Matteo Win

10.8K posts

Matteo Win banner
Matteo Win

Matteo Win

@PopeReport

Founder of Pope Report. I want to be a learning machine. Entrepreneur. I'm interested in Pope and Vatican news, stock investment, business, and football.

เข้าร่วม Kasım 2011
606 กำลังติดตาม1.1K ผู้ติดตาม
Matteo Win
Matteo Win@PopeReport·
1. สำหรับคริสตชนหลายคน “นักบุญประจำตัว” (Patron Saint) อาจเป็นเพียงชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ตอนรับศีลล้างบาป เป็นเหมือน “ค่าเริ่มต้น” (Default Setting) ที่เราไม่ได้เลือกเอง และบางครั้งเราก็ไม่ได้รู้สึกเชื่อมโยงกับชื่อนั้นเลย แต่สำหรับตัวผมเอง นักบุญประจำตัวของผมคือ “มัตเตโอ” หรือ “นักบุญแม็ทธิว” กว่าจะมาเชื่อมโยงและเข้าใจอย่างแท้จริง ก็กินเวลาไป 40 กว่าปี 2. สารภาพตามตรงว่าในวัยเด็ก ผมรู้สึกว่าชื่อนักบุญแม็ทธิว ดู “ไม่เท่” เอาเสียเลย (คริสตชนไทยจะเขียน มัทธิว) เพราะในสังคมคาทอลิกไทยเมื่อ 30-40 ปีก่อน นามนักบุญที่ดูทรงพลังและเป็นระดับ “Blue Chip” ต้องเป็น เปโตร ไม่ก็ เปาโล แต่ใครจะไปคิดว่าพอโตขึ้น ผมกลับภูมิใจในนามนักบุญ “แม็ทธิว” อย่างถึงที่สุด 3. ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ประสบการณ์นี้สอนให้ผมเรียนรู้ว่า บางที “ชีวิตกับความเชื่อ” ก็เหมือน การลงทุนระยะยาว (Long-term Investment) ที่ต้องอาศัยระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 40 ปี กว่าเราจะ “เข้าใจ” ถึงมูลค่าและเหตุผลที่แท้จริงของสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมมาให้เรา 4. หากเราไปดูประวัติของนักบุญแม็ทธิว ท่านเคยทำงานเป็น “คนเก็บภาษี” ซึ่งเป็นอาชีพที่คลุกคลีกับตัวเลข เงินทอง และผลประโยชน์ แต่ทันทีที่พระเยซูเรียกให้มาเป็นศิษย์ติดตาม ท่านก็กล้าที่จะตัดขาด (Cut Loss) จากการหมกมุ่นในความมั่งคั่งเหล่านั้น แล้วผันตัวมาประกาศพระวรสารผ่านการเขียน 5. เมื่อนำเรื่องนี้มาทบทวนกับชีวิตตัวเอง ผมพบความสอดคล้องที่น่าประหลาดใจ ตอนเด็กผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะเดินมาในเส้นทางสายธุรกิจหรือเป็นนักลงทุน แต่การมีนามนักบุญแม็ทธิวติดตัว กลับทำหน้าที่เหมือน Corporate Governance หรือหลักธรรมาภิบาลประจำใจที่คอยกำกับดูแลชีวิตผมอยู่เงียบๆ 6. นามนักบุญนี้เป็นเหมือนเสียงเตือนสติผมเสมอว่า “เราจะรับใช้นายสองคนไม่ได้ ... พระเจ้ากับเงิน เราต้องเลือกรับใช้และฟังเพียงอย่างเดียว” ในโลกธุรกิจที่มุ่งเน้นแต่ผลกำไร นักบุญแม็ทธิวคอยดึงผมกลับมาเสมอเวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ว่า “ให้พระเจ้ามาก่อน อย่าโลภ และอย่าเอาเปรียบทุกฝ่าย” นามนักบุญแม็ทธิวช่วยบริหารความเสี่ยงทางจิตวิญญาณให้ผมได้มากจริงๆ 7. นอกจากเส้นทางธุรกิจ ผมยังมีเพจ Pope Report