
crystalmild
13.4K posts






มาแล้ววว พรก.เงินกู้ 4 แสนล้าน จำนวน 5 หน้าถ้วน จะกู้แบงก์ซักล้าน อาจจะต้องเตรียมเอกสารหนาเป็นตั้ง เขียนเล่ารายละเอียดยิบถึงโครงการว่าจะทำอะไรบ้าง แต่รัฐบาลกู้ 4 แสนล้านไม่ต้องทำ จะกู้ยังไง กู้แบบไหน ไปทำอะไรบ้าง ไม่ต้องแจกแจง ที่ต่างไปจากพรก.รอบโควิด คือ รอบนี้คณะกรรมการกลั่นกรองมี ปลัดคลังนั่งเป็นประธาน (เดิม เลขาฯ สภาพัฒน์) โดยสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รับหน้าที่ประเมินโครงการ คลังกู้ คลังกลั่นกรอง คลังตรวจสอบ เรียกได้ว่า ชงเอง ตบเอง กินเอง ไม่ต้องให้ใครมาแบ่ง มาคานอำนาจ บัญชีแนบท้ายให้รายละเอียดแบบกว้างมากกก แผนเยียวยาจะตกถึงเกษตรกรและผู้ประกอบการด้วย แต่จะเหลือเท่าไหร่ ในเมื่อไทยช่วยไทยพลัสโครงการเดียวใช้ไป 1.7 แสนล้าน เกือบเต็มวงเงินไปแล้ว แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานเจ้าปัญหาเขียนกว้างได้อีก ไปจนถึงฝึกอบรมพัฒนาทักษะ ซึ่งถ้าไม่ทำตอนนี้เศรษฐกิจอาจล่มสลาย จึงต้องมายัดไส้ ใส่พรก. กู้ด่วน หลายคนสงสัยว่าถ้าฝ่ายค้านไปยื่นคำร้องขอให้ศาลรธน.ตีความจะทำให้รัฐบาลเดินหน้ากู้เงินมาเยียวยาพี่น้องประชาชนได้หรือไม่ คำตอบ คือ กู้ได้เลย! การยื่นคำร้องต่อศาลรธน. แค่ยับยั้งการอนุมัติจากสภา ไปอีกไม่เกิน 60 วัน หรือถึงแม้ศาลรธน.จะวินิจฉัยว่าผิด ก็ผิดแค่แผน 2 คือ แผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งรัฐบาลก็ได้ให้ข่าวก่อนหน้านี้แล้ว ว่าจะกู้ตามแผน 1 ก่อน คือ เร่งเยียวยา แม้การแจกเงินเยียวยาแบบ "สุ่ม" และ "เกือบถ้วนหน้า" อาจจะขัดใจ แบบที่คนเดือดร้อนอาจไม่ได้ หรือต้องรออีก 2 เดือนเพื่อลุ้นโชคในรอบ 2 แต่วิธีการใช้เงินคงต้องใช้กลไกสภาในการคัดค้าน ไม่มีทางที่เราจะใช้อำนาจศาลรธน.มาแทรกแซง พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนรอความช่วยเหลือสบายใจได้ค่ะ










สวัสดีค่ะ @DomundiTV @dmd_shop ดมดช ส่งสินค้าเลท คือ 27/04/2569 (ผ่านมา 11 วันแล้ว) และที่ผ่านมาได้ติดตามไปยังไลน์ ดมดช และแอดมินไม่ตอบข้อความมา 7 วัน เราจึงแจ้งความลงบันทึกประจำวัน หากพรุ่งนี้ไม่มีการอัพเดทเราจำเป็นต้องแจ้ง สคบ และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป CC : @GoodMemoriesDMD

