42
5.2K posts

42
@notmxvn
⠀a+ at being invisible | cw: randomly tweet Ⲋ𝔫𝔞ꮶ𝔢 shits (feel free to block/mute) ⠀⠀⠀⠀⠀⠀ ⠀⠀⠀⠀⠀⠀ ⠀⠀⠀⠀⠀

ขอหน่อย เตรียมตัวจดสูตรก่อน ใช้ Excel เป็นแล้วชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะนะครับน้อง ๆ

ขี้เกียจแต่ก็อยากรวย ลงทุนแค่ 3 กองนี้ ถือได้ยาวๆ จนเกษียณ! l New Gen Investor EP.82 กลยุทธ์การลงทุนแบบ "Lazy Portfolio" หรือพอร์ตการลงทุนสำหรับคนขี้เกียจแต่ฉลาด เพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวครับ แนวคิดหลัก: ขี้เกียจอย่างฉลาด (Lazy but Smart) แนวคิดนี้เริ่มต้นจากการยอมรับความจริงที่ว่า ในระยะยาวแทบไม่มีนักลงทุนหรือผู้จัดการกองทุนคนไหนสามารถเอาชนะตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ, ความล้มเหลวส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการเลือกสินทรัพย์ผิด แต่เกิดจากการพยายามเอาชนะตลาดมากเกินไป และการมองข้ามค่าธรรมเนียมที่กัดกินผลตอบแทน ปรัชญาของ John Bogle (ผู้ก่อตั้ง Vanguard) คือ "อย่ามัวเสียเวลาหาเข็มในกองฟาง แต่จงซื้อกองฟางนั้นทั้งกอง" ซึ่งหมายถึงการไม่พยายามเฟ้นหาหุ้นรายตัวที่จะชนะตลาด (เข็ม) แต่ให้ซื้อหุ้นทั้งตลาด (กองฟาง) ผ่านกองทุนดัชนีหรือ ETF แทน องค์ประกอบของ Lazy Portfolio (สูตร 3 กองทุน) หลักการนี้เน้นการกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพในสินทรัพย์ที่เติบโตดีในระยะยาวและมีต้นทุนต่ำ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก 1. หุ้นสหรัฐฯ (Total US Stock Market): เปรียบเสมือน "กองหน้า" หรือเครื่องยนต์หลักในการสร้างการเติบโต (Growth Engine) 2. หุ้นทั่วโลกนอกสหรัฐฯ (Total International Stock Market): เปรียบเสมือน "กองกลาง" เพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก 3. ตราสารหนี้ (Bond Market): เปรียบเสมือน "กองหลัง" หรือเบรกที่ช่วยประคองพอร์ตไม่ให้เสียหายหนักในช่วงวิกฤตและลดความผันผวน ======= การปรับพอร์ตสำหรับนักลงทุนไทย สำหรับคนไทย มีปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมคือ ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และ ความคุ้นเคย (Home Bias) รายการจึงแนะนำดังนี้ - ส่วนที่ 1 หุ้นสหรัฐฯ ยังคงแนะนำให้ลงทุน 100% ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพราะมีแนวโน้มเติบโตดีในระยะยาว ตัวอย่าง ETF ที่น่าสนใจ เช่น VTI, ITOT, SPY หรือ VOO ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 15 ปี อยู่ที่ประมาณ 13-17% ต่อปี - ส่วนที่ 2 หุ้นนอกสหรัฐฯ เพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังยุโรป ญี่ปุ่น จีน หรือตลาดเกิดใหม่ ตัวอย่าง ETF เช่น VXUS หรือ IXUS ซึ่งมีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี - ส่วนที่ 3 ตราสารหนี้ แนะนำให้ปรับมาใช้ ตราสารหนี้ไทย แทนตราสารหนี้สหรัฐฯ เพื่อลดความกังวลเรื่องความผันผวนของค่าเงินบาทและดอลลาร์ แม้ผลตอบแทนช่วงหลังอาจไม่โดดเด่นเท่าสหรัฐฯ แต่ในระยะยาว (10-15 ปี) ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกันที่ประมาณ 2-3% ต่อปี ====== การจัดสัดส่วนและการดูแลพอร์ต - สูตรของ Bogleheads มักแนะนำที่ 40/40/20 (หุ้นสหรัฐฯ 40%, หุ้นนอกสหรัฐฯ 40%, ตราสารหนี้ 20%) - การปรับตามอายุ - คนรุ่นใหม่ (20+ ปี): รับความเสี่ยงได้สูง อาจเพิ่มหุ้นเป็น 90% (45/45) และลดตราสารหนี้เหลือ 10% - วัยใกล้เกษียณ: ควรลดสัดส่วนหุ้นลงเพื่อความปลอดภัย เช่น ปรับเป็น หุ้นสหรัฐฯ 30%, หุ้นโลก 30%, และตราสารหนี้ 40% - การ Rebalancing: หากสัดส่วนเปลี่ยนไปมากเนื่องจากราคาดัชนีที่พุ่งสูงขึ้น ควรขายส่วนที่เกินและซื้อส่วนที่ขาดเพื่อรักษาความสมดุลของพอร์ตตามแผนเดิม ===== บทสรุป - การลงทุนแบบขี้เกียจไม่ได้แปลว่าไม่ใส่ใจ แต่เป็นการยอมรับว่าเราไม่จำเป็นต้องชนะตลอดเวลา - วิธีนี้จะไม่ทำให้เราได้ผลตอบแทนดีที่สุดหรือแย่ที่สุด แต่จะอยู่กลางตารางเสมอ และสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ - คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยได้ประมาณ 7-9% ต่อปี โดยไม่ต้องใช้เวลาหรือฝีมือในการคัดเลือกหุ้นมากนัก สรุป เราควรออมในสินทรัพย์ที่ถูกต้องและปล่อยให้เวลาทำงานครับ ^^ #FunManager





