เธอสังเกตว่าเด็กที่ฉลาดไม่ใช่เด็กที่เก่งที่สุดเสมอไป— หลายคนที่ไอคิวสูงกลับขาดแรงผลักดัน ในขณะที่เด็กที่ไม่ได้เก่งที่สุดกลับพยายามจนทำได้ดีครับ 2️⃣ ความพยายามสำคัญกว่าสติปัญญา ซึ่งเธอพบว่า "เด็กที่เรียนคณิตศาสตร์ได้ดีไม่ใช่เพราะพวกเขาฉลาดกว่า แต่เพราะพวกเขาพยายามมากกว่า" ซึ่งพวกเขาอาจจะไม่ได้แก้ไขโจทย์คณิตศาสตร์ได้รวดเร็ว หรือถูกตั้งแต่ครั้งแรก แต่เขาก็ยังพยายามต่อไปแม้จะล้มเหลวครับ นั่นทำให้เขาเรียน math ได้ดีมาก ๆ 3️⃣ งานวิจัยที่ค้นหาสูตรสำเร็จของความสำเร็จ คุณ Angela ตัดสินใจเรียนต่อด้านจิตวิทยาและเริ่มศึกษาปัจจัยที่ทำให้คนประสบความสำเร็จ โดยทดลองกับกลุ่มคนที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักเรียนทหาร West Point ผู้เข้าแข่งขัน Spelling Bee และพนักงานขายในบริษัทใหญ่ ๆ 4️⃣ Grit คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดของความสำเร็จ สิ่งที่เธอค้นพบก็คือ "Grit" หรือความมุ่งมั่นพยายามในระยะยาว คือปัจจัยที่ทำนายความสำเร็จได้ดีที่สุด มากกว่าไอคิวหรือพรสวรรค์เสียอีก โดยเขาให้คำนิยามว่า Grit, The Power of Passion and Perseverance ครับ 5️⃣ Grit สำคัญต่อการเรียนรู้และการใช้ชีวิต เธอทดลองให้คะแนน "Grit Scale" กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนรัฐที่ชิคาโก ผลคือ เด็กที่มีคะแนน Grit สูง มีโอกาสจบการศึกษามากกว่าเด็กที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดความมุ่งมั่น 6️⃣ ไม่ใช่แค่ในห้องเรียน แต่ใช้ได้กับทุกวงการ Grit ไม่ได้มีผลแค่กับการเรียนเท่านั้น แต่ยังใช้ได้กับการฝึกทหาร, การแข่งขัน และโลกของการทำงาน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายอาชีพไหน คนที่มี Grit จะสามารถเอาชนะอุปสรรคได้ดีกว่านั่นเอง 7️⃣ จะสร้าง Grit ได้อย่างไร? แม้ว่า Grit จะสำคัญมาก แต่คำถามคือ "เราจะพัฒนา Grit ได้อย่างไร?" นี่เป็นเรื่องที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในวงการวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ Grit สามารถฝึกฝนและสร้างขึ้นมาได้ ผ่านการปลูกฝังความพยายามและการมองเป้าหมายระยะยาวเป็นหลัก สรุปแล้วนะครับ Grit คือการเปลี่ยน Mindset ของเราครับ ให้ไม่กลัวความล้มเหลว ให้มีแรงใจ และมีความมุ่งมั่นที่จะทำต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ย่อท้อ Grit คือความพยายามอย่างหนึ่งในชีวิตของเราครับ เช่น ถ้าอยากเข้ามหาลัยสาขานึงมาก ๆ ถ้าเราอ่านหนังสืออย่างไม่ยอมแพ้ เริ่มอ่านตั้งแต่เนิ่น ๆ เตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ และทำต่อไปซ้ำ ๆ ยังไงก็จะสามารถทำข้อสอบ และเข้าไปได้อย่างแน่นอนครับ เล่มนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเล่มที่ทำให้ผมแบบไม่ท้อถอยต่อโชคชะตา แบบไม่รวย หรือไม่ได้เก่งเท่าคนอื่นเขา แต่ถ้าเราพยายามมุ่งมั่นจริง ๆ ตั้งใจจริง ๆ เราก็น่าจะประสบความสำเร็จได้นะ แบบนี้เลยยย อยากให้ลองดูครับบ 😊 #wealthblossoms #TEDTalks

ไทย
0
1
1
1.4K
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸 retweetledi
บ๊วย
บ๊วย@ceruleanbuay·
เล่มนี้ๆ
บ๊วย tweet media
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸@wealthblossoms

ทำงานหนัก VS. พรสวรรค์ อะไรจะทำให้เราประสบความสำเร็จมากกว่า? . เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนที่ไม่ได้ฉลาดที่สุดถึงยังประสบความสำเร็จ ในขณะที่บางคนที่อาจจะมีไอคิวสูงที่สูงกว่าก็อาจจะไม่ได้ขนาดนั้น วันนี้ผม TED Talk ของ Angela Duckworth แล้วรู้สึกว่า "Grit" หรือความพากเพียรและความหลงใหลในเป้าหมายระยะยาว คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนประสบความสำเร็จครับ ซึ่งผมเคยอ่านหนังสือเล่มนี้ Grit ก่อนมาฟัง Podcast นี้เสียอีกกแบบนานมาก ๆ แล้วเหมือนตั้งแต่ช่วงเริ่มอ่านหนังสือช่วงแรก ๆ ซึ่งเป็นไฟในการตั้งใจทำงานหนักเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาให้ดีครับ ซึ่งผมมันช่วยเปลี่ยน mindset เยอะมากก อยากให้ลองหาอ่านหรือฟังสรุปนะค้าบบ 👇 📌 สรุป 7 ประเด็นสำคัญจาก TED Talk นี้ 1️⃣ จากที่ปรึกษาสู่อาจารย์ และนักจิตวิทยา Angela Duckworth ลาออกจากงานที่ปรึกษา เพื่อมาเป็นครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนรัฐที่นิวยอร์ก เธอสังเกตว่าเด็กที่ฉลาดไม่ใช่เด็กที่เก่งที่สุดเสมอไป— หลายคนที่ไอคิวสูงกลับขาดแรงผลักดัน ในขณะที่เด็กที่ไม่ได้เก่งที่สุดกลับพยายามจนทำได้ดีครับ 2️⃣ ความพยายามสำคัญกว่าสติปัญญา ซึ่งเธอพบว่า "เด็กที่เรียนคณิตศาสตร์ได้ดีไม่ใช่เพราะพวกเขาฉลาดกว่า แต่เพราะพวกเขาพยายามมากกว่า" ซึ่งพวกเขาอาจจะไม่ได้แก้ไขโจทย์คณิตศาสตร์ได้รวดเร็ว หรือถูกตั้งแต่ครั้งแรก แต่เขาก็ยังพยายามต่อไปแม้จะล้มเหลวครับ นั่นทำให้เขาเรียน math ได้ดีมาก ๆ 3️⃣ งานวิจัยที่ค้นหาสูตรสำเร็จของความสำเร็จ คุณ Angela ตัดสินใจเรียนต่อด้านจิตวิทยาและเริ่มศึกษาปัจจัยที่ทำให้คนประสบความสำเร็จ โดยทดลองกับกลุ่มคนที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักเรียนทหาร West Point ผู้เข้าแข่งขัน Spelling Bee และพนักงานขายในบริษัทใหญ่ ๆ 4️⃣ Grit คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดของความสำเร็จ สิ่งที่เธอค้นพบก็คือ "Grit" หรือความมุ่งมั่นพยายามในระยะยาว คือปัจจัยที่ทำนายความสำเร็จได้ดีที่สุด มากกว่าไอคิวหรือพรสวรรค์เสียอีก โดยเขาให้คำนิยามว่า Grit, The Power of Passion and Perseverance ครับ 5️⃣ Grit สำคัญต่อการเรียนรู้และการใช้ชีวิต เธอทดลองให้คะแนน "Grit Scale" กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนรัฐที่ชิคาโก ผลคือ เด็กที่มีคะแนน Grit สูง มีโอกาสจบการศึกษามากกว่าเด็กที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดความมุ่งมั่น 6️⃣ ไม่ใช่แค่ในห้องเรียน แต่ใช้ได้กับทุกวงการ Grit ไม่ได้มีผลแค่กับการเรียนเท่านั้น แต่ยังใช้ได้กับการฝึกทหาร, การแข่งขัน และโลกของการทำงาน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายอาชีพไหน คนที่มี Grit จะสามารถเอาชนะอุปสรรคได้ดีกว่านั่นเอง 7️⃣ จะสร้าง Grit ได้อย่างไร? แม้ว่า Grit จะสำคัญมาก แต่คำถามคือ "เราจะพัฒนา Grit ได้อย่างไร?" นี่เป็นเรื่องที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในวงการวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ Grit สามารถฝึกฝนและสร้างขึ้นมาได้ ผ่านการปลูกฝังความพยายามและการมองเป้าหมายระยะยาวเป็นหลัก สรุปแล้วนะครับ Grit คือการเปลี่ยน Mindset ของเราครับ ให้ไม่กลัวความล้มเหลว ให้มีแรงใจ และมีความมุ่งมั่นที่จะทำต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ย่อท้อ Grit คือความพยายามอย่างหนึ่งในชีวิตของเราครับ เช่น ถ้าอยากเข้ามหาลัยสาขานึงมาก ๆ ถ้าเราอ่านหนังสืออย่างไม่ยอมแพ้ เริ่มอ่านตั้งแต่เนิ่น ๆ เตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ และทำต่อไปซ้ำ ๆ ยังไงก็จะสามารถทำข้อสอบ และเข้าไปได้อย่างแน่นอนครับ เล่มนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเล่มที่ทำให้ผมแบบไม่ท้อถอยต่อโชคชะตา แบบไม่รวย หรือไม่ได้เก่งเท่าคนอื่นเขา แต่ถ้าเราพยายามมุ่งมั่นจริง ๆ ตั้งใจจริง ๆ เราก็น่าจะประสบความสำเร็จได้นะ แบบนี้เลยยย อยากให้ลองดูครับบ 😊 #wealthblossoms #TEDTalks

ไทย
0
5
3
2.2K
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸
เสียงของคุณ มีพลังมากกว่าที่คิด วิธีการพูดอย่างไรให้คนอยากฟัง ? . เสียงของเราเป็นเครื่องมือที่สามารถโน้มน้าวใจ สร้างแรงบันดาลใจ หรือแม้แต่เปลี่ยนแปลงชีวิตชีวิตได้ แต่ปัญหาคือ หลายคนกลับรู้สึกว่า “ไม่มีใครฟัง” หรือพูดไปแล้ว “ไม่ค่อยมีน้ำหนัก” ซึ่งอาจเป็นเพราะเราเผลอใช้ 7 พฤิติกรรมที่ทำลายพลังคำพูดของเรา และผู้คนไม่เชื่อใจเราครับ 👇 1. Gossip (นินทา) : การพูดถึงลับหลัง พูดเรื่องไม่ดี แต่อย่าลืมนะครับว่าคนอื่นก็สามารถนินทาเราได้เช่นเดียวกัน เมื่อเราไม่อยู่ในวงสทนา แถมพูดว่าร้ายคนอื่นจะทำให้ความน่าเชื่อถือของเราหายไปด้วย เพราะคนที่เราพูดด้วยก็จะกลัวครับ 2. Judging (ตัดสินผู้อื่น) : วิจารณ์ หรือตัดสินคนอื่นโดยไม่เข้าใจสถานการณ์ของเขาเลย ทำให้เราดูเป็นคนพลังบวกเชิงลบครับ 3. Negativity (มองโลกแง่ร้าย) : คนอื่นพูดกับเราด้วยคำปกติ แต่เรามองว่ามันเป็นเรื่องลบมากเลย อาจจะทำให้คนรอบข้างไม่อยากฟัง เพราะบั่นทอนพลังงานของพวกเขาด้วยครับ 4. Complaining (บ่นตลอดเวลา) : เข้าใจเลยว่าเราต้องการระบายความรู้สึก แต่ถ้าเราบ่นซ้ำ ๆ เรื่องเดิม ๆ โดยไม่หาทางออก คนรอบข้างจะงงครับ และก็ไม่อยากให้คำแนะนำเราอีกต่อไป 5. Excuses (แก้ตัวตลอด) : การไม่ยอมรับผิด หรือชอบโทษสิ่งอื่น ๆ อาจทำให้คนอื่นมองว่าเราขาดความรับผิดชอบได้นะ ถ้าอันไหนผิดจริง ๆ เรายอมรับ คนพร้อมให้อภัยแน่นอนครับ 6. Exaggeration & Lying (พูดเกินจริงและโกหก) - ระวังเรื่องการสร้างภาพ + ขี้โม้ครับ เพราะถ้าคนอื่นจับได้เมื่อไหร่ ความน่าเชื่อถือที่สะสมมาหายไปหมดเลยนะ 7. Dogmatism (ยึดติดกับความคิดตัวเองจนเกินไป) - การพูดเหมือนความเห็นของเราเป็นความจริงที่เถียงไม่ได้ ก็ทำให้คนอื่นไม่อยากคุยเหมือนกัน เพราะเขาไม่สามารถพูด หรือเสนอความคิดของเขาได้เลย เราปัดตกทั้งหมด ✅ 4 หลักสำคัญของการพูดให้มีพลังและให้คนชื่นชอบ (ใช้หลัก HAIL) H - Honesty (พูดความจริงอย่างจริงใจ) พูดความจริงแต่ไม่ได้หมายถึงการพูดแบบไม่คิดน้า แต่คือการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง A - Authenticity (เป็นตัวของตัวเอง) อย่าพยายาม “เฟค” เพื่อสร้างภาพให้ดูดีเกินจริง เป็นตัวของเราเนี่ยแหละ ดีที่สุดแล้ว อะไรไม่รู้ก็บอกไม่รู้ได้ แต่ให้คำมั่นว่าจะไปศึกษาเพิ่มเติม I - Integrity (พูดแล้วต้องทำตามที่พูดไว้) อยากให้คำพูดของเรามีพลังเท่าไหร่ ก้ต้องเป็นคนรักษาคำพูด พูดสิ่งไหน ทำสิ่งนั้นครับ L - Love (พูดด้วยความปราถนาดี) เวลาพูดสิ่งต่าง ๆ อยากให้ใส่ใจลงไปครับให้ความปราถนาดีจริง ๆ ไม่ใช่แค่เพียงอยากเอาชนะ โดยสอดแทรกคำเหน็บแหนมพร้อมบอกว่า ฉันพูดแบบนี้ก็เพื่อเธอนะ อันนี้ไม่ได้เลยย นอกจากนี้ในคลิปนี้ (ผมแปะใต้คลิปน้าา) ยังมีเรื่องของการใช้โทนเสียงอีกด้วย ซึ่งสำคัญมากกกกกก อยากให้ลองฟังตัวเต็มเลยครับบบ 💪 ตอนนี้กำลังพยายามฝึกเรื่องการสื่อสารหนักมากกก อยากเป็นคนพูดที่จับใจคนมาก ๆ ใครมีเทคนิคดีดี แนะนำได้น้าา 🤍
เรื่องเล่าทางการเงิน ✍️💸 tweet media
ไทย
1
14
25
1.9K