ที่เกิดจากความรักในการอ่านและการเขียน ซึ่งจุดนี้เองที่ไปสอดคล้องกับสิ่งที่นักบุญแม็ทธิวทำ นั่นคือการเขียนบันทึกพระวรสาร แน่นอนว่างานของท่านยิ่งใหญ่กว่าผมอย่างเทียบไม่ติดเพราะขับเคลื่อนด้วย “พระจิต” ส่วนผมขับเคลื่อนด้วย “แรงบันดาลใจ” แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่า เราต่างใช้ความถนัดของตัวเองเพื่อสื่อสารเรื่องราวของพระเจ้า 8. อีกหนึ่ง Insight ที่น่าสนใจมากๆ คือ พระสันตะปาปา ฟรานซิส ก็มีความผูกพันกับนักบุญแม็ทธิวอย่างลึกซึ้งเช่นกัน จุดเปลี่ยนชีวิตของพระองค์เกิดขึ้นในวันที่ 21 กันยายน ค.ศ.1953 (วันฉลองนักบุญแม็ทธิว) วัยรุ่นที่ชื่อ ฆอร์เค่ แบร์โกโญ่ ได้รับการดลใจอย่างแรงกล้าในห้องแก้บาปให้ตัดสินใจเลือกเส้นทางสงฆ์ของพระคริสต์ แม้แต่คติพจน์ประจำสมณสมัยของพระองค์ที่ว่า “Miserando atque eligendo” (ทรงพระเมตตาและทรงเลือกสรร) ก็ดึงมาจากจังหวะที่พระเยซูทรงเลือกแม็ทธิว คนเก็บภาษีที่สังคมรังเกียจนั่นเอง 9. เมื่อวันอาทิตย์ปาสกาที่ผ่านมา ผมได้ฟังบทเทศน์ของคุณพ่อมิเกล กาไรซาบาล ท่านกล่าวประโยคหนึ่งที่สะกิดใจผมมากว่า “มารีอา มักดาเลนา เป็นคนที่เคยมีชื่อเสียงไม่ดี แต่พระเยซูก็เห็นคุณค่าในตัวของเธอ” ผมว่า นักบุญแม็ทธิว ก็เช่นกัน ท่านคือคนบาปที่ถูกสังคมรังเกียจ และบางคนอาจอิจฉาจนใส่ร้ายว่าเป็นคนไม่ดี แต่พระเยซูก็มองข้ามอดีตและเห็น “คุณค่า” (Intrinsic Value หรือภาษานักลงทุนจะบอกว่า “มูลค่าแท้จริง”) ในตัวเขา จนเรียกให้มาทำงานใหญ่เพื่อพระองค์ 10. เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ บวกเข้ากับสิ่งที่พระสันตะปาปา ฟรานซิส เคยสัมผัสกับความเมตตาของพระเจ้าสมัยเป็นวัยรุ่น ผมยิ่งสะท้อนกลับมาดูตัวเองและตระหนักว่า ตัวผมเองก็ไม่ใช่คนดีอะไร ผมเป็นคนบาป ไม่ใช่พูดเพื่อให้ดูเท่ว่าเป็นคนบาป แต่ผมเป็นคนบาปที่เชื่อในพระเจ้า (I am a sinner. I believe in God.) 11. เวลาที่ผมไปร่วมมิสซา จังหวะที่ผมชอบมากที่สุดคือตอนที่ทุกคนในวัด “คุกเข่า” ลงพร้อมกัน เพราะการคุกเข่าลงต่อหน้าพระเจ้าพร้อมกันเปรียบเสมือน The Great Equalizer หรือจุดที่ทำให้ทุกคนกลับมาเท่าเทียมกัน ไม่ว่าโลกภายนอกคุณจะเป็นใคร จะยิ่งใหญ่ทางโลกแค่ไหน จะรวยหรือจน ท้ายที่สุดเราทุกคนก็ต้องลดอีโก้ และคุกเข่าลงต่อหน้าพระเจ้าเหมือนกันหมด นี่คือการ Rehearsal หรือ “ซ้อมใหญ่” ของการพิพากษาก่อนเข้าสวรรค์ที่พระเจ้าจะประเมินและเลือกคนจาก “ความดี” ที่เราทำ ไม่ใช่สถานะทางสังคมที่เราเป็น จังหวะนี้ทำให้ผมตกผลึกว่า ต่อให้คนบาปที่เลวร้ายที่สุด ถ้าสำนึกและกลับใจจริงๆ เราก็มีสิทธิ์ได้รับความเมตตาจากพระเจ้า (เรื่องนี้ พระสันตะปาปา ฟรานซิส พูดย้ำเสมอ) 12. ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเพิ่งมาปลดล็อกและเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ทำไมตัวเองถึงได้รับนามนักบุญว่า “แม็ทธิว” และนามนักบุญนี้เกี่ยวข้องกับผมอย่างไร ซึ่งก็น่าแปลกใจที่จิ๊กซอว์แห่งความเข้าใจชิ้นนี้ ดันมาประกอบเสร็จสมบูรณ์เอาในยุคสมณสมัยของพระสันตะปาปา ฟรานซิส นี่เอง 13. ที่ผมเขียนมาทั้งหมด แค่อยากชวนให้ทุกคนลองกลับไปทบทวนกับตัวเองและสังเกตดูว่า ชีวิตคริสตชนของเราในวันนี้ มีความสอดคล้องหรือสะท้อนถึง “นามนักบุญ” ของเราบ้างหรือเปล่า ผมว่ามันน่าสนใจและน่าคิดมากๆ
Matteo Win tweet media
ไทย
0
4
10
320
Matteo Win
Matteo Win@PopeReport·
ตั้งแต่บทความนี้ถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้อ่านที่ส่งข้อความส่วนตัว, เจอหน้าแล้วเข้ามาคุยเรื่องบทความ หรือบางท่านก็โทรศัพท์มาหา ประมาณ 15 ท่าน ... ดีใจที่บทความนี้เป็นประโยชน์ ผมเขียนจากใจและจากประสบการณ์จริงๆ ไม่คิดว่าจะช่วยให้กำลังใจหลายท่านได้ขนาดนี้ พอย้อนกลับมาทบทวนอีกที มันก็ตรงกับบทเทศน์ในสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ของพระสันตะปาปาพอสมควร เช่น 1. “สิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องจำไว้คือ ไม่ว่าจะเป็นงานอภิบาลหรืองานในสังคม ความดีงามไม่มีทางเกิดขึ้นได้จากการใช้อำนาจข่มเหงคนอื่น ธรรมทูตที่เก่งกาจล้วนทำให้เห็นว่า วิธีการที่ดีที่สุดคือการทำงานแบบเงียบๆ ไม่โอ้อวด อาศัยการเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกัน รับใช้อย่างไม่เห็นแก่ตัว เลิกใช้แผนการที่หวังผลประโยชน์ แต่เน้นการพูดคุยและเคารพกัน นี่คือวิถีทางที่พระเจ้าลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งต้องปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมนั้นๆ เสมอ ความรอดพ้นจะส่งถึงใจคนได้ก็ต้องผ่านภาษาที่เขาเข้าใจ เหมือนที่บอกว่า ‘ทำไมเราแต่ละคนจึงได้ยินพวกเขาพูดภาษาท้องถิ่นของเรา’ (กิจการอัครสาวก 2:8)” 2. “เมื่อเราเลิกคิดที่จะควบคุมเวลาของพระเจ้า แต่หันมาวางใจในพระจิต ผู้ซึ่งยังคงทำงานอยู่แม้ในทุกวันนี้ เหมือนในสมัยพระเยซูและอัครสาวก พระองค์ทำงานอยู่ก่อนหน้าเรา ทำงานหนักและดีกว่าเรา หน้าที่ของเราไม่ใช่การไปสั่งพระองค์ทำงาน แต่คือการมองให้เห็น ต้อนรับ เดินไปกับพระองค์ เปิดทางให้ และตามพระองค์ไป” 3. “การเตรียมใจรับมือกับความเข้าใจผิดและการถูกปฏิเสธ เหมือนที่ชาวเมืองนาซาเร็ธเคยโกรธเกรี้ยวใส่พระเยซู … แม้ในพิธีมิสซาจะไม่ได้อ่านบทนี้ แต่สิ่งที่เรากำลังเฉลิมฉลองคืนนี้ สอนเราว่า ‘อย่าหนีปัญหา’ แต่ให้ ‘เผชิญหน้าและก้าวผ่านมันไป กางเขนคือส่วนหนึ่งของการทำงาน การถูกส่งออกไปอาจจะขมขื่นและน่ากลัว แต่สุดท้ายมันจะทำให้เราเป็นอิสระและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ การยึดครองโลกด้วยอำนาจจะถูกทำลายจากภายใน และความรุนแรงจะถูกกระชากหน้ากาก” 4. “เรามักจะถูกล่อลวงให้มองหาพระเจ้าที่คอยรับใช้เรา คอยประทานชัยชนะให้เรา