เพิ่งกลับจากเฉิงตู เปิดปสกไปจีนครั้งแรก งานปกหนังสือบ้านเขาสนุกมากกกก อยากไปอีก ㅠㅠ 💕

แนะนำสำหรับใครที่อยากสร้างตัวตน ไปทำ Tiktok ง่ายสุดละ ตัวแพลตฟอร์มมันดัน มันง่ายในแง่ที่ว่าต่อให้คุณไม่มีผู้ติดตามเลย ก็ยังมีคนดูคลิปคุณอยู่ดี นี่ทำจริงจังมาเข้าปีที่ 4 บอกเลยว่าชีวิตพลิกเพราะแอปนี้แหละ อัดคลิปลงเล่นๆตอนว่าง สรุปแมส ไม่ว่างอีกเลย ไม่ต้องกลับไปทำงานประจำแล้วด้วย

แลกเปลี่ยนข้อมูลกับมิตรสหาย พบว่าวงการนึง กำลังขาดคนหนักมากในระดับ senior management / director เงินดี การันตี income เกิน 150k++ ต้องพร้อมแบก ตีกับ global team และไม่เอาคนนอกสายงานด้วย เชี่ย หาจากไหน คนในวงการคือดูดกันไปกันมาจนไม่มีใครให้ดูดละ

เอาจริงกุจะเรียนจบละ ยังไม่เห็นวี่แววที่ตัวเองจะสามารถรับผิดชอบรถ 1 คันได้เลย financially, physically, emotionally

:: AI ทำงานแทน 30 คน :: ได้คุยกับพี่เจ้าของบริษัทท่านหนึ่ง ทำธุรกิจผลิตและขายสินค้า มีพนักงาน ~100 คน เค้าเล่าให้ผมฟังว่า รู้สึกเศร้ามาก ที่รู้ว่า AI ทำงานแทนพนักงานที่ตัวเองมีอยู่ได้เกือบ 30 คน ผมฟังแล้วตกใจ บอกขนาดนั้นเลยเหรอ ตำแหน่งงานอะไรบ้าง ? เขานั่งนับนิ้วให้ฟังเลย - บัญชี - การตลาด - แอดมิน - ตอบแชทลูกค้า - คอนเทนต์ โซเชียล - งานวางแผนในแทบทุกแผนก - Level Junior ในทุกตำแหน่ง ผมถามไม่มีบัญชีแล้วพี่จะอยู่ยังไง ? เขาบอกอย่าเข้าใจผิด คือ AI มาช่วยทำงาน ทำให้ลดคนลงได้ ไม่ใช่ยุบทั้งแผนก เช่นบัญชี ลดจาก 5 เหลือ 3 คนได้ ว่าแล้วพี่แกก็เปิดหน้าจอ MacBook ที่มีทั้ง Claude AI และ ChatGPT อีกหลายโปรเจ็คข้างใน กดให้ดูว่าพวกงานวิเคราะห์ตัวเลข ตอนนี้ไม่ต้องใช้คนก็ได้ หรืออย่างถ่ายภาพสินค้ากับนายแบบนางแบบ ตอนนี้คือเอา AI เจนหมดเลย ขายดีด้วย (โชว์หน้าจอ Gemini + Nano Banana Pro + Kling) . แต่ความลำบากใจ คือพี่แกรู้ว่าการเอาคนออก 30 คน บริษัทจะมีตังค์ขึ้นมาทันทีเกือบ 10 ล้านบาท (เงินเดือน + สวัสดิการณ์) เงินที่ได้จากการลดคน ทำให้คนที่เหลือได้โบนัสเพิ่ม อัพเกรดคอมให้ทุกคนได้ ทำออฟฟิศใหม่ได้ ถึงขั้นพาไป Outing ญี่ปุ่นยังมีตังค์เหลือ แต่ก็ผูกพันธ์กับพนักงานทุกคนมาก ไม่อยากให้ Culture ที่สร้างมาต้องหายไป ตอนนี้ก็เลยใช้วิธีถ้ามีใครลาออกจะไม่รับเพิ่ม แต่ก็ไม่รู้ทำไมปีนี้ไม่มีใครยอมลาออกกันเลย (ฮา) . แล้วทำไมพี่ไม่เอาพนักงานไปอบรม AI กันล่ะ ? แกบอกทำแล้ว ก็เพราะเทรน AI นี่แหล่ะ เลยทำให้รู้ว่ามีคนที่เกินความจำเป็น งานเดียวกันจะให้ 3 คนมานั่ง Prompt เหมือนกัน ก็ไม่ใช่ สุดท้ายผมถามว่าแล้วพี่เอาไงต่อ แกบอกว่ารอดูช่วงกลางปี แต่แนวโน้มคือยังไงก็จะไม่กลับไปมีพนักงานหลักร้อยอีกแล้ว ฟังแล้วขนลุก แต่ความจริงโลกธุรกิจยุค AI เริ่มเข้ามาแล้วสินะ