KEY MESSAGES: วิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อค่าสนามบิน 1,120 บาท มาพร้อมน้ำมันแพง กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกกลับมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกโซเชียลมีเดียเมื่อคืนวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา สำหรับกระแสข่าวที่ว่าบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เตรียมขยับราคาค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่างประเทศจนทะลุหลักพันบาท แม้ประกาศดังกล่าวจะมีมาตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 แล้วก็ตาม แต่เมื่อใกล้ถึงกำหนดการบังคับใช้จริงในเดือนมิถุนายนนี้ ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ตึงเครียด ทำให้สังคมกลับมาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสอีกครั้ง ข้อมูลที่แชร์กันอย่างกว้างขวางระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป AOT จะปรับอัตรา ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC) สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศใหม่เป็น 1,120 บาทต่อคน จากเดิมที่จัดเก็บในอัตรา 730 บาท การปรับขึ้นครั้งนี้มีผลเฉพาะผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, เชียงใหม่, แม่ฟ้าหลวง เชียงราย, ภูเก็ต และหาดใหญ่ ส่วนเส้นทางภายในประเทศยังคงตรึงราคาไว้ที่ 130 บาทเพื่อพยุงการท่องเที่ยวไทย ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT ได้เคยชี้แจงยืนยันว่า ค่าบริการ PSC นี้ ไม่ใช่ภาษี และไม่ใช่รายได้เพื่อแสวงหากำไรส่วนเกิน แต่เป็นรายได้ที่นำไปใช้เฉพาะในกิจการที่เกี่ยวข้องกับสนามบินตามหลักเกณฑ์สากลของ ICAO โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปลงทุนในโครงการสำคัญ เช่น อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) และการนำระบบบริการอัตโนมัติ (CUPPS) มาใช้เพื่อยกระดับความรวดเร็วและความปลอดภัยให้ทัดเทียมมาตรฐานโลก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้กระแสดราม่าครั้งนี้ทวีความรุนแรงกว่าปกติ คือปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้อย่าง วิกฤตราคาน้ำมันโลก จากชนวนเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุรุนแรงในปี 2569 นี้ ส่งผลให้ราคาต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสายการบินต่างๆ จำเป็นต้องปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) ในตั๋วเครื่องบินไปก่อนหน้านี้แล้ว การที่ PSC มาขยับขึ้นซ้ำเติมอีกจึงกลายเป็น ‘เคราะห์ซ้ำกรรมซัด’ สำหรับผู้บริโภค เมื่อพิจารณาในมุมมองวิชาการ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เคยออกมาโพสต์ข้อมูลเปรียบเทียบก่อนหน้านี้ โดยระบุว่าการปรับขึ้น PSC ครั้งนี้สูงถึง 53% และเมื่อเทียบกับสนามบินระดับโลก พบว่าสุวรรณภูมิจะเก็บค่าธรรมเนียมแพงกว่าสนามบินชั้นนำอย่าง อินชอน (เกาหลีใต้), ฮาเนดะ และนาริตะ (ญี่ปุ่น) ทั้งที่อันดับโลกของสนามบินไทยยังคงอยู่อันดับที่ 39 ซึ่งตามหลังสนามบินเหล่านี้อยู่มาก ดร.สามารถ ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อจ่ายระดับโลก แล้วผู้โดยสารจะได้รับบริการระดับไหน เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกบวกเข้าไปในตั๋วเครื่องบินโดยตรง โดยเฉพาะเที่ยวบิน Low Cost ที่ราคาเฉลี่ย 4,000-5,000 บาท หากต้องจ่ายเพิ่มอีกเกือบ 400 บาท จะทำให้ราคาตั๋วแพงขึ้นทันที 7-10% ซึ่งอาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวหันไปเลือกจุดหมายปลายทางอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่าแทน นอกจากนี้ ดร.สามารถยังกังวลว่าวิกฤตราคาน้ำมันจากตะวันออกกลางจะกลายเป็นตัวเร่งให้การท่องเที่ยวไทยซบเซาลง หาก AOT ยังคงยืนยันที่จะปรับราคา แม้เงินที่ได้มาจะนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจริง แต่หากไม่มีผู้โดยสารมาใช้งานเนื่องจากแบกรับค่าตั๋วไม่ไหว การลงทุนเหล่านั้นก็อาจไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ ในส่วนของเสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดีย ผู้ใช้งานส่วนใหญ่แสดงความกังวลและไม่พอใจ พร้อมตั้งคำถามถึงการพัฒนาบริการอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การลดคิวตรวจคนเข้าเมือง หรือการปรับปรุงห้องน้ำและพื้นที่พักคอยให้เพียงพอ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ผู้โดยสารต้องเผชิญมานานหลายปี บทสรุปของประเด็นนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าขึ้นราคาเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ความคุ้มค่าและจังหวะเวลา การที่ประกาศนี้มีมานานแล้วไม่ได้หมายความว่าเสียงคัดค้านจะเบาลง หาก AOT ไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของบริการที่ชัดเจนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและน้ำมันที่แพงหูฉี่เช่นนี้ วันที่ 20 มิถุนายน 2569 อาจเป็นวันเริ่มต้นของบททดสอบครั้งใหญ่ของท่าอากาศยานไทย สุดท้ายแล้ว การปรับขึ้นราคาในจังหวะที่มีวิกฤตราคาน้ำมันโลกซ้อนเข้ามาแบบนี้ จะส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางไปต่างประเทศของคุณมากน้อยเพียงใด? #TheStandardNews





สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดปม AOT จ่อขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกต่างประเทศในสนามบิน 6 แห่ง เป็น 1,120 บาท เริ่ม 20 มิ.ย.นี้ อ้างรองรับต้นทุนในอนาคต ‘ทั้งที่มีกำไรมหาศาล’ “AOT ได้ชี้แจงเหตุผลของการปรับราคาครั้งนี้ เพื่อรองรับต้นทุนการดำเนินงานและปรับปรุงบริการของทั้ง 6 สนามบินในอนาคต แต่ทว่ายังไม่ปรากฏรายละเอียดต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หรือความเชื่อมโยงระหว่างการปรับขึ้นกับแผนการพัฒนาสนามบินในอนาคต” “แต่ในขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาผลประกอบการของ AOT ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่า บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีกำไรจากการดำเนินงานตั้งแต่ 90 บาทต่อคน ถึง 290 บาทต่อคน แม้จะได้รับผลกระทบในช่วง Covid-19 แต่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ โดยล่าสุดในปี 2568 AOT มีกำไรจากการดำเนินงานถึง 25,859 ล้านบาท” “หากการกำกับดูแลไม่โปร่งใส ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลต่อทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชนภายในประเทศอย่างแน่นอน” ดร.สุเมธ องกิตติกุล และกิตติยา ยิษฐาณิชกุล ทีมวิจัยนโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าว อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ thestandard.co/tdri-reveals-i… #TheStandardWealth




แล้วประเทศเราก็จะอยู่กันไปแบบนี้แหละ เรื่องปลาหมอคางดำ โลหะหนักในแม่น้ำกกแม่น้ำโขง PM2.5 ที่วนมาทุกปี ถนนพระราม2 ถล่ม ทุจริตโครงการรัฐ สร้างตึกร้าง เสาไฟกินรี แล้วก็ไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไรสักอย่าง เรื่องบาร์โค้ดเลือกตั้ง ซื้อเสียงเลือกตั้ง อะไรงี้ก็เงียบไปละ












