westmania
1.6K posts

westmania retweetledi
westmania retweetledi
westmania retweetledi

หลายๆคนคงไม่รู้ว่าการ “ไม่ทำอะไร” ก็คือ “ถอยหลัง” อยู่ทุกวัน
1.00 ยกกำลัง 365 = 1 (อยู่ที่เดิมทั้งปี)
แต่ถ้าคุณขยับแค่ 1% ต่อวัน
1.01 ยกกำลัง 365 = 37.7
จากคนธรรมดา…กลายเป็นคนที่ใครก็เทียบไม่ได้ อาจจะมองไม่เห็นภาพ แต่แค่อ่านหนังสือวันละหน้า หรือวันละ 10-15 นาที ก็พัฒนาตัวเองได้เกิน 1% ของแต่ละวันแล้ว
แต่ในทางกลับกัน…
0.99 ยกกำลัง 365 = 0.03
แค่ขี้เกียจนิดเดียวทุกวัน
อีกปีนึง…คุณแทบไม่เหลืออะไรเลย
ชีวิตมันไม่เคยรอใคร
วันนี้คุณไม่ขยับ = คุณกำลังปล่อยให้คนอื่นแซงคุณทุกวัน
ไม่ต้องทำอะไรใหญ่โต ไม่ต้องสำเร็จในวันเดียว
แค่ “อย่าปล่อยให้ตัวเองหยุด”
เพราะทุกวันที่คุณไม่พัฒนา
คุณกำลัง “ถอยหลัง” ทีละนิดๆ โดยที่ไม่รู้ตัว
ไม่ได้จะกดดันให้ทุกคนต้องพัฒนาตัวเองๆๆ ใครต้องการพัฒนาตัวเอง ใครไม่ต้องการ ก็อยู่ที่คุณเลือก ชีวิตของเราเลือกได้ แต่ถ้าใครที่กำลังพัฒนาตัวเองอยู่ ก็มาถูกทางแล้วครับ ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดข้ามคืน วันนึงการกระทำของคุณมันจะส่งผลให้เห็นอย่างแน่นอน 💪🏻

ไทย
westmania retweetledi
westmania retweetledi

อย่ามัวแต่กลัวตลาด…จนลืม “ลงทุนในตัวเอง”
หลายคนช่วงนี้กลัว…
- เศรษฐกิจถดถอย
- ตลาดหุ้นตก
- เงินหาย
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมว่า ควรกลัวมากกว่า คือ
“กลัวตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้า จะยังอยู่ที่เดิม”
เพราะไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง
สุดท้ายแล้วคนที่กำหนดอนาคตเราได้ดีที่สุด…ก็คือ “ตัวเราเอง”
Warren Buffett นักลงทุนระดับโลกที่คนทั้งโลกยกย่อง เคยพูดไว้ว่า
“การลงทุนที่ดีที่สุด คือการลงทุนในตัวเอง”
เพราะการลงทุนในตัวเองมันให้ผลตอบแทนสูงกว่าสินทรัพย์อื่นๆมากๆ
ลองนึกภาพตามนะครับ
- คุณเก่งขึ้นในทักษะหนึ่ง เช่น การสื่อสาร การขาย การทำธุรกิจ มันไม่ได้เพิ่มรายได้แค่ปีเดียว แต่มันจะเพิ่มไปทั้งชีวิต นี่แหละ คือดอกผลจากการลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน
ตรงกันข้าม…ถ้าคุณไม่ลงทุนอะไรเลยกับตัวเองในวันนี้ อีก 5-10 ปีข้างหน้า อาจจะยังต้องกลัว
- กลัวตกงาน
- กลัวไม่มีรายได้
- กลัวเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ในวันที่โลกมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
สรุปตรงๆ:
ตลาดหุ้น ตลาดคริปโต อสังหา...มีขึ้น มีลง
แต่ “ตัวคุณเอง” คือสินทรัพย์ที่ไม่มีวันล้มละลาย ถ้าเริ่มลงทุนกับตัวเองตั้งแต่วันนี้
อย่ารอให้พร้อม
อย่ารอให้ถูกหวย
อย่ารอให้ตลาดนิ่ง
เริ่มเรียนรู้ พัฒนาทักษะใหม่ๆ ตั้งแต่วันนี้เลย
ไทย
westmania retweetledi

คือเราจะคิดว่าในโลกนี้มีอยู่ 2 สิ่ง คือสิ่งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้น่ะค่ะ ยอดอ่าน/ยอดขายมันเป็นสิ่งลี้ลับที่เราควบคุมไม่ได้จริงๆ ต่อให้เขียนดีขนาดไหน โปรโมตเยอะขนาดไหนหรือยังไงมันก็อาจไม่ออกมาตามคิด (แต่ถ้าใครได้ผลอย่างที่คิดก็ยินดีด้วยแหละ) +

:DaniDuck | Rest ปั่นงานเงียบๆ@danitan0212
@PMaudSimon วิธีรับมือเวลายอดอ่าน/ขายนิยายไม่เป็นไปตามหวัง
ไทย
westmania retweetledi

เวลาดวงตก ดวงซวย แล้วหาวิธีแก้ได้ง่ายๆ อย่างไม่น่าเชื่อ โดยไม่ต้องไปมูที่ไหน หรือไม่ต้องไปหานั่งทำพิธีใดๆ นั่นคือ ขอคำอวยพรจากพ่อแม่ เห็นผลทันตา
ทฤษฎีนี้เอาจริงๆ ไม่เชื่อมาก่อน เพราะเราไม่ถูกกับพ่อแม่ อยู่ด้วยกันแล้วบ้านแตก จนแม่พูดว่า "ทำอะไรก็ไม่เจริญ" แล้วชีวิตช่วงนั้นลำบากมาก ทำอะไรก็ไม่เจริญจริงๆ เข็นตัวเองยังไงก็ไม่ขึ้น มูกี่ที่ๆ ก็ไม่รอด ชีวิตวนๆ อยู่กับความทุกข์
จนเราก็ได้ยินเรื่องแนวๆ ว่า คำที่พ่อแม่สาปแช่งมักจะส่งผลแรงเสมอ ก็เลยลองๆ สักหน่อยนึง ลดอคติตัวเองลง ยอมพูดดีกับคนที่บ้าน ถ้าเขาด่ามาก็ใช้ความน่าสงสารเข้าสู้ และ เอ่ยบ่อยๆ ว่า "แม่อวยพรหนูหน่อยสิ หนูเหนื่อยมากเลยช่วงนี้" เขาก็เหมือนจะเห็นใจที่ชีวิตเราลำบากมากช่วงนั้น เลยอวยพรมาว่า "ขอให้หนูคิดดีทำดี ทำอะไรก็เจริญ"
หลังจากนั้นอาจจะใช้เวลาสัก 1-2 เดือน ดวงเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ลูกค้าเข้าหา การงานเข้ามา จิตใจดีขึ้น และพ่อแม่ลดคำสาปแช่งลง จริงๆ คือเราไปเคลียร์กับเขาด้วยว่า ไม่โอเคนะ ที่มาแช่งกัน นี่ลูกนะ เคลียร์กันยาวน้ำตาแตกมาก เขาเลยลดคำสาปแช่งลงแม้บางทีจะไม่ได้ตั้งใจพูด พูดเพราะโมโหเฉยๆ แต่มันส่งผลจริงๆ
จากนั้นเราก็พยายามลดๆ การพูดจาที่จะก่อดราม่า และว่างๆ ก็ทักไปขอคำอวยพร เขาก็อวยพรมา เนื่องจากไม่ได้อยู่ด้วยกัน อยู่ห่างกัน เลยมีระยะห่างกันมากขึ้น เลยพูดจาดีต่อกันมากขึ้น (ตอนอยู่ด้วยกันทุกวัน คือบ้านแตกจริงๆ ค่ะ เลยย้ายออกมา อยู่ไม่ไหว)
จนถึงปัจจุบันก็ยังทักไปขอพรอยู่ ไม่ได้ขอส่งๆ นะ ต้องเข้าใจกันจริงๆ เขาเข้าใจเราว่าเออเราลำบาก เรารู้สึกไม่ดี วางอคติลงแล้วอวยพรเราเช่นกัน ในช่วงไม่กี่วันก็มักจะมีเรื่องดีๆ เข้ามาเสมอ ก็ถือว่าเป็นทริคเล็กๆ ไว้เยียวยาจิตใจเรายามใจช้ำ
และเอาจริงๆ ทุกวันนี้ก็ยังแอบเหลือจะเชื่อกับทฤษฎีนี้อยู่ แบบเออมันก็เป็นไปได้เนอะ ถ้าใครที่พูดจาดีๆ กับพ่อแม่ไม่ได้ อย่างน้อยก็อย่าให้เขามาสาปเราเลยนะคะ มันแบบ เจ็บจี๊ด
ปล. จริงๆ คิดว่าทุกคำสาปแช่งมีผล แต่ก็อยู่ที่ว่าคนๆ นั้นมีบุญสัมพันธ์กับเราแค่ไหน หรือมีบุญกรรมร่วมกันมากน้อยปานใด ถ้าได้ขึ้นชื่อว่ามีบุญคุณกับเรามาก่อน ก็อาจจะส่งผลแรงมากๆ ใดๆ ก็ตามฟังหูไว้หูนะคะ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลเด้อ
ไทย
westmania retweetledi
westmania retweetledi
westmania retweetledi
westmania retweetledi

westmania retweetledi
westmania retweetledi

ล่าสุดไปคุยกับหมอมา
หมอบอกว่าคนสมัยนี้ป่วยอายุน้อยลงเรื่อยๆ
สาเหตุหลักๆ คือ
- ความเครียด โดยเฉพาะเรื่องเงิน
ความเครียดเลวร้ายมาก ทำให้เลือดเป็นกรด ฮอร์โมนแปรปรวน น้ำตาลสูง นอนไม่หลับ ท้องอืด ท้องผูก และอีกสารพัดอาการ
- น้ำตาล และ process food ด้วยของกินสมัยนี้ ที่ขายกันมีแต่น้ำตาลและอาหารที่ไม่ดีต่อร่างกายเต็มไปหมด หาซื้อง่าย รวมทั้ง คนโดนกระหน่ำด้วยรีวิวสารพัดอาหาร ก็แห่กินกัน
- ขาดสารอาหาร ขาดวิตามิน โดยเฉพาะ c & d เพราะคนสมัยนี้เน้นกินอาหารเร็วๆ จานเดียว จึงได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน ร่างกายจึงอ่อนแอ การขาดวิตามิน c & d ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
- นอนน้อย นอนดึก นอนไม่พอ ปัจจัยเรื่องการนอน ส่งผลอย่างมากต่อสุขภาพ
- ขาดการออกกำลัง ชีวิตที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย กล้ามเนื้อหาย อ้วนขึ้นง่าย หลายโรคเลยมาเยือน
ส่วนวิธีปฏิบัติตัวหมอบอกว่า ทุกคนรู้อยู่แช้วว่าต้องทำยังไง แต่มันทำยาก มันไม่สนุก คนเลยไม่ค่อยทำ คนส่วนใหญ่จะเริ่มหันมาดูแลตัวเองจริงจัง เมื่อป่วยแล้วทรมานแล้ว จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะถ้าดูแลแต่แรก คงไม่ต้องป่วยและไม่ทรมาน
ไทย
westmania retweetledi
westmania retweetledi
westmania retweetledi
westmania retweetledi
westmania retweetledi