เปิดพัดลมกลางแจ้ง = เข้าใจได้ ทำเลย เปิดพัดลมในบีทีเอส = ก็ทำได้ เพราะร้อนจริง เปิดลำโพงมือถือในบีทีเอส = ทำทำไมคะ

ไม่ค่อยเห็นใครพูดถึงเว็บเรียนออนไลน์ เว็บนี้เท่าไร เลยอยากมาแชร์เผื่อคนที่กำลัง หาแหล่งเรียนรู้อัพสกิล พัฒนาตัวเอง theforage.com - เว็บนี้ดีตรงเราได้เรียน(สั้นๆ) + มี simulation ฟีลฝึกงาน online ตามหัวข้อกับบริษัทที่เราเลือก ซึ่งเป็นคอร์สของบริษัทใหญ่ ๆ แบบระดับโลกทั้งนั้น - เรียนฟรี ได้ใบ Cert. และเขาเคลมว่า มีโอกาสที่จะเข้าตา Recruiter ด้วย (เอาสิ้) - มีหลายสายงานอยู่นะคะ ที่แคปมาคือตัวอย่าง ทางนี้ก็เคยเทคคอรส์ Agile PM ของ JPMorgan ซึ่งถ้าไม่ได้เรียนผ่านเว็บนี้ เราจะมีโอกาสได้เรียน และได้ฝึกงานกับ JPMorgan ได้อย่างไร 5555 มองเป็นโอกาส explore ตัวเอง ก็คุ้มแล้ว กับระยะเวลาที่ใช้ไปในการเทคคอร์ส 🤓

บทความนี้ดีค่ะ • เมื่อก่อนเราได้ยินบ่อยๆว่าควรเดินให้ได้วันละ 10,000 ก้าวเพื่อสุขภาพร่างกาย ในบทความนี้ผู้เขียนอยากให้เราตระหนักถึงอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่น่าเป็นห่วงพอกัน นั่นก็คือ... • เรากำลังเผชิญกับวิกฤตด้านความสามารถในการการคิดและการจดจ่อที่ลดลงอย่างรุนแรง (อ่านอะไรยาวๆ ไม่ค่อยจบ หรืออยู่กับอะไรนานๆได้ยากขึ้น) • ในบทความเขาเปรียบเทียบได้น่าสนใจมากว่า ถ้าการเดินคือการออกกำลังกาย “การอ่านหนังสือ” ก็คือการออกกำลังกายของสมอง 🧠 แค่เริ่มต้นจากวันละไม่กี่สิบหน้า เพื่อฝึกให้เรากลับมาจดจ่ออยู่กับอะไรบางอย่างได้นานขึ้นอีกครั้ง • ในโลกที่ทุกอย่างพยายามแย่งชิงความสนใจของเราไป บางทีการหยิบหนังสือสักเล่มขึ้นมาอ่าน อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้ หรือความเพลิดเพลิน (จากนิยาย) แต่มันคือ อีกทางเลือกหนึ่งในการดูแล “ความสนใจจดจ่อและวิธีคิด” ของเราเอง



