และคอยมีประโยชน์กับเราเหมือนกับความรวยหรืออำนาจ แต่เรากลับมองไม่เห็นว่า พระเจ้ารับใช้เราจริงๆ ผ่านการก้มลงล้างเท้าให้อย่างถ่อมตนและให้โดยไม่หวังผลตอบแทน นี่แหละคือความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของพระเจ้า” … ​แต่ถ้าถามว่า ข้อไหนที่เหมือนพระบอกตัวผมเองมากที่สุด น่าจะเป็นข้อ 2 นั่นคือ “หน้าที่ของเราไม่ใช่การไปสั่งพระเจ้าทำงาน ต้องให้ตามที่เราร้องขอ แต่หน้าที่เราคือต้องมองให้เห็นว่าพระเจ้าอยู่ตรงนี้ และเดินไปกับพระองค์”
Matteo Win@PopeReport

1. ทุกครั้งในช่วง Holy Week ผมจะชอบนั่งคิดถึงบทความ Dark Night of Soul ที่พระสันตะปาปา ฟรานซิส เคยเผชิญ และไตร่ตรองเข้ากับสิ่งที่พระเยซูตรัสครั้งสุดท้ายบนไม้กางเขนว่า “พระเจ้า ทำไมถึงทอดทิ้งข้าพเจ้า” (ผมเป็นคริสตชนธรรมดาๆคนหนึ่ง เป็นนักธุรกิจเจ้าของกิจการ ไม่ใช่นักบวช ดังนั้น ผมเขียนในมุมของคนธรรมดาๆที่เป็นคนบาป แต่เชื่อในพระเจ้า) 2. ในเชิงจิตวิทยา นี่คือเสียงสะท้อนในส่วนลึกของหัวใจเมื่อเราต้องเผชิญกับ “ความไม่ยุติธรรม” ที่พุ่งเข้าชนชีวิต เป็นวินาทีที่เราตั้งคำถามว่า “ทำไมเราทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำไมพระเจ้าถึงเงียบ และทำไมเราถึงถูกทิ้งให้อยู่กับความเจ็บปวดเพียงลำพัง” มันคือการตัดพ้อในฐานะมนุษย์ที่มีความรู้สึก แต่ไม่ใช่ไม่เชื่อในพระ 3. ปัญหานี้เกิดจาก Time Zone ที่ไม่เท่ากันระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ความยุติธรรมตามประสามนุษย์คือการ “เอาคืน” แบบทันทีทันใด เพื่อเรียกคืนความถูกต้อง สะใจ หรือปกป้องชื่อเสียง แต่ความยุติธรรมของพระเจ้าทำงานเหมือน “ดอกเบี้ยทบต้น” (Compound Interest) มันล้ำลึกกว่า ใช้เวลายาวนานกว่า และมักจะมองไม่เห็นผลลัพธ์ในระยะสั้น เราจึงต้องทนทุกข์อยู่กับกระบวนการ (Process) ที่ยาวนานนั้น 4. หากมองในมุมมองของนักธุรกิจหรือนักลงทุนที่ผมเป็น นี่คือช่วง Stress Test (การทดสอบความแข็งแกร่งของพอร์ตชีวิต) ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ “โจ๊บ” (Job) ที่สูญเสียทุกอย่าง หรือแม้แต่ พระสันตะปาปา ฟรานซิส ที่เคยต้องเดินผ่านช่วงเวลา Dark Night of the Soul เผชิญวิกฤติชีวิตและถูกลดบทบาทอย่างหนัก แต่เมื่อผ่านการทดสอบที่ยาวนานนั้นได้ พระเจ้าจึงเลือกพระองค์ให้กลับมาเป็นคาร์ดินัลและก้าวขึ้นเป็นผู้นำศาสนจักรในที่สุด รางวัลของพระเจ้ามักจะมาในเวลาที่ “ใช่” เสมอ 5. หลายวันก่อน ผมได้อ่านบทความจากเพื่อนของผมใน HOW Club ที่ พี่กระทิง พูนผล อาจารย์ที่ผมเคารพมากๆ สรุปหนังสือ The Changing World Order ของ เรย์ ดาลิโอ ผมชอบข้อความที่บอกว่า “ประเทศที่เจริญแล้วคือประเทศที่น่าเบื่อ” เพราะประเทศเหล่านี้ไม่หวือหวา ไม่วิ่งตามกระแส แต่เน้นการวางรากฐาน ทำเรื่องเดิมซ้ำๆ ทุกวันอย่างมีวินัย ทำสิ่งที่ถูกต้อง (ไม่ใช่แค่ถูกใจ) แม้ไม่มีใครบังคับ และเข้าใจว่าการพลิกโฉมประเทศต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษ 6. ผมเลยคิดเล่นๆว่า คาทอลิกที่เติบโตในความเชื่อคือคาทอลิกที่ดำเนินชีวิตแบบน่าเบื่อ ผมเอา Framework นี้ มาสวมเข้ากับการดำเนินชีวิตแบบคาทอลิก เราจะพบสมการเดียวกัน นั่นคือ “ความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ในชีวิต แต่เกิดจากการทำสิ่งที่ถูกต้องซ้ำๆ ทุกวัน” ศาสนจักรคาทอลิกไม่ได้สอนให้เราใช้ชีวิตแบบหวือหวาตามอารมณ์ แต่สอนให้เราลงมือทำจนความดีทุกวัน ทำวันละเล็กละน้อย แต่ทำซ้ำๆ จนเป็นนิสัย 7. ชีวิตคริสตชนที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง มักจะดูเรียบง่าย ธรรมดา และอาจจะ “น่าเบื่อ” ในสายตาของโลกที่เสพติดคอนเทนต์ฉาบฉวย การสวดภาวนา ทำหน้าที่ของตนเอง อดทน ยับยั้งชั่งใจ และลุกขึ้นกลับใจใหม่เมื่อทำผิด สิ่งเหล่านี้คือ Routine ที่ดูไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่มันคือการสร้างกล้ามเนื้อฝ่ายจิตให้แข็งแรง 8. คนเราไม่ได้เติบโตเพราะอารมณ์ดีหรือมีแรงบันดาลใจทุกวัน แต่เราเติบโตเพราะ “ยังคงเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้ในวันที่ไม่อยากทำเลยก็ตาม” การทำดีแบบสม่ำเสมอในจุดเล็กๆ ที่ไม่มีใครเห็น คือรากฐานที่ค้ำจุนความยิ่งใหญ่ของชีวิต อย่าเอาเสียงปรบมือของโลกมาเป็น KPI ในการวัดคุณค่าของตัวเอง อย่าทำดีเพราะอยากได้ยอด Like หรือคำชม แต่จงทำเพราะมันคือ Core Value ของเรา 9. คริสตชนที่มั่นคง ไม่ใช่คนที่ไม่เคยพบเจอกับความขัดแย้งหรืออุปสรรคในชีวิต แต่คือคนที่ไม่ยอมให้อุปสรรคนั้นเหวี่ยงตัวเองหลุดออกจากแก่นแท้หรือตัวตนของตัวเอง ในยามที่เจอกับความมืดมิดหรือวิกฤติ สิ่งที่เราทำได้คือหยุดบ่น แล้วลุกขึ้นมาลงมือทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป 10. อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญของการเป็นคาทอลิกที่เติบโตที่ยั่งยืนคือ “ความสมถะและติดดิน” ในโลกธุรกิจ เมื่อเราประสบความสำเร็จ สิ่งที่มักจะทำลายเราก็คือ Ego และการหลงระเริงกับความหรูหรา สำหรับคริสตชน การระลึกอยู่เสมอว่า “เรามาจากไหน” คือเครื่องมือป้องกันความเย่อหยิ่งที่ดีที่สุด การไม่หลงไปกับภาพลวงตาของอำนาจ สิทธิพิเศษ หรือวัตถุ คือการรักษาแก่นแท้ของชีวิตไว้ ความหรูหราและเสียงเยินยอคือภาพลวงตาที่พร้อมจะดึงเราให้จมลงเมื่อเราเผลอ 11. ท้ายที่สุด ในโลกที่ทุกอย่างหมุนเร็วและเรียกร้องความสนใจตลอดเวลา ความดีที่ยั่งยืนที่สุดคือความดีที่เรายังคงก้มหน้าทำต่อไปได้ แม้จะไม่มีใครชม ไม่มีใครเห็น และไม่มีใครเข้าใจก็ตาม จงเป็นคริสตชนที่ดำเนินชีวิตให้น่าเบื่อเข้าไว้ ทำดีแบบเล็กๆซ้ำๆทำไปเรื่อยๆ แม้จะเราจะพบกับความไม่ยุติธรรมในวันนี้ แต่สุดท้ายแล้ว พระเจ้าจะคืนความยุติธรรมให้เราอย่างแน่นอน เหมือนอย่างที่พระสันตะปาปา ฟรานซิส เคยได้รับ และเหมือนบรรดานักบุญทั้งหลาย

ไทย
0
1
4
60
Matteo Win
Matteo Win@PopeReport·
4. ร่วมยินดีหยุดยิงตะวันออกกลาง พร้อมนัดภาวนาเพื่อสันติภาพ ช่วงท้าย พระสันตะปาปาทรงแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง พร้อมแสดงความยินดีที่มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้สำเร็จ “พ่อรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับทราบข่าวการประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณแห่งความหวัง พ่อเชิญชวนทุกคนให้ร่วมกันสวดภาวนาเพื่อสนับสนุนการทำงานทางการทูต เพราะมีเพียงการเจรจาเท่านั้นที่จะยุติสงครามได้” พร้อมกันนี้ พระสันตะปาปาทรงย้ำเตือนการนัดหมายคาทอลิกทั่วโลก ให้มาร่วมตื่นเฝ้าสวดภาวนาเพื่อสันติภาพ ซึ่งจะจัดในวันเสาร์ที่ 11 เมษายนนี้ที่มหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน Source: - vatican.va/content/leo-xi…
ไทย
0
0
1
22
Matteo Win
Matteo Win@PopeReport·
3. ชีวิตนักบวชไม่ใช่การถูกล่ามโซ่ แต่คืออิสรภาพ พระสันตะปาปาชาวอเมริกันทรงกล่าวถึงชีวิตนักบวช ซึ่งธรรมนูญสภาสังคายนาได้ระบุไว้ว่า การยึดมั่นจิตตารมณ์แห่งพระวรสาร ได้แก่ ความยากจน ความบริสุทธิ์ และความนอบน้อมเชื่อฟัง ไม่ใช่ข้อจำกัดในชีวิต “คุณธรรมทั้งสามประการไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่ล่ามโซ่เสรีภาพ แต่เป็นของขวัญที่ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ ความยากจนช่วยปลดปล่อยเราจากผลประโยชน์ส่วนตน ความนอบน้อมเชื่อฟังช่วยปลดปล่อยจากการครอบงำผู้อื่น และความบริสุทธิ์คือของประทานแห่งจิตใจที่พร้อมรับใช้พระเจ้าและศาสนจักร” พระสันตะปาปาย้ำ
ไทย
1
0
2
27
Matteo Win
Matteo Win@PopeReport·
➡️ โป๊ป เลโอ ที่ 14 ทรงสอน ความศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สิทธิพิเศษของคนเพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นกระแสเรียกสำหรับผู้รับศีลล้างบาปทุกคนที่ต้องเจริญชีวิตด้วยความรักและทำความดีในสังคม ➡️ ทรงชี้ การปฏิญาณตนของนักบวชในเรื่องความยากจน บริสุทธิ์ และนอบน้อม ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่จำกัดเสรีภาพ แต่เป็นของขวัญจากพระจิตที่มอบให้นักบวชทุกคน ➡️ ความยากจนจะปลดปล่อยนักบวชจากผลประโยชน์ส่วนตน ความนอบน้อมจะปลดปล่อยนักบวชจากการครอบงำคนอื่น และความบริสุทธิ์จะทำให้นักบวชพร้อมรับใช้พระเจ้าและศาสนจักรอย่างมั่นคง ➡️ ทรงแสดงความยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ในตะวันออกกลาง พร้อมย้ำว่าการเจรจาคือทางเดียวที่จะยุติสงครามได้ และนัดหมายคาทอลิกทั่วโลกร่วมภาวนาเพื่อสันติภาพในวันที่ 11 เมษายนนี้ อ่านต่อ: popereport.com/2026/04/blog-p…
Matteo Win tweet media
ไทย
1
3
4